วันอังคารที่ 31 ตุลาคม พ.ศ. 2560

รอยารักษา

ความหวัง ความเชื่อ ของคนจะเรียกว่าทั้งโลกก็ว่าได้ ด้วยเห็นความเจริญก้าวหน้าของวัตถุในโลกปัจจุบัน ย่อมอดคาดหวังไม่ได้ว่า โรคที่ตนเป็น ช้าเร็วย่อมมียารักษาได้อย่างแน่นอน

เทคโนโลยีที่ก้าวไปถึงขั้น พันธุกรรม DNA อันจะเห็นได้จากการตัดต่อยีนของพืชและสัตว์ให้ได้ตามที่ต้องการ และความสามารถเจาะเข้าไปในอะตอม ก็ยิ่งทำให้ความหวังโตใหญ่ และน่าจะเป็นจริงได้ในไม่ช้า

ความปลูกถ่าย หรือ เทคโนโลยีเสต็มเซลล์ ในสัตว์ ก็ยิ่งกระตุ้นความเชื่อ ในการจะมียารักษาโรค จนบางสำนักคุยโวไปจนถึงขนาดในอนาคตอันใกล้ จะสามารถพิชิตได้ทุกโรค ด้วยเทคโนโลยีที่มีอยู่

หลวงพ่อนิพนธ์ชี้ให้พิจารณาว่า คนเหล่านั้นเชื่อว่า ด้วยวิทยาการแห่งตน จะสามารถชนะธรรมชาติได้ มิเพียงแต่การแพทย์ แม้นในความเป็นอยู่ ก็เชื่อว่า ตึกที่ตนสร้างแข็งแกร่ง ทนทานแผ่นดินไหว ลมฟ้าอากาศได้ สะพานที่สร้างก็แข็งแกร่ง ทนต่อคลี่นลมและพายุที่รุนแรงได้ ก็มีให้เห็นในหลากหลายประเทศ

ด้วยเหตุที่คนทั้งหลายเหล่านั้น ไม่เชื่อในสิ่งที่พระพุทธเจ้าทรงตรัส ว่าโลกนี้ ไม่มีอำนาจอะไรที่จะเหนือกรรมได้ สิ่งศักดิ์สิทธิ์หนึ่งเดียวนั่นคือ "กรรม"

สิ่งนี้ ทำให้คนทั้งหลายเชื่อไม่ได้ในวันนี้ คนมากมายจึงรอยารักษาโรค แต่วันเวลาจะเป็นเครื่องพิสูจน์ ว่าปัญญามนุษย์นั้น กรรมเขาสร้างมา จะมาเหนือกรรม เป็นไปไม่ได้ นั่นคือ ไม่มีวันที่มนุษย์จะคิดค้นวิธีการเอาชนะโรค ที่มาเพื่อทำลายชีวิตได้ พูดง่ายๆ "ไม่มียาใดรักษาโรคตายได้" นั่นเอง

แม้นแต่วิทยาการที่มีความน่าจะเป็นไปได้ที่สุด หลวงพ่อนิพนธ์ชี้ให้พิจารณา นั่นคือ การให้เลือด ก็จักเห็นได้ว่า ร่างกายเมื่อรับมาแล้ว ก็จักต่อต้านสิ่งแปลกปลอมที่เข้ามานี้ อันจะเห็นว่า แม้นในครั้งแรกๆของการให้ ร่างกายอาจจะยังไม่ปฏิเสธ แต่พอมากครั้งเข้า ร่างกายก็จะปฏิเสธเลือดที่ให้ แม้นจะมาจากแหล่งเดิม คนเดิม ที่เคยรับได้ก็ตามที สิ่งเหล่านี้มีให้เห็น และพบเสมอไม่เพียงแต่เลือด นั่นคือ การดื้อยา นั่นเอง

บทสรุป หลวงพ่อนิพนธ์และท่านอาสิ จึงมักชี้ให้พิจารณาว่า หนทางที่จะประสพผลในการช่วยตน ให้หายโรค อันเป็นบทพิสูจน์ที่มีมานาน รู้กันทั่ว นั่นคือ ทำตามคำสอนของพระพุทธเจ้า ใช้หลัก "ตนพึ่งตน" และ "ธรรมชาติ คือสมุนไพร" หมายความว่า เรื่องการกอบกู้ชีวิต ไม่มีใคร หรืออะไร ที่จะช่วยตนของเราได้ นอกจาก ตนของเรานั่นเอง

ใครจะรอยาก็ไม่ว่าอะไร ใครจะทำตามความเห็นความเชื่อของตนอย่างไร ก็ไม่ว่ากัน หากแต่สิ่งที่แม่ชีเมี้ยนชี้ให้เห็นว่า หากคิดจะช่วยตน ควรเดินตามเยี่ยงอย่างรอยของพระพุทธเจ้า นั่นคือ "พึ่งตนเอง" ด้วยชี้ให้เห็นว่า เหตุแห่งโรค มิใช่เชื้อโรค แต่คือ "กรรม" เราทำมา หากจะพ้นทุกข์ ย่อมต้องตัดเหตุคือ "นิสัยกรรม" มาทำตนให้มีนิสัยธรรม ของพระพุทธเจ้า เป็นบางสิ่งบางอย่าง จึงจะช่วยตนได้

แพ้ชนะ หายไม่หาย ... ตนของตนนั่นแหละ คือ คำตอบ หลวงพ่อนิพนธ์จึงกล่าวว่า "ใครฟัง พิจารณา แล้วทำได้ คนนั้นรอด"

ท่านอาสิ ก็เพียงแต่ทำได้แค่สมุนไพร เพื่อให้โอกาส ยืดวันเวลา ให้เราท่านทั้งหลาย ได้มีกำลัง มีสติปัญญา มีความรู้ เพื่อที่จะทำนิสัยแห่งตน เพื่อช่วยตน เท่านั้นเอง ... จะหวังแต่เอาสมุนไพรดันเพื่อให้พ้นโรค อาจทำได้ แต่จะพ้นกรรม ไม่ได้เลย ถึงกระนั้น ... ท่านอาสิก็เน้นย้ำเสมอ หายโรค ไม่ได้บอกว่า จะไม่ตาย กรรมเขามีวิธีเยอะ ออกไปหน้ามูลนิธิ รถไฟชนตายก็มีให้เห็นแล้ว

สมุนไพรจึงเป็นแค่จุดเริ่ม ของการช่วยตน บทสุดท้ายคือ "นิสัย" ต่างหาก ที่เป็นคำตอบว่าชีวิตจะรอดปลอดภัยหรือไม่

วันจันทร์ที่ 30 ตุลาคม พ.ศ. 2560

กระไดกตัญญู

ท่านอาสิชี้ให้เห็นว่า ศาสตร์ของพระภูมีที่แม่ชีเมี้ยนนำมาเพื่อหาบุญนั้น ต้องทำนิสัยใหม่ คือนิสัยของพระพุทธเจ้า เพียงประการเดียว จึงจักเป็นบุญ หาใช่สร้างด้วยวัตถุไม่

แลก็ชี้ให้เห็นอีกว่า กระบวนการที่หลวงพ่อนิพนธ์ทำเป็นแบบ ให้เดินตาม อันนับได้ว่าเป็นกระไดขั้นแรกในการสร้างนิสัยของพระพุทธเจ้าให้เกิดแก่ตน นั่นคือ กระไดกตัญญู

หากไร้เสียซึ่งกตัญญู การเดินในแนวทางพุทธศาสนา ย่อมเป็นไปได้ยากที่จะเกิดผล มักจะลงเอยในรูป ขึ้นต้นเป็นลำไม้ไผ่ เหลาลงไปกลายเป็นบ้องกัญชา ไปเสียหมด

หลวงพ่อนิพนธ์ชี้ให้พระที่บวชมาทุกรูปเห็นเสมอว่า ทุกคนที่บวชเข้ามาล้วนแล้วแต่ปรารถนาในพระพุทธศาสนาทุกรูปทุกนาม ไม่ว่าจะบวชสั้นหรือยาว ก็หวังมรรคผลในสิ่งที่ตนทำทั้งหมดทั้งปวง ว่าจะเป็นไปด้วยเจริญในธรรม

แต่ไฉน พระที่มีมากมายกว่าสามแสนรูป ในปัจจุบัน จึงไม่พบทางที่ตนปรารถนาเล่า

หลวงพ่อนิพนธ์จึงชี้ว่า ก็ด้วยข้ามกระไดกตัญญูนี้ไปนั่นเอง

เพราะนิสัยของพระพุทธเจ้านั้น เป็นนิสัยที่เราท่านยังไม่เคยมีเคยทำมา สิ่งที่มีอยู่คุ้นชิน ก็มีเพียงนิสัยกรรมนิสัยเวร ที่สร้างทุกข์ให้แก่ตน เท่านั้นเอง

ดังนั้น กรรมเขามีอำนาจ นิสัยเดิมก็ชักชวนให้หันเหกลับมา ด้วยทำง่าย นิสัยของพระพุทธเจ้า หากใครได้ลองทำตามที่ท่านอาสิชี้ คือ วางสัจจะไม่โกรธ ลองทำดูสักชั่วโมง ก็จักเห็นว่า เป็นงานที่หนักหนาสาหัสแก่ตน ไม่ว่า กาย วาจา ใจ ยิ่งนัก

ดังนั้น การจะดำรงนิสัยของพระพุทธเจ้า ให้เกิดแก่ตน ช้าเร็ว ย่อมอยู่ในสภาพเสมือนแบกภูเขา จึงเรียกวินัยนี้ว่า "วินัยทุกข์" ที่ต้องแบกไว้ตลอดเวลา จะทำได้อย่างไร เมื่อตนไม่คุ้นเคย ไม่ช้า ไม่นาน ก็วางทิ้งไปแทบทุกตัวคน

นี่แล แม่ชีเมี้ยนจึงทรงให้สติขันติสงฆ์ของท่านว่า ให้พิจารณา ตัวกตัญญู เป็นน้ำหนัก เมื่อจิตใจของเราเศร้าหมอง นั่นกรรมของเรา สิ่งที่เราท่านทำอยู่ ก็มีสติว่า เพื่อให้สิ่งที่ครูบาอาจารย์ พระพุทธเจ้า นั้นทรงยินดีว่ามีผู้อยากทำ และทำได้ เราท่านจะได้มีมานะในการดำรงวินัยทุกข์ เพื่อสร้างนิสัยสุขของศาสนา ให้บังเกิดแก่ตนให้จงได้ จะได้ทำตนอยู่ดูศาสนาได้

สติของความกตัญญูนี้แหละ จะพาเราท่านก้าวข้ามความเศร้าหมอง แลทำได้

บทสรุป หลวงพ่อนิพนธ์จึงมักชี้ว่า อย่ามองว่าเป็นพฤติกรรมเล็กน้อย การไหว้พ่อแม่ เพื่อความกตัญญู ก็สามารถช่วยให้พ้นกรรมพ้นเวรได้เป็นบางสิ่งบางอย่าง การระลึกคุณอยู่เสมอ ของแม่ชีเมี้ยน พระพุทธเจ้า ก็จะทำให้จิตใจเราเข็มแข็ง ในการทำนิสัยสุขของพระพุทธเจ้า และชุ่มอ่อนลง ในการมีเมตตาแก่ผู้อื่น ปรารถนาจะให้สุขแก่ผู้อื่นเป็นอุปนิสัย ตามครูบาอาจารย์ พระพุทธ และแม่ชีเมี้ยน

จึงเป็นบททดสอบที่หลวงพ่อนิพนธ์มักชี้ให้ดูว่า หากจะมองว่าใครจะประสพผลในแนวทางสมุนไพรของพระภูมีที่แม่ชีเมี้ยนนำมา เมื่อเข้ามาในเขต ใครที่มีกตัญญู ก็จักมีสติว่า การบูชาพระพุทธศาสนา หาใช่ด้วยวัตถุไม่ แต่ด้วยการลดกิริยา ที่ซึ่งเป็นการกระทำที่ยิงนกทีเดียวได้หลายตัว ได้ทั้งแสดงเอกลักษณ์ศาสนา อันเป็นกตัญญูที่ให้แก่ศาสนา ได้ทั้งการควบคุมนิสัยไม่สร้างกรรมแก่ตน ได้ทั้งนิสัยใหม่ที่จะบังเกิดแก่ตน ได้สร้างสุขให้ผู้อื่น ที่สำคัญ ได้ทำให้คนทั้งหลายทั้งปวงได้รู้ว่า หนทางแห่งการช่วยตน นั้นต้องทำเอง ไม่ใช่รอพึ่งสมุนไพรแต่เพียงถ่ายเดียว

หากเราท่านทั้งหลายทำได้ แผ่นดินของหลวงพ่อนิพนธ์ แม้นจะมีคนที่ทุกข์ด้วยโรค แต่ทุกคนที่มาก็หาได้เศร้าซึม หมดอาลัยตายอยาก เสมือนคนในโรงพยาบาล แต่เต็มไปด้วยรอยยิ้ม ด้วยเห็นทางรอด ต่างพยายามให้สุขแก่ผู้อื่นเป็นอุปนิสัย ยกฐานะวิญญาณของตน ให้เป็นผู้ให้ และยิ้มได้เพราะรู้ว่า ในไม่ช้าผลแห่งสุขจะย้อนกลับมาหาตน ด้วยสุขที่ตนให้แก่ผู้อื่นในวันนี้

แลจะทำเช่นนั้นได้ มิใช่เรื่องยากเลยที่จะหายโรค ก็เพียงแต่มีจิตกตัญญู สนองคุณของผู้ให้ ไม่ว่า แม่ชีเมี้ยน พระพุทธ ครูบาอาจารย์ แล้วนำมาเป็นสติควบคุมตน ให้ตนของตนทำได้ .... ใครทำได้ คนนั้นชี้วิตปลอดภัย ได้หายโรคเป็นของแถม ชีวิตภายภาคหน้าก็มีสุข ด้วยนิสัยให้สุขนี้ ย่อมสร้างสุขรอตนในวันข้างหน้านั่นเอง

จะมาเพียงเพื่อทานสมุนไพรหายโรค .... แล้วนิสัยเหมือนเดิม ... สิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่ไหน จะช่วยเล่า ... สิ่งศักดิ์สิทธิ์คงไม่โง่ ช่วยคนทำบาปจนกรรมบันดาลให้เป็นโรค แล้วทำให้คนนั้นหายโรค ไปทำบาปต่อ .... คนที่รับผล ย่อมฟ้องฟ้าดินว่า ไปช่วยทำไม ถ้าไม่ช่วยไอ้คนนี้ก็ตายห่าไปแล้ว ย้อนกลับมาทำบาปแก่เขาไม่ได้แล้ว ...

ก็แล้วถ้าท่านเป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์ ท่านจะช่วยคนที่เอาแต่ทานสมุนไพร เพียงเพื่อหายโรค หรือไม่

วันศุกร์ที่ 20 ตุลาคม พ.ศ. 2560

ไหนแน่


ความเห็น ความเชื่อ ย่อมเป็นอุปสรรคใหญ่ของความจริง

เห็นได้ชัด ในเรื่องของชีวิต โดยเฉพาะเมื่อความโลภเข้าครอบงำ การหากินกับชีวิตคน ที่ใครต่างก็รักจึงมีให้เห็นตลอด

หลวงพ่อนิพนธ์ ยกคำสอนแม่ชีเมี้ยนมาให้พิจารณาว่า เมื่อคนทั้งหลายเป็นบริวารกรรม ย่อมเป็นไปไม่ได้ที่ว่า จะมีความคิดใดของคน าเหนือหรือเอาชนะกรรมได้

เมื่อโรคเป็นผลแห่งกรรม แปลว่า “โลกนี้ไม่มีทางที่คน จะคิดค้นยามารักษาได้ ถ้าโรคนั้นมาเพื่อเอาชีวิต”

ยิ่งไปกว่านั้น โลกย่อมไม่สร้างอะไรที่ให้คุณลำพังด้วยตัวของมันเอง หมายความว่า ทุกสรรพสิ่งหากจะมาทำให้เกิดผลในการรักษา ย่อมต้องมีคู่ จึงจักเกิดผล

มันจึงหาคนรู้ว่าส่วนผสมนั้นคืออะไรยาก

แค่สมุนไพรมะนาว คนส่วนใหญ่รู้ว่ามีประโยชน์ แต่กินเฉพาะมะนาวผลไม่เกิด มาจับคู่แต่งงาน กลายเป็นสมุนไพรที่ช่วยขับเสมหะ รักษาเส้นเสียง ได้

บทสรุป ท่านจึงมักสอนว่า อย่าไปหลงเชื่อคำ ที่อวดอ้าง มียา ถ้ามีจริง ไม่มีคนเป็นโรคแล้ว และยิ่งพวกสารสกัด สมุนไพรผสมกันเอง ใส่กันมั่ว มีแต่อวดอ้าง หาผลไม่ได้เลย เสียเงินเปล่า

กลับมาเชื่อท้องของตน ทานในสิ่งที่ร่างกายรับ ทิ้งเคมี สารสกัด ทำได้ก็หายไปครึ่งหนึ่งแล้ว

แลหนทางที่หายโรค แบบง่ายๆสบายๆ ไม่มีดอก ก็ด้วยกรรมดลบันดาลโรคย่อมสร้างทุกข์เป็นแน่แท้ ยิ่งปฏิเสธ ยิ่งสะสมยิ่งหนักกว่าเดิม

วันอังคารที่ 17 ตุลาคม พ.ศ. 2560

ตัวเองก่อน


ครั้งเมื่อหลวงพ่อนิพนธ์สอนว่า "ต้องเห็นแก่ตนก่อน" มันก็ฝืนความนึกคิดเรา หรือฝืนสิ่งที่คนทั้งหลายสอน ว่า "อย่าเห็นแก่ตัว"

ท่านจึงถามว่า รู้ไหมใครที่มีโอกาสทำบุญและทำบาปได้มากที่สุด

นักบวช นั่นไง

เพราะอะไรหรือ เพราะคนที่เข้ามาหาเขาเชื่อ ศรัทธา มาฟังคำสอน เพื่อนำไปปฏิบัตินั่นเอง

ถ้าสิ่งที่ชี้นำถูก ผลถูกก็เกิดมหาศาล ถ้าชี้ผิดก็บาปมหาศาลเช่นกัน

ก็แล้วตัวเราท่านก็ไม่ต่างกัน จะชี้สอนสิ่งใดแก่ใคร แน่ใจหรือว่าสิ่งนั้นถูก

นี่แลศาสนาจึงให้มาเรียนรู้ ปฏิบัติ แล้วพิจารณาดูผล ถ้าผลถูกเกิดช่วยตนได้ ย่อมเป็นเครื่องยืนยัน แล้วจึงนำความรู้ที่ช่วยตนได้นี้ไปสอนผู้อื่น

เฉกเช่นพระพุทธเจ้า ทำตนจนสำเร็จ แล้วจึงโปรด

บทสรุป สิ่งที่คนในมูลนิธิชี้ มีเครื่องพิสูจน์ คือผู้ทำได้ ช่วยตนพ้นโรคได้ มานับพันนับหมื่น ผู้พูดจึงมั่นใจว่าไม่ผิด ไม่ว่าท่านอาสิ อ.อร่าม ที่ซึ่งไม่ใช่คนโง่ ที่เงินก็ไม่รับ แต่มาพูดสิ่งผิดให้คนทำ สร้างบาปให้แก่ตน

ความจริงนี้คนทั้งหลายไม่มอง มัวแต่จดจ่อว่า ต้องมีดีกรี ต้องมีปริญญา ต้องมี อ.ย. ต้องมีวิทยาการสูง ทั้งที่สิ่งเหล่านั้น หาผลยืนยันเป็นที่ประจักษ์ไม่ได้เลย ดูจากยอดจำนวนคนเสียชีวิตที่เพิ่มขึ้นทุกปี ก็เด่นชัด

ที่นี่ดูก็ธรรมดาไม่มีอะไร แต่ใครเห็น ใครเชื่อ ทำตาม พิจารณารุ่นพี่ แล้วทำตาม ก็หายได้เหมือนรุ่นพี่เช่นกัน ไม่จำกัดจะพุทธ คริสต์ อิสลาม ใครทำตามได้ คนนั้นรอด ใครไม่ทำ ก็ได้แค่ปรารถนาที่ไม่มีวันเป็นจริง

วันจันทร์ที่ 16 ตุลาคม พ.ศ. 2560

คิดโลกสวย


ความเจ็บทำให้หลายคนที่เคยฝันโลกสวย ก็ได้พบความจริง

เมื่อตนกลายเป็นคนไร้ค่าของคนอื่น เพราะความเจ็บ ทำให้ช่วยคนอื่นไม่ได้ ยังเป็นภาระที่ต้องมาดูแลนั่นเอง

จึงไม่แปลกที่หลวงพ่อนิพนธ์มักชี้ว่า ผลพวงของการเป็นโรค นั่นคือภาวะซึมเศร้า

หลายคนยิ่งอาจทำใจไม่ได้ เพราะคิดว่าตนเป็นที่รัก เป็นคนสำคัญ แต่มาวันนี้กลายเป็นยิ่งกว่าขยะ ที่ใครๆก็มองเป็นภาระ อยากทิ้งไป

คนป่วยบางท่าน พอรู้ว่าเป็นมะเร็ง หมอบอกกำหนดวัน บางรายก็รีบโอนทรัพย์สินที่มีให้คนที่ตนรัก แล้วก็มาทานสมุนไพรของพระภูมีที่แม่ชีเมี้ยนนำมา หวังแค่ไปสบาย แต่ดันหายนี่สิ ทีนี้ยุ่ง

จะกลับไปขอเงินเขาก็ไม่ให้ ขอแบ่งที่มาอาศัยก็ไม่ยอม เห็นมาหลายรายแล้ว

วันก่อนมีคนป่วยมะเร็งท่านหนึ่งเล่าให้ฟังว่า พี่น้องทิ้ง แม้นตัวคนป่วยเองสภาพยังไม่เลวร้ายมาก รักพี่รักน้อง ไม่มีครอบครัว ทำงาน มาวันนี้กลายเป็นภาระที่พี่น้องคนไหนก็ไม่อยากให้อยู่ด้วย

ความจริงแบบนี้มันเจ็บปวด แต่ก็ทำให้พบสัจธรรมของศาสนาที่ว่า "ไม่เห็นแก่ตัว ฟ้าดินลงโทษ"

หลวงพ่อนิพนธ์จึงชี้ว่า พึงระลึกว่าอะไรเป็นเพื่อนตาย ที่แท้จริง แล้วทำช่วยตนก่อน จึงคิดช่วยผู้อื่น

บทสรุป ท่านจึงชี้ว่า ศาสนาสอน ให้รู้รักษาตัวรอด ทำอย่างไรจึงพบสุข แต่มิใช่เอาตัวรอด แลอย่างที่ท่านอาสิชี้ มิใช่ช่วยเขาแล้วเราตาย

หากถามหลายคน ทำไมไม่มาให้ต่อเนื่องทำไมไม่ไปเรียนวิชารักษาตัวรอดจากผู้ปฏิบัติ คำตอบก็คุ้นชิน ไม่มีเวลา ภาระเยอะ

แล้วก็รอ เหมือนคนป่วยท่านนี้ ทำเพื่อพี่น้อง มาวันนี้ใครจะช่วยตน ไม่มีเลย

แต่ก็ต้องเชื่อว่ากรรมมีอำนาจ ตอนมาก็บอกหายแล้วจะอยู่กับศาสนา รับใช้ศาสนา พอหายจริง พี่น้องมารับ ไปช่วยเลี้ยงหลานหน่อย เก็บกระเป๋าไปแน่บก็ไม่ว่ากัน เพราะมีค่าแล้วนี่ ขอเพียงเป็นคนดี ศาสนาก็ยินดีแล้ว

หลวงพ่อนิพนธ์ นิยามศาสนา อุปมาเสมือนช่างซ่อม ปะผุบูรณะ สิ่งที่คนบอกไร้ค่า เป็นขยะ อยากทิ้งไปไกลนำมาทำให้ดี แล้วคืนไป อาทิ ลูกเสพยา ก็ทำให้หาย อบรมให้ดีกลายเป็นคนดีของครอบครัว ของสังคม ดีแล้วก็มารับคืนไป เรียกว่าคืนคนดีสู่สังคม ไม่หวังผลตอบแทน

หายโรคจึงเป็นเรื่องง่าย แค่มีเจตนาการกระทำสอดคล้อง คือหายเพื่อจะเป็นคนดี มีนิสัยบางสิ่งบางอย่างของพระพุทธเจ้า นำตน เท่านั้นเอง

วันอังคารที่ 10 ตุลาคม พ.ศ. 2560

ทำอย่างไรได้อย่างนั้น

ท่านอาสิ ชี้เสมอว่า ตัวกระทำไม่ตาย แปลความว่า ทำอย่างไรได้อย่างนั้น

ถ้าเราท่านร่วมมือกัน สมุนไพร ก็มีทานตลอดอย่างแน่นอน ไม่จำเป็นต้องรอความช่วยเหลือจากภายนอก

แต่ถ้าเราท่าน บอกธุระไม่ใช่ ไม่สนใจว่าสิ่งใดจะขาด ผลก็ย้อนมายังตนอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ อาทิ ไม่มีผักบุ้ง กระโจมก็ด้อยค่า ไม่มีกระเทียมโทน ก็ต้องใช้กระเทียมธรรมดา ค่าก็ด้อยลง ไม่มีคนปฏิบัติ ค่าของสมุนไพร จากผู้ทำก็หายไป

ท้ายที่สุด ก็ส่งผลให้การหายของตน กลายเป็นยืดเยื้อ หรืออาจเป็นแค่ความอยากที่ไม่เป็นจริง

การแยกหมู่ การทำให้เด่นชัด จึงจำเป็น หากจะเอาประโยชน์ ใครไม่เอา ถอยไป เหลือแต่คนที่อยากได้ อยากทำ อยากหาย

แล้วภาพการช่วยตนว่าควรทำอย่างไรจะเด่นชัด เป็นทางเลือก

เมื่อภาพยังมัวซัว เสมือนคนไม่เห็นต้นโพธิ์ ที่จะหลบแดด ก็เลยขาดโอกาส จะช่วยตน

บทสรุป หลวงพ่อนิพนธ์ จึงพยายามชี้ว่า การกระทำที่ชี้ มิใช่ทำเพื่อช่วยตน แต่เพื่อเป็นประวัติศาสตร์เขียนให้ผู้อื่นมาอ่านและมาทำตามเพื่อช่วยตน ให้คนทั้งหลายเห็นร่มโพธิ์ที่แท้จริงที่พึ่งได้

การมาแล้วไม่ทำ ไม่ลดกิริยา ไม่เอาเอกลักษณ์ของพุทธ ไม่สนที่จะให้สุขแก่ผู้อื่น มิเพียงแต่ช่วยตนไม่ได้ แต่กำลังทำลายร่มโพธิ์ ทำลายผู้อื่น ... ทำทำไม ไปทำที่อื่นดีกว่าไหม รอดูคนที่อยากทำ อยากได้ เขาทำแล้วรอด คนทั้งหลายจะได้มีทางเลือก

สมุนไพรที่มาจากการเอาเปรียบผู้อื่น มาจากคนทำที่ทำไปติเตียนผู้อื่นไป ทำไปเห็นผิดไป ... สมุนไพรแบบนี้จะช่วยคนได้ไฉน

วันจันทร์ที่ 9 ตุลาคม พ.ศ. 2560

คนละหยด

หลวงพ่อนิพนธ์ ชี้ให้เห็นว่าสิ่งที่พระพุทธเจ้าตรัสสอนอันเป็นบ่อที่ก่อให้เกิดทุกข์นั้นคือ หนี้ ไม่ว่าจะหนี้กรรมหนี้เวร ก็ตามแต่

ดังนั้น กระบวนการที่ใช้ในการดำเนินกิจกรรม จึงเด่นชัดที่จะไม่ร้องขอการสนับสนุนจากภาคส่วนใดๆ

หากแต่เน้นที่ คนที่มารับประโยชน์ ก็ทำตนเป็นพระเวสสันดร นำส่วนของตนที่มี พอทำได้มาร่วมด้วยช่วยกัน มีสมุนไพรก็นำมา มีแค่แรงก็นำมา อุปมาเสมือนน้ำคนละหยด รวมกันเป็นกระป๋อง พอแจกจ่ายนั่นเอง

หากแต่มุ่งหวัง รอเศรษฐีมาช่วย โดยตนไม่ทำอะไรเลย ถามว่ามีไหม บอกได้ว่ามีเรียงคิวรอมากมาย หากแต่ถ้าทำเช่นนั้น คนที่มาก็ยิ่งพอกพูนหนี้เพิ่มขึ้นไปอีก

หลวงพ่อนิพนธ์จึงชี้ว่า อุปสรรคที่ทำให้ไม่หายโรค มิใช่อาการของโรคที่เป็น แต่มันคือนิสัย ต่างหาก ดั่งที่ท่านอาสิ เน้นย้ำ

ก็สิ่งที่คนทุกข์ ร้องให้ช่วย แต่สิ่งที่ตนช่วยผู้อื่นได้ กลับนิ่งเฉย นิสัยยี้นั่นแหละน่ากลัวกว่าโรคเสียอีก

นิสัยที่ไม่คิดจะสร้างสุขให้แก่ผู้อื่นตามพระพุทธเจ้า แล้วจะหวังสุขคือหายโรค จะเป็นจริงได้หรือ

บทสรุป อยากหายโรคจึงง่ายนิดเดียว ไม่ต้องไปดิ้นรนมองไกล หรือที่ไหนอื่นใด แค่เตือนตนแล้วทำ ว่าเราจะสร้างสุขให้ผู้อื่นได้อย่างไร เท่านั้นเอง

อ๋อ ข้างบ้านมีหนองน้ำ เก็บผักบุ้งมาทำกระโจมสักกำ บ้านมีมะกรูด ปลูกมะพร้าว ดูสิมีลูกไหม พอจะทำยาได้ ติดมือมา 3ลูก 5 ลูก หรือมองแล้วบ้านเราก็มีพื้นที่ ปลูกดีปลีสักหน่อย เพราะมันแพง ลดค่าใช้จ่ายมูลนิธิ จะได้ไปใช้ที่จำเป็น

มองไปซ้ายขวา เห็นต้นมะเกลือ ต้นนี้ใช้ใบทำยาเขียว ทานกันทุกคน เราก็เก็บติดมาสักถุงพอหิ้วไหว จะได้ไม่ต้องเป็นภาระของใครที่ต้องวิ่งหา หนักจนเกินไป

แค่มีจิตใจ พฤติกรรม เป็นธรรมสามัคคี แบบที่ท่านอาสิชี้ คือ ทำใจสูงวิญญาณสูงแค่นี้ โรคก็แทบจะหายแล้ว

อย่าเสียเวลาไปมองสิ่งนอกตัว หลงทางเสียเวลา เสียเงินเปล่า คิดว่าสร้างพระ สร้างโบสถ์ช่วยได้ คิดว่าทำอย่างนี้ กินอย่างนั้นช่วยได้ กว่าจะรู้ว่านั่นมันช่วยตนไม่ได้ บางทีเสียเงิน เสียเวลา ก็พอไหว แต่เสียชีวิตนี่สิ น่าเสียดาย

ทำตนให้สุขกับผู้อื่น เริ่มที่เอกลักษณ์ของพระพุทธศาสนาคือ ความสงบ หยุด กาย วาจา ใจ ที่ให้ทุกข์ผู้อื่น แล้วสร้างสุขให้ผู้อื่นตามแต่ที่ตนพอทำได้ โรคที่ว่าไม่มีทางหาย ก็หายได้เหมือนปาฏิหาริย์

แต่ถ้าทำตนเหมือนชูชก เอาแต่ถ่ายเดียว บทสรุปก็คงไม่ต่างกับชูชกนั่นแล

วันอังคารที่ 3 ตุลาคม พ.ศ. 2560

หนีอะไร

หากจะถามคนที่มาว่า การมาเพื่อหนีอะไร

คำตอบก็คงไม่พ้นอยากหายโรค

หายโรคไม่ใช่เรื่อที่เป็นไปไม่ได้ และไม่ยาก

คำถามคือ แล้วท่านเชื่อหรือว่า ภายภาคหน้าจะไม่กลับมาเป็นโรคอีก

บทสรุป หลวงพ่อนิพนธ์ชี้ว่า การมาเพื่อหายโรคจึงยังไม่พอ ต้องเรียนรู้และทำให้ไม่กลับไปเป็นโรคอีกไม่ว่าโรคเก่าหรือโรคใหม่

แม่ชีเมี้ยนตรัสสอนว่า พระพุทธเจ้าชี้ว่า เหตุมาแต่กรรม การหนีที่จะประสพผล จึงต้องเรียนรู้มอเพียงหายโรคโดยวิธีใด ยังต้องเรียนวิธีหนีกรรมด้วย

ภาพที่เห็นบ่อย คือ หายแล้วกลับมาเป็นอีก จะด้วยโรคเก่าหรือใหม่ก็ตาม เพราะไม่คิดจะพาตนไปหาผู้ปฎิบัติ เรียนรู้วิธีหนีกรรมนั่นเอง

ท่านอาสิจึงให้สติว่า จะมีใครมาทำสมุนไพรให้ท่านตลอดชีวิต หรือจะมีใครมาทานสมุนไพรได้ตลอดชีวิต ... เริ่มอาจอยากหนีโรค แต่แม่ชีเมี้ยนมีวิชาหนีกรรมของพระพุทธเจ้า เรียนแล้วทำได้ ก็พึ่งตนได้ หายแล้วก็หายเลยไม่กลับมาเป็นอีก ไม่อยากเรียนหรือ

วันจันทร์ที่ 2 ตุลาคม พ.ศ. 2560

ของจริง

ถ้าถามคนทั้งโลก ที่ไหนมีสิ่งศักดิ์สิทธ์ คำตอบที่ได้ ก็จะมากมายเขียนไม่หวัดไม่ไหว

เฉพาะประเทศไทย แค่จังหวัดเดียว ก็จำไม่ไหวแล้ว มีทุกที่ทุกตำบล

แล้วสิ่งศักดิ์สิทธ์ ก็ล้วนมีฤทธิ์มากมายเกินพรรณนา

บรมครูแม่ชีเมี้ยนสอนสงฆ์ ไม่เป็นเช่นนั้นหรอก

ถ้ามีมากขนาดนั้น ก็ไม่มีคนทุกข์แล้ว

แล้วจะรู้ได้อย่างไร ว่าอันไหนของจริง ช่วยให้พ้นทุกข์ได้

บรมครูจึงชี้ให้พิจารณาว่า พระพุทธเจ้าให้แว่นส่องจักรวาล นั่นคือ ที่ใดทำให้พ้นทุกข์คือโรคได้ ที่นั่นแหละมีสิ่งศักดิ์สิทธิ์

บทสรุป หลวงพ่อนิพนธ์จึงสอนว่า อยากรู้ที่ไหนมี ก็นำมะเร็ง นำเอดส์ ไปถวาย ที่ใดช่วยได้ ที่นั่นแหละของจริง

หลวงพ่อนิพนธ์จึงกล่าวเสมอ หากเจอแผ่นดินนี้ ฟังคำสอน พิจารณา แล้วทำช่วยตนไม่ได้ ก็ไม่มีที่ไหนที่จะช่วยให้หายโรคได้ อย่างแน่นอน

ด้วยจะช่วยตน มีแต่ตนเท่านั้นที่ช่วยได้ คิดพึ่งผู้อื่น รอยา รอผู้วิเศษ รอจนสิ้นลม ฝันก็ไม่เคยเป็นจริง

สิ่งศักดิ์สิทธิ์มีแค่สอง โลกนี้ก็คือกรรม โลกนิพพานก็คือธรรม เท่านั้นเอง นอกนั้นก็นึกเอาเองว่าศักดิ์สิทธิ์ กรรมมาถึงตัว ถึงจะรู้ว่า สิ่งที่ตอนยึดถือ มีแต่ลม ไม่เป็นตน ช่วยตนไม่ได้

ติดต่อสั่งซื้อสินค้า หาโปรโมชั่นเอมมูร่าเซซามินที่ดีที่สุด โทรหาเรา 086 6O4 7O44