วันศุกร์ที่ 30 กันยายน พ.ศ. 2554

ความจริงที่กลัวคนรู้

ในปี ค.ศ. 1999 มีงานวิจัยชิ้นหนึ่ง ของคณะวิจัยแห่งสหรัฐอเมริกา ได้รับรางวัลโนเบล หัวข้องานวิจัย เกี่ยวกับการศึกษาธรรมชาติของมนุษย์ว่า อะไรคือสาเหตุทำให้เกิดโรค? เนื้อหาโดยย่อของงานวิจัย ระบุว่า ร่างกายของมนุษย์ จะมีรหัสที่ใช้ในการรับสารธรรมชาติทั้งหลาย ทำหน้าที่ดุจดังบ้านเลขที่ เมื่อร่างกายมนุษย์ได้รับสารธรรมชาติ และผ่านกระบวนการย่อยสลาย สารธรรมชาติ เช่นอาหาร หรือสมุนไพร จะมีรหัสเพื่อชี้ไปยังตำแหน่งที่ร่างกาย ใช้เป็นแหล่งสะสม ดังนั้น สารธรรมชาติ คืออาหารและสมุนไพร จะสามารถส่งไปยังส่วนต่างๆ ของร่างกายได้อย่างถูกต้องและแม่นยำ เปรียบกระบวนการทำงานนี้ เฉกเช่นอาหารธรรมชาติและสมุนไพร ดั่งจดหมายที่มีการจ่าหน้าซอง และคลังเก็บของร่างกายเหมือนบ้านที่มีเลขที่ ซึ่งกระบวนการนี้อาจทำงานผิดปกติได้ อันเนื่องจากสาเหตุของความเครียด หรืออารมณ์ของมนุษย์ ในขณะที่ สารเคมีทางวิทยาศาสตร์ จะไม่มีรหัสการจ่าหน้าซอง เหมือนธรรมชาติ  ดังนั้น สารเคมีจึงก่อให้เกิดอันตรายแก่ร่างกาย เพราะไม่สามารถคาดได้ว่าจะไปส่งตรง ณ จุดใด ที่สำคัญจะเป็นตัวก่อให้เกิดโรค ทำให้เสียชีวิตได้

หลังจากงานวิจัยนี้ถูกเผยแพร่ และได้รับรางวัลโนเบล ในปีนั้นเอง ปีถัดมา สหรัฐอเมริกา ได้แก้ไขกฏหมายอนุญาตให้สามารถนำสมุนไพรเข้าประเทศเพื่อวิจัยได้ และต่อมาอีกไม่นาน ประเทศที่ผลิตยาได้ปรับเปลี่ยนกฎหมาย โดยเฉพาะสวิสเซอร์แลนด์ ได้เป็นผู้นำในการร่างกฎหมาย เพื่อควบคุมประชากรในการใช้ยาเคมี โดยตรากฎหมายว่า บุคคลใดจะซื้อยา ต้องซื้อยาเคมีและสมุนไพร ไปพร้อมๆ กัน จะใช้ยาเคมีเพียงอย่างเดียวไม่ได้ หลังจากนั้นการตื่นตัวเรื่องสมุนไพรในประเทศแถบนี้ ทำให้ปัจจุบัน สมุนไพร กลายเป็นสินค้าที่มีมูลค่าเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ แก่ประเทศผู้ส่งออกสมุนไพร

ความจริงอันนี้ เรายังไม่เห็นใครเอามาเผยแพร่ ทั้งๆ ที่มีผลกับมนุษย์ชาติอันมหาศาล ก็คงคิดเป็นอื่นไม่ได้นอกจาก อำนาจเงินมันจุกอก นั่นแล

แม่ชีเมี้ยนได้เห็นความจริงอันนี้ และถ่ายทอดมาให้หลวงพ่อนิพนธ์ตั้งแต่ 50 กว่าปีแล้ว ดังนั้น เมื่อมีคนไข้มาถามท่านว่า ตัวเขาเองเป็นคนใจบุญ รักสัตว์ ไม่เคยทำร้ายหรือฆ่าใครเลย ช่วยเหลือผู้อื่นมาตลอดชีวิต ทำไมเขาจึงต้องมาเป็นโรคร้ายแรงเยี่ยงนี้ ก็ไหนบอกว่าพระพุทธเจ้าตรัสว่า "ทำดีได้ดี" เขาทำความดีมาตลอดชีวิต ทำไมจึงได้รับผลอันนี้ คำอธิบายที่ท่านให้ ไปตรองดู ก็ตัวท่านเองเชื่อหมอมาตลอดชีวิต ทานยาเคมีตั้งแต่หนึ่งเม็ดจนกลายเป็นกำแล้ว จากหนึ่งโรคมาเป็นหลายโรค ตัวท่านเองก็ชีวิตหนึ่ง ยาเคมีที่ทานเข้าไป ธรรมชาติของร่างกายท่านมีขีดจำกัด เมื่อเกินกว่านั้น ร่างกายไม่สามารถขับออกได้ ก็ค่อยๆ สะสม จากวันเป็นเดือนจนหลายๆ ปี สารเคมีเหล่านั้น เข้าไปทำลายอวัยวะของท่านจนเสียหาย ก่อให้เกิดโรคแทรก พฤติกรรมอันนี้แหละพระพุทธเจ้าตรัสว่า เป็นการทำร้ายตน จัดว่าเป็นอนันตริยกรรม หรือ กรรมฆ่าตัวเองตาย ในเมื่อท่านเป็นเจ้าของ ท่านต้องรับผิดชอบ ต่อร่างกายของท่านที่ยืมมา ดังนั้น ด้วยกรรมอันนี้ ผลของกรรมดีอื่นๆ ที่ทำมา ก็ไร้ค่า ท่านจึงเป็นโรค และโรคอันนี้จึงมาทำให้ท่านตายก่อนพรหมลิขิต ท่านจึงเรียกว่า โรคอุบัติเหตุ

เมื่อมาใช้แนวทางของแม่ชีเมี้ยน ท่านจึงให้หยุดยาเคมีก่อน ก็เพื่อหยุดกรรมอันนี้แล ทำให้งานที่เหลือก็เป็นงานเบา เหลือเฉพาะโรค และเนื่องการต้องหยุดเคมีนี้เอง การมาทานสมุนไพร จึงต้องมีการลงแดง เพราะร่างกายขาดสารเคมีนั่นเอง อาการจึงปะทุ ไม่ใช่เกิดจากการทานสมุนไพร ความเข้าใจนี้มีผลในการมีน้ำอดน้ำทน และถ้าคนนั้น สามารถอดทนอาการ พร้อมทั้งมีการทานสมุนไพร ก็จะทำให้ร่างกายกลับมาต่อสู้กับโรค เมื่อร่างกายสามารถเอาชนะได้ เขาก็จะหายจากโรคได้นั่นเอง

ความมหัศจรรย์ในความรู้ของแม่ชีเมี้ยน ทำให้เราเห็นว่า ท่านรู้จริง สูตรสมุนไพรของท่าน จึงมีผลในการฟื้นฟู เจาะเข้าตรงเป้าหมาย เหนือชั้นกว่าวิทยาศาสตร์สมัยนี้นัก หากเพียงแต่ท่านเป็นลูกชาวนา เป็นเพียงผู้หญิง ไม่เคยเข้าโรงเรียน จะพูดสักฉันใด คนก็ไม่ยอมรับ สู้นักวิจัยพูดไม่ได้ แต่กาลเวลาได้พิสูจน์ว่า แนวทางของท่านคือแนวทางที่ถูก การรักษาโรคต้องใช้สมุนไพร ซึ่งเป็นสารธรรมชาติที่ร่างกายรับและคุ้นเคย และไม่มีทางที่สารเคมีจะสามารถพิชิตโรคได้

เราอยากรู้ว่าจะมีใครกล้าเอางานวิจัยนี้ขึ้นหน้าหนึ่งหนังสือพิมพ์ เพื่อให้ประชาชนคนไทยได้ตาสว่าง มีใครกล้าหือกับนายทุนบ้าง ..... เราเชียร์หมดใจเลย ขอคาราวะผู้กล้าคนนั้น เราคงยุไม่ขึ้นหรอก ยุไปงั้นเอง รู้คำตอบอยู่แล้ว

สิ่งที่คุณไม่ทราบ

พวกเราทุกคนต่างทราบดีว่าอาหารมากมายที่เรากำลังบริโภคนั้น ให้คุณค่าทางโภชนาการไม่เพียงพอ จึงทำให้ผู้คนหันมาพึ่งพาผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร แต่ทว่า “สิ่งที่คุณไม่ทราบ” จะเป็นตัวการสร้างความเสียหายแก่พวกเรา... กิจการธุรกิจยารายใหญ่ ได้เก็บงำความเป็นจริงที่ว่าแท้จริงบริษัทยายักษ์ใหญ่เหล่านี้ ได้เคยดำเนินการทางศาลเพื่อทำให้แน่ใจว่าคุณจะไม่ได้สดับรับฟังความจริงที่จะกล่าวต่อไป!

ทราบหรือไม่ว่ากว่าร้อยละ 90 ของวิตามินและแร่ธาตุที่มีอยู่ในผลิตภัณฑ์เสริมอาหารนับพันชนิดที่คุณซื้อหา มีส่วนผสมของแร่ธาตุที่ถูกขุดขึ้นมาจากเหมืองทั่วโลก และ “หินบดละเอียด” (Crushed Rocks) เหล่านี้ก็คือสิ่งเดียวกันกับที่คุณได้รับประทานในอาหารเช้าประเภทซีเรียล หรือวิตามินประจำวันของคุณ

สิ่งที่คุณไม่ทราบก็คือ เคมีภัณฑ์และหินเหล่านี้ นอกจากร่างกายจะไม่ยอมรับเป็นโภชนาหารแล้ว ในบางกรณียังก่อให้เกิดพิษภัยอีกด้วย นั่นเท่ากับว่าในความพยายามทำสิ่งที่เป็นคุณแก่ร่างกาย กลับอาจก่อให้เกิดอันตรายอย่างแท้จริงแก่ตัวเอง โดยสารเคมีและหินปูนที่ล่องลอยอยู่ในกระแสโลหิตของคุณนี่เอง คือ ต้นเหตุแห่งหายนะดังกล่าว

บางส่วนของบทความ จากเจ้าของรางวัลโนเบล

งานนี้ถือว่า "มหาโหด" ที่โรงพยาบาลรัฐบาลอย่าง "ราชวิถี" ปรับราคาค่าห้องคนป่วยแบบพิเศษ ต่ำสุด 31 เปอร์เซ็นต์และสูงสุดถึง 46เปอร์เซ็นต์ ยกตัวอย่าง เช่น ห้องราคา 1750 บาทเพิ่มเป็น 2300 บาท/ห้อง 2050 บาทปรับเป็น 2800 บาทและห้อง 2250 บาทปรับเป็น 3300 บาท ฟังข่าวแล้วเศร้า อย่างนี้หรือจะเป็นที่พึ่งได้ คนเป็นโรคก็ทุกข์แย่ ต้องกู้มาจ่ายอีกเท่าไร ฤาเมตตาธรรม มันเลือนลางจางหายไปจากแผ่นดินแล้ว จะเอารวยกันไปถึงไหนคุณท่าน

วันพฤหัสบดีที่ 29 กันยายน พ.ศ. 2554

วางเฉย

หลวงพ่อนิพนธ์ได้อรรถธิบายว่า คนเรามีสองจำพวก พวกแรกชอบอ่านประวัติศาสตร์ พวกที่สองคือพวกชอบทำตัวเป็นประวัติศาสตร์ ถ้าเปรียบเทียบในพุทธศาสนา คือ พวกแรกก็คือชูชก พวกหลังก็คือพระเวสสันดร

ท่านจึงมักถามคนป่วยบ่อยๆ ว่า ท่านชอบฝ่ายไหน ทุกคนล้วนแล้วแต่อยากเป็นพระเวสสันดร หรือผู้ให้ด้วยกันทั้งสิ้น แต่ในความจริง เราท่านกำลังทำอะไรอยู่ ท่านจึงอุปมา มีคนปลูกต้นมะม่วง เขาดูแลรดน้ำ พรวนดิน เราก็วางเฉย ครั้นพอต้นมะม่วงโต จนออกผล มีรสชาดดี เราก็ไปเด็ดมากิน ทั้งที่เราไม่เคยเลยแม้แต่จะไปรดน้ำ หรือทำอะไรให้มะม่วงนี้งอกงามเลย ยิ่งมะม่วงทานอร่อย ก็เก็บมาทานเยอะๆ มีความสุข หมายความว่าอย่างไร เรากำลังเสวยสุข บนน้ำเหงื่อน้ำแรงของผู้อื่น อุปมาก็คือ เราเป็นชูชกนั่นเอง ซ้ำร้ายไปกว่านั้น เมื่อทานเสร็จ ก็ยังทิ้งเปลือกและเมล็ดไว้ ให้เจ้าของมาเก็บกวาดอีก พฤติกรรมเช่นนี้ เห็นกันอยู่ดาษดื่น ในขณะที่เราท่านตอบว่าอยากเป็นพระเวสสันดร

วันนี้ มูลนิธิไทยกรุณา นำโดยหลวงพ่อนิพนธ์ กำลังปลูกต้นมะม่วงอยู่ ต้นเริ่มโต เริ่มมีผลออกมาบ้างแล้ว สิ่งที่เราเห็น คนบางคนแค่หน้าตาดี เสียงดี ผู้คนแห่แหนกันไป อยากดู อยากรู้จัก ซื้อช่อดอกไม้สิ่งของไปให้ ส่งข้อความ กันมากมาย และที่บาดตาบาดใจเรา คือ พวกเขาเหล่านัันมีมานะ ไปจองที่ จองตั๋ว เพื่อดูสิ่งเหล่านั้น รอคอยโดยไม่ปริปาก ลงทุนโดยไม่เสียดาย เพื่ออะไร เพื่อความสุขเพียงเล็กน้อยไม่กี่ชั่วโมงของเขา และรู้สึกปลาบปลื้มมิรู้ลืม กลับมายังคุยไม่หยุด ในขณะที่่กิจกรรมของมูลนิธิไทยกรุณา กำลังเติบใหญ่ จะหาคนเหลียวแล ช่วยกันรดน้ำ พรวนดิน ใส่ปุ๋ย หรือป้องกันแมลงมาทำลาย แทบจะหาไม่ได้เลย กลายเป็นสิ่งที่คนรับรู้ว่า มะม่วงต้นนี้ พันธุ์พิเศษ มีต้นเดียว กินแล้วอร่อยมาก แล้วก็วางเฉย ปล่อยเจ้าของ ไม่เกี่ยวกับเรา พูดง่ายๆ มีคนรู้ มากมาย แต่ก็วางเฉย ไม่คิดจะทำอะไร กับสิ่งนี้เลย

ไม่น่าแปลกใจ ที่แม้คนมากมายจะรู้ว่ามะม่วงต้นนี้วิเศษ แต่ก็วางเฉย เพราะตั้งแต่อดีตที่ผ่านมา ด้วยคำสั่งของแม่ ทำให้ท่านต้องง้อคนเพื่อให้มาลองชิม คนจะได้รับรู้ว่า มะม่วงต้นนี้มันวิเศษยิ่งนัก นับตั้งแต่รุ่นแรกๆ ที่เริ่ม ไม่ว่า คุณสุเทพ วงศ์กำแหง คุณพิศาล อัครเศรณี อ.อร่าม ศิริพันธ์ อ.สุนทร เฉลิมสันต์ คุณธานินทร์ อินทรเทพ ที่ได้ผ่านมาเมื่อสิบปีก่อน จนมาถึงปัจจุบัน มีผู้ผ่านมาชิมหลายหมื่นคน วันเวลาเปลี่ยน เหตุการณ์ก็เปลี่ยน มะม่วงต้นนี้ ตอนนี้ มีคนรู้ค่าแล้ว ไม่จำเป็นต้องงอนง้อคนมาชิมอีกต่อไป

คำสั่งเสียที่แม่ชีเมี้ยนมีไว้ให้ ในการนำสมุนไพรมาใช้ ท่านได้กล่าวว่า ควรจะใช้กับผู้ที่ไม่มีทางเลือกแล้ว จึงจะทำให้เราสอนเขาได้ง่าย ท่านจึงบอกว่า สมุนไพรของท่านเหมาะแก่คนสองจำพวก หนึ่งคือพวกติดยาเสพติด สองคือพวกที่ติดเชื้อเอดส์ เพราะคนเหล่านี้ เขาไม่มีทางเลือก เมื่อนำมาใช้ และบอกกล่าวสิ่งใด ที่จะทำให้เขาพ้นจากภัยอันนี้ได้ คนเหล่านั้น จะไม่ปฏิเสธ ถ้าเขาต้องการหาย วันนี้ เราจึงไม่แปลกใจที่หลวงพ่อนิพนธ์พูดเปรยๆ ว่า เราไม่จำเป็นต้องง้อคนป่วยที่ไม่ใช่สองโรคนี้แล้ว เพราะคนป่วยเหล่านี้ส่วนใหญ๋พูดยาก ทำให้หวังผลได้น้อย พูดง่ายๆ ก็คือ จะหาคนทำตามยาก เพราะเขามีทางเลือก

กระนั้นก็ตาม คำพูดทีเล่นทีจริง ในการเบื่อหน่ายคนป่วยทั่วไป และเบนเข็มกลับไปทำงานหลัก คือ ผู้ป่วยยาเสพติด และเอดส์ ในความคิดเราก็คงขึ้นกับคนป่วยทั่วไปว่ามีพฤติกรรมเช่นไร เพราะหวังพึ่งคนภายนอกคงไม่ได้ เขาอยู่ฝ่ายวางเฉยแน่ชัด ในขณะที่คนป่วยเอง ถ้าไม่เปลี่ยนพฤติกรรมมาช่วยกัน รดน้ำพรวนดิน ต้นมะม่วงต้นนี้ก็คงแห้งเฉา ไม่สามารถออกดอกผลได้อย่างแน่นอน สถานที่นี้ไม่มีรัฐเหลียวแล หากคนที่จะมา ไม่ร่วมด้วยช่วยกัน ไม่ต้องนำเงินมาบริจาค เพราะที่นี่ไม่ต้องการ ขอเพียงท่านทำหน้าที่ นำสมุนไพรที่พอหาได้ ติดไม้ติดมือมา คนละนิดหน่อย และสนับสนุนกิจกรรมของมูลนิธิไทยกรุณา ช่วยเขาเหมือนช่วยเรา สถานที่นี้ก็จะอยู่ได้ ไม่มีเงินบริจาค ไม่เดือดร้อน ถ้าไม่มีคนทิ้งขยะจนต้องจ้างคนเก็บ ไม่ต้องจ้างคนมาให้บริการ ไม่ต้องจ้างคนมาช่วยทำสมุนไพร และ .... สถานที่นี้อยู่ได้ ถ้ามีพระเวสสันดรเดินกันเกลื่อน ช่วยกันทำ และช่วยกันรอด ไม่ต้องง้อรัฐ ไม่ต้องง้อเศรษฐีมาบริจาก นำหลัก "ตนพึ่งตน" มาใช้ ถ้ามีแต่คนวางเฉย คนนอกเขาวางเฉยก็พอไหว แต่ถ้าผู้ป่วยมาแล้ววางเฉย ไม่ทำอะไรเลย รอสมุนไพรอย่างเดียว วันหนึ่ง คงได้เห็นป้าย "ปิด" เพราะไม่ไหวแล้ว

เราจึงได้แต่คิดเล่นๆ ว่า "อย่าให้หลวงพ่อนิพนธ์ ท่านเลิกรับคนป่วยทั่วไป หันกลับไปสู่ทางที่แม่ชีเมี้ยน คือ รับเฉพาะผู้ป่วยยาเสพติด กับผู้ป่วยเอดส์เลย" แต่ถ้าทุกคน หรือส่วนใหญ่ กลายเป็นชูชก รอแต่รับ เอาแต่วางเฉย เราก็ว่า อย่าให้ท่านลำบากกับคนไม่รู้ค่าเลย ท่านควรกลับไปช่วยคนสองจำพวกนั้นดีกว่า พูดง่าย รักษาง่าย สบายใจสำหรับท่านกว่า และลงทุนลงแรงและเห็นผลแทบจะร้อยเปอร์เซ็นต์ ไม่ต้องเหนื่อยแบบนี้

บาดหูบาดใจจริงๆ สำหรับเรา ที่ได้เห็นได้ยิน คนบ่น ว่า รอนาน ในขณะที่ตัวเองนั่งเฉยๆ เขาคงไม่พูดเช่นนั้น ถ้าเขาแค่เดินไปโรงยา เห็นกองสมุนไพรที่ต้องทำให้ ไม่ว่ามะกรูด มะนาว ใบไม้สมุนไพรต่างๆ และกองมหึมาของมะพร้าว รวมทั้งกองขวดนับหมื่นใบที่ต้องรอกรอก เราจึงเข้าใจแล้วว่า ทำไมหลวงพ่อนิพนธ์จึงกล่าวว่า ไม่ต้องนำเงินมาบริจาค แค่เปลี่ยนนิสัยจากชูชกที่วางเฉยรอคนอื่นทำให้ มาเป็นพระเวสสันดร ทำให้ผู้อื่น แค่นี้โรคก็แทบจะวิ่งป่าราบแล้ว คนหนึ่งคนขวดหมื่นใบ แค่เห็นงานก็ลมจับ แต่คนร้อยคน กับขวดหมื่นใบ ไม่ยากเลย เราจะมานั่งเสวยสุข และกินน้ำเหงื่อน้ำแรงคนอื่น ให้หายโรค มันจะเป็นไปได้หรือ ที่นี่จึงมีโรงทาน และกิจกรรมให้ทุกคนได้แสดงตน ว่ามิใช่แค่อยากเป็นพระเวสสันดร แต่ต้องทำตนให้เป็นพระเวสสันดรด้วย เพราะเชื่อในคำของพระภูมี "ให้สุขแก่ท่าน สุขนั้นถึงตัว" เราท่านเมื่อได้กลายเป็นผู้ให้ สุขที่ได้กลับมา คือ ไม่มีโรค นั่นและคือความจริง และเป็นไปได้ แล้วเราจะวางเฉย....... อยู่ทำไม

ท่านจึงให้สติทุกครั้งว่า "ก็เพราะไอ้วางเฉย พึ่งผู้อื่น เอาเปรียบเขาอยู่ร่ำไป ไม่ใช่หรือ วันนี้มันกลายมาเป็นโรคทำลายเราแล้ว ก็แล้วเราจะใช้วิธีนั้น ในการทำให้หายจากโรค มันจะเป็นไปได้อย่างไร"

ใครสนใจจะมาเขียนประวัติ จารึกไว้ในแผ่นดินของแม่ชีเมี้ยนมั่ง เราเชิญ

วันจันทร์ที่ 26 กันยายน พ.ศ. 2554

ผลแพ้ชนะ วัดกันที่ใจ

เกือบสี่เดือนก่อน ผู้คนเล่าขานถึงคุณปรียานุช ในการรักษาตัวด้วยวิถีทางสมุนไพรกันมากมาย หนึ่งในนั้น ที่รู้ดีถึงรายละเอียดเพราะเป็นเพื่อนกันมานาน กับคุณนุชนั่นเอง จึงอยากจะทดลองเส้นทางสายนี้ เพราะรู้แก่ใจดีว่า สภาพคุณนุชย่ำแย่กว่าเขาสักปานใด ตัวเขาเองเป็นแค่โรคเก๊าต์ เบากว่ากันเยอะ หลังจากไตร่ตรองแล้วจึงให้คุณนุชพามาหาหลวงพ่อนิพนธ์

ชายรูปร่างสูงใหญ่เดินทะมัดทะแมง ที่ผ่านการเป็นโรคเก๊าต์มานับสิบปี ได้เข้าพบหลวงพ่อนิพนธ์ เพื่อขอรับการรักษาด้วยสมุนไพร คำถามแรกที่หลวงพ่อนิพนธ์ถามเขาคือ แน่ใจหรือที่จะใช้วิธีนี้ เขาตอบว่าแน่ใจ หลวงพ่อนิพนธ์จึงบอกเขาว่า ถ้าแน่ใจและเอาแน่ ก็ไปซื้อรถเข็นเตรียมไว้ได้เลย ชายร่างสูงใหญ่ร้องเอ้ย ขึ้นมาทันใด พร้อมพูดสวนออกไปว่า ทำไมผมต้องใช้รถเข็น ในเมื่อผมเองก็เดินได้ปกติ

คำตอบที่ได้รับคือ ก็คุณกินยาระงับอาการเอาไว้ ทำให้ร่างกายไม่สามารถช่วยตัวเอง โรคก็ยังไม่รุนแรง ยาที่ทานเข้าไปคุมยูลิคของคุณ ก็สามารถยังสามารถกดอาการไว้ได้อยู่่ แต่ถ้าอยากรู้จริงๆ ก็ต้องหยุดยาเคมี และทีนี้ร่างกายก็จะแสดงปฏิกิริยา อาการก็จะปรากฎ ยิ่งทานสมุนไพรเข้าไปคุ้ยด้วยแล้ว อาการลงแดงจะเกิดขึ้น เขาก็เก็บความสงสัยนี้ไว้ ว่ามันจะเป็นไปได้อย่างไรที่เขาต้องนั่งรถเข็น ซึ่งไม่เคยเลยในชีวิต แต่ก็ไปซื้อหามาไว้

ด้วยวัยที่ยังไม่มากนัก และสภาพร่างกายที่ยังสมบูรณ์ การตอบสนองของร่างกายกับสมุนไพรของเขา ใช้เวลาเพียงเดือนกว่าๆ อาการลงแดงก็ปะทุ เขาต้องนั่งรถเข็นจริงๆ และมีอาการปวดรุนแรง ขนาดที่เจ้าตัวบอกว่า แม้แต่ลมพัดผ่านยังเจ็บ หลวงพ่อนิพนธ์ให้สติว่า หลักของพระภูมี คือ ทุกข์วันนี้ เพื่อสุขวันหน้า ในขณะที่หลักของวิทยาศาสตร์ เขาสุขวันนี้ เพื่อทุกข์วันหน้า ดังนั้น หายหรือไม่หายไม่มีใครช่วยได้ วัดกันที่ใจ ถ้าทนไม่ไหว ก็กลับไปให้หมอฉีดยา อาการปวดก็จะหายไป ด้วยความมุ่งมั่น และอดทน ต่ออาการลงแดง เขาต้องนั่งอยู่บนรถเข็น สองสัปดาห์ หลังจากนั้น จึงเริ่มหัดเดิน ด้วย walker อีก 15 วัน จึงทิ้ง walker เปลี่ยนมาใช้ไม้เท้าธรรมดา อีกสองสัปดาห์

ทุกวันนี้ เริ่มกลับมาเดินได้ปกติ แม้ยังมีอาการเสียวคงอยู่นิดหน่อย แต่เมื่อเทียบกับตอนลงแดง ก็ผิดกันราวกับฟ้าดิน ธรรมชาติของเขาเริ่มกับมา พร้อมกับการหวนไปกินเป็ด กินไก่ ได้อีกครั้ง เขาได้ความสุขทั้งสุขภาพ และความสุขจากการกิน พร้อมกับดีใจที่ตัดสินใจถูก ไม่กลับไปพึ่งยาเคมีอีกครั้ง ในขณะที่ความปวดแล่นไปทั่วร่างกาย แม้ยามขยับตัว

วันนี้ เขาได้เป็นตัวอย่างแก่คนที่จะเดินตามมา บอกให้ทุกคนที่ได้เห็น และได้รู้ในสิ่งที่เขาผ่านมา ว่า คำของหลวงพ่อนิพนธ์ที่ว่า สัญญาณที่จะบอกเราว่า โอกาสหายมาถึงแล้ว คือเมื่อประตูนรกของการลงแดงเปิด ความเข้าใจที่เรียนรู้จากหลวงพ่อนิพนธ์มา จำทำให้เรามีน้ำอดน้ำทน และเห็นประตูสวรรค์ เมื่อนั่น เราจะเป็นอิสรภาพอีกครั้ง ไม่ต้องเป็นทาสของเคมีอีกต่อไป เราจะได้สัมผัส สุขของพระพุทธเจ้า "กินเป็นสุข นอนเป็นสุข จากความไม่มีโรค เป็นฉันใด" ใครก็ช่วยเขาไม่ได้ เขาต้องพึ่งตัวเอง แพ้ชนะ จึงวัดกันที่ใจตัว

 แต่สิ่งหนึ่งที่ผู้คนอาจไม่รู้ คือความมุ่งมั่นในความอยากหายของเขา ทำให้เขามาทุก พฤหัส และอาทิตย์ และทำกิจกรรมทุกอย่าง ตามที่เรียนรู้มาจากเพื่อน คือ คุณปรียานุช ไม่ปล่อยให้เวลาที่เขามาผ่านไปโดยไร้ค้า ในขณะที่บางคน มาทานสมุนไพรสักพัก ก็ถามว่า หยุดได้ไหม ไม่มีเวลา รอนาน ซึ่งก็ไม่แปลก ที่เขาจะคิดเช่นนั้น สิ่งที่เราเห็นในคนๆ นี้คือ เขาประสพผลสำเร็จ เพราะเขาคิดว่า ชีวิตเขามีค่า เขาจึงทุ่มเทในการกอบกู้ เรียนรู้และทำทุกอย่าง เพื่อให้ได้สิ่งที่ต้องการ และก็ไม่น่าแปลกที่เขาจะประสพผลสำเร็จ หลวงพ่อนิพนธ์ จึงมักย้ำว่า ต้องเรียนรู้ และเอาเหตุผลไปไตร่ตรอง เมื่อคิดได้ เราจะมีน้ำอดน้ำทน และมีมานะในการทานสมุนไพร รวมทั้งต่อสู้กับอาการที่พึงจะเกิดในอนาคต ผู้ที่เรียนรู้และทำได้ ย่อมประสพผลด้วยตัวเขาเองอย่างแน่นอน พระพุทธเจ้าจึงเรียนหลักนี้ว่า ตนพึ่งตน

ม่านใกล้จะเปิด สงครามกำลังมา

ในอีกไม่นาน อาคารสำหรับบำบัดผู้ป่วยยาเสพติด 3 หลัง ที่สามารถให้บริการผู้ป่วยยาเสพติด หลังละ 100 ท่าน ก็จะแล้วเสร็จ อาคารเหล่านี้ มีเตียงสปริง ติดแอร์ พื้นปูอย่างดี ห้องน้ำ และวัสดุที่ใช้ ล้วนแล้วแต่ดีที่สุด เท่าที่หลวงพ่อนิพนธ์มีกำลัง สิ่งที่ตามมาก็คือ จำนวนสมุนไพร อันมากมายมหาศาลที่ต้องเตรียมพร้อม เพื่อฟื้นฟูคนเหล่านี้ จากขยะสังคมที่มีแต่คนรังเกียจ ขาดการยอมรับในสังคม ให้กลับกลายเป็นกำลังของสังคมอีกครั้ง

ลำพังมูลนิธิไทยกรุณาและหลวงพ่อนิพนธ์ คงทำให้กิจการนี้บรรลุผลไม่ได้ ยิ่งผลสุดท้ายคือ ให้สังคมยอมรับให้คนเหล่านี้กลับคืนไป ยังเป็นไปได้ยาก กระนั้นก็ตามแม้ว่าในขณะนี้รัฐบาลที่ผ่านมาไม่เคยเหลียวแล ไม่เคยมีองค์กรของรัฐใดๆ มาให้การสนับสนุน แต่โลกนี้ก็ยังมีคนดีอยู่มากมาย เราจึงยังมีแม่ทัพ นายกอง ทหารที่ดี ที่ขันอาสามาเก็บสมุนไพร ที่เป็นตัวหลักให้ เรายังได้รับความเอื้อเฟื้อ จากการรถไฟให้เช่าที่ เพื่อทำที่จอดรถ ได้รับการอนุญาตให้ใช้ที่ของกรมชลประทานฟรี ในการทำที่จอดรถเพิ่มเติม ได้รับอนุเคราะห์จากผู้ใหญ่ในกระทรวงสาธารณสุขบางท่าน ที่แกล้งเอาหูไปนา เอาตาไปไร่ ในการรับผู้ป่วยหนัก ให้มาพักฟื้นที่มูลนิธิ ที่กฎหมายประเทศนี้ระบุ ต้องโทษทั้งจำและปรับ และที่เป็นประโยชน์อย่างมหาศาล คือ ได้มีผู้รับอาสา จัดหาสมุนไพร จากพม่า อันจะทำให้ต้นทุนของสมุนไพรลดลงจำนวนมาก ส่งผลให้มีปริมาณสมุนไพรมากเพียงพอที่จะตอบสนองความต้องการในอนาคต เรามีกองทัพมดของคนป่วย ที่พยายามรับผิดชอบสมุนไพรในส่วนที่ตนพอหาได้ เข้ามาร่วมสมทบกัน ทำให้สิ่งที่ไม่น่าเป็นไปได้ ที่สถานที่นี้มีค่าใช้จ่ายเดือนละกว่าล้านบาท ที่ซึ่งไม่ได้รับการอุดหนุนใดๆ เลย อยู่มาได้ทุกวันนี้

จากการที่มีคนป่วยมากมายที่เป็นเจ้าของกิจการ ดังนั้นหลวงพ่อนิพนธ์จึงขอความร่วมมือ ในการรับผู้ป่วยยาเสพติดที่ต้องการงาน ให้จัดตั้งโรงฝึกงานขึ้น และส่งตัวเข้าทำงานหลังบำบัดเสร็จ ก็ได้มีผู้ยื่นความจำนงตอบสนองอย่างมากมาย จึงพอจะเห็นเค้าลางได้ว่า กิจการนี้คงจะดำเนินลุล่วงไปได้เป็นอย่างดี และผู้ที่ได้รับบำบัดจากที่นี้ หลวงพ่อนิพนธ์จะออกใบรับรองว่า เป็นผู้ที่ปลอดจากสารยาเสพติดอย่างแน่นอนร้อยเปอร์เซ้นต์ หลังจากเข้าคอร์สครบ 15 วัน

ในขณะที่กำลังรอสถานที่ และจัดเตรียมสมุนไพร ก็ทำให้เราได้ทราบถึงพิษภัยที่แทรกอยู่ในทุกหย่อมหญ้า คิวขอส่งตัวผู้บำบัดยาวเหยียด และรายหนึ่งที่ท่านเล่าให้ฟัง คือ กำนันหมู่บ้านหนึ่ง ที่ทนเห็นลูกหลานติดยาไม่ไหว ได้ร้องขอหลวงพ่อนิพนธ์ เพื่อที่จะนำลูกหลานทั้งหมดที่ติดยา เข้ารับการบำบัด ซึ่งมีกว่าครึ่งร้อย ทำให้หมู่บ้านเดือดร้อนมาก

กระบวนการปราบยาเสพติด ไม่จำเป็นต้องปราบผู้ผลิต ของเพียงไม่มีผู้เสพ ผู้ขายก็หายไปเอง เป็นคำที่หลวงพ่อนิพนธ์ กล่าวกับจอมพลสฤษฎ์ ขอเพียงแต่รัฐออกกฎหมายบังคับให้ผู้เสพมาบำบัด ไม่ต้องไปเปลืองงบปราบปรามให้สิ้นเปลือง เราว่า ยังใช้ได้ในยุคปัจจุบัน

และสงครามที่จะตามมา ก็ดุจรื้อฟื้นความหลังของถ้ำกระบอก ที่ผู้ค้ายา จ้างคนมาเพื่อยิงพระ แต่ในวันนั้น รถคันดังกล่าวเกิดอุบัติเหตุทำให้มือปืนเสียชีวิต ขณะที่คนขับให้การสารภาพว่ารับจ้างมา ภาพนี้คงกลับมาอีกครั้ง ในขณะที่คนใกล้ตัวบอกหลวงพ่อนิพนธ์ว่า เขาจะจัดซื้อเสื้อเกราะให้ แต่ได้รับคำตอบว่า แม่ชีเมี้ยนตรัสว่า อะไรก็สู้บุญไม่ได้หรอก พระพุทธเจ้าท่านอยู่กับลัทธิเป็นร้อยๆ เต็มอินเดีย ที่คิดจะล้มท่าน ผลก็คือ ใครก็ทำอะไรไม่ได้ ไม่มีสิ่งใดดีกว่า "บุญรักษา" และไม่ต้องกลัวว่า คนเหล่านั้นจะสามารถมาล้มกิจการบุญอันนี้ได้

 เราจึงอยากบอกผู้ค้ายาทั้งหลายว่า เลิกเถอะ เงินทองที่ท่านได้มา ไม่คุ้มกับความทุกข์อย่างแสนสาหัส ที่คุณจะได้รับจากกรรมที่ทำกับมนุษย์จำนวนมากมาย ที่รอถาโถมกลับมา โลกนี้มีวิธีหาเงินมากมายนัก และที่สำคัญ สุขที่แท้ที่พระภูมีกล่าวคือ "สุขที่กินได้นอนหลับ ไม่มีโรคภัยเบียดเบียน" ท่านจึงทิ้งวังมาหาสิ่งนี้ แต่ท่านกำลังทิ้งสิ่งนี้ไปหาเวียงวัง นั่นหมายถึง ท่านกำลังทิ้งสุขไปหาทุกข์ อย่างแน่แท้

และสิ่งที่หลวงพ่อนิพนธ์กล่าวว่าเป็นเรื่องน่าทึ่ง คือสูตรสมุนไพรที่แม่ชีเมี้ยน ยัดเยียดมาให้และกล่าวว่า โรคนี้จะเกิดขึ้นในอีก 30 ปี ข้างหน้า ให้เก็บไว้ให้ดี และนำมาใช้ทดแทนคุณแผ่นดิน นั่นคือสูตรฟื้นฟูผู้ป่วยเอดส์ ในไม่ช้า เราก็คงได้เห็นม่านอันนี้เปิดขึ้นมา เพราะหลวงพ่อนิพนธ์ได้จัดเตรียมสถานที่ ที่ศรีสวัสดิ์ ที่มีธรรมชาติ และอากาศบริสุทธิ ซึ่งเหมาะกับคนไข้เหล่านี้ ไว้แล้ว หากการติดต่อในการจัดหาสมุนไพรแล้วเสร็จ และความพร้อมมาถึง ก็คงจะถึงเวลาม่านอันนี้ที่จะเปิด และมาดูกันว่า โรคเอดส์ ที่วิทยาศาสตร์หายาให้ตายก็ไม่เจอ แม่ชีเมี้ยนท่านรู้ว่าจะเกิดและให้มาเมื่อ 40 ปี ที่แล้ว

ทุกวันนี้เรานั่งฉงนว่า คนที่มีคุณูปการมหาศาลต่อแผ่นดินเช่นนี้ ทำไมคนไทยจึงเฉยเมย ไม่คิดจะเล่าขานว่า เรามีบุคคลที่มีคุณค่ามากที่สุดในโลก มาเกิดบนแผ่นดินไทย มีเมตตามหาศาล ควรที่จารึกให้ลูกหลานและคนทั้งโลกรู้ และเล่าขานไม่รู้จบ ด้วยความซาบซื้ง และภาคภูมิใจ

วันศุกร์ที่ 23 กันยายน พ.ศ. 2554

ความจริงที่น่าเจ็บปวด

ในหลายๆ ปีที่ผ่านมา ที่เราเห็นคนไข้ของหลวงพ่อนิพนธ์ และฟังคำสอนของท่านมา มักจะได้ยินเสมอ คือ "ไก่รองบ่อน" อันหมายถึง ผู้ป่วยที่ผ่านเข้ามาในสถานที่นี้ ถ้าไม่ใช่ลูกศิษย์ดั่งเดิมที่ตามติดท่านมาตั้งแต่ถ้ำกระบอก ล้วนแล้วแต่เป็นผู้ป่วยที่ผ่านการรักษาด้วยวิธีต่างๆ มาจนร่างกายช้ำแล้ว หรือหมดตัวแล้ว หรือ อะไรก็แล้วแต่ จนท้ายที่สุด จึงมาเลือกเดินทางในแนวนี้ เป็นทางเลือกสุดท้าย สิ่งที่พระภูมีเคยตรัสไว้ว่า "ให้ตั้งอยู่บนความไม่ประมาท กันไว้ดีกว่าแก้"  พุทธพจน์นี้ ลูกศิษย์ที่ติดตามมาได้เอามาปฏิบัติ ผลคือ ไม่มีใครเลยที่ต้องไปพึ่งโรงพยาบาล ไม่มีใครเป็นอัมพฤกต์ อัมพาต โรคหัวใจ ต้องเสียอวัยวะส่วนใดส่วนหนึ่งไป เพราะได้ทานสมุนไพร และปฏิบัติตามคำสอนของพระพุทธเจ้า ไว้เป็นเกราะป้องกันตัว อันทำให้ประจักษ์ถึงความปลอดภัยของชีวิตในเส้นทางสายนี้ ที่แม่ชีเมี้ยนนำมา ในขณะที่ผู้ป่วยที่มา มีสภาพที่เลวร้าย อาจพูดได้ว่า ส่วนใหญ่นับถอยหลัง หมอไม่รับรักษาแล้ว จึงจำต้องเลือกเดินทางนี้ แต่ความจริงก็คือความจริง สมุนไพรต้องการเวลาในการที่จะฟื้นฟู ไม่ใช่ตามใจที่ใครจะกะเกณฑ์ ดังนั้น คนไข้ที่ว่าหนัก ถ้าร่างกายสามารถฟื้นฟูทัน ก็ถือว่าเป็นโชควาสนาของเขา แต่หากร่างกายไม่สามารถฟื้นฟูทัน ก็คงช่วยอะไรไม่ได้มาก นั่นคือการต้องเสียเขาไป กระนั้นก็ตาม หลวงพ่อนิพนธ์ก็กล่าวว่า สมุนไพรก็จะลดความทรมานลงได้ในระดับหนึ่ง แต่ความจริงนี้ บางคนไม่ยอมรับ หลวงพ่อนิพนธ์และสมุนไพร จึงต้องตกเป็นจำเลยของคนเหล่านี้ เพราะเขาเหล่านั้น จะกล่าวว่า เป็นเพราะการทานสมุนไพร คือสาเหตุที่ทำให้ญาติของเขาต้องเสียชีวิต เราคงไม่แก้ต่าง เพียงแต่เห็นว่า ทุกสิ่งทุกอย่างต้องว่ากันไปตามเนื้อผ้า นั่นแหละคือความจริง การมาที่นี่ คือมาเพื่อเรียนรู้ และเอาไปทำให้ตัวเองรอด ผู้ทำได้ย่อมรอด ผู้ไม่ทำก็ไม่ได้ ในขณะที่มีอีกหลายคน แม้อยากทำก็ทำไม่ได้ เพราะสภาพไม่อำนวย นั่นคืออุปสรรคใหญ่ที่ทำให้เขาไม่รอด เพราะสภาพที่เป็นอยู่ จะช่วยตัวเองในชีวิตประจำวันก็ยังยากเลย สิ่งเดียวที่เราเห็นและยืนยัน คือ มันมีคนรอด ดังนั้น คงเป็นไปไม่ได้ ที่สมุนไพรชุดเดียวกัน สูตรเดียวกัน จะทำให้คนตายและรอด พร้อมกัน

ในขณะที่ผู้ที่เป็นผู้สร้างความเลวร้ายให้ กลับกลายเป็นคนถูก ได้ทั้งเงินและได้ทั้งกล่อง ทั้งที่ความเป็นจริง ได้ทำลายชีวิตคนๆ นั้น จนหมดความสามารถ ในการกอบกู้ตัวเองไปอย่างสิ้นเชิง ไม่มีเวลาเหลือให้สมุนไพร เราก็คงได้เห็น และได้ยิน อย่างนี้อีกต่อไป จึงอยากบอกเล่าว่า อย่าไปฟังคำเล่าลือ เสียงคนพูด ที่เกินจริง หันกลับมาอยู่บนพื้นฐานความเป็นจริง ที่หลวงพ่อนิพนธ์บอก ทำไมตอนที่เริ่มเป็น จึงไม่มาเลือกทางนี้ รอจนไม่มีวันเวลา และสภาพความพร้อมในการฟื้นฟู แล้วก็มา เมื่อไม่ได้ดังหวัง ก็พาลทะโร ช่างไม่ยุติธรรมเลย คนที่ทำท่านจะเละ ไม่ต้องรับผิดชอบอะไรเลย แถมยังได้ทรัพย์จากท่าน ในขณะที่คนที่พยายามกอบกู้ กลายเป็นผู้ร้าย หรือ ฆาตกรไป ความจริงนี้มันน่าเจ็บปวดยิ่งนัก

เราเคยพบผู้ป่วยมะเร็ง เล่าให้ฟังว่า หมอบอกต้องกินยาฮอร์โมน 5 ปี ห้ามขาด ถ้าขาดแม้แต่วันเดียวต้องเริ่มใหม่ ขณะที่เขามาที่มูลนิธิ ก็ใกล้ครบ 5 ปีแล้ว ได้ฟังวิทยากรบรรยายว่า ให้หยุดยาเคมี เขาจึงเกิดความลังเล ความลังเลของเขาหายไป ด้วยคำถามเดียว ที่ถามหมอคือ ถ้าเขากินครบ 5 ปี ตามหมอสั่งโดยเคร่งครัด แล้วเขาจะหายไหม คำตอบที่ได้ ทำให้ความลังเลหมดไปทันที เพราะเขาได้รู้สัจจธรรมแล้วว่า สิ่งที่เขาทุ่มเทมาเกือบ 5 ปี ไม่ได้อะไรเลย มา ณ วันนี้ อาการรุมเร้าที่มากขึ้น ทำให้ตัดสินใจเลือกทางนี้ แต่ก็ยังไม่รู้ผลว่า เขาจะรอดหรือไม่ เราก็ไม่รู้ว่าถ้าเขาไม่รอด ญาติเขาจะคิดอย่างไร ความรู้สึกนี้ ขนาดเรายังเจ็บปวดแทนหลวงพ่อนิพนธ์ เราไม่รู้ว่าเขาคิดกันได้อย่างไร สิ่งที่เราเขียนชวนให้คนมาใช้เป็นทางเลือก มันผิดหรือถูก แต่ส่วนลึกของเราก็ให้คำตอบว่า ในเมื่อมันมีคนรอด แม้หนึ่งในพัน ก็เป็นน้ำทิพย์ชโลมให้ความเจ็บนี้หายเป็นปลิดทิ้ง และบอกผู้คนให้รับความจริง ถ้าเลือกที่จะเดินสายนี้ คนที่คิดช่วยคน เขาต้องไม่คิดทำร้ายคนเป็นแน่ นี่คือความเชื่อของเรา และแม่ชีเมี้ยนย่อมไม่นำวิชามาให้ลูกของท่าน ทำบาปอย่างแน่นอน ยิ่งกว่านั้น แม่ชีเมี้ยนยิ่งไม่มีทางให้ทุกข์แก่ผู้ใดอย่างแน่นอน และอยากบอกคนเหล่านั้นว่า อย่าคิดอย่างนั้นเลย มันเป็นบาปทางจิตเปล่าๆ ต่อผู้มีพระคุณ เพราะถึงแม้คนป่วยจะตาย แต่เขาก็รับรู้ได้ว่า สมุนไพรได้ช่วยให้เขาไปสบาย

ถ้าบังเอิญคุณนุช มาตาย เมื่อได้ทานสมุนไพร หลังจากที่ตะเวนไปทั่วโลก และไม่มีหมดอดๆ ช่วยได้ อะไรจะเกิดขึ้น โชคดี ที่ร่างกายของคุณนุข ยังมีเวลาเหลือพอในการกอบกู้ คิดตื้นๆ ก็เหมือนแกว่งเท้าหาเสี้ยน แต่หลวงพ่อนิพนธ์ท่านสอนเสมอว่า ลูกหมาตกน้ำยังต้องช่วย นี่ชีวิตมนุษย์ แม้มีโอกาสเพียงน้อยนิด ก็ต้องพยายามให้ถึงที่สุด คนมีน้ำใจอย่างนี้ ท่านเคยเห็นที่ไหน

เราจำคำๆ หนึ่ง ของผู้หญิงวัย 50 ปี ซึ่งเป็นผู้ตรวจการบัญชีของรัฐท่านหนึ่ง กล่าวไว้ได้จนทุกวันนี้ว่า "ตัวท่านเอง มุ่งมั่นเรียนจนจบ บัญชีธรรมศาสตร์ เกียรตินิยม ไม่มีสามี ตั้งใจทำงานสร้างฐานะ ความมั่นคงในอาชีพ เชื่อมั่นในหมอ ดูแลตัวเองมาตั้งแต่สมัยเรียน ทานยาตามหมอสั่งไม่เคยพลาดแม้แต่วันเดียว มา ณ วันนี้ ที่ได้มาพบกับแม่ชีเมี้ยนและสมุนไพรของหลวงพ่อนิพนธ์ สภาพร่างกายก็ไม่เอื้ออำนวยให้ทานแล้ว คิดแล้วเสียดาย แต่ก็ขอกราบขอบพระคุณหลวงพ่อ ที่ทำให้ท่านตายสบายไม่ทรมานจนเกินไป เสียแต่วาสนาของท่านน้อยไปหน่อย จึงมาพบช้าไป" คนอย่างนี้สิ จึงเรียกว่าคนจริงน่านับถือ เราขอคาราวะด้วยใจจริง แม้ท่านจะเป็นผู้หญิงตัวเล็กๆ คนหนึ่ง

วันพุธที่ 21 กันยายน พ.ศ. 2554

วันที่รอคอย

เราได้เจอคนไข้สามท่าน ท่านแรกเป็นคุณยายอายุใกล้ 70 ปี เป็นอัมพฤกต์มานับสิบปี จับมือเราพร้อมกับบอกว่า ยายเดินได้แล้ว ดวงตาฉายแววปิติจนล้น เมื่อมีคนรู้จักเดินผ่านท่าน ท่านก็จะบอกว่าเดินได้แล้ว สองปีที่รอคอยของท่าน มุมานะมาทานสมุนไพร ไม่คิดว่าจะมีวันนี้ ในที่สุด ความฝันของท่านก็เป็นจริง

ท่านต่อมา อายุราว 60 ปี บอกเราว่า ยายเป็นเก๊าต์ มาสิบกว่าปี ทรมานมาก แต่ช่วงสองเดือนที่ผ่าน ทุกสัปดาห์ยายจะบอกเราเสมอ ว่ายายแย่แล้ว เพราะอาการลงแดง ทำให้ยายเดินไม่ได้ ไปไหนต้องคลาน แต่คุณยายก็ยังมีมานะมาทานสมุนไพรทุกอาทิตย์ พร้อมกับคำพูดว่ายายแย่แล้ว ก็มักจะได้คำตอบกลับไปจากเราว่า ก็มันจะหายแล้ว หลวงพ่อนิพนธ์ท่านก็บอกเสมอๆ ว่า "ต้องผ่านประตูนรกก่อน จึงจะถึงประตูสวรรค์" เป็นอย่างนี้ตลอดสองเดือน ในที่สุดคุณยายก็เดินอมยิ้มมาแต่ไกล เมื่ออาการลงแดงหมดไป พร้อมกับการเดินที่กลับมากระฉับกระเฉง พร้อมคำบอก ยายรอวันนี้มาสิบกว่าปี

ส่วนรายที่สาม เป็นสาวหน่อย อายุประมาณ 40 ปี มาทุกสัปดาห์พร้อมสามี โดยเธอนอนในรถเข็น อันเนื่องจากอุบัติเหตุทางรถยนต์ ทำให้ร่างกายส่วนล่างไม่ทำงาน กระดูกสันหลังมีปัญหา รวมทั้งต้นคอ ด้วยใบหน้าที่มีแต่รอยหม่น เพราะเหตุการครั้งนั้น ทำให้เธอเสียลูกทั้งสองไป หลังจากเข้าโรงพยาบาล อาการของเธอเริ่มมีปัญหาเกี่ยวกับระบบการกิน และขับถ่าย และเริ่มเคลื่อนไหวไม่ได้ ผ่านมาสามเดือน บังเอิญได้เดินผ่านเธอและสามีอีกครั้ง ดูเธอร่างเริงแจ่มใส สอบถามสามีได้ความว่า อาการตอบสนองดีขึ้น ระบบต่างๆ กลับมาทำงาน ทำให้ตอนนี้เริ่มกลับมาเป็นคนเดิม คุยจ้อได้ทั้งวัน พร้อมกับความหวังที่จะกลับมาช่วยตัวเองได้อีกครั้ง

เราจึงคิดว่า ทุกคนมีวันที่รอคอยความฝันมาถึง แต่ใคร และจะมีสักกี่คน ที่ไปถึงฝั่งฝัน เพราะระยะเวลามันช่างดูยาวไกลเหลือเกิน และต้องต่อสู้กับวิบาก มากมาย เราจึงยิ้มด้วยความดีใจ อย่างน้อยคนไข้เหล่านี้ แม้บางคนชราแล้ว ก็ยังมีใจสู้ จนถึงวันที่รอ มันสะท้อนความจริงที่หลวงพ่อมักพูดเสมอ ว่าคนสมัยนี้เมื่อติดยาฝรั่ง ก็จะเอาผลในสามวัน เจ็ดวัน ฉันจะลอง ถ้าเดือนหนึ่งไม่หาย ก็พาลทะโร ว่าหลอกกัน ทำให้เสียเวลา จากไปพร้อมความแค้นเคือง ช่างน่าเสียดายนัก แต่อย่างน้อยก็ทำให้เรารู้ว่า คนใจสู้ไม่เกี่ยงอายุ และถ้าเขาทำได้ เขาก็ต้องประสพผลอย่างแน่นอน

วันอังคารที่ 20 กันยายน พ.ศ. 2554

บาดลึกสุดจะทน

หลวงพ่อนิพนธ์ มักจะพูดกับพระเสมอว่า ธรรมของพระภูมิที่แม่ชีเมี้ยนนำมาสอนพระ เมื่อพูดออกมาเป็นสายกลาง มักบาดใจพระ เพราะเป็นคำที่จึ้ไปถึงกิเลส นิสัยสันดานของพระที่มีอยู่ ท่านจึงมักใช้คำว่า "ยิงปุทะลุใจ" เมื่อฟังผิวเผินเหมือนคำดุด่าว่า ทำให้เสียหาย หรือที่แม่ชีเมี้ยนตรัสว่า "ผลักให้ล้ม" แต่เมื่อพิจารณาให้ดี จะเห็นว่า คำสอนเหล่านั้น ทำให้พระได้สติ และสามารถข่มกิเลสกาย กิเลสนิสัย ลงได้

มา ณ วันนี้ เราได้ยินเสียงของคนไข้ ที่ฟังคำสอนของแม่ชีเมี้ยน ผ่านปากของหลวงพ่อนิพนธ์  บางคนกล่าวว่า ท่านพูดจาไม่เพราะ เอาแต่ด่า ทำให้เราหวนคิดถึงคำท่านมาอีกครั้ง เราไม่รู้ว่า คนไข้เหล่านั้นคิดอย่างไร เราคิดว่า เขาเหล่านั้นชอบคนพูดจาหวาน ภาพลักษณ์ดี แม้ว่าวาจาเหล่านั้น จะเป็นเท็จหรือหลอกลวงเขาสักฉันใด ก็รับได้ ในขณะที่คำของแม่ชีเมี้ยน ที่ดูเสมือนคำด่า คนพูดดูไม่น่านับถือ หรือไม่เข้าตา แต่คำเหล่านี้ ถ้าใช้สติพิจารณา เอาเหตุเอาผล พิจารณาแล้วนำไปใช้ จะเห็นได้ว่า เป็นความจริงแท้ และมีคุณค่ามหาศาล 

เราจึงเชื่ออย่างไม่สงสัยที่แม่ชีเมี้ยนตรัสว่า สมาธิ ที่พระพุทธเจ้าใช้ คือสมาธิพิจารณา และต้องเอาเหตุเอาผล ถ้าผู้ฟังเอาเหตุผล จะพิจารณาเนื้อหา และมองมุมกลับว่า เราเป็นเช่นนั้นจริงๆ คำที่คนอื่นเขาว่าเป็นคำด่า เขาจะมองว่าเป็นการให้สติ ทำให้เขาเห็นซึ่งสัจธรรมความจริง ที่หลวงพ่อนิพนธ์ถ่ายทอดจากแม่ชีเมี้ยนมาให้เรา ถ้าท่านไม่มีคุณธรรม คงไม่มาบอกความจริงเหล่านี้ คำเดียวกันที่บางคนฟังแล้วเป็นทุกข์ รับไม่ได้ แต่สำหรับคนเอาเหตุเอาผล กลับกลายเป็น คำที่ให้เขามีสติปัญญา รู้แจ้งเห็นจริงในสัจธรรมของจักรวาล และนำไปใช้นำชีวิตของเขาให้กลับมาเดินในแนวทางที่ถูก ทำให้ชีวิตเขาปลอดภัย จึงไม่แปลกในขณะที่บางคนเดินจากไปพร้อมกับคำสบถ แต่ก็มีบางคนก้มกราบด้วยความทราบซึ้งในหลวงพ่อนิพนธ์ ที่ได้ถ่ายทอดวาจาเหล่านี้มาให้

ยิ่งได้ฟังธรรมของพระกัสสปะ ที่แม่ชีเมี้ยนถ่ายทอดมาให้ฟัง ยิ่งได้รู้ว่าท่านเป็นชาวกะเหรี่ยง พูดจาตรงไปตรงมา ทำให้ขัดหู ต่างจากพระโคดม ที่พูดจานิ่มนวล ทำให้สาวกของท่าน มีน้อยกว่าพระโคดมมาก เราก็ยิ่งไม่แปลกใจ ที่ทำไมเขาเหล่านั้นจึงรับไม่ได้ แต่เราเชื่อว่า ถ้าท่านตั้งสติให้ดี และเอาเหตุเอาผล ทุกคำพูดของหลวงพ่อนิพนธ์ ก็จะเป็นประโยชน์ต่อตัวท่านมหาศาล ท้ายที่สุดก็ต้องเชื่อภาษิตโบราณ คือ "สองคนยลตามช่อง คนหนึ่งเห็นโคลนตม คนหนึ่งเห็นดวงดาว" เป็นอย่างนั้นจริงๆ น่าเสียดายคนเหล่านั้น กรรมอะไรมันดลใจให้เห็นกงจักรเป็นดอกบัว ในขณะที่มีโอกาสได้สัมผัสดอกบัวกลับเห็นเป็นกงจักร

จะมีใครยอมรับว่า ยาดีมีรสขม คำพูดตรงๆ ที่บาดใจ ล้วนแล้วมาจากน้ำใสใจจริง ของผู้หวังดี

เรื่องใกล้ตัวที่ไม่เคยคิด ภาค 2

บังเอิญเราเกิดต่างจังหวัด ซึ่งเราคิดว่าคนส่วนใหญ่ก็จะมีลักษณะคล้ายบ้านเรา คือ มีลำคลอง แม่น้ำ ภาพตั้งแต่เด็กที่จำความได้ คือ เด็กๆ ทุกรุ่น ทุกยุค ทุกสมัย จะไปเล่นน้ำคลอง และที่เราคิดและเคยทำคือ เวลาปวดปัสสาวะ เราก็จะปล่อยลงน้ำเลย ไม่วิ่งกลับบ้านหรอก แม้กระทั่งหิวน้ำ เราก็จะวักน้ำกิน เราก็ไม่เคยเห็นตัวเราและเพื่อนๆ เป็นอะไรเลย กี่รุ่น กี่สมัย เราก็เห็นเช่นนี้ มาวันนี้ วันที่รณรงค์ให้ดื่มน้ำสะอาด บริสุทธิ์ จนต้องซื้อน้ำดื่ม เพื่อสุขภาพ

ภาพอีกภาพที่เราจำได้แม่นยำ คือความซนของเด็กๆ และมักจะตามมาด้วย การตกต้นไม้ หรือหกล้มแขนหัก บังเอิญ โรงเรียนเราอยู่ใกล้วัด จะมีพระรูปหนึ่งที่มีความสามารถในการนวดน้ำมัน และจัดกระดูกให้เข้าที่ เราจึงมักเห็นเด็กบางคน ที่เข้าเฝือก มาถึงท่าน ก็ผ่าเฝือกออก และต้องทุบกระดูกให้หักอีกครั้ง เพราะท่านบอกการเข้าเฝือกทำให้กระดูกโค้งงอ และก็เป็นจริงตามนั้น เมื่อกระดูกหักแล้วท่านก็จัดกระดูกใหม่ นวดน้ำมัน แล้วใช้ไม้ดาม หลังจากนั้นท่านก็บอกรอให้กระดูกมันสมานตัว

เราฟังแล้วก็ไม่ได้คิดอะไรมาก จวบจนวันนี้ เรื่องนี้เข้ามาในสมองอีกครั้ง เมื่อผ่านร้านหมอกระดูก และโฆษณากันว่า เป็นหมอกระดูกที่เก่งในการต่อกระดูก คำของหลวงพ่อนิพนธ์จึงแว่วมาในสมองทันใด หมอพวกนี้ทำตัวเหมือนหมา ที่อยู่เฉยๆ แล้วมีคนเตะชิ้นเนื้อมาให้ ก็เพราะเหตุที่ว่า ไม่มียาหรือหมอคนใดที่จะสมานกระดูกให้ได้หรอก นอกจากร่างกายของเราทำเอง เราจึงเข้าใจที่พระท่านพูดว่า อ้อ ที่ท่านทำคือ จัดกระดูกให้เข้าที่ แล้วรอ หมอพวกนี้มันสมอ้าง เอาความสามารถของร่างกายเรา ที่ซ่อมแซมตัวเอง มาเป็นความเก่งกาจของตน ว่าเป็นผู้รักษากระดูกของเรานั่นเอง

และเมื่อฟังหลวงพ่อนิพนธ์ ท่านบอกว่า แม่ชีเมี้ยนจึงสอนว่า มนุษย์มีพรหมลิขิต  ดังนั้น เมื่อไม่ถึงที่ตาย ก็ไม่วายชีวาวาต ร่างกายมันก็ต้องทำงานเพื่อให้เรายังมีชีวิตอยู่ ด้วยอำนาจของพรหมลิขิตนั่นเอง ไม่ว่ายาที่เราทานจะเม็ดละบาทหรือเม็ดละล้าน หรือไม่ทานเลย ผลก็เฉกเช่นเดียวกัน ไม่ใช่หายเพราะยา แต่หายเพราะเรามีพรหมลิขิต วันใดที่หมดพรหมลิขิต ก็ไอ้ยาเม็ดเดิมที่กินแล้วหาย ทำไมจึงเอาไม่อยู่ นั่นแหละคือความจริงที่ชี้ชัด ว่ามนุษย์เรามีพรหมลิขิตเป็นตัวกำหนด ทุกชนเผ่า จึงรักษาพงศาวดารกันมาด้วยพรหมลิขิตของตน ไม่ต้องพึ่งหมอ หรือยาเคมีใดๆ เราจึงเข้าใจว่า ก็น้ำที่เรากินสมัยเด็กทำไมจึงไม่ทำให้พวกเราเป็นอะไร หรือบางคนที่เก็บจากถังขยะที่คนกินแล้วเหลือทิ้ง เขาจึงไม่เป็นอะไร แต่เมื่อพรหมลิขิตมาถึง น้ำปลอดเชื้อ กินแล้วก็มีโทษ ถึงสร้างห้องปลอดเชื้อไว้อาศัย ก็หนีกรรมไม่พ้น ยังคงเป็นโรคอยู่นั่นแล

แม่ชีเมี้ยนจึงถ่ายทอดแก่หลวงพ่อนิพนธ์ว่า พระพุทธเจ้าท่านตรัสรู้ ทราบว่า สิ่งที่ป้องกันกรรมได้ดีที่สุดของท่านคือ ธรรม ผู้ใดเอาไปปฏิบัติ ย่อมหลีกหนีกรรมที่ตนทำมาได้ ความดีเท่านั้นเป็นเครื่องมือที่ดีที่สุดในการป้องกัน ทั้งโรคภัย และอุบัติภัย

เมื่อเราห่างศาสนามานาน เราจะมีพฤติกรรมเอนเอียงไปในกรรมชั่ว เพราะกิเลส นิสัยที่เพิ่มพูน ดังนั้น มนุษย์จึงต้องการศาสนา เมื่อภัยพิบัติอันเนื่องจากมนุษย์ขาดศาสนา กำลังจะถาโถมเข้ามา เอกลักษณ์ที่เด่นชัดของพระพุทธศาสนา คือ เมื่อปฏิบัติแล้ว จะหยุดภัยพิบัตินั้นได้ ผู้คนจึงยอมรับ ดังนั้น แม่ชีเมี้ยนจึงได้พยากรณ์ไว้ว่า จะมีภัยพิบัติเกิดอย่างรุนแรงแก่มนุษย์โลก และจะมีพระพุทธเจ้าองค์ใหม่อุบัติขึ้น เพื่อมาสอนให้มนุษย์หันกลับมาทำความดี เพื่อหลีกหนีภัยพิบัติ และสืบต่อพระพุทธศาสนาของพระโคดม ในไม่ช้านี้ คำพยากรณ์นี้ช่างท้าทายนัก และตอนนี้ก็ใกล้กับวันเวลาที่ท่านตรัสไว้แล้ว ถึงวันที่จะพิสูจน์ให้เห็นว่า ไม่ว่ามนุษย์จะเก่งสักฉันใด ก็อยู่ใต้กรรม จึงไม่มีวันชนะได้ นอกจากจะเอาธรรมของพระพุทธเจ้ามาปฏฺบัติ เราจึงส่งเสียงเตือนเล็กๆ หันกลับมามองตัวเอง อย่าหลงไปกับฝรั่งที่ส่งเสริมให้พัฒนาความเจริญด้านวัตถุ แล้วบอกว่าเมืองศิวิไล แข่งกันสร้าง แต่กลับลืมเลือนตัวตน และจิตใจของเรา ไม่เคยคิดที่จะพัฒนามันเลย  จนท้ายที่สุด กรรมที่เราทำ มันย้อนกลับมาหาเรา ทำให้เราเป็นโรค ความเจ็บเกิดกับวิญญาณเราแล้ว และยังหวังว่า สิ่งที่มนุษย์สร้างจะช่วยเราได้ คงเป็นได้แค่ฝัน เพราะพระพุทธเจ้าสอนสั่งว่า เรานั่นแหละ คือผู้ที่จะช่วยตัวเราให้พ้นภัยพิบัติทั้งปวงได้ อย่าคิดพึ่งผู้อื่นเลย และวิธีที่จะชนะกรรมได้ มีเพียงสิ่งเดียว คือ "นำเอาธรรมของท่านมาปฏฺิบัติ"

เรามักสงสัยว่า ทำไมหลวงพ่อนิพนธ์ จึงมักบอกว่า พวกเราคนไข้เป็นคนโง่  มาถึงวันนี้ เราเข้าใจแล้วว่า คือความโง่ในสัจจธรรมความเป็นจริงของชีวิต นั่นเอง ทำให้เราคิดพึ่งผู้อื่นอยู่ตลอดเวลา หลงไปและพอใจในการมีผู้รับใช้ เอาเปรียบผู้อื่น ด้วยความที่มีสติปัญญาเหนือกว่า ด้วยความไม่รู้นี้ จึงทำให้ดาบนี้สนองคืนกลับหาตน เพราะเราคิดว่าเรามีโลกเดียว มือใครยาวสาวได้สาวเอา แต่ความจริงทุกคน มีโลกสองโลก โลกของสัมมาอาชีพ และโลกสัมมาปฏิบัติ  ความโง่ของเราที่ท่านพูด ก็คือโลกของสัมมาปฏิบัตินั่นเอง จนทำให้เกิดสุภาษิต "ความรู้ท่วมหัว เอาตัวไม่รอด" สิ่งที่พระพุทธเจ้าสรรเสริญคือ "รู้รักษาตัวรอดเป็นยอดคน" อันหมายถึง รอดจากกรรม ทำให้เราต้องคอตก และยอมรับว่า สิ่งนี้ไม่เคยมีในหัวเราจริงๆ ไม่มีตำราที่ไหนสอน เมื่อเกิดปัญหากับชีวิต เราจึงแก้ไม่ได้ เพราะเราไม่ได้ขาดอาหาร ขาดเงิน แต่เราขาดภูมิปัญญาของพระพุทธเจ้า ที่จะเอามาปฏิบัติเพื่อกอบกู้ชีวิตนั่นเอง

ความจริง คือความจริง ตัวเลขคนเป็นโรค และตายด้วยโรค มีแต่สถิติที่เพิ่มขึ้น พร้อมกับวิทยาการที่เราบอกว่าเจริญขึ้น มีหมอ และโรงพยาบาล มากขึ้น สิ่งนี้เป็นเครื่องยืนยันได้อย่างดี แต่เรายังคงหลอกตัวเอง และเดินถนนสายนี้ตามเขาไป คนแล้วคนเล่า ปฏิเสธที่จะคิด และสร้างฝัน ว่าเขาช่วยเราได้ ทั้งที่ความจริง ประวัติศาสตร์ก็เขียนอยู่ ไม่มีใครช่วยใครได้ ต้องทำเอง ถ้าช่วยได้จริง ด้วยพระเมตตาของพระพุทธเจ้า ท่านคงพามนุษย์ไปนิพพานทั้งโลกแล้ว แต่ในความจริง พระเทวทัด ที่ไม่เชื่อท่าน ทั้งที่เป็นพระญาติ ท่านยังช่วยไม่ได้เลย คนอินเดียเป็นร้อยล้าน ในสมัยนั้น ท่านยังแบะๆ เอาไปได้แค่ แปดหมื่นกว่า เท่านั้นเอง

หลวงพ่อนิพนธ์จึงบอกว่า สมุนไพรของท่าน ช่วยได้สำหรับคนที่ยังไม่ถึงพรหมลิขิต ถ้าถึงพรหมลิขิตแล้ว ก็ช่วยให้ไปสบายไม่ทรมาน คนเราโดยทั่วไปจะมีพรหมลิขิต อายุประมาณ 80 ปี การตายก่อนวัย นั่นถือเป็นอุบัติเหตุ และสาเหตุหลักของการเป็นเช่นนั้น คือการทำลายตนเองด้วยเหตุแห่งเคมี ไม่ใช่ตายด้วยโรค เพราะโรคทำให้เราตายก่อนวัยไม่ได้ เขามาเพื่อทรมานเท่านั้นเอง เมื่อถึงเวลาก็ต้องไป เพราะเราต้องอยู่จนครบพรหมลิขิตนั่นเอง ทุกวันนี้ ไม่เคยมีใครคิด และถามหมอ หรือท่านผู้รู้ใดๆ เลยว่า " แท้จริงแล้วคนของเราที่เสียไป เขาตายเพราะโรค หรือตายเพราะทนพิษจากเคมีไม่ไหวกันแน่ "

โรคที่จะมาฆ่าเราตาย เขาจึงเรียกว่า โรคกรรมพันธุ์ จะมีอายุยืนนาน เท่าอายุขัยของเรา เมื่อถึงอายุขัย โรคก็จะแก่และทำให้เราตาย มันฝังมากับยีนของเราอยู่แล้ว ไม่ใช่เพราะเหตุทำโน่น ทำนี่ กินนี่ กินนั่น ตามหมอพูด เรียกว่า "รำไม่ดี โทษปี่โทษกลอง" ต่อให้ป้องกันสักฉันใด ก็ทำไม่ได้ เพราะมันมีอยู่แล้ว พรหมลิขิต เขาเขียนและบันทึกคำพิพากษามากับยีนของเราอยู่แล้ว หลวงพ่อนิพนธ์จึงกล่าวว่า พระพุทธเจ้าจึงสอนว่า ถ้าเราอยากมีพรหมลิขิตเช่นใด เราก็ทำเช่นนั้น เพราะการกระทำของเราคือผลที่จะได้รับในวันข้างหน้า นั่นคือ พรหมลิขิตของเรา เราเป็นผู้เขียนเอง ใครที่ว่าฟ้ากำหนด พวกนั้นไม่รู้เรื่องศาสนา ก็โทษว่าเขาแกล้ง ทั้งที่จริงแล้ว เราต่างหากเป็นผู้ทำและรับเอง ไม่มีใครช่วยและไม่มีใครแกล้ง พระพุทธเจ้าจึงตรัสเป็นธรรม หมวด "ตนพึ่งตน" อยากได้อย่างไร ต้องทำเอง

สิ่งที่ท่านไม่เคยคิด และต้องเริ่มคิด คือ พรหมลิขิตที่ท่านจะเขียนให้ตัวท่าน คือนิสัย สันดาน ที่เราจะเอามาใช้เขียน มันมีที่มาจากสิ่งใด " กรรมลิขิต หรือ ธรรมลิขิต" นั่นคือคำตอบที่ว่า "ทำไม เราต้องมีศาสนา"

ไม่ป่วยทานสมุนไพรได้ไหม

เรื่องของมูลนิธิไทยกรุณาเรื่องหนึ่งที่น้อยคนถ้าไม่สังเกตจะไม่รู้เลย และอาจไม่เคยตั้งคำถาม คือ คนที่ยังไม่มีอาการป่วย ทานสมุนไพรได้หรือไม่ ถ้าเราไปที่มูลนิธิไทยกรุณา ลองสังเกตดีๆ ท่านอาจจะเห็นรถยนต์คันหนึ่ง มีสติกเกอร์เขียนข้อความตัวใหญ่ๆ ว่า สมาคมยกน้ำหนักแห่งประเทศไทย ลองมองหาคนขับ ก็ใช่คนอื่นไกล เป็นที่รู้จักกันดี คือ ท่านเสธยอด พล.ต.อินทรรัตน์ ยอดบางเตย นายกสมาคมยกน้ำหนักแห่งประเทศไทยนั่นเอง ลองไปเลียบๆ เคียงๆ ได้ความมาว่า ปัญหาของสมาคมคือ งบประมาณในการบำรุงนักกีฬายกน้ำหนัก ส่วนใหญ่หมดไปกับสมุนไพรจีน ซึ่งมีราคาแพงมาก จนทำให้สมาคมไม่สามารถจัดหาให้นักกีฬาได้อย่างเพียงพอ ที่สำคัญยังตอบโจทย์ไม่ได้ คือ มีประโยชน์กับนักกีฬาปกติ แต่สำหรับนักกีฬาที่บาดเจ็บแล้วยังไม่ได้ผลเท่าที่ควร ทำให้นักกีฬาฝีมือดีบางคนที่ได้รับบาดเจ็บ ต้องเลิกเล่นก่อนเวลาอันควร ทำให้สิ้นเปลืองมากขึ้น


จากการไปสนามม้า เมื่อได้เห็นม้าคอกอิระวดี ซึ่งเซียนม้าเรียกว่า "ม้าสมุนไพร" อันเนื่องจากม้าแข่งทุกตัวในคอกนี้ ล้วนแล้วแต่เป็นม้าแข่งพันธ์ดี แต่ได้รับบาดเจ็บ จนเจ้าของเดิมคิดจะยิงทิ้ง เพราะเปลืองค่าใช้จ่าย เนื่องจากแข่งต่ออีกไม่ได้ ม้าเหล่านี้ จึงมีคนนำมาให้หลวงพ่อนิพนธ์ ท่านกล่าวว่า สมุนไพรเป็นของธรรมชาติ จึงมีคุณทั้งต่อมนุษย์และสัตว์ เป็นจุดเริ่มของคอกอิระวดี เมื่อเวลาผ่านไป ม้าเหล่านั้นมีสุขภาพแข็งแรง และสามารถกลับมาวิ่งได้อีกครั้ง เพื่อพิสูจน์ผลของสมุนไพร จึงได้นำไปลงแข่ง ผลปรากฏว่า ได้รับรางวัลชนะเลิศก็มี ยิ่งไปกว่านั้น ความสมบูรณ์ของม้าเหล่านี้ ที่เซียนม้าต้องตะลึงก็คือ ธรรมดาม้าแข่งทั่วไป เมื่อแข่งแล้ว จะต้องพัก นั่นคือ สองสัปดาห์จึงจะได้แข่งครั้งหนึ่ง แต่ม้าคอกนี้แข่งทุกสัปดาห์ นั่นจึงเป็นที่ม้าของเสียงเชียร์ "ม้าสมุนไพร" ในสนามม้า และเป็นที่ชื่นชอบของนักเล่นม้าทั่วไป ใครว่างลองไปเชียร์ม้าเหล่านี้ "เทพบุตรหงสา ตะละแม่จันทรา" เป็นต้น

ด้วยเหตุนี้เอง เสธ.ยอด จึงได้คิดที่จะให้นักกีฬายกน้ำหนัก เปลี่ยนจากการทานสมุนไพรจีน ที่มีราคาแพง และแก้ปัญหานักกีฬาบาดเจ็บไม่ได้ มาเป็นการทานสมุนไพรไทย สูตรแม่ชีเมี้ยน ของหลวงพ่อนิพนธ์แทน
ในอนาคต เราจะได้เห็นพลังของสมุนไพร ในตำนานนักยกลูกเหล็กไทย ที่ลอนดอนเกมส์ อย่างแน่นอน
นักกีฬาหลายชีวิตเหล่านี้ จะเป็นบทพิสูจน์อีกบทหนึ่ง ว่า สมุนไพรไม่จำเป็นต้องรอจนป่วยแล้วจึงมาทาน สามารถทานได้เลย เป็นการป้องกัน และเมื่อเกิดเหตุ เช่นอุบัติเหตุ หรืออาการป่วย ก็สามารถฟื้นตัวได้เร็วกว่าคนทั่วไป

เรามารอดูกันใน ลอนดอนเกมส์ และเอเชี่ยนเกมส์ ที่จะถึงนี้กันเถอะ

เรื่องใกล้ตัวที่ไม่เคยคิด ภาค 1

ความจริงตามธรรมชาติที่ให้กับมนุษย์มา คือ การกิน อุปกรณ์ที่ใช้คือ ท้อง สิ่งที่เราไม่เคยคิด เพราะความใกล้ชิด หรือเห็นทุกเมื่อเชื่อวัน จนทำให้ความวิเศษมหัศจรรย์ กลายเป็นเรื่องธรรมดา คือ กระบวนการทำงานของท้อง และร่างกาย เราร่ำเรียนตำรากันมากมาย แต่ไม่เคยเรียน และรู้ เลยว่า ท้องเราทำงานอย่างไร ทำเรื่องน่าอัศจรรย์ได้อย่างไร จนทำให้เราดูเรื่องที่ไม่น่าเป็นไปได้ กลายเป็นเรื่องธรรมดา ลองนั่งนึกดู เมื่อเราทานอาหารเข้าไป ท้องสามารถแยกแยะได้ว่า สิ่งไหนเป็นประโยชน์ ก็จะสกัดไปให้ร่างกายใช้ ที่เหลือก็เก็บไว้ ส่วนที่ร่างกายไม่ต้องการ ก็ถ่ายออกเป็นอุจจาระ สามารถรับรู้ถึงสิ่งที่มีอันตรายแก่ร่างกาย ทำให้เรามีการถ่ายท้อง เพื่อผ่านของเสียออกได้อย่างรวดเร็ว กระบวนการสกัดที่ทำงานอย่างวิเศษนี้ ทำให้อาหาร 5 หมู่ที่เราทานเข้าไป กลายเป็น ผม เส้นเอ็น กล้ามเนื้อ สมอง และส่วนต่างๆ ของร่างกายได้อย่างน่าพิศวง แต่เราก็ไม่เคยถามเลยว่า มันทำได้อย่างไร สิ่งที่เราทำประการเดียว คือ ความเชื่อมั่นว่า สิ่งที่เราทานเข้าไป จะทำให้เราเจริญเติบโต มีพละกำลังใช้ในการทำงาน หรือสิ่งต่างๆ ที่ต้องการได้ ไม่เคยมีสักครั้งที่จะสงสัยว่า กินสิ่งนี้เข้าไป แล้วเราจะโตหรือ

นั่นคือความศรัทธาและเชื่่อมั่นอย่างสูง ในกระบวนการของธรรมชาติที่ให้มา ทำให้เราไม่ต้องตามไปดูว่า จากข้าวที่เราทาน ถูกย่อยจะกลายเป็นอะไร ไปเก็บไว้ที่ไหน และมีอันตรายไหม ทั้งๆ ที่คงไม่มีใครรู้ว่า กระบวนการนี้ทำงานอย่างไร ยิ่งไปกว่านั้น เมื่อร่างกายขาดสารตัวใด ก็ยังสามารถแปลงสารที่มีอยู่ ให้ไปทดแทนสารที่ขาดได้อีก ช่างน่าวิเศษแท้

ยิ่งไปมองวัวควาย ยิ่งมหัศจรรย์เข้าไปใหญ่ กินแต่หญ้า ทำไมกล้ามเนื้อถึงใหญ่โตมโหฬารเช่นนั้น ภาพเหล่านี้เราเห็นจนชินตา กลายเป็นเรื่องธรรมดาไม่มหัศจรรย์ และไม่ว่าเป็นมนุษย์ชนชาติไหน กินสิ่งของต่างกันอย่างไร ท้องก็ทำให้คนเติบโต มีอาการ 32 เช่นกัน ดังนั้นเราจึงเรียกการกิน ว่าเป็นธรรมชาติ นักวิทยาศาสตร์ จะเก่งกาจสักฉันใด จะคิดมาปลดทุกข์อันเนื่องจากเหตุของการต้องกิน ไม่ได้เลย ดังนั้น เราจึงมีทุกข์ที่ต้องหิว ให้ใช้กันทุกข์วัน และสุขทุกครั้ง ที่ได้กินอิ่ม จะให้เขามาทำยาวิเศษสักฉันใด กินหรือฉีด แทนอาหาร แล้วอยู่ได้ ไม่มีทางโดยเด็ดขาด บางคนอาจเถียงว่า เวลาเราป่วยไม่ทานข้าว อยู่ในโรงพยาบาล ได้น้ำเกลือ แร่ธาตุทางสาย ก็อยู่ได้ สิ่งนั้นเป็นเพียงประทังชั่วคราว เมื่อถึงเวลา ก็ต้องกลับมากินเหมือนเดิม ความเป็นธรรมชาติในการดำรงอยู่ของสรรพสัตว์ ต้องมีทุกข์จากความหิว และสุขเมื่อได้กินอิ่ม ใครที่ว่าแน่จะทำให้สรรพสัตว์ อยู่ได้โดยไม่ต้องกิน ก็ได้แต่ขายฝัน

คำถามที่ควรถาม ในเมื่อกระบวนการธรรมชาติของท้อง มีมาเพื่อย่อยสารที่เป็นธรรมชาติ นำไปใช้ในการดำรงชีวิตยามปกติ ก็แล้วถ้าเจ็บไข้ได้ป่วย ธรรมชาติเขาไม่ได้กำหนดมาหรือว่า เราต้องทานของธรรมชาติอะไรเข้าไป เพื่อช่วยเยียวยารักษาอาการป่วยของเรา ในยุคนี้ บางท่านอาจตอบว่า เจ็บป่วยเราก็ไปหาหมอ นักวิทยาศาสตร์เขามียาดี สิ่งที่ต้องถามอย่างแรกคือ ก็ในอดีต นับแค่สองพันปีที่ผ่านมา เราเคยเห็นซากของโรงพยาบาลที่ไหนบ้างในโลก คำตอบคือไม่มีเลย ก็ถ้าโรงพยาบาล หมอ และยาเคมี มีความจำเป็นต่อการดำรงชีวิตของมนุษย์จริง เราคงจบประวัติศาสตร์ของมนุษย์ไปตั้งนานแล้ว ยิ่งพวกชาวเขา ชาวดอย ชาวป่า ยิ่งไม่ต้องพูดถึง ไม่มีพงศาวดารมาถึงยุคนี้อย่างแน่นอน ทำไมสิ่งเหล่านี้ จึงกลายมามีบทบาท จนบางคนอาจคิดว่า ถ้าไม่มีเราจะอยู่ไม่ได้ ทั้งๆ ที่พงศาวดารของเราเขาอยู่กันมา โดยไม่มีสิ่งนี้ จนมามีเรา อะไรทำให้เราเชื่อเช่นนั้น

สิ่งนี้หลวงพ่อนิพนธ์ให้อรรถาธิบายว่า ก็ความกลัวไง เมื่อคนฉลาดรู้ว่าคนโง่ ยิ่งโง่ ยิ่งกลัว เราจึงเห็นการตลาดที่ขู่ให้กลัว กันดาษดื่น ถ้าไม่ควบคุมความดัน ไขมัน จะกลายเป็นอัมพฤกต์ จะเส้นเลือดแตก กินไอ้นี่ ทำไอ้นั่น จะเป็นมะเร็ง เบาหวาน บทสุดท้าย ที่ฉาย คือ ตาย ตาย และตาย ทำให้คนโง่ ตกเป็นเหยื่อ และร้องถาม แล้วจะทำอย่างไร ซาตานคราบนักบุญ ก็จะสวมเสื้อกาว แล้วออกมาบอกว่า ต้องทานยาตัวนี้ ตัวนั้น ต้องตรวจร่างกายสม่ำเสมอ ต้อง ....... รณรงค์ส่งเสริม ให้เข้ามาในคอกที่เขาจัดเตรียมไว้ ทำตัวดั่งกระต่ายตื่นตูม แล้วบอกสรรพสัตว์ เหล่าสัตว์ขาดสติพิจารณา ก็วิ่งโกลาหล เข้าไปในคอกที่เขาจัดเตรียมไว้ ผลที่ออกมา คืออะไร เป็นอัมพฤกต์ทั้งที่กินความดัน ตัดขา และตาย ทั้งๆ ที่กินยาคุมน้ำตาล เป็นมะเร็งทั้งๆ ที่คีโม ฉายแสง รายแล้วรายเล่า โดยเริ่มจากแค่ยาแก้ปวด วันละซอง ที่ให้ความประทับใจไม่รู้ลืม กินปุ๊ป หายปั๊บ และก็ติดใจ ฝังใจ ว่า ถ้าเราเป็นอะไร ไม่ว่าสิ่งไหน ก็จะเป็นเช่นนี้ตลอดการ สูตรสำเร็จ ของคนยุคปัจจุบัน จึงกลายเป็น หาตังค์ไว้ ยามป่วยก็จะได้เอาเงินที่มีไปซื้อ และหวังเช่นความฝังใจในยาแก้ปวด หมอต้องทำให้เราหายได้ ในเร็ววัน อย่างใจหวังอย่างแน่นอน แต่ความเป็นจริง ปริมาณที่ตายมันฟ้องออกมาว่า เส้นทางเส้นนี้เป็นทางตัน ไม่เป็นดังหวัง และที่สำคัญ ไม่มีวันสมหวังอย่างแน่นอน เพราะประเทศที่ผลิตเอง คนของเขายังตายด้วยโรคนั้นๆ กันเป็นเบือ ถ้าช่วยได้ เขาคงช่วยคนของเขาไม่ให้ตายกันหมดแล้ว

ก็แล้วธรรมชาติให้อาหารมาดำรงชีวิต แล้วไม่ให้อะไรมาแก้ปัญหานี้หรือ คงเป็นไปไม่ได้เช่นกัน มิฉะนั้น พงศาวดารของมนุษย์และสรรพสัตว์ คงหมดจากโลกไปนานแล้ว เราจึงเห็นสมุนไพร มีมาคู่กับโลก เช่นกัน เป็นธรรมชาติที่เขาจัดสรรมาให้ ถ้าอุปมาอาหารเป็นสิ่งศํกดิ์สิทธิ์ ที่มนุษย์เชื่อมั่น ว่าทานเข้าไปแล้วทำให้ชีวิตดำรงอยู่ได้ ธรรมชาติก็ให้สมุนไพร เป็นสิ่งศักดิ์สิทธ์ ที่ให้มนุษย์ นำมาใช้แก้ปัญหา เพื่อให้ดำรงชีวิตอยู่ได้เช่นกัน 

แม่ชีเมี้ยนจึงตรัสว่า สมุนไพรจึงเป็นสิ่งศักสิทธิ์ตามธรรมชาติที่มีมาคู่กับโลก ให้มนุษย์ได้อาศัยยามเจ็บปวด จึงมีความสากลเช่นอาหาร ใช้ได้กับทุกชาติ ทุกภาษา ไม่มีข้อจำกัดเช่นอาหาร ไม่มีผลที่เป็นพิษเป็นภัยต่อคนและสรรพสัตว์ทั้งสิ้น กระบวนการนำมาใช้เฉกเช่นเดียวกับอาหาร ต้องมีสูตรเพื่อให้ได้สรรพคุณตามต้องการ ปัญหาประการเดียวของสมุนไพรคือ เมื่อเขาเป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์ตามธรรมชาติ ไม่ต้องมีคนมาดูแล ธรรมชาติเขาปลูกและดูแลให้อยู่แล้ว การจะนำมาใช้แล้วเกิดผล ต้องอาศัยคนมีคุณธรรม แม่ชีเมี้ยนจึงตรัสว่า พระภูมิ มีคุณสมบัติ จึงรับรู้สูตร และวิธีการใช้สมุนไพรอย่างถูกต้อง เมื่อผู้เรียนต้องการรู้และนำไปใช้อย่างถูกต้อง จึงต้องฝึกให้ตนเป็นคนมีคุณธรรม และไม่นำสมุนไพรไปขาย เพื่อรักษาความศํกดิ์สิทธิ์ตามธรรมชาตินั้นไว้ และบัญญัติในการใช้ ก็เป็นไปตามกฏธรรมชาติ เฉกเช่นเดียวกับอาหาร คือ หลัก "ตนพึ่งตน" ไม่สนใจว่าเป็นโรคอะไร ไม่ต้องตามไปดูว่าทำอย่างไร สมุนไพรจะเข้าได้กับอาหาร และต้องผ่านกระบวนการของท้อง ร่างกายสามารถรับและแยกแยะเอาไปใช้งาน เฉกเช่นอาหาร เพื่อแก้ปัญหาโรค หรือความผิดปกติที่เกิด ดั่งอาหารแก้ปัญหา ให้พลังและการเจริญเติบโต ไม่ต้องอาศัยผู้อื่น มาแก้ปัญหาให้ ดังนั้น พระพุทธเจ้าจึงตรัสความจริงเป็นพุทธพจน์ "ตนแลเป็นที่พึ่งแห่งตน" ก็ด้วยเห็นในสัจธรรมของธรรมชาตินี้ คำถามก็คือ แล้วทำไมคนจึงเชื่อปัญญาของมนุษย์ธรรมดา ที่แม้กระทั่งตัวเองก็ยังช่วยไม่ได้ เชื่อมั่นในวิทยาการของเขา และปฏิเสธ ปัญญาของพระพุทธเจ้าที่ได้รับการยอมรับว่า "ตรัสรู้ ความจริง ของจักรวาล" และได้พิสูจน์ให้เห็นเป็นที่ประจักษ์ ก็ถ้าสิ่งที่ทานตรัสเป็นเท็จ คำถามสุดท้ายของเราคือ พระพุทธเจ้าไปนิพพานได้อย่างไร ในเมื่อท่านตรัสสอนให้มนุษย์เชื่อในสิ่งนี้ ตลอด 40 ปี ในการเผยแพร่คำสอน

ธรรมชาติ ไม่ลำเอียง จัดสรรให้มนุษย์ทุกคนเท่าเทียม เราเชื่อเช่นนั้น จึงเป็นไปไม่ได้อย่างแน่นอนที่ว่า จะมีผู้ใดแสวงหาทุกทางให้ได้มาซึ่งเงินทอง แล้วจะได้สิทธิ์พิเศษ ในการดำรงอยู่ ไม่ต้องเจ็บ ไม่ต้องเป็นโรค เหมือนคนทั่วไป ยิ่งเราเชื่อว่า สัตว์โลกต้องเป็นไปตามกรรม ตามดำรัสของพระพุทธเจ้าด้วยแล้ว เงินยิ่งไม่หนทางแก้กรรมอย่างแน่นอน มิฉะนั้น พระโคดมก็ไม่ต้องไปบำเพ็ญถึงกว่าหกปี เพื่อหาโมกข์ธรรม เอาเงินในท้องพระคลังซื้อนิพพานเลยดีกว่า และก็ไม่สอนสั่งสาวกทั้งหลายว่า "ธรรมเท่านั้นที่ชนะกรรมได้"

คำถามเดียวที่จะถามท่านคือ ก็แล้วยาเคมี ที่เราใช้เงินซื้อมา ถ้าสิ่งนี้ช่วยมนุษย์ได้จริง คุณธรรมค้ำจุนโลก จะเป็นจริงหรือ เพราะว่า สิ่งนี้จะพิสูจน์ว่า เงินคือพระเจ้า ซื้อได้ทุกสรรพสิ่ง เรายังต้องการศาสนาไปอีกทำไม

วันจันทร์ที่ 19 กันยายน พ.ศ. 2554

ถ้าสิ่งนี้อุบัติ จะเกิดอะไรขึ้น

ขณะนี้ ผู้ทรงความรู้ ที่เราเรียกว่า หมอ หรือ คนในวงการแพทย์ กำลังยุ ส่งเสริมให้คนในประเทศ ทานยาวิทยาศาสตร์กันอย่างกว้างขวาง จนลามไปทั่วทุกแห่งหนตำบล ทุกคนคงมองเห็นได้ว่า คงจะเดินหาบ้านที่ไม่มีแผงยา ยากกว่างมเข็มอีก ใช่หรือไม่ สิ่งที่เราอยากจะบอกคือ ตอนนี้คนในประเทศเรากำลังติดยาเคมี กันแล้วใช่หรือไม่ และจะเกิดอะไรขึ้น ถ้า ... บังเอิญ ประเทศที่ผลิตยาเวชภัณฑ์เหล่านั้น ถูกภัยพิบัติ ไม่สามารถผลิตเวชภัณฑ์เหล่านั้น มาให้ประเทศเราได้ เรานึกภาพความโกลาหลไม่ออกว่า คนไทยจะต้องถึงกับฆ่ากันตายเพื่อแย่งยาเหล่านั้นกันหรือไม่ เพราะทุกวันนี้ หมอมักจะบอกว่า ยาที่คุณได้รับไป ต้องทานตามเวลาทุกวัน ถ้าขาด จะเป็นอย่างนั้น อย่างนี้ อาจเสียชีวิต ปัญหานี้คงยังไม่มีใครนึกถึง และเราก็ภาวนาว่าอย่าให้เกิดเลย เพราะคงดูไม่จึด เราเพียงแค่อยากบอกว่า "ผู้ใหญ่สมัยนี้ กำลังทำร้ายลูกหลานไทย อยู่" และไม่มีใครที่จะเป็นผู้ชี้บอกถึงมหันตภัยดังกล่าว ให้ลูกหลานเราได้เตรียมตัว ทั้งที่มหันตภัยนี้ร้ายแรงยิ่ง จนไม่อยากจะนึกภาพ

เรายังเหลือคุณธรรม ที่พระภูมิสอนสั่งอยู่หรือไม่ เป็นคำถามในใจเรา เมื่อเปิดทีวี เห็นทุกช่อง ล้วนแล้วแต่หลอก ให้มนุษย์หลงติดในยาที่เขาเหล่านั้นผลิตขึ้นมาอย่างบ้าระห่ำ และก็ไม่มีผู้ใดออกมาชี้โทษให้เห็นเลย เราเป็นเสียงเล็กๆ จึงอยากเตือนว่า อย่าหลงลืมว่าเราเป็นเมืองพุทธ อย่าเห็นแก่เงิน จนลืมเลือนชีวิตเพื่อนมนุษย์เลย สักวันหนึ่งเมื่อภัยพิบัติเกิดแก่ประเทศผลิตยาจริงๆ เราจะไม่เหลือที่ยืน จะฆ่ากันเอง โดยไม่ต้องมีสงครามกับใคร เราหวังว่าเสียงของเราจะถูกสะท้อนออกไป ด้วยความรักในความเป็นไทย จึงพยายามให้รู้กันว่ายังมีทางเลือก ที่เราไม่ต้องใช้จมูกฝรั่งหายใจ มาใช้กันไม๊ ถึงจะลำบาก แต่ก็ให้ผลคุ้มค่า และควรช่วยกันรักษาไว้ อย่าให้เป็นภาระแก่หลวงพ่อนิพนธ์คนเดียวเลย ถ้าสิ่งที่เขียนมันเกิดขึ้นจริง ภัยพิบัติในประเทศผลิตยา มันรุนแรง พึ่น้องคนไทยของเรา ก็ยังมีทางรอด

หรือท่านว่า เป็นไปไม่ได้ ก็ขนาด นิวยอร์ค ที่บอกว่ารถไฟของเขาไม่เคยปิดบริการ เจอทอร์นาโดเข้าไป ยังเป็นอัมพาตทั้งเมือง ญี่ปุ่น เจอสึนามิ จอดไปเกือบปี เพิ่งจะฟื้น แล้วโรงงานยา มันมีดีอะไรจึงจะพบความวิบัติไม่ได้ แต่สิ่งที่จะวิบัติกว่า คือพี่น้องเราที่ติดยาของเขานี่สิ แค่เฉพาะยาต้านเอดส์ ก็หนาวแล้ว ...... ไม่ต้องพูดถึง ยาคุมไขมัน ความดัน เบาหวาน ได้แต่หวังว่า สิ่งที่เขียนคงไม่เกิดขึ้นจริง

วันอาทิตย์ที่ 18 กันยายน พ.ศ. 2554

มาทั้งวันได้สมุนไพรแค่นี้เอง? คนไข้ใหม่มูลนิธิไทยกรุณา

นี่เป็นคำถามที่มักเกิดขึ้นกับคนไข้ใหม่ๆ ที่มารับการรักษาที่มูลนิธิไทยกรุณา เมื่อสังเกต เราก็พบว่า คนเหล่านี้ไม่ได้สนใจในสิ่งที่หลวงพ่อนิพนธ์ หรือวิทยากรให้คำอธิบายใดๆ เลย จึงมีความคิดดังกล่าว

สมุนไพรพื้นฐานที่มูลนิธิฯ แจก คือสมุนไพรที่ใช้ในการปรับสมดุลย์ของธาตุทั้งสี่ คือ ดิน น้ำ ลม ไฟ เพื่อให้ร่างกายเราพร้อม หลังจากทรุดโทรมหรือเสียหาย ทั้งจากโรค และ/หรือจากการทานสารเคมีมาเป็นเวลานาน โดยเฉพาะระบบทางเดินอาหาร และระบบการย่อย เพราะการต่อสู้โรคภัย ต้องใช้อาหารเป็นวัตถุดิบในการสร้างตัวยา  ส่วนสมุนไพร จะเป็นวัตถุดิบ ให้ร่างกายสามารถฟื้นฟูอวัยวะ และเสริมสร้างภูมิต้านทานของร่างกายให้แข็งแกร่ง 

ความเข้าใจผิดที่ว่าสมุนไพรคือยา นั่นเป็นข้อผิดพลาดอย่างยิ่ง ทำให้คนคิดว่าต้องทานสมุนไพรมากๆ เพราะได้ยินมา  คำว่าทานมากๆ ในความหมายของหลวงพ่อนิพนธ์ คือ ความสม่ำเสมอ และมากพอกับที่ร่างกายต้องการใช้ อันเนื่องจาก ร่างกายของเรา จะมีแหล่งเก็บกักสารที่ต้องการ เมื่อมีปริมาณมากพอจึงจะก่อให้เกิดประโยชน์ หากแต่กระบวนกักเก็บสารจากสมุนไพร ก็เฉกเช่นเดียวกับอาหาร ที่ต้องค่อยเป็นค่อยไป จึงต้องใช้เวลา อุปมา คนกินข้าว กว่าจะได้นำหนัก 1 ก.ก. ต้องทานข้าวสักเท่าใด ก็ฉันนั้น ดังนั้น การทานสมุนไพรจึงต้องอดทน ในการทานอย่างสม่ำเสมอ จนร่างกายได้ปริมาณและนำไปใช้  การทานมากในคราวเดียว ก็เสียของดั่งเช่นอาหาร ทานมากไปย่อยไม่หมด ก็ต้องถ่ายออก หลักของสมุนไพร เฉกเช่น หลักของอาหาร เป็นหลักธรรมชาติ ต้องแล้วแต่ร่างกายของแต่ละบุคคลว่าตอบสนองเช่นไร เราจึงเห็นคนอ้วน คนผอม ฉันใดก็ฉันนั้น จึงให้คำตอบไม่ได้เลยว่า หายเมื่อไร เช่นเดียวกับว่า ทานข้าวมื้อละสองจาน จะอ้วนทุกคนใช่ไหม

สูตรสมุนไพรที่แม่ชีเมี้ยนให้หลวงพ่อนิพนธ์ มีหลายสิบสูตร และมีสมุนไพรพื้นฐานที่ทุกคนต้องทาน ประมาณสิบสูตร ที่เหลือเป็นสมุนไพรที่ใช้เฉพาะอาการ ที่เกิดขึ้นปัจจุบันทันด่วน หรือ เป็นสูตรยาสำเร็จ ที่ไม่ต้องผ่านระบบการย่อย อาทิเช่น ยาตา ยาดูดหนอง ยาระบาย ยาสมานแผล ยาล้างพิษ เป็นต้น ซึ่งครอบคลุม การฟื้นฟูอวัยวะทั้ง 32 แต่สิ่งที่เป็นตัวยาคือ สารจากอาหารต่างหาก โรคที่เกิดขึ้นเพราะอวัยวะเราทำงานผิดปกติ เมื่อได้สมุนไพรและฟื้นฟูให้กลับมาทำงานได้ ก็สามารถนำสารจากอาหาร มารักษาตัวเองได้ นี่เป็นหลักธรรมชาติอยู่แล้ว ความสามารถของกระเพาะของมนุษย์ ที่ธรรมชาติให้ เหนือเครื่องจักรใดๆ ที่มนุษย์สร้าง ละเอียดอ่อนกว่าเยอะ ตัวอย่างที่ท่านยกมาให้เห็น คือ เมื่อเราท่านจิบกาแฟดำ เผลอแป๊บเดียวไปเข้าห้องน้ำ กระเพาะเราแยกสารเสร็จ เหลือแต่น้ำใสๆ ออกทางปัสสาวะ เครื่องจักรที่ไหนทำได้ แต่เพราะวิทยาการสมัยใหม่ มีหมอเป็นเซลล์แมน ทำให้เราไม่เชื่อในสิ่งที่เรามี ที่รักษาพงศาวดารของมนุษย์ มาก่อนที่วิทยาการของพวกหมอจะมีเสียอีก ผลที่ได้คือ หมอสั่ง ห้ามกินอาหารนี้ อาหารนั้น แล้วอะไรตามมา ก็อาหารเป็นแหล่งตัวยาที่ท้องจะสกัดไปรักษาตัวเอง ก็ขาดวัตถุดิบ ความฉิบหายของร่างกายจึงบังเกิด ร่างกายทรุดโทรม โรคแทรก เมื่อกลับมาใช้ระบบธรรมชาติ หลังจากทานสมุนไพรปรับพื้นฐานได้สักระยะ หลวงพ่อนิพนธ์และวิทยากร มักให้คำแนะนำว่า อะไรที่หมอห้ามก็ให้กินก่อน เพราะร่างกายเราขาดมานาน การกลับไปตามธรรมชาติ คือ กินอาหารครบทั้ง 5 หมู่ จะเว้นสิ่งไรไม่ได้เลย เพราะนั่นคือแหล่งยาธรรมชาติของร่างกาย ขาดไปก็ไม่มีวัตถุดิบทำยา ช่วยร่างกายนั่นเอง  ส่วนหน้าที่ของสมุนไพร มีแค่สองอย่าง คือ เป็นวัตถุดิบใช้ฟื้นฟูอวัยวะ ให้กลับมาแข็งแกร่ง ทำงานได้เต็มที่ และเสริมสร้างภูมิต้านทาน ไม่ใช่หน้าที่รักษา  จึงจะเห็นได้ว่า ต้องใช้ทั้งสองขา คือสมุนไพร และอาหาร ในยามที่เรามีปัญหา แต่บุคคลใดที่อวัยวะเขายังปกติ ก็ใช้อาหารเพียงอย่างเดียว ปัญหาเขาก็คลี่คลายได้  สมุนไพรที่จัดให้ จึงเพียงพอ หากแต่เมื่อเกิดอาการชั่วคราว ขณะลงแดง เช่น ปวดมาก มีหนองไหล มีเสมหะมาก ต้องการสมานแผล ก็สามารถไปขอได้เป็นรายๆ ไป ที่ห้องหลวงพ่อนิพนธ์ หลังรับสมุนไพร

ขอย้ำ สมุนไพร ทำให้ร่างกายเรา กลับมาพร้อมทำงาน แต่ตัวยาอยู่ในอาหารที่เราทาน สรรพคุณของสมุนไพร เมื่อฟื้นฟูอวัยวะแล้ว จึงกระตุ้นให้เกิดการอยากทานอาหาร แต่ถ้าทานสมุนไพรแล้ว ไม่ทานอาหาร ก็หมดท่า พูดกลับกัน ก็คือ เมื่อร่างกายเราไม่ปกติ ถึงแม้เราจะทานอาหาร แต่ร่างกายไม่รับ ถ้าไม่มีสมุนไพรมาช่วยเปิดระบบ ก็หมดท่าเช่นกัน

คำแนะนำทิ้งท้ายที่เรามักได้ยินวิทยากรพูดเสมอคือ ในระหว่างการฟื้นฟูสุขภาพ หรือ รักษาโดยสมุนไพร พฤติกรรมในการทานอาหาร อาทิเช่น การทานเจ มังสวิรัติ หรือ ชีวจิต วิตามิน อาหารเสริมใดๆ ขอให้หยุดไว้ก่อน ปล่อยให้ธรรมชาติเขาทำงาน หลังจากหายดีแล้ว จะกลับไปทำเหมือนเดิมอีก ก็ไม่ว่ากัน เหตุผลที่ท่านให้ง่ายๆ คือ ท่านงดเว้นสิ่งนั้น เพราะไม่อยากฆ่าสัตว์ตัดชีวิต ก็แล้วถ้าท่านไม่ทาน ท่านกำลังจะฆ่าชีวิตหนึ่ง คือชีวิตของท่านเอง ใช่หรือไม่

วันอังคารที่ 13 กันยายน พ.ศ. 2554

ผลของการเอาธรรมของพระพุทธเจ้ามาปฏิบัติเป็นเช่นไร

หลวงพ่อนิพนธ์กล่าวว่า ลองพิจารณากิจกรรมการสวดมนต์ ที่บังคับให้ทำ แม้ผู้ทำจะไม่สมัครใจแต่ก็ทำตามเพื่อให้ได้สมุนไพร ท่านอรรถาธิบายว่า พระพุทธเจ้าตรัสรู้เรื่องกรรม ก็แล้วกรรมมันจำเราทุกคนได้อย่างไร ไม่ผิดเพี้ยน ก็จำนิสัยที่เราทำนั่นเอง ดังนั้น การบังคับให้เขามาให้สงบ กาย วาจา ใจ และสวดมนต์ รวมทั้งฟังธรรมที่แม่ชีเมี้ยน ถ่ายทอดจากพระพุทธเจ้า มาเพื่อเลือกไปปฏิบัติ ตามแต่ละบุคคล แม้เป็นการบังคับ แต่ไม่ได้ทำตามนิสัยของใครคนใดเลย บังคับให้ทำตามนิสัยของพระพุทธเจ้า ท่านจึงบอกว่า ผู้ใดก็ตามที่เข้ามาในห้องสวดมนต์ แล้วปฏิบัติตาม ไม่ว่าจะสาหัสสักฉันใด ก็ไม่มีอาการปัจจุบันทันด่วน ทำให้เสียชีวิตอย่างแน่นอน ด้วยเหตุผลนี้เอง เพราะกรรมมันจำไม่ได้ คนที่จะต้องตายนาทีนี้ คนนี้มีนิสัย ชอบด่าคน ว่าคน หรือ พึ่งคนอื่น เมื่อเวลามาถึง กรรมมันตามมา สิ่งที่กรรมเห็น คือ คนที่นั่งสงบ ไม่โกรธใคร ไม่ด่าใคร สวดมนต์ และกำลังทำนิสัยของพระพุทธเจ้าอยู่ มันจึงจำไม่ได้ หรือ ไม่แน่ใจ ก็เลยผ่านไป ดังนั้น สิ่งที่พระพุทธเจ้าสอน จึงไม่ใช่การล้างกรรม แต่เป็นการหนีกรรม โดยการเอาธรรมของท่าน มาข่มกิเลส ข่มนิสัยของตน แล้วมาใช้นิสัยของพระพุทธเจ้าแทน ทำให้กรรมจำไม่ได้ ตามไม่ทัน แต่กรรมก็ยังวนเวียนอยู่ เมื่อใดที่เรากลับไปใช้นิสัยเดิม มันก็มาหาเราเช่นเดิมอีก หลวงพ่อนิพนธ์จึงกล่าวว่า เราไม่กลัวโรคพวกท่าน จะหนักสักฉันใด แต่กลัวนิสัยพวกท่าน กลัวท่านจะไม่นำสิ่งที่ท่านสอนไปปฏิบัติ ทำให้ไม่สามารถหนีกรรมพ้น แม้จะกินสมุนไพรสักฉันใด การบังคับ ก็ได้กาย กับ วาจา มาก่อน สักวันเมื่อเขาเรียนรู้ ก็จะครบองค์สาม เช่นเดียวกับการประกอบกรรม ยามทำ เราก็ครบองค์ กาย วาจา ใจ เมื่อจะแก้ พระพุทธเจ้า ก็สอนให้ทำครบองค์สาม เช่นเดียวกัน เมื่อเขาทำครบองค์สามวันใด การทานสมุนไพรก็ประสพผลเร็วขึ้น ยิ่งทำมากก็ได้มาก ธรรมจึงเป็นแหล่งบุญ หากแต่ว่า อยากได้ ต้องเรียนรู้ และไปทำเอง พระพุทธเจ้าจึงตรัสว่า หลักสมุนไพร ก็เป็นธรรมหมวดหนึ่งของท่าน คือ หลัก "ตนพึ่งตน" ผู้ทำย่อมได้ ผู้ไม่ทำย่อมไม่ประสพผล จะให้ใครทำแทนไม่ได้เลย

หลวงพ่อนิพนธ์จึงบอกว่า ชีวิตท่านมีสองภาค คือหนึ่งเป็นคนธรรมดา สองเป็นตัวแทนของแม่ชีเมี้ยน เมื่อขณะที่ท่านพูดสอน มิใช่ความคิดของท่าน วาจาของท่าน เป็นเพียงแต่ใช้ลมปากของท่าน ทุกสิ่งอย่าง เป็นความคิด เป็นวาจาของแม่ชีเมี้ยน ที่ท่านได้นำเอา คำสอนของพระพุทธเจ้า มาถ่ายทอดให้ ตัวท่านอุปมาดั่งวิทยุเครื่องเก่าๆ แต่เสียงที่ออกมา ต่างหากที่มีความสำคัญ แม่ชีเมี้ยนจึงบอกท่านว่า ความศํกดิ์สิทธิ์ของตำรา ที่แลกมาด้วยการดับลมหายใจของท่าน ขึ้นอยู่กับสัญญาที่ให้ไว้กับท่าน ว่า "จะไม่เอาสมุนไพรมาขาย" ไม่ใช่อยู่ที่การปฏิบัติถือศีล ของตัวหลวงพ่อนิพนธ์ ท่านจึงไม่จำเป็นต้องบวช เมื่อสัญญายังอยู่ สมุนไพรก็ยังมีวิญญาณ ยังมีผลแก่มนุษย์ หากวันใดผิดสัญญา ก็เฉกเช่นเดียวกับพี่ชาย ตายด้วยโรค แม้จะมีตำราก็ตาม ดังนั้นผู้ที่มาที่นี่ จึงพิจารณาด้วยว่า ท่านมาทำไม มาหาอะไร สิ่งศักดิ์สิทธิ์ของที่นี่ คือ แม่ชีเมี้ยน คำสอนของพระพุทธเจ้าที่แม่ชีเมี้ยนถ่ายทอดมา และตำราสมุนไพรเท่านั้น ส่วนตัวท่านแล้วแต่ว่า ผู้ป่วยจะวางไว้ในสถานะใด ด้วยเหตุนี้ แม้จะมีผู้ทำใจไม่ได้ ที่สิ่งศักดิ์สิทธิ์มาอยู่กับท่าน แต่อยากได้สมุนไพร เข้าทำนอง เกลียดตัว กินไข่ ก็เป็นกรรมของผู้นั้น แม่ชีเมี้ยนจึงตรัสว่า "ตัวลูกเหมือนส้วมเก่าๆ แต่ของที่อยู่ในส้วมคือทอง ต้องมีคนตาถึงมองเห็น เขาจะไม่สนใจว่า ที่นี่เป็นส้วม จะเดินเข้ามาเพื่อหยิบทอง อย่างแน่นอน"

เพื่อการรักษาค่าของสมุนไพรไว้ ต้องแลกมาด้วยสิ่งต่างๆมากมาย ผู้ที่จะมาทานโดยไม่ศึกษา เรียนรู้ ได้แต่ฝันลมๆแล้งๆ ตามคำบอกเล่า ทานแล้วหาย ทานแล้วดี คงเป็นไปไม่ได้อย่างแน่นอน และเมื่อเส้นทางนี้มีผู้ทำแล้ว ประสพผล รายแล้วรายเล่า เป็นพันๆ คน แม้จะมีผู้ไม่ประสพผลมากกว่าเป็นเรือนหมื่น ก็หาใช่ด้วยเหตุแห่งคำสอน และสมุนไพร ไม่มีคุณค่าไม่ หากแต่เป็นที่เขาเหล่านั้น ไม่คิดจะเรียนรู้ และขาดน้ำอดน้ำทน ดั่งคำตรัสของพระพุทธเจ้าไม่ว่า "ทุกข์วันนี้ เพื่อสุขวันหน้า" และสิ่งที่คนเรือนพันผ่านมา ก็จะได้นิสัยของพระพุทธเจ้า ติดตัวไป คือ "ให้สุขแก่ท่าน สุขนั้นถึงตัว" ใช้สร้างบุญเป็นเกราะป้องกันภัย ทั้งโรค และอุบัติภัย ในภายภาคหน้า มีนิสัยพระเวสสันดร เป็นผู้ให้ และสำคัญสุด คือ เป็นคนดี ตามจุดประสงค์ของ พระพุทธศาสนา นั่นเอง

การประสพผลด้วยวิธีนี้ ไม่ได้มาด้วยการเสียเงินซื้อ แต่ได้มาด้วยการเสียนิสัยที่ไม่ดี นำไปถวายแม่ชีเมี้ยน และพระพุทธเจ้า พร้อมกับ ได้สุขภาพ คือความไม่มีโรค และนิสัยของพระพุทธเจ้าติดตัวกลับมาต่างหาก ซึ่งจะให้ใครช่วยไม่ได้เลย ต้องทำเอง พระพุทธเจ้าจึงเรียก ธรรมหมวดสมุนไพร ของท่านว่า ธรรมชาติบำบัด หรือ ธรรมหมวด "ตนพึ่งตน" จึงไม่น่าแปลกใจเลยว่า ทำไมโลกนี้ จึงไม่จำเป็นต้องมีหมอ และไม่มียารักษาโรค

ท่านใดที่คิดจะนำสมุนไพรไปล้างกรรม อันเป็นเหตุแห่งโรค โดยไม่ต้องลงทุนอะไรเลย เราก็คืดว่า ท่านอย่ามาเสียเวลากับสถานที่นี้เลย เพราะผลมันเห็นๆ กันอยู่ ที่นั่นคงไม่สามารถสนองความต้องการของท่านได้เป็นแน่แท้

แลยิ่งไปกว่านั้น บางท่านอาจแลเห็น ว่าการเป็นคนไข้พิเศษ โดยการนำเงินไปให้มูลนิธิ เพื่อให้ได้สิทธิ ด้วยหวังว่า การเป็นคนไข้พิเศษ จะได้สมุนไพรมากตามความต้องการ และจะได้รับความดูแลเป็นพิเศษ ความคิดนี้ยิ่งผิดมหันต์ ก็ด้วยความคิดนี้ คนไข้พิเศษเหล่านั้น จึงไม่ประสพผลในท้ายที่สุุด เพราะไม่ยอมรับความเป็นจริงว่า อยากได้ต้องทำเอง ต้องเรียนรู้วิธีการสร้างบุญ คือสร้างสุขให้ผู้อื่นแล้วทำ การทานสมุนไพรก็ไม่มีความจำเป็นต้องทานมาก หลวงพ่อนิพนธ์ จึงยกตัวอย่าง คนป่วยหลายราย ที่หายจากโรคแล้ว ก็ไม่ได้มาทานอีก ยกเว้นเมื่อมีกิจกรรมรำลึกคุณแม่ชีเมี้ยน หรือวันเข้าพรรษาของพระท่าน ก็จะมาและทานสมุนไพรเป็นเชื้อ คนละแก้ว ก็พอแล้ว สิ่งที่คนเหล่านั้นทำ คือ การปฎิบัติตามคำสอน เพื่อให้เกิดภาวะที่เรียกว่า "บุญรักษา" นั่นแหละจะเป็นการรักษาที่ยั่งยืน สุดยอดของพระพุทธศาสนา

วันอาทิตย์ที่ 11 กันยายน พ.ศ. 2554

วิญญาณสมุนไพร คืออะไร?

สมุนไพรของแม่ชีเมี้ยน ท่านบอกว่าเป็นสมุนไพรที่มีวิญญาณ ดังนั้นจึงต้องมีหนึ่งเดียว ถ้านับถ้ำกระบอก และพระ 7 สำนักที่แตกออกมา รวมทั้งหลวงพ่อนิพนธ์ ก็มี 9 แห่ง หลวงพ่อเล่าให้ฟังว่า เดิมความศักดิ์สิทธิ์ อยู่ที่ถ้ำกระบอก ด้วยสัญญาของแม่ชีเมี้ยนกับท่านจำรูญ เจ้าอาวาสสำนักสงฆ์ถ้ำกระบอก  เมื่อท่านจำรูญ ผิดคำสาบาน การจะถอนสัญญา ก็คือ ต้องหมดลมหายใจของท่าน  แม่ชีเมี้ยน จึงเรียกหลวงพ่อนิพนธ์ไปหา และให้นำตำราออกมาจากถ้ำกระบอก พร้อมกับสิ้นสุดลมหายใจของท่าน ในปี 12 นี้เอง

ด้วยเหตุนี้ สมุนไพรถ้ำกระบอกจึงเสื่อมลง พร้อมกับตำนานที่จางหายไปจากประเทศไทย ส่วนพระอีก 7 รูป ที่แตกไปและทำสมุนไพร ก็ไม่ประสพผลเช่นกัน  หลวงพ่อนิพนธ์จึงกล่าวว่า แม่ชีเมี้ยนยอมที่จะดับขันธ์ตัวเอง เพื่อที่จะให้สมุนไพรมาเกิดใหม่กับท่าน ด้วยสัญญาที่จะไม่นำสมุนไพรไปขายหรือตีราคา นั่นคือเหตุผล ที่ทำให้หลวงพ่อนิพนธ์ทำแจกฟรี เพื่อให้สรรพคุณสมุนไพรยังคงอยู่ จึงเป็นเหตุผลที่ว่า ยาเขียวทั้ง 9 แก้ว มีที่มาที่เดียวกัน สูตรเดียวกัน แต่มีเพียงแก้วเดียว ที่มีสรรพคุณ หรือ มีวิญญาณ

ท่านให้อรรถาธิบายเรื่องวิญญาณสมุนไพรว่า คือการรับรู้จิตใจของผู้ทาน และให้ผลตามความคิดนั้นๆ จุึงยกตัวอย่างคนไข้ผู้หญิงที่มีฐานะคนหนึ่ง ป่วยเป็นเบาหวานรุนแรง ไปรักษามาทั่วโลกก็ไม่หาย เมื่อมาถึงท่าน ท่านก็จัดสมุนไพรเบาหวานให้ไปต้มทานเองที่บ้าน  ดังนั้น ที่บ้านจึงมีหม้อดินเพื่อใช้ในการต้มยา คนไข้ท่านนี้มีลูกชายคนหนึ่ง เมื่อเห็นหม้อดินต้มยา ก็หัวเราะขบขัน ชวนเพื่อนมาเที่ยวบ้าน เพื่อให้มาดูหม้อดิน และกล่าวกับเพื่อนๆ ว่า ที่บ้านมีหม้อดินแม่นาค จนเพื่อนๆ แซวว่า ครัวบ้านเอ็งราคาเป็นล้าน ดันเอาหม้อดินแม่นาค มาตั้ง ช่างเป็นเรื่องน่าขบขันยิ่ง  ไม่นานนัก คนไข้หญิงก็หายจากโรคเบาหวาน จนเวลาผ่านไปสิบปี คนไข้รายนี้ได้กลับมาหาหลวงพ่อนิพนธ์อีกครั้ง เรียนท่านว่า ลูกชายของเขา ป่วยเป็นเบาหวานเฉียบพลัน ทำให้มีอาการตาบอด สมุนไพรสูตรเดียวกันที่รักษาแม่เขา กลับไม่ให้ผลอะไรเลยแก่ลูกชาย อันเนื่องจากความคิดของเขานั่นเอง  ท้ายที่สุด เบาหวานก็พรากเขาไป ท่านจึงกล่าวว่า สมุนไพรมีวิญญาณ ผู้ทานคิดอย่างไร ผลก็เป็นอย่างนั้น จึงช่วยเขาไม่ได้นั่นเอง

ท่านจึงย้ำว่า สมุนไพรสนับสนุนคนดี เพราะไม่เช่นนั้น คนใจบาป ก็จะมาหลอกทานสมุนไพร เมื่อหายแล้ว ก็จะไปทำบาปอีก แม่ชีเมี้ยนตรัสว่า สมุนไพรนี้เป็นสูตรของพระพุทธเจ้า มีวิญญาณ ก็คงไม่สนับสนุนให้คนเหล่านั้น ประสพผลในการหายโรคเป็นแน่แท้ ดังนั้น การทานสมุนไพรที่ได้ผล จึงหลีกเลี่ยงการสวดมนต์ และนำธรรมของพระพุทธเจ้าบางประการไปปฎิบัติไม่ได้เลย จะมาหลอกกินมากเท่าใด ก็ย่อมไม่เป็นผล แต่ผู้ที่มาฟังสิ่งที่ท่านสอน แล้วนำไปปฎิบัติ การทานสมุนไพร ก็ทำให้เกิดปาฎิหารย์โดยธรรมชาติ โรคอะไรก็มีโอกาสหายได้ ตามผลแห่งการกระทำนั้นๆ ผลสำเร็จในการทาน จึงขึ้นกับผู้ทานนั่นเอง ที่เป็นตัวกำหนด ว่าจะเลือกทำเช่นไร ผลก็จะเป็นเช่นนั้น

ตัวอย่างอีกท่านหนึ่ง ซึ่งหลวงพ่อท่านมักยกมาให้ฟังเสมอ คือ ลูกศิษย์ของท่านสมัยถ้ำกระบอก คือ สองพี่น้องชาวอินเดีย นามสกุล แซมมี คนพี่หลังจากเลิกยาเสพติดได้ ได้บวชเป็นพระลูกศิษย์ของหลวงพ่อนิพนธ์ ได้ช่วยเหลือในการจัดทำสมุนไพร และขอวิชาการดูหมอจากท่าน  ท่านก็ได้สอนให้ หลังจากปี 12 เมื่อปรากฎการณ์ถ้ำแตก คนพี่ คือ ท่านโกวินทะ แซมมี ได้แยกตัวออกไปตั้งสำนักของตนเอง อันโด่งดัง ในเขตกำแพงแสน คือ "วัดไผ่รื่นรมย์" โดยในระยะแรกได้มีการจัดสมุนไพร ให้แก่ญาติโยมเช่นกัน แต่เมื่อไม่ประสพผล จึงได้เลิกราไป ท้ายที่สุด สิ่งที่ทำให้วัดนี้โด่งดังมีชื่อเสียง คือ การดูหมอที่แม่นมาก เวลาผ่านไป เมื่อท่านทราบข่าวของหลวงพ่อนิพนธ์ จึงได้มาหา และเรียนว่า ตัวท่านเองตอนนี้เป็นเส้นเลือดหัวใจตีบ 3 เส้น อยากให้ท่านช่วยรักษา ท่านจึงกล่าวว่า เมื่อก่อนท่านเป็นฆราวาส การทำกรรมย่อมเป็นไปโดยไม่รู้ จึงสามารถช่วยท่านได้  เมื่อท่านได้มาเรียนธรรมะของพระพุทธเจ้า นับว่าเป็นผู้รู้ และได้นำธรรมของท่านไปก่อให้เกิดกรรมขึ้น สมุนไพรของท่านก็คงช่วยไม่ได้อย่างแน่นอน จึงปฏิเสธไป  หลังจากนั้น เมื่อปลายปีที่แล้ว ข่าวมรณะภาพของท่านจากภาวะเส้นเลือดหัวใจตีบฉับพลัน หลังจากทำบอลลูนได้เพียงเส้นเดียวก็ปรากฎ เรื่องนี้ จึงเป็นอุทาหรณ์ได้อย่างดีว่า อะไรคือองค์ประกอบในการทานสมุนไพร

คุณสงสัยไหม? คนไข้มูลนิธิไทยกรุณา ทานสมุนไพรอะไรถึงหายป่วยได้

หลายปีที่ผ่านมา คนไข้ที่เราเห็น และประสพผล มีครบทุกรส โรคอะไรที่ไม่เคยเห็น ไม่เคยพบเคยเจอ ก็ได้เห็นได้เจอ ที่สำคัญได้เห็นคนเหล่านั้นประสพผล แต่ทุกคนก็ล้วนแล้ว ต้องผ่านด่าน ต้องใช้ความขันติอดทน และต้องเรียนรู้ นำสิ่งที่เรียนรู้จากหลวงพ่อมาปฏิบัติเอง ผู้ใดทำได้ผู้นั้นประสพผล ถึงแม้ว่าในจำนวนคนหลายๆ หมื่นที่ผ่านเข้ามา จะประสพผลเป็นพันก็ตาม สิ่งนี้ชี้ให้เห็นว่า การประสพความสำเร็จในการหายโรค ไม่ว่าจะร้ายแรงสักฉันใด ถึงจะยาก แต่ก็ไม่ใช่ว่าทำไม่ได้ อุปสรรคหลัก ก็คือ นิสัยของผู้ป่วยนั่นเอง

คนแรกที่สร้างความมหัศจรรย์ให้เรา คือ ท่านตอง ผู้ซึ่งมีกรรมพันธุ์เป็นมะเร็งสมองทั้งครอบครัว พี่และน้องทั้งหมด ล้วนตายด้วยโรคนี้ ท่านตองมาหาหลวงพ่อ ท่านบอกท่านตองว่า ลืมเรื่องมะเร็งสมองไป แล้วเอาเวลาไปดูแลเรื่องของคนอื่น ท่านให้ท่านตองรับผิดชอบปลูกต้นมะพร้าว และดูแลเองทั้งหมด ท่านตองหรือพระตอง ได้ลองทำตาม ด้วยสติที่ได้ว่า "มะพร้าวทุกต้นที่ท่านดูแล จักกลายเป็นตัวยาให้กับผู้อื่น ทำให้ผู้อื่นมีสุข แลท่านก็จะได้สุขกลับคืนมา" หลายปีต่อมา ต้นมะพร้าวทุกต้น ในแผ่นดินของมูลนิธิไทยกรุณา ก็ได้เป็นอย่างนั้น ไม่มีต้นใด ถูกเก็บมาเพื่อขายเลย ผลที่ท่านตองได้ คือ หายจากโรคมะเร็งสมอง ในขณะที่พี่น้องทุกคนตายหมด  ปัจจุบัน ท่านตองสึกจากพระ กลายเป็นราษฎรอาวุโส ของหมู่บ้าน ทำหน้าที่สอนการจักสาน ให้ชนรุ่นหลัง มาจนทุกวันนี้ อายุกว่า 80 แล้ว ใช้ชีวิตอย่่างเป็นสุขที่เขาค้อ เพชรบูรณ์

คนต่อมาที่เราต้องทึ่งกว่า คือ ท่านเสรี  หลวงพ่อให้คนช่วยไว้จากการไปกระโดยสะพานแม่น้ำเมย ด้วยเหตุที่ตนเองติดเชื้อเอดส์มา ในขณะที่พระของท่านธุดงค์ไปแม่สอด ท่านจึงรับมาและให้บวชทำความดี ในพระพุทธศาสนา หลักของแม่ชีเมี้ยน และทำหน้าที่ช่วยดูแลผู้ป่วยยาเสพติด หลังจากสามปี ท่านก็สึกไป และมีครอบครัว ปัจจุบันมีลูกชาย วัยสิบขวบ แข็งแรงตัวอ้วนใหญ่ เราจะได้เห็นเสมอ เมื่อมีงานของหลวงพ่อใหญ่

เราได้เห็น ฟรังโก้ ชาวอิตาลี บิดาของภรรยาเขา เป็นหัวหน้าของจ่าสมเกียรติ ผู้หนึ่งที่ได้ให้สัมภาษณ์ในรายการเจาะใจ ของคุณปรียานุช ปานประดับ  ฟรังโก้บอกว่า โรคที่เขาเป็นคือ โรคที่อวัยวะของร่างกายแก่เร็วกว่าปกติ ผู้ที่เป็นโรคนี้ เมื่อปรากฎอาการ จะอยู่ได้อีกห้าปี โรคนี้เป็นกันมากในยุโรป โดยเฉพาะอิตาลี มีคนเป็นโรคนี้กันมาก  ฟรังโก มาอาศัยพักที่บ้านหลวงพ่ออยู่ครึ่งปี จากสภาพที่ช่วยตัวเองไม่ได้ กลับมาช่วยตัวเองได้ อยู่มาจนทุกวันนี้ ก็สิบกว่าปีแล้ว

เสี้ยวหนึ่งของคนไข้ที่เล่ามา ทำให้เราเชื่อในสิ่งที่ท่านบอกว่า สิ่งที่พระพุทธเจ้าตรัสว่า "ให้สุขแก่เขา สุขนั้นถึงตัว"  ธรรมแค่หมวดเดียว ก็ทำให้เราก้าวข้ามโรคได้อย่างสบายแล้ว คนแล้ว คนเล่า ที่ผ่านเข้ามา ล้วนแล้วจะต้องผ่านกิจกรรม และทำธรรมหมวดนี้ ลืมเรื่องโรค แล้วไปดูคนอื่นแทน ทำให้นิสัย ให้สุขผู้อื่นกลายเป็นนิสัยสันดานใหม่ของตนเอง ผลทีได้กลับทำให้โรคร้ายของตน หายไปด้วยเป็นของแถม รายแล้วรายเล่า นั่นคือเหตุผลหนึ่งที่หลวงพ่อนิพนธ์ สร้างแหล่งรวมคนทุกข์ไว้ เพราะนี่แหละคือแหล่งบุญ ถ้าเราให้สุขแก่คนทุกข์เหล่านี้ เราก็จะผ่านโรคได้อย่างไม่น่าเชื่อ

คนสุดท้ายที่เราอยากกล่าวถึง เมื่อเราเดินเข้าไปในมูลนิธิ จะเห็นผู้หญิงสูงวัยท่านหนึ่ง รูปร่างเล็ก ค่อนข้างผอม มีหน้าที่ดูแลความเรียบร้อยของอุปกรณ์ที่ใช้ ในครัว และโรงยา ชื่อของท่านคือ ป้าซุ้ย ป่วยเป็นมะเร็งเม็ดเลือด ท่านกล่าวว่า ไม่ต้องทานสมุนไพรมากหรอก แค่ดูแลงานที่รับผิดชอบให้ดี ชีวิตก็เหนียวแน่นแล้ว ไม่น่าเชื่อ ท่านไม่เคยไปหาหมอเลย อยู่มายี่สิบปีแล้ว คนเหล่านี้ ได้ทำกิจกรรมที่ให้สุขแก่ผู้อื่น เป็นความรับผิดชอบของตนเอง ผลที่่ได้กลับมหาศาล แม้จะทานสมุนไพรน้อยกว่าคนทั่วไป หรือแทบจะไม่ได้ทานเลย เราจึงอยากให้เป็นข้อพิจารณา คำสอนของหลวงพ่อนิพนธ์ ที่มักกล่าวบ่อยๆว่า "ถ้าเข้าใจ และทำเป็น ไม่จำเป็นต้องทานสมุนไพรมากหรอก ไม่ว่าโรคอะไร"  ท่านใดที่จะหวังพึ่งสมุนไพรเพียงอย่างเดียว น้อยคนนักที่จะประสพผลสำเร็จ

เราจึงไม่แปลกใจ ที่เจ้าของโรงงาน มาเป็นพนักงานขนยา พนักงานขายขนม พนักงานขายน้ำ แม้กระทั่งคุณปรียานุช ก็กลายมาเป็นคนดูแลรักษาห้องน้ำ และอีกหลายตำแหน่งในมูลนิธิแห่งนี้ ก็ทางหายมันจบที่ให้สุขแก่ผู้อื่น ก็แล้วเราๆ ท่านๆ จะตัดสินใจเลือกเดิน และรับผลกันอย่างไรก็เลือกกันเอง ขอย้ำ หลักของแม่ชีเมี้ยน ที่หลวงพ่อนิพนธ์ถ่ายทอดมา "สมุนไพรรักษาโรค ธรรมรักษากรรม" ต้องมีสองขา จึงจะสมบูรณ์ จึงไม่น่าแปลกใจ ที่คนจะแอบมากิน เพื่อให้หายโรค โดยไม่คิดจะเปลี่ยนแปลงนิสัยอะไรเลย ทำไมจึงไม่ประสบผล

วันเสาร์ที่ 10 กันยายน พ.ศ. 2554

สิ่งที่ร้ายกว่ามะเร็ง

สิ่งที่ร้ายแรงกว่าโรค หลวงพ่อนิพนธ์มักให้สติ ก็คือ นิสัยของเรานั่นเอง โรคฆ่าเฉพาะตัวเรา หรือ คนในครอบครัว แต่นิสัย อารมณ์ สามารถฆ่าคนได้เป็นหมื่นแสนเพียงพริบตา ที่สำคัญ นิสัย หรือ อารมณ์ มีผลมากมายกับตัวเรา เมื่อเรามีอารมณ์โกรธ ร่างกายจะเครียด เกิดกรดในกระเพาะ ทำให้หมอบอกว่า เป็นสาเหตุของโรคกระเพาะ จึงมักบอกคนไข้ว่า ทำใจสบายๆ ถ้าโกรธจัด ความดันขึ้นสูง หลอดเลือดแตก อัมพฤกต์ก็ถามหา ท่านจึงมักบอกเสมอว่า โรคอะไรก็ไม่น่ากลัง นิสัยต่างหากที่น่ากลัว

ตัวอย่่างหนึ่งที่ท่านมักยกมาให้ฟัง คือ ชายหนุ่มที่เข้ามาขอกราบท่าน และเล่าให้ฟังว่า เมื่อก่อนบิดาป่วย มักมีอารมณ์โกรธ เมื่อใครทำอะไรให้ไม่ทัน ครอบครัวก็ลำบากเพราะเงินส่วนใหญ่หมอไปกับการรักษา ทำให้ครอบครัวแทบแตก มีเรื่องทะเลาะกันทุกวัน หลังจากที่พ่อของเขาได้เข้ามาที่มูลนิธิไทยกรุณา พ่อเปลี่ยนไป กลายเป็นคนละคน พ่อไม่เคยด่าว่าใครอีกเลย ครอบครัวเริ่มกลับมาสมบูรณ์ จนพ่อมักจะบอกให้เอาเงินที่ไม่ต้องจ่ายค่ายา ไปซื้อกับข้าวทำกินกันเสมอๆ ทุกวันนี้พ่อหายจากโรค และกลับมาเป็นคนอารมณ์เย็น ทำให้ครอบครัวของเขา มีความสุขมาก จึงขอมากราบขอบพระคุณท่าน

สิ่งนี้บอกให้เราเป็นข้อสังเกตได้ว่า การรักษาโดยสมุนไพรของแม่ชีเมี้ยน ผู้ประสพผลไม่ได้เปลี่ยนแค่หายโรค แต่เขาเหล่านั้น ล้วนแล้วต้องเปลี่ยนนิสัย นำเอานิสัยของพระพุทธเจ้าบางประการมาใช้ด้วย ท่านจึงกล่าวว่า องค์ประกอบของที่นี่คือ "สมุนไพรรักษาโรค ธรรมรักษากรรม" ต้องมีทั้งสองส่วน ผู้ใดทำได้ ย่อมประสพผลอย่างแน่นอน โรคที่ว่าร้ายแรง ก็ไม่น่าห่วง เพราะนิสัยที่ร้ายกว่า ผู้นั่้นเขายังเปลี่ยนได้ โรคถือว่าเป็นของแถม เพราะสมุนไพร เขาเกื้อหนุนคนดี

สถานที่นี้ยังไม่สมบูรณ์ โดยเฉพาะบุคคลากร ยังต้องพัฒนาอีกเยอะ ทางมูลนิธิเองจึงได้จัดกล่องรับความคิดเห็นไว้ เพื่อให้คนไข้ร่วมแสดงความคิดเห็น เสนอแนะติชม เพื่อร่วมกันพัฒนามูลนิธิไทยกรุณาให้เป็นทางเลือกแก่คนเจ็บไข้ทั่วไป ได้มีโอกาส ไม่ต้องรอพึ่งฝรั่งตาน้ำข้าวอย่างเดียว  มูลนิธิฯ จะได้ปรับปรุงได้ถูกทาง เพราะมุมมองต่างกัน ทำให้เราเห็นความขัดแย้ง ที่อาจจะเรียกว่า บริการไม่ดี ในขณะที่เราคิดว่า ทั้งสองฝ่ายก็ต้องพึ่งกันและกัน ถ้าสามารถร่วมกันคิด ในที่สุดสถานที่นี้คงจะให้สุขแก่คน ทั้งผู้ให้และผู้รับ ได้เป็นอย่างดี

สมุนไพรไทยกรุณาเดินหน้าประกาศสงครามกับมะเร็ง!

ช่วงนี้หลวงพ่อนิพนธ์ เน้นผู้ป่วยมะเร็ง เพราะจัดว่าเป็นกลุ่มที่มีอาการหนัก ท่านมักพูดว่า คนเหล่านี้ จัดว่ามีกรรมหนัก ดังนั้น การจะแก้ไข ต้องได้รับทั้งสมุนไพรที่เต็มที่ และทันท่วงทีกับอาการเฉพาะหน้าที่จะเกิดขึ้น อีกทั้งต้องทำการอบรมเป็นพิเศษ เพราะต้องปรับเปลี่ยนความคิดและพฤติกรรม ให้สอดคล้องกัน จึงจะสามารถชนะได้

ตัวเลขเฉพาะคนไข้มะเร็งที่อาการสาหัสในมูลนิธิไทยกรุณา ปัจจุบันมีประมาณเกือบ 400 รายที่เข้าข่ายเร่งด่วน หลังจากจัดกลุ่ม และแยกประเภทว่า เคยคีโมไหม ฉายแสงมากี่ครั้ง ผ่าตัดแล้วหรือยัง ระยะไหน เหล่านี้แล้วเสร็จ สงครามกับมะเร็งเพื่อกอบกู้ชีวิตคนไทยก็จะเปิดฉากขึ้น เพื่อให้คนได้มีทางเลือก ท่านผู้ป่วยที่ต้องการเข้าโครงการนี้ ให้แจ้งกับคุณปุ้ม ผู้ที่ทำหน้าที่ดูแลคนไข้ที่มาใหม่ และยังไม่ครบห้าครั้งโดยตรง เพื่อที่จะจัดเข้าพบ เพื่อวินิจฉัยในการจัดสมุนไพร เป็นรายๆ ไป

สิ่งที่น่าเป็นกำลังใจให้คนไข้กลุ่มนี้ ก็คือ คุณปอ นั่นเอง ที่หลวงพ่อจัดให้เป็นหัวหน้ากลุ่มคนไข้มะเร็ง เพราะเธอได้ผ่านอาการ มะเร็งลำไส้ระยะสุดท้าย ที่บวมจนปิด ระบบขับถ่ายไม่ทำงาน มาโดยการไม่ผ่าตัด ฉายแสง หรือคีโม แล้วหันมาใช้สมุนไพรของแม่ชีเมี้ยนเพียงอย่างเดียว นับว่าได้ผู้เชี่ยวชาญ มีประสพการณ์ตรง คงให้คำปรึกษาแก่คนไข้กลุ่มนี้ได้เป็นอย่างดี

นับได้ว่า คนไข้กลุ่มนี้ จะเป็นหัวหมู่ทะลวงฟัน พิสูจน์คุณค่าของสมุนไพร และธรรมของพระพุทธเจ้า ได้เป็นอย่างดีว่าใครทำได้ ย่อมมีโอกาสประสบผลตามรุ่นพี่ คือ คุณปอ และคนอื่นๆ ก่อนหน้า เป็นหลักบวกที่แสดงให้เห็นโอกาสรอด ไม่ใช่เดินเข้าแล้วหามออกอย่างที่เห็น ๆ กัน พ่วงมาด้วยหนี้ที่ลูกหลานต้องตามใช้ แลคำตรัสของพระพุทธเจ้า ที่ว่า " ความไม่มีโรค เป็นลาภอันประเสริฐ " ทำได้จริงโดยธรรม หมวด "ตนพึ่งตน" เราคงได้เห็นผลกันในไม่ช้านี้ ขอเป็นกำลังใจให้คนไข้ทุกคน ที่เลือกเดินทางนี้ มีน้ำอด น้ำทน ดั่งรุ่นพี่ เพื่อเป็นการเปิดประตูให้คนรุ่นหลังไม่ต้องเดินหลงทิศ ให้พวก เสก เป่า รดน้ำมน หรือฝรั้่งหลอกกิน จนหมดตัวรายแล้วรายเล่า โดยเฉพาะพวกหากินกับชีวิตคน บนจอทีวี ซึ่งเราไม่รู้ว่า เขาทำกันได้อย่างไร กรรมมีจริงน่ะ ยิ่งยุคนี้ ติดจรวดซะด้วย

วันศุกร์ที่ 9 กันยายน พ.ศ. 2554

สมุนไพรฟอกปอดรักษามะเร็งได้ จริงหรือ?

บทวิจัยของมหาวิทยาลัยทางการแพทย์ จอห์น ฮอปกิ้นส์ มหาวิทยาลัยที่ผลิตงานวิจัยทางการแพทย์ทันสมัยและมีชื่อเสียงที่สุด ได้กล่าวไว้ตอนหนึ่งว่า "ออกซิเจน" สามารถฆ่าเชื้อมะเร็งได้ จึงส่งเสริมให้ผู้ป่วยมะเร็งออกกำลังกาย ความรู้นี้วงการแพทย์เพิ่งทราบเมื่อไม่นาน ในขณะที่แม่ชีเมี้ยน ได้สอนให้หลวงพ่อนิพนธ์ช่วยผู้ป่วยมะเร็ง โดยจัดสมุนไพรฟอกปอด เพื่อให้ปอดทำงานเต็มที่ สามารถป้อนออกซิเจนให้เลือด เพื่อช่วยในการสู้โรคมะเร็ง คำถามที่ผู้ป่วยมักถามบ่อยๆ คือ เขาเป็นมะเร็ง ทำไมต้องทานยาฟอกปอด ทำไมต้องให้มาทำกิจกรรม กว่าจะได้รับยากลับบ้านก็เย็น

ความรอบรู้ของแม่ชีเมี้ยน จึงจัดให้มีกิจกรรมที่คนป่วยต้องทำ และมีประโยชน์มากมายหลายประการ กิจกรรมต่างๆที่ทำ จึงผสมผสาน ให้ออกกำลังกาย ทำกาย วาจา ใจ ตามคำสอนของพระพุทธเจ้า อันเป็นการฝืนนิสัยเดิม มาดำรงในหลัก "ตนพึ่งตน" การมารับฟังเหตุผล เพื่อให้มีน้ำหนัก ในการสร้างความขันติ อดทน ต่อสู้กับอาการของโรค หรือที่เรียกกันว่า "ลงแดง"

ดังนั้น ผู้ป่วยที่เดินตามแนววิธีนี้ จึงต้องทำกิจกรรม ห้ามนอนเฉยๆ รอคนป้อน อันเป็นหลักที่ขัดกับแพทย์แผนปัจจุบัน อย่างสิ้นเชิง ดูไปเหมือนทรมาน แต่กลับทำให้ร่างกาย กลับมาแข็งแกร่ง เพราะเมื่อออกกำลังแล้ว ก็จะทานอาหารได้เยอะ ฟื้นฟูสุขภาพได้เร็ว เรียกได้ว่า ยิ่งทำ ยิ่งแกร่ง จึงไม่น่าแปลก ที่กรรมการมูลนิธิไทยกรุณา มักจะเรียกร้องให้ผู้ป่วย มาร่วมกิจกรรมต่างๆ ที่มีในมูลนิธิ ทั้งได้สุขภาพ และได้ชื่อว่าเป็นผู้ให้อีกด้วย และผลที่ตอบรับสำหรับคนเหล่านี้ ก็ดียิ่ง สมคำตรัสที่ว่า "ให้สุขแก่เขา สุขนั้นถึงตัว"

วันศุกร์ที่ 2 กันยายน พ.ศ. 2554

เด็ก 11 ขวบเกือบตาย หายได้ด้วยสมุนไพรไทยกรุณา


ในการสัมภาษณ์คุณปรียานุช เรื่องราวเล็กๆ ที่พิธีกรได้สัมภาษณ์หญิงสาวคนหนึ่ง คงไม่มีใครสนใจนัก แต่เรื่องราวของเธอ เราคิดว่าน่าสนใจยิ่ง เพราะเธอมีลูกชาย อายุ ๓ ขวบ ได้เกิดอุบัติเหตุ ไปหยิบขวดน้ำมันเครื่องบินมาดื่ม ทำให้อวัยวะภายในกระทบกระเทือนอย่างรุนแรง นับจากวันนั้น ที่ครอบครัวของเธอซึ่งมีทรัพย์สินนับร้อยล้านบาท ได้ทุ่มเทเพื่อช่วยลูกชาย ไม่ว่าหมอจะบอกว่า มียาดี ราคานับแสน ก็ไม่เกี่ยง หลังจากผ่านมาแปดปี เงินทั้งหมดก็มลายไป จนวันสุดท้ายที่หมอบอกเธอว่า "จะต้องคว้านปอดของน้องเขา เพราะเน่าหมดแล้ว"

หลังจากหมดเงิน และบังเอิญได้ทราบเรื่องราวคุณปรียานุช จึงได้เลี่ยงการคว้านปอด หันมาใช้แนวทางสมุนไพร ของแม่ชีเมี้ยน สภาพของลูกชายเริ่มดีวันดีคืน เผลอพักเดียวก็ผ่านมาแปดเดือนแล้ว วันนี้วันที่ลูกชายได้บอกหลวงพ่อนิพนธ์ว่า ผมอยากโชว์ตัว เป็นกำลังใจให้คนทานสมุนไพร เด็กชายวัยสิบเอ็ดปี ได้กลับมามีชีวิตเหมือนเด็กทั่วไป สามารถไปโรงเรียน ได้เล่นฟุดบอลอย่างใจรัก และที่เขาดีใจมาก ก็คือ พ่อแม่เขาเริ่มมีเงินเก็บจนสามารถมีบ้านได้อีกครั้ง หลังจากต้องหมดตัวไปกับการรักษาเขา วันนี้ สิ่งที่เขาบอกกับแม่ แม่ครับ แม่ควรจะมาทานสมุนไพรกับผม เพราะแม่ทำงานหนักจนร่างกายทรุดโทรม และมาช่วยกิจกรรมของหลวงพ่อนิพนธ์ ทุกสัปดาห์เราจึงเห็นแม่ลูก เดินควงกันมาที่มูลนิธิไทยกรุณา

เราจึงอยากถามท่านว่า ท่านมีเงินมากเหมือนเขาไหม รายแล้วรายเล่า เดินเข้าวงจรอุบาทว์ของฝรั่ง โดยมีหมอเป็นเซลล์ มันช่างน่าเชื่อถือ แต่ผลสุดท้าย เสียทั้งเงิน เสียทั้งชีวิต เราจึงว่า ชีวิตเธอและลูก ได้เป็นบทพิสูจน์ ทั้งวงการแพทย์ และ สมุนไพรแม่ชีเมี้ยน อย่างชัดเจนยิ่ง และคงให้คำตอบได้ว่า สิ่งใดน่าวางใจ และเป็นทางเลือก เป็นที่พึ่งได้ เป่า เสก เวทมนต์ ไสยศาสตร์ สารพัดหมอ ใช่คำตอบหรือไม่ และมีเงินจะสู้กับโรคได้หรือไม่ เป็นอย่างดี ยิ่งกว่านี้ สตีฟ จ๊อบ ที่ว่ารวย หมอยังแก้มะเร็งให้เขาไม่ได้เลย บอกอะไรเรา....

ติดต่อสั่งซื้อสินค้า หาโปรโมชั่นเอมมูร่าเซซามินที่ดีที่สุด โทรหาเรา 086 6O4 7O44