วันอังคารที่ 31 กรกฎาคม พ.ศ. 2561

เส้นยาแดง


หลวงพ่อนิพนธ์ ชี้ให้สงฆ์ของท่านตระหนักเสมอในสิ่งที่ตนกระทำ เพราะ "ตัวกระทำไม่ตาย" ทำสิ่งใดได้สิ่งนั้น โดยเฉพาะสถานะพระ ที่คนทั้งหลายเขาเชื่อให้ความเคารพ และทำตาม หากสอนผิด นั่นย่อมหมายถึงหายนะของชีวิตคน ที่หลงเชื่อและเดินตาม ทำในสิ่งที่ไม่มีผลแก่ตน

แลชี้ว่า รองลงมา อาชีพที่สุ่มเสี่ยง และให้ผลบุญบาปมาก ก็หนีไม่พ้น หมอหรือวงการแพทย์ ที่ซึ่งผูกพันธ์กับชีวิตคนเช่นเดียวกันนั่นเอง

มีชายหนุ่มผู้หนึ่ง มีแม่ป่วยเป็นมะเร็งอยากรักษาแม่ จึงไปเล่าเรียนแพทย์เพื่อช่วยแม่ แต่พอเรียนจบก็รู้ว่าช่วยแม่ตนไม่ได้ บังเอิญแม่ของตนได้มาพบหลวงพ่อนิพนธ์ แลฟื้นฟูตนจนหายป่วย

วันเวลาผ่านไป ชายผู้นี้ได้เป็น ผู้อำนวยการโรงพยาบาล มาหาหลวงพ่อนิพนธ์ แล้วถามว่า ในฐานะแพทย์ เขาควรทำตนเยี่ยงไร หลวงพ่อนิพนธ์ จึงชี้ว่า การกระทำที่ถูกควรที่จะให้โอกาสผู้ป่วยในการฟื้นฟูตนเสียก่อน โดยการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมเป็นเบื้องต้น หากทำแล้ว ไม่ได้ผล จึงให้ยา

บังเอิญไปเจอข้อความที่แชร์กัน แล้วสอดคล้อง จึงนำมาให้อ่าน พิจารณา เพื่อจะได้ตัดสินใจว่า ชีวิตตน ควรทำอย่างไร

.มึงป่วย..เพราะมึงโง่ !

☀เจอเภสัชกรคนหนึ่งหน้าตากวนตีนมาก
อายุน้อยกว่าผม..แต่กวนตีนมากกว่าผม

ผม : "ซื้อยาแก้กรดไหลย้อนครับ.."

เภสัชกร : "เอาเกรดไหน.? มี 3 เกรด..ถูก..กลาง..แพง"
"คุณภาพยาขึ้นกับราคา..ว่าไงหือ?"

มันถามแล้วมองหน้าผมแบบกวนตีน...

ผมกวนตีนกลับ : "เอาเกรดไหนก็ได้ ที่กินแล้วหายน่ะ."

เภสัชกร : "ไม่มีๆๆ !! โรคนี้ยาไม่สามารถรักษาให้หายขาดได้"
"ถ้าคุณรักษาด้วยยา..คุณจะต้องกินยาไปตลอดชีวิต"

ผมหันไปจ้องหน้ามัน เพราะสะดุดคำว่า..
"ถ้าคุณรักษาด้วยยา...คุณจะต้องกินยาไปตลอดชีวิต"

ผมถามว่า : "มันมีวิธีรักษาด้วยวิธีอื่นหรือ?"

มันค่อยๆ ชายตามามองผม ด้วยสายตาดูถูก...อย่างรุนแรง
แล้วพูดโดยไม่มองหน้าคนฟังว่า..

"คนที่เป็นโรคกรดไหลย้อน เกิดจากนิสัยชั่ว 5 อย่าง..

1. กินข้าวไม่ตรงเวลา
2. กินอาหารรสจัดมาก ๆ โดยเฉพาะเผ็ดจัด
3. กินมากเกินไป
4. กินแล้ว...เข้านอนทันที
5. เครียดตลอดเวลา

ถ้าอยากหาย..ให้ไปเปลี่ยนนิสัย..ไม่ต้องกินยา"

ผมกัดฟันแน่น..จ้องหน้ามัน พร้อมกับนึกในใจ..
"ทำไมมึงถึงกวนตีนยังงี้ว่ะ?"

ผมคิดในใจ แล้วค่อยๆเปิดประตู..เดินออกจากร้านไป

10 วัน ผ่านไป..ผมไปบรรยายหลายงาน...หลายจังหวัด

คืนหนึ่งกลับเข้าบ้าน...ดึกแล้ว
ผ่านร้านขายยา...ไฟยังไม่ปิด..ผมรีบจอดรถ..เดินเข้าไปในร้าน
เจอไอ้เภสัชกวนตีน..คนเดิมเต็ม ๆ
มันหันมาเห็นผม และพูดกับผมว่า..
"อ้าวเป็นไง..โรคกรดไหลย้อน ?"

ผมปรี่เข้าประชิดตัว
แล้วยกมือ..พนม..พร้อมก้มหัว
"ขอบพระคุณมากครับ..หายแล้วครับ"

พูดได้แค่นั้น..แล้วก็จุกที่คอ พูดอะไรต่อไม่ได้อีก
แล้วรีบเดินออกจากร้าน..

เป็นครั้งแรกในชีวิต
ที่ผมยกมือไหว้คนขายยา..ที่อายุน้อยกว่าผมมาก

ผมพูดอะไรไม่ออกแต่ผมเชื่อว่า..
ไอ้เภสัชหนุ่มนี่มันรู้..ว่าผมจะพูดอะไร?
มันสามารถสูบเงินจากผมได้เป็นหมื่น..
และทำกำไรมหาศาล..แต่มันไม่ทำ !!!

มันเลือกที่จะช่วยผม..ให้หายป่วย..โดยไม่ได้เงินสักบาท

☀การดำเนินชีวิตของผมตอนนี้☀

- กินข้าวตรงเวลา..ทุกมื้อ
- กินอาหารจืด..ไม่กินรสจัด..เผ็ดจัด
- กินแค่จานเดียวเลิก ไม่ว่าจะอร่อยแค่ไหนก็ตาม..!!
- มื้อสุดท้าย.กินก่อน 6 โมงเย็น แล้วไม่กินอะไรอีกเลย ไม่ว่าจะนอนดึกแค่ไหนก็ตาม
- อารมณ์ดีตลอด..ยิ้ม..หัวเราะ ทำตัวให้มีความสุขทั้งวัน..

ผลที่เกิดตามมาคือ..
- พุงผมหายไป..ไม่มีหน้าท้อง..ไม่อึดอัด
- สุขภาพดีขึ้น.ไม่เป็นโรคอ้วน
- บุคลิกภาพดีขึ้น..ความมั่นใจเพิ่มขึ้นเวลาเข้าสังคม
- หายใจสะดวก..ไม่แน่นท้องเหมือนก่อน
- ไม่ง่วงนอน..ไม่อ่อนเพลียเวลาทำงาน..เหมือนก่อน
- การทำงาน และการเคลื่อนไหวร่างกาย..คล่องตัวขึ้น

ที่สำคัญคือ..ชีวิตผมมีความสุขขึ้นเยอะเลย
นี่แหละ คือ เหตุผลที่ผมต้องไหว้..
และผมจะไหว้ไอ้เวรนี่ตลอดชีวิต..ไม่ว่ากูจะเจอมึงที่ไหน !!!

สิ่งมีค่าที่สุดที่มันมอบให้ผมก็คือ..
โรคภัยไข้เจ็บ 90 % ของมึงเนี่ย..
ไม่ได้เกิดจากเชื้อโรคแต่เกิดจากเชื้อเลวในการดำเนินชีวิตของมึงทั้งนั้นแหละ!!!

ดำเนินชีวิตให้ถูกต้อง
- ตามธรรมชาติ..
- มีสุขนิสัยที่ดี..
- คุณจะไม่ป่วย..
- ไม่เป็นโรค..
- ไม่ต้องไปหาหมอ..

หมอและยา..เขามีไว้รักษาและขาย..ให้คนที่โง่ !!

ภาษาที่เขียนอาจไม่สุภาพ แต่ชัดเจน

บทสรุป หลวงพ่อนิพนธ์จึงชี้ว่า บุญบาป มันใกล้กันแค่เส้นยาแดง ถ้าเราเอานิสัยความโลภเข้ามา สิ่งที่ทำแล้วน่าจะเป็นบุญ กลับกลายเป็นบาปไป จึงไม่ต้องแปลกใจเลยว่า ทำไมพระภูมีจึงตรัสชี่ว่า "ทุกอาชีพของมนุษย์ ล้วนมีบาป"

ที่สำคัญ เมื่อเราท่านหลงไปในวังวนของคนโลภ หนทางนั้นย่อมไม่มีทางช่วยตนได้แน่นอน เพราะเริ่มผิด การกระทำจึงผิด ผลที่เกิดจะถูกได้อย่างไร

วันจันทร์ที่ 30 กรกฎาคม พ.ศ. 2561

สมปรารถนา


คนทุกข์มาหาศาสนา หรือสิ่งศักดิ์สิทธิ์ ที่ตนนับถือ ย่อมร้องขอสิ่งที่ตนปรารถนา และมุ่งหวังให้สมปรารถนาเป็นธรรมดา และหากสิ่งที่ตนหวังได้ดั่งใจ สิ่งนั้นที่ตนนับถือกราบไหว้ ย่อมเป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์ในใจตน

จึงไม่น่าแปลกใจ ทุกสถานที่ในโลก ทุกตรอกซอกซอย จึงมีสิ่งศักดิ์สิทธิ์มากมายเต็มไปหมด
แต่ครั้น เจอทุกข์ที่แท้จริง คือทุกข์ที่มาอยู่กับตัว โดยเฉพาะโรคตาย แล้วไซร้ สิ่งที่ตนเชื่อว่าศักดิ์สิทธิ์ เคยขอได้ กลับช่วยตนไม่ได้เลย เกิดอะไรขึ้น ทำไมไม่ช่วยเล่า

หลวงพ่อนิพนธ์เล่าครั้งถ้ำกระบอกให้พิจารณาว่า เพราะคนทั้งหลายไม่รู้เรื่องกรรม จึงยกเรื่องชายผู้หนึ่งปวดท้องสาหัส ไปหาหมอและใครที่คิดว่าช่วยได้ก็ไม่หายสักที ได้มาหาท่านให้ช่วย ท่านก็แอบไปถามแม่ชีเมี้ยน ทรงตรัสว่า ท่านอยากเป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์สิทธิ์ หรือทำอะไรให้ศักดิ์สิทธิ์ไหม แล้วชี้ว่า กรรมของคนผู้นี้ เหลืออีกสองชั่วโมงก็จะหมดลง 

หลวงพ่อนิพนธ์กลับมาหาชายผู้นั้น แล้วบอกให้ไปหาข้าวตอกดอกไม้ ผ้าเจ็ดสี มาทำพิธี ที่ซึ่งท่านบอกไม่เกี่ยวเลย แต่นิสัยมนุษย์ชอบพิธีกรรม ได้มาแล้วก็สวดมนต์ รอจนใกล้ครบสองชั่วโมง แล้วก็รินยาเขียวให้ทานแก้วนึง สักพักชายผู้นั้นก็หายปวดท้องทันที แล้วบอกว่า หลวงพ่อนิพนธ์นี้ศักดิ์สิทธิ์ ยาเขียวนี้สรรพคุณเฉียบขาด

บทสรุป ความปรารถนาจะสมดั่งหวัง ก็ต่อเมื่อสิ่งที่เชื่อ นั้นมีตัวมีตน เป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่แท้จริง เมื่อนำคำสอนไปปฏิบัติจึงเกิดผล ช่วยตนได้ ปัญหาก็คือ จะหาสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่แท้จริงได้ที่ไหน พระภูมี จึงทิ้ง “แว่นส่องจักรวาล” ให้มนุษย์ไว้ดู นั่นคือ “ที่ใด ให้ความไม่มีโรคได้ ที่นั้นมีศาสนา มีคำสอนที่แท้จริงของตถาคต

หลวงพ่อนิพนธ์ จึงมักสอนว่า ผู้ใดมีความเชื่อในสิ่งใด ควรที่จะพิสูจน์ความเชื่อที่ตนมี มิใช่สักแต่เชื่อ เขาว่าดี ก็เชื่อตามเขา หากพิสูจน์แล้ว ความเชื่อนั้นช่วยตนไม่ได้ก็ทิ้งเสีย เพราะหาประโยชน์อันใดไม่ได้ หากเจอสิ่งที่ช่วยตนได้ ก็ควรเกาะให้มั่น

ศาสนาของแม่ชีเมี้ยน จึงเริ่มที่ “สมุนไพร” เพื่อพิสูจน์ตนว่า หากผู้ใดฟัง พิจารณา เชื่อ แล้วทำตาม ช่วยตนได้ เป็นศาสนาที่แท้จริง

บทพิสูจน์ ท่านไม่ใช่คนแรก หรือพวกแรก เริ่มมากว่าครึ่งศตวรรษ ผ่านคนเป็นแสน มีคนหายเดินให้ดูตัวเป็นๆมากมาย น่าเสียดายกรรมอะไรของคนไทย เห็นดอกบัวเป็นกงจักร แต่สิ่งที่ตนชอบ ไม่เคยมีบทพิสูจน์ใดๆว่าช่วยใครได้ กงจักรชัดๆ เข้าไป เดินดีๆ กลับออกมา แขนขาด ขาขาด ตัดโน่นตัดนี่ กลับแห่แหนชักชวนกันไป

ปรารถนา จะได้อย่างไร ในเมื่อความเชื่อที่เริ่มมันผิด ทำผิด ผลผิดรออยู่ จะสมปรารถนาได้ ต้องเริ่มเชื่อในสิ่งที่ถูกเสียก่อน การกระทำจึงถูก ผลถูก คือสมปรารถนาจึงเป็นจริงได้

วันศุกร์ที่ 27 กรกฎาคม พ.ศ. 2561

แค่ลมผ่าน


ดูทีวี ดูข่าว วิทยาการสมัยนี้ ทำให้สิ่งที่คนอยากรู้ หลายสิ่งเป็นจริงได้

รู้รายละเอียดกายวิภาค ลงไปลึกถึง DNA รู้ใต้มหาสมุทร รู้ไปถึงนอกโลก

แต่เราสงสัยนัก ทำไมไม่มีใครอยากรู้ ทำไมคนทั้งโลกเกิดมา ในใบเกิดเขียนบอก ว่านับถือศาสนานี้นั้น มีพ่อมีแม่ มีคำสอนที่ดี ผ่านหูตนมาแต่อัอนแต่ออก

ที่สำคัญ ทุกคนล้วนอยากเป็นคนดีตามคำสอนที่ผ่านหูมานั้น

แต่ความจริงที่ปรากฎ โลกใบนี้อยู่ยากขึ้นทุกที

ดูแค่ไทย งบจัดสรรดูแลประชาชนหายาก แต่งบกองทองทัพ ที่ต้องจ่ายทะลุสองแสนล้านบาทแล้วในวันนี้

คำสอนที่ดี ไม่มีใครอยากรู้อยากวิจัย หาเหตุ ทำไมคนจึงเป็นคนดีตามคำสอนนั้นไม่ได้

บทสรุป นี่อาจจะเป็นความล้มเหลวของมนุษย์ ที่คนยุคเก่ามักพูดกับคนรุ่นใหม่ ที่รู้มาก รู้เยอะ เถียงจนคนรุ่นเก่ายอมแพ้ แต่”สิ่งที่พูด ทำไม่ได้” มันจึงเป็นลม ที่พูดฟังดี ฟังแล้วสบายใจ แต่ทำไม่ได้

หลายคนบอกทำไมแม่ชีเมี้ยนจึงสอน ให้เดินด้วย “สัจจะ” เพราะเป็นหนทางที่ทำได้จริง ทำในสิ่งที่ตนทำได้ เมื่อทำจริง ทำได้ ผลจึงเกิด ทำแล้ว รู้เอง

อยากรู้ อยากลอง ไปหาผู้ปฏิบัติที่สำนักลพบุรี ทำแล้วดูผล ดูโรคที่ตนเป็น ทำถูก ผลถูกเกิด โรคอะไรก็ไม่กลัว

วันอังคารที่ 24 กรกฎาคม พ.ศ. 2561

ชอบหรือรอด


ธรรมชาติจัดสรร หลวงพ่อนิพนธ์ชี้ว่าสิ่งใดที่เป็นไปเพื่อสร้างกรรม กรรมย่อมส่งเสริม ด้วยตรงกับจริตที่เราท่านมี การนั้นจึงทำไปด้วยชอบ แม้นจะรู้ว่าสิ่งนั้นสร้างทุกข์แก่ตนในภายหน้า การกระทำก็ยิ้มระรื่น

ยกสิ่งใกล้ตน อาทิการดื่มสุรา ดื่มด้วยความเฮฮายินดียิ่ง เสียเงิน เสียเวลา เสีย••• รู้ทุกตัวคนแต่ก็ยินดี หันมองในตลาด สภากาแฟ จับกลุ่มนินทา ว่าคนโน้นทีคนนี้ที เมามันทุกวัน หัวเราะเฮฮา ยิ่งทำยิ่งชอบ วงเหล่านี้ไม่เคยขาดคน ถึงเวลาต้องรีบเข้ากลุ่ม

การกระทำทั้งหลายที่ตนชอบ ไม่ว่าจะดูดี เข้าวัด เข้าโบสถ์ หรือไม่ดี ล้วนดำเนินไปด้วยนิสัยของตนทั้งหมดทั้งมวล หากแต่บทสรุปคือไม่รอด ช่วยตนไม่ได้ หรืออาจยิ่งทำลายตนสียอีก

ลูกคนป่วยอัมพาต ถามหลวงพ่อนิพนธ์ว่า จะช่วยแม่อย่างไร ท่านชี้ว่า หลักพระภูมี คือ “ตนพึ่งตน” อยากให้หายต้องโหด ต้องใจแข็ง ให้แม่พยายามทำเองมากที่สุด ถ้าใจอ่อนเห็นแม่ถือช้อนไม่ค่อยไหว ก็ช่วยป้อน เดินไม่ไหว ไม่ให้เดิน ไม่มีทางหาย

จะกายภาพที แม่ร้องโอยก็หยุด เส้นก็ตึง ข้อก็ยึด ยิ่งไม่ใช้ ไม่ขยับ ยิ่งไม่มีทางฟื้น มามูลนิธิทำไม มาให้เดิน มาให้ขยับ จึงวางสถานที่ไว้ไม่ติดกัน บังคับให้เดินในตัว

แบบอย่างของพระภูมี จึงไม่คุ้นชิน เพราะไม่เคยทำ ที่เจอก็สอนไหว้ ขอพร สร้างโบสถ์ เจอวินัยดัดนิสัย ไม่ชอบ ย่อมเป็นธรรมดา แต่ฟัง พิจารณา เหตุและผล เชื่อ ทำตาม รอดได้

บทสรุป หลวงพ่อนิพนธ์อุปมา โรคเหมือนผีสิง ธรรมเหมือนน้ำมนต์ จึงเป็นธรรมดา คนที่พากายมาใกล้ ผีในตนย่อมไม่ชอบ กระวนกระวาย บอกให้ไกลห่าง ขืนอยู่ได้น้ำมนต์ ผีก็ต้องจากไป จึงไม่แปลก ที่ทุกคนมาจึงร้อน อยากจากไปเร็วๆ ได้สมุนไพรปุ๊บ แทบวิ่งออกเลย หาความอาลัยเหมือนหนุ่มจากสาวไม่ได้เลย แต่ผู้ใดทำใจชอบ อาลัยหา อาวรณ์ จะไปแล้ว เดินดูน้ำ ดูไฟสักหน่อย ช่วยเก็บกวาดสักนิด หวนคำนึง สัปดาห์หน้ามาใหม่ ท่านว่าหายโรคไปครึ่งแล้ว เพราะผีมันกลัว

ดูเอาเถิด คนจะหาย มาไวกลับช้า คนที่ไม่เอาผล มาช้ากลับอย่างไว เพราะเขาเชื่อผี

วันจันทร์ที่ 23 กรกฎาคม พ.ศ. 2561

ผล


หลวงพ่อนิพนธ์ชี้ให้เห็นว่า ศาสนาของแม่ชีเมี้ยนพูดแล้วฟังง่าย เข้าใจง่าย เป็นภาษาไทย ที่สำคัญ ปฏิบัติเพื่อยังผลได้ทันที

แลชี้ว่า สิ่งที่พระพุทธเจ้าค้นพบ ความจริงของจักรวาล คือ “ตัวกระทำไม่ตาย ทำสักฉันใดไม่ตายเลย รอเราอยู่วันข้างหน้าแน่

ผลที่เกิดในวันนี้ เราทำไว้แล้ว เราจึงเจ็บ เราทำไว้แล้ว เราจึงปวด จะปฏิเสธสักฉันใด ก็หาพ้นไม่ จะหาสิ่งใดช่วยให้หายไปก็ไม่มี

การหายโรค ด้วยศาสตร์สมุนไพร จึงเป็นไปไม่ได้ที่จะปฏิเสธทุกข์อันนี้ หลายคนคาดหวังสมุนไพรดี กินแล้วหาย ไม่ต้องปวด ไม่ต้องเจ็บ ไม่ต้องคัน จึงคิดผิด

ท่านชี้ว่า การทานสมุนไพรเพื่อฟื้นฟูอวัยวะ โดยปรับสมดุลย์ธาตุทั้งสี่ ให้มีความแข็งแกร่ง ทนอาการ ทนการทำลายจากโรค และร่างกายก็จะมีภูมิ ต่อสู้ขับโรคออกจากร่างกาย จึงหายโรค

ที่สำคัญกว่า คือผลอันนี้เกิดจากเหตุอะไร เพราะถ้าไม่สืบสาวทวนความ ในไม่ช้ามันก็จะส่งผลมาอีก ตราบใดที่เหตุยังอยู่ อุปมา ขว้างงูไม่พ้นคอ มันก็แว้งมากัดอีก ไม่จำเป็นหรอกว่าต้องโรคเดิม ถึงจะทำให้ตายได้

บทสรุป พระพุทธเจ้าทรงชี้ ให้ดับเหตุ เพื่อจะได้ไม่เกิดผล นั่นคือ “นิสัย” ใครจะมองที่นี่เป็นอะไรไม่ว่า จะทำอย่างไรก็ตามใจ แต่ถ้าจะเอาผล ต้องเห็นกรรมก่อน ที่สำคัญเชื่อว่า กรรมมีอำนาจ และ “กลัวกรรม” พฤติกรรมจึงเปลี่ยน จึงสาวหานิสัยตน ที่เป็นเหตุให้ทุกข์ใจวันนี้แล้วดับเสีย

อุปสรรคใหญ่จึงไม่ใช่โรค แต่เป็นนิสัย ครั้นจะมาแก้นิสัย ก็อาย กลัวคำคน กลัวนินทา เขาจะรู้ว่าเรา ชอบเอาเปรียบ เบียดเบียนผู้อื่น เขาจะรู้ว่าเราขี้โมโห เขาจะรู้ว่าเรานั้นไม่ดี แต่คนที่รู้แล้วแก้ไข ฟ้าดินเขาสรรเสริญ ไม่ว่าแบบไหน คงไม่หนักเท่าองคุลีมาลที่ฆ่าคน ก็ยังได้รับการยกย่อง เมื่อทำได้เปลี่ยนตนเป็นคนดีได้ โลกสรรเสริญ

เสียดาย คนทั้งหลายเอาแต่สุขเฉพาะหน้า เอาแต่หายโรค แต่ไม่ยอมแก้นิสัย จึงไม่แปลกโรคที่ว่ากระจอก ด้วยเป็นบริวารกรรม จึงกลายเป็นยักษ์ ทำสักฉันใด ก็ยากที่จะไปจากเรา คนเหล่านั้นก็ไม่ยอมรับว่าด้วยเพราะนิสัยตน ท้ายที่สุดก็โบ้ยศาสนาไม่ช่วยบ้างหล่ะ ไม่ดีบ้างหล่ะ ถึงวันที่กรรมสรุปมา กลายเป็นจำเลยไปก็มีให้เห็นมากมาย ตายเพราะสมุนไพร ตายเพราะต้องมานั่งลำบาก เจ็บขนาดนี้ยังต้องให้สวดมนต์อีก •••

จะเอาแต่หาย โดยไม่ดูรอยของพระโคดมเลย เขาทำอย่างไร จึงพ้นทุกข์ ไม่แปลกใจ ที่มารับสมุนไพร เขาขุดร่องให้ต้นยา มันจึงกลายเป็นถังขยะ หลวงพ่อนิพนธ์จึงมักเปรยว่า “เราอยู่กับใคร เราทำยาให้เขาพ้นทุกข์ แต่เราต้องมาเก็บขยะ เดินปิดพัดลม เก็บจานช้อนที่เขาใช้แล้วทิ้งขว้าง •••” แล้วจะมาหายโรคด้วยพฤติกรรมเหมือนคนทั้งโลกทำ เป็นไปได้หรือ

จำไว้น่ะ ตัวกระทำไม่ตาย รอเราอยู่วันข้างหน้า ผลจะเป็นแบบใดก็ด้วยสิ่งที่กระทำในวันนี้

วันศุกร์ที่ 20 กรกฎาคม พ.ศ. 2561

เฮียเกา

ย้อนไปยุคศาลาขนมไทย ที่ปัจจุบันถูกรื้อไปแล้ว อันเป็นจุดกำเนิดของ ชมรมคนรักสุขภาพ ก่อนที่จะมาเป็นมูลนิธิในทุกวันนี้

ด้านหลังจะเป็นบ้านไม้ ไว้ให้คนป่วยพัก โดยหลวงพ่อนิพนธ์จะรับเอง ครั้งละไม่กี่คน ล้วนแล้วแต่เป็นคนวงใน คือพรรคพวกบ้าง กรรมการบ้าง หรือเพื่อนแนะนำมาบ้าง

เมื่อผลการรักษาเริ่มเป็นที่ยอมรับ คนกลุ่มหนึ่งที่เวียนเข้ามาคือเพื่อนของท่าน แลเฮียเกาก็เป็นหนึ่งในนั้น เป็นเพื่อนกันมาตั้งแต่เด็ก สนิทสนมกันดี

ความสนิทสนมนี้เอง ทำให้การเรียกขาน คำพูด ย่อมเป็นเหมือนทั่วไปของคนที่สนิทกัน มึงกู ไอ้... เป็นธรรมดา เฮียเกาเห็นเพื่อนหลายคนและคนป่วยทานสมุนไพรแล้วดีขึ้น เมื่ออาการของตนเลวร้ายหมอไม่รับ จึงบอกหลวงพ่อนิพนธ์ ขอกินบ้าง

ยุคนั้นคนที่มีคุณสมบัติ หลวงพ่อนิพนธ์ก็ใช้ “ยาตัด” ที่ซึ่งให้ผลเร็ว และประหยัด เป็นหลัก เฮียเกาก็อยากกินบ้าง

ใครดูน้ำพุ ภาพที่คนจำ คือการอาเจียน หลังทานยาตัด หลวงพ่อนิพนธ์็ให้ลอง ทานแก้วหนึ่งก็แล้ว สองก็แล้ว จนครบห้าแก้ว ก็ไม่มีอาการอะไรปรากฎ ไม่อาเจียน เฮียเกาหัวเราะบอก ยามึงไม่เห็นทานยากเลย

หลวงพ่อนิพนธ์ ชี้ให้พิจารณาว่า นี่แหละทำไมเรียกยาเป็น คนไม่มีคุณสมบัติ ทานไปก็เป็นน้ำ ผ่านมาก็ผ่านไป ดิน น้ำ ลม ไฟ เขาไม่ช่วย กรรมเขาไม่ยอม บอกให้รีบกลับบ้านเลย

เฮียเกาบอกหลวงพ่อนิพนธ์ว่า กูไม่กลับ อยู่นี่กูไม่มีอาการ กูไม่ตายแน่ หลวงพ่อนิพนธ์ก็ไม่รู้จะทำอย่างไร เฮียเกาแกก็ไม่ตายจริงๆ แกเลยอยู่ยาว จนวันหนึ่งเมียน้อยโทรมา บอกทะเลาะกับเมียหลวง ให้เฮียกลับไปเคลียร์ด่วน แกเลยต้องกลับ

ผ่านไปสองสามวัน เมียแกโทรมาบอกหลวงพ่อนิพนธ์ ว่าเฮียตายแล้ว นอนตายที่บ้าน หมอบอกเสลดพันปอด หายใจไม่ได้ตาย

บทสรุป หลวงพ่อนิพนธ์ชี้ให้เห็นว่า การหายต้องพึงอาศัยคุณสมบัติ เพื่อนช่วยเพื่อนไม่ได้ แม้นอยากจะช่วยสักฉันใด คนที่อยู่สูงกว่าเท่านั้น จึงจะดึงขึ้นที่สูงได้

ถ้าสมุนไพรเหมือนผัก วางตรงไหนก็ได้ ถ้าคนให้เหมือนคนทั่วไป เดินผ่านมาก็ผ่านไป แล้วจะให้สิ่งใด ผู้ใด ดึงเราขึ้นจากที่ต่ำขึ้นที่สูง นี่แลทำไมเราจึงต้องกราบไหว้ เพราะของสูงเท่านั้นจึงดึงวิญญานที่ต่ำ ที่เป็นโรค ให้สูง และแล้วหายโรคได้

วันอังคารที่ 17 กรกฎาคม พ.ศ. 2561

ทิฐิ


ศาสตร์ของพระภูมี ชี้ให้ดูผล หากทำแล้วเกิดผลดีไซร้ นั่นแลคือวิธีการที่ถูกต้อง ไม่ต้องสนว่าวิธีที่ว่า ผู้ใดจะเห็นดีด้วยหรือไม่ ก็ตามที เพราะสัจธรรมความเป็นจริง คือ ทำถูกผลถูกจึงเกิด

ยิ่งในศาสตร์สมุนไพรด้วยแล้ว หลวงพ่อนิพนธ์มักชี้เสมอว่า จุดอ่อนประการหนึ่งของศาสตร์นี้ คือ "ต้องใช้วันเวลา" อันหมายความว่า หากเป็นเหตุการณ์เฉพาะหน้า หรือต้องการความรีบด่วน ก็อย่าพึงถือทิฐิเลย ปฏิเสธวิธีกระบวนการอื่น ที่อาจจะเหมาะสมกว่า ให้ผลที่รวดเร็ว และทันกาล เหมาะกับเหตุเฉพาะหน้านั้นๆได้ดีกว่าสมุนไพร

ตัวอย่างที่เรามักเห็นเสมอ ก็อาทิเช่น คนป่วยน้ำท่วมปอดฉับพลัน จะมามัวรอทานสมุนไพรมะพร้าวรีดน้ำ อาจไม่ทัน โดยเฉพาะคนป่วยที่นอนติดเตียง ซึ่งส่วนใหญ่ มักจะมีอาการของปอด คือ มีเสมหะเสลด มากกว่าคนทั่วไป และอาจจะส่งผลถึงการอุดตัน หากคนป่วยไม่มีแรงไอพอที่จะทำให้เสมหะนั้นหลุดออกเองได้ การใช้เครื่องดูดก็มีความจำเป็น ยิ่งถ้าคนป่วยทานไม่ได้ แม้นแต่น้ำ มีอาการสำลักด้วยแล้ว

หลวงพ่อนิพนธ์จึงเปรยเสมอว่า การฟื้นฟูควรเป็นเรื่องของสมุนไพรและร่างกายทำเอง แลหากได้ร่วมกับเครื่องมือที่ทันสมัยของวิทยาการยุคนี้ ในการแก้ปัญหาเฉพาะหน้าด้วยแล้ว โอกาสที่ผู้ป่วยจะรอด แลหายโรค ย่อมมีมากกว่ามากนัก

เคยมีคนป่วยมะเร็งมดลูกหลายท่าน ที่มาใช้ศาสตร์สมุนไพร แล้วประสพผล โดยเมื่อนำชิ้นเนื้อไปตรวจ ก็ไม่ปรากฎเซลล์มะเร็งอีก แต่ก้อนเนื้อมะเร็งนั้น แม้นกลายเป็นเนื้อดีแล้ว ก็ยังคงเป็นก้อนใหญ่ ส่งผลให้เดินเหิรลำบาก จึงมักถามหลวงพ่อนิพนธ์ว่า ทำอย่างไรมันจึงฝ่อ หลวงพ่อนิพนธ์บอก ถ้าจะใช้สมุนไพรมะพร้าวทานจนฝ่อ ก็ต้องใช้เวลานาน ถ้าจะเอาเร็วก็ไปผ่าออกเสีย ก็ไม่เป็นไรแล้ว เพราะเป็นเนื้อดีแล้ว

บทสรุปน่าเสียดาย ที่ประเทศไทยที่นับว่าเป็นเมืองพุทธ แต่จะหาคนไม่โลภ ทำลายกำแพงทิฐิแห่งตน เพื่อยังผลแก่คนป่วยทั้งหลาย ยังไม่มี โอกาสที่คนไทยจะหายโรคได้ง่ายดาย และปลอดภัยมากยิ่งขึ้น ด้วยการใช้วิทยาการสมัยใหม่ เป็นเครื่องสนับสนุน แลใช้สมุนไพรกอบกับวันเวลากอบกู้ฟื้นฟูตน ดั่งที่หลวงพ่อนิพนธ์ จึงไม่เคยเป็นจริง แม้นแต่จะรับคนป่วยมาพักก็ยังเป็นเรื่องที่ขัดกฎหมายทำไม่ได้ เตียงคนป่วยก็คงได้แต่รอคอยไร้ประโยชน์

ไม่ต้องอื่นไกล ที่ใกล้ตัวในวันนี้ มีคนป่วยหลายหมื่นคนทานยาความดัน ที่ประกาศแล้วว่าต้องห้าม ด้วยมีสารก่อมะเร็ง หากมาฟื้นฟูด้วยสมุนไพร ประหยัดทั้งเงิน ไม่ก่อปัญหาบานปลาย เป็นดินพอกหางหมู ความดันไม่แล้ว มะเร็งมาอีก แล้วท่านเชื่อหรือว่า ยาชนิดอื่นจะไม่เป็นเช่นเดียวกัน

ศาสตร์สมุนไพรในวันนี้ คนที่จะประสพผลสำเร็จ จึงต้องใช้ความขันติ อดทน อันมหาศาล ด้วยขาดการสนับสนุน มีค่าใช้จ่ายพอควร ในการยืนระยะเพื่อช่วยตน แต่ก็คุ้ม แลเป็นบทพิสูจน์ให้เห็นว่า ผู้ใดทำได้ ไม่ว่าโรคอะไร ก็ช่วยตนให้หายได้

ที่น่าเสียดาย ด้วยหลายคน มาทานสมุนไพรก็เพื่อตน ทำให้เหมือนถูกตัดตอน หลวงพ่อนิพนธ์ชี้ว่า กระบวนการที่ทำให้ตนหาย นั่นแลเป็นบทพิสูจน์ว่า วิธีการนั้นๆถูกต้อง เมื่อรู้สิ่งที่ถูก ทำไมไม่ทำตนเป็นพระมาลัยโปรดสัตว์ แต่ทำเพียงบอกกล่าวสมุนไพรดี ที่ซึ่งหาเป็นเช่…See More

ศาสตร์สมุนไพร จึงเสมือนตำราแพทย์ ใครช่วยตนได้ ย่อมเสมือนได้ปริญญา ที่สำคัญ เป็นตำราที่พิสูจน์แล้วด้วยตนของตน จึงไม่มีข้อผิดพลาด เข้าใจคลาดเคลื่อน เหมือนตำราที่เล่าเรียนมา ที่ซึ่งไม่รู้จริงเท็จ ช่วยได้หรือไม่

แค่มีจิต เรียนรู้ ทำตน แล้วบอกต่อ เป็นกงล้อของธรรมจักร ก็แทบหายโรคไปครึ่งนึงแล้ว ... มิใช่จะมาเอาแต่ตน นั่นมันชูชก หากเริ่มถูก ก็จักมีใจ ด้วยรู้ถึงผลแห่งการช่วยตน มิใช่จบที่ตน แต่สามารถช่วยคนที่ตนรัก คนที่ตนอยากช่วยได้อีกด้วย

เราจึงเห็นภาพที่ไม่เห็นในโรงพยาบาลใดๆในโลก หรือ ที่ใดในโลก นั่นคือ คนที่ประสพผล จูงลูก จูงหลาน มาอบตัว มาทานสมุนไพร เสริมสร้างภูมิ ไม่ต้องรอจนเป็นโรคแล้วค่อยมา นั่นแล คือสมบัติที่มหาศาล มีค่ายิ่งกว่าเงินทอง ที่ทิ้งไว้ให้ลูกหลาน แลก็ตายตาหลับ ด้วยการมา ย่อมได้เห็น แลอยากเป็นคนดี จากสิ่งที่ได้ยิน ได้เห็น ได้ฟัง ได้ทำ ตายก็ตายตาหลับ เพราะลูกหลาน เป็นคนดี มีสุขภาพดี

วันจันทร์ที่ 16 กรกฎาคม พ.ศ. 2561

มือทำ

ปัญหาโลกแตกของคนป่วย ในการมามูลนิธินั่นคือ เหตุผลร้อยแปดที่จะไม่มา ไม่ทำ ในวินัยที่หลวงพ่อนิพนธ์กำหนด

ฝากมารับบ้าง ไม่สวดบ้าง ไม่อยากเงียบบ้าง เป็นเรื่องปกติพบเห็น

หลวงพ่อนิพนธ์อุปมาเหมือนผี ที่กรรมบันดาล ด้วยเหตุผลง่ายๆ สิ่งใดที่ทำแล้วเป็นกรรม ใจย่อมชอบคนมากมายแห่แหนเข้าไปร่วม แต่ทำแล้วช่วยตนไม่ได้ กรรมก็ยิ่งส่งเสริมให้ทำ โลกนี้จึงเต็มไปด้วยความเชื่อ และพิธีกรรม

แม้แต่โรงพยาบาลที่มีไว้เพื่อฉุกเฉิน แลอุบัติเหตุเฉพาะหน้า แต่คนก็เอาโรคตายไปให้ช่วย มิย้อนคิดเลยแล้วบรรพบุรุษอยู่อย่างไร โดยไม่มี

กว่าจะรับความจริงว่าช่วยไม่ได้ ก็มักจะสายเสียแล้ว

ศาสตร์ของพระภูมีที่แม่ชีเมี้ยนนำมา ท่านอาสิชี้ให้พิจารณาว่า ก็กรรมเราทำมาด้วยมือ จะมาหนีมาเลี่ยงด้วยลมปาก นั่งอ้อนวอนขอ มันจะเป็นไปได้หรือ

แม่ชีเมี้ยนตรัสว่า “ตัวกระทำไม่ได้ทำด้วยมือ มีแต่เขาเอ่ยชื่อว่าดี ก็ทำไป” อันหมายถึง ผลแห่งตัวกระทำมันจะเอาที่ไหนย้อนมาให้สุขได้เล่า

บทสรุป คำสอนของพุทธศาสนานั้นฟังง่าย ทำได้เลย หิวข้าว ก็ลุกไปตักข้าวซาวแล้วตั้งไฟ เดี๋ยวก็ได้กิน มัวแต่นั่งรอ บ่นร้องหิว จะหายหิวโดยวิธีใด ทำแล้วก็ต้องมากพอ จึงจะอิ่ม มิใช่กินชามหุงแค่ช้อน นี่คือสัจธรรมความจริง

อยากหายโรคหลวงพ่อนิพนธ์จึงยืนยันว่าง่ายนิดเดียว เอามือมาสร้างสุขให้ผู้อื่นสิ ถ้าทำมากพอ โรคอะไรก็ไม่เหลือ ไม่ใช่นั่งคอย นอนรอ เหมือนที่คนทั้งโลกทำ รอเมื่อไหร่จะมียา รอไปเถอะไม่มีทางสมหวัง

วันศุกร์ที่ 13 กรกฎาคม พ.ศ. 2561

สากล

ความเท่าเทียมกันของมนุษย์ เป็นสิ่งที่พระภูมีทุกพระองค์ทรงกล่าว

หลวงพ่อนิพนธ์ จึงชี้ว่า นั่นจึงเป็นเหตุที่ทำไมศาสนาพุทธ จึงถูกยอมรับว่าเป็นศาสนาสากล ศาสตร์หรือวินัยของพระภูมี จึงไม่มีกฎข้อบังคับว่า ผู้ปฏิบัติเป็นผู้ใด นับถือใคร ลัทธิความเชื่อใด หากแต่ผู้ใดเอาไปปฏิบัติผู้นั้นย่อมเกิดผล

สมุนไพรแม่ชีเมี้ยน อันเป็นธรรมหมวดหนึ่งของพระภูมี จึงไม่จำกัดว่าผู้มา ต้องเป็นคนพุทธ นับถือพุทธ ล้วนแล้วแต่ให้โอกาสมนุษย์ทุกผู้ทุกนามเท่าเทียมกัน

ใครมาแล้วทำวินัยได้ ตามแต่ที่ตนพอจะทำได้ มากน้อยไม่ว่ากัน จุดใหญ่ใจความแม่ชีเมี้ยนตรัสว่า คือ "นิสัย" ต่างหาก ที่เป็นแก่นของศาสนา หากสามารถมาปฏิบัติ แล้วทำได้ ย่อมช่วยตนได้ทุกตัวคน

ภาพสะท้อนนี้ หลวงพ่อนิพนธ์จึงชี้ให้พิจารณา ความเชื่อแห่งตน ว่าสิ่งนั้นเป็นจริงได้เพียงใด ก็ย่อมต้องเป็นความเชื่อ ที่เป็นสากล ทุกผู้คนสามารถเข้าถึง ทำได้ ไม่ว่าจะเป็นเผ่าไหน ชนไหน นั่นเอง

เมื่อพิจารณา สิ่งที่ทำกันอยู่ทุกวันนี้ หากบอกว่า สร้างวัตถุ สร้างพระ สร้างโบสถ์ สร้างศาลา แล้วเป็นบุญใหญ่ อ้างการสืบต่อพระพุทธศาสนา ก็แล้วมนุษย์ทั้งโลก ที่ไม่มีวัด จะมีหนทางสร้างบุญช่วยตนได้อย่างไร จะเป็นผู้ประเสริฐด้วยวิธีใด พึงพิจารณา

บทสรุป ศาสนาเป็นหลักปราชญ์ การกำหนดวินัย ย่อมต้องไม่มีข้อโต้แย้ง ไม่มีการแบ่งชั้น วรรณะ กีดกันผู้หนึ่งผู้ใด ที่ปรารถนา ได้ฟัง แล้วอยากปฏิบัติได้ เพื่อช่วยตน ถ้าบัญญัติด้วยวัตถุ คนอาฟริกา ยุโรป ละติน ที่ไม่มีวัด ก็ย่อมไม่สามารถช่วยตนของตนให้พ้นโรคได้ หากแต่ความจริง ผู้ใดทำวินัยของพระภูมีได้ คือ มีนิสัยของพระพุทธเจ้าในตน ให้สุขแก่ผู้อื่นเป็นอุปนิสัยแล้ว ย่อมช่วยตนได้ เพราะเป็นผู้มีวิญญาณอยู่สูง มิจำเป็นเลยต้องเป็นชาวพุทธ การกำหนดเยี่ยงนั้น ย่อมเพื่อลาภสักการะของตนเองเท่านั้นเอง

มิต่างอะไรกับคนโลภ ย่อมกำหนดวิธีการของตนเพียงอย่างเดียวเท่านั้น เป็นธรรมดา แถมคำขู่ด้วยว่า ถ้าไม่ทำ "ตาย" ก็มนุษย์อยู่กันมาเป็นล้านๆปี มีโรงพยาบาลไหม เขาอยู่กันอย่างไร จึงสืบลูกหลานเผ่าพันธุ์มาถึงเราท่านในวันนี้ได้

ไม่เชื่อหรือ ว่าพรหมลิขิตที่ตนกระทำมาในอดีต นั่นแลสิ่งที่ปกปักรักษาตัวของเรา วันนี้มันเฮงซวย เพราะเราทำไม่ดีในอดีต ย้อนมาถึงตนแล้วในวันนี้ เมื่อรู้เรื่องศาสนา ทำไมไม่เปลี่ยนนิสัย พฤติกรรม เพื่อยังผลที่ดีแก่ตนในวันข้างหน้า

คำสอนของแม่ชีเมี้ยน ไม่กลอกกลิ้ง พูดความจริงทุกสิ่งอย่าง ย่อมไม่ถูกกับอุปนิสัยใจคอของคนทั้งหลาย ด้วยอุดมไปด้วยนิสัยกรรมที่ตนมี จะหาคนชอบก็น้อยแล้ว ยิ่งจะหาคนทำยิ่งน้อยใหญ่ แต่ใครฟังแล้ว พิจารณาแล้ว ทำนิสัยของพระภูมีที่แม่ชีเมี้ยนชี้ คนผู้นั้นจึงเป็นคนเหนือคน ทวนกระแสกรรม จึงได้พบปาฏิหารย์ หายโรคได้ ต่อให้หมอหรือคนทั้งโลกจะบอกว่า "ตายแน่" หากยังมีพรหมลิขิต มีวันเวลาทำวินัยได้ คนผู้นั้นรอดได้

ก็แล้วใครเล่าจะย้อนกระแส มาทำนิสัย ในเมื่อควักกระเป๋าสร้างโบสถ์ สร้างศาลา สร้างพระ ใจมันชอบ มันง่าย หากแต่ไม่เคยพิจารณาเลยสักนิดว่า คนไทยทำแบบนี้ทั้งประเทศ ไฉนโรงพยาบาลเต็มประเทศ คนป่วยล้นโรงพยาบาล บุญกุศลที่สร้างไปไหนไม่มาเกื้อหนุนบ้างเล่า .... ยิ่งทำ ยิ่งมีแต่ทำให้ขายหน้าฝรั่ง เสมือนเพื่อนร่วมงานท่านหนึ่งของเรา บอกกับเราว่า บุญของคุณทำแบบนี้ เป็นแบบนี้ ทำตั้งแต่หัวเท่ากำปั้น จนผมหงอก ท้ายที่สุด ต้องนอนอยู่โรงพยาบาล ช่วยตนไม่ได้เลย บุญแบบนี้เขาไม่เอาหรอก ไม่อยากทำ ทำไปก็เสียเปล่า ไม่ต่างอะไรกับคนทั่วไป ทั่วโลก ที่เขาไม่ทำกันเลยแม้นแต่สักนิด

วันจันทร์ที่ 9 กรกฎาคม พ.ศ. 2561

ตลอดเวลา

มนุษย์ผู้ใดไม่รู้เรื่องศาสนา ผู้นั้นย่อมเอ่ยอ้างโทษดินฟ้าอากาศ หากพรหมลิขิตแห่งตนไม่เป็นไม่สมอยากที่ตนปรารถนา มีให้เห็นกันทั่วไป

หากคนผู้นั้นได้มาพานพบพุทธศาสนา ได้ยินเรื่องราวจากตัวแทนของศาสนาแล้วไซร้ ก็จักรู้ว่า ที่ว่าพรหมลิขิตแห่งตนนั้น หาใช่ฟ้าดินบันดาลไม่ ล้วนแล้วแต่ตนของตนนั่นแหละเป็นผู้สร้างขึ้นทั้งหมดทั้งมวล ด้วย "ทำอย่างไร ได้อย่างนั้น"

สัจจะธรรมความจริงที่พระภูมีทรงตรัสสอน คือ "ตัวกระทำไม่ตาย รอคอยเราอยู่วันข้างหน้าแน่" นั่นจึงไม่ต้องแปลกใจเลยว่า ทำไมตายแล้วต้องเกิด ก็เพื่อรับในสิ่งที่ตนได้ทำไว้ในวันนี้นั่นเอง

การมาพานพบศาสนา สิ่งสำคัญที่หลวงพ่อนิพนธ์ชี้ให้พิจารณาถึงคุณประโยชน์อันมหาศาลที่ศาสนาให้ นั่นคือ การเปลี่ยนพรหมลิขิต และการเขียนพรหมลิขิตที่ดีให้แก่ตน นั่นเอง

พรหมลิขิตทำมา ต้องตายด้วยโรค ด้วยอุบัติภัย นั่นคือ ต้องทุกข์กับกรรมที่ทำมา ก็สามารถหลีกลี้หนีพ้น ด้วยการมาทุกข์กับวินัยของพระภูมีแทน ไม่ว่าจะต้องทนกับ การทานสมุนไพรที่ทานยาก การมาทำในสิ่งที่ตนไม่เคยทำ ไม่อยากทำ นานาชนิด นั่นเอง วินัยของพระภูมี จึงจัดว่าเป็น "วินัยทุกข์" ทำเพื่อใช้กรรมที่ทำมา ดังนั้นเมื่อทำแล้วจะเอาสุขเป็นไปไม่ได้เลย

วินัยที่อ้างเอ่ย นั่ง นอน สบาย ท่องบ่นตำรา นั้นจึงสวนทางกับวินัยของพระภูมีอย่างสิ้นเชิง อดีตพระถ้ำกระบอกท่านหนึ่ง กล่าวว่า สิ่งที่ได้เห็นจากแม่ชีเมี้ยนนั่นคือ การทำตลอดเวลา สบงจีวรเปื้อนฝุ่น เป็นภาพที่เห็นประจำ มือด้านแล้วด้านอีก ด้วยใช้มือ กลิ้งหินลงจากเขา แล้วขุดดิน ปลูกต้นไม้ ย่อยหินทำเป็นทางเดิน

ก็แล้วเราท่านที่มาพานพบศาสนา อ้างเอ่ยกันว่า อยากมีความสุข อยากหายโรค ก็ล้วนแล้วต้องพึ่งพาตน เขียนพรหมลิขิตแห่งตน นั่นหมายความว่า ทุกเวลานาที ตลอดเวลา ก็ต้องพึงเขียนพรหมลิขิตที่สุขให้แก่ตน มากที่สุด เท่าที่จะทำได้ ด้วยอาศัยสติของศาสนา ที่ได้ยินได้ฟังจากท่านอาสินั่นเอง

ปากอ้างเอ่ย อยากได้ คำถามก็คือ แล้วพฤติกรรมเล่า อยากได้สุขตลอดเวลา แล้วทำสุขให้ผู้อื่นตลอดเวลาหรือไม่ ถ้าเอ่ยแต่ปาก แต่พฤติกรรมไม่มี หลวงพ่อนิพนธ์จึงมักสอนให้สร้าง รอยมือ รอยตีน ของเราท่านไว้ ก็ถ้าไม่มีรอย ในวันนี้ จะเอาผลที่ไหนมาสุขในวันหน้ารอเราท่านอยู่

บทสรุป ศาสนาสอนให้เป็นคนดี มีใจสูง ดูกรย้อนไปดูนักบอลญี่ปุ่น แสดงให้โลกเห็นด้วยการจัดเก็บห้องแต่งตัว เรียบร้อย และขอบคุณแม่บ้าน นั่นคนของโลก หากย้อนมาดูคนของศาสนาที่มูลนิธิ ที่ถูกพร่ำสอนทุกวัน อ้างเอ่ยทุกวันอยากมีสุข หลวงพ่อนิพนธ์กล่าวว่า "เราหาสมุนไพร ทำยาให้พวกเขา ก็เหนื่อยสาหัสแล้ว นี่เราต้องมาเก็บขยะ ล้างห้องน้ำ เดินปิดไฟ ปิดพัดลมอีกหรือนี่ ... ไม่รู้ว่าเราอยู่กับใคร" คนที่มาอยากมีสุขตลอดเวลา แต่สิ่งที่เขาตอบแทน ให้แก่ผู้ที่ช่วยชีวิต คือ ขยะ คือ ใช้ทิ้งใช้ขว้าง แล้วจะหายโรคโดยวิธีใด

วินัยที่ทำในมูลนิธิ ก็เสมือนแค่การฝึก การทดลองทำเท่านั้นเอง แม้นอาจจะเพียงพอต่อการเปลี่ยนพรหมลิขิตให้หายโรค แต่จะให้สุขแก่ชีวิตนั้นคงไม่ได้ เพราะมันแค่เสี้ยวของชีวิต หากปรารถนาสุข ย่อมต้องพิจารณาแล้วนำไปทำในชีวิตประจำวัน ยิ่งทำได้มาก นานเท่าใด นั่นก็ยิ่งหมายถึง ชีวิตที่มีความสุขในภายภาคหน้า มิเพียงชาตินี้ แต่ทุกชาติ

ถ้านิสัยของพระภูมีติดตามตนไปเมื่อใด พรหมลิขิตแห่งตน ไม่ว่าชาตินี้หรือชาติไหน ย่อมได้ลาภอันประเสริฐเป็นคู่กายตน นั่นคือ "ความไม่มีโรค" แน่นอน ดั่งคำที่หลวงพ่อนิพนธ์ให้ ว่า "นี่คือเครื่องตอบแทนความดี" สำคัญแต่ว่า อยากได้ แต่ไม่อยากทำ ... แล้วก็โทษโน่นนี่นั่น

จำไว้น่ะ หลวงพ่อนิพนธ์ให้สติ นิสัยของพระภูมีที่ทำให้ท่านมีสุข เพราะท่าน "ให้สุขแก่ผู้อื่นเป็นอุปนิสัย" โดยเฉพาะผู้มีคุณ อยากจะสุขตลอดไป ก็ต้องให้สุขผู้อื่นตลอดเวลา จะทำได้ก็ต้องสร้างนิสัยของพระภูมีให้มีในตนก่อน การมามูลนิธิ ก็คือ การฝึก ให้มีนิสัยในตนนั่นเอง หากเห็นค่า ด้วยผลถูกที่เกิด ทำให้ตนหายได้ ก็ไปฝึกอย่างจริงจังที่ศูนย์ปฏิบัติธรรมแม่ชีเมี้ยนกรุณา เมื่อทำ แล้วทำได้ จะเห็นความเปลี่ยนแปลงในชีวิตตนอย่างมหาศาล

อยากได้พรหมลิขิตดี ก็ดูมือตนสิ เสมือนมือของบรมครู หรือ ครูบาอาจารย์หรือไม่ นั่นแลคำตอบ มัวแต่ทำตนเป็น "ผู้ดีตีนแดง ตะแคงตีนเดิน" คงสมปรารถนายาก

วันศุกร์ที่ 6 กรกฎาคม พ.ศ. 2561

ทำไม


วินัยมากมายที่ถูกกำหนดให้พิจารณา แล้วทำตาม หลายคนอาจฝืนความรู้สึก และไม่ชอบ ก็เป็นเรื่องธรรมดา และอาจตั้งคำถามว่า "ทำไม" คือ ทำทำไม ไม่ทำแล้วจะเป็นไร ถ้าทำแล้วจะได้อะไร

เสียดายที่เริ่มต้นถูก คือ "ทำไม" แต่ก็จบตรงนั้น ไม่แม้นแต่น้อยที่จะพิจารณาต่อให้รู้สิ้นกระบวนการ หลายคนมันจึงจบลงตรงที่ว่า ทำไปเถอะ ได้สมุนไพรไปทาน พอดีแล้วก็จะได้ไม่ต้องมาอีก ไม่ต้องมาทนอะไรที่ไม่ชอบ

คำว่า "ทำไม" ที่เป็นต้นเรื่อง มันจึงไม่มีคำตอบ มันจึงไม่รู้เรื่องราว ผลท้ายที่สุด โชคดีหน่อย อาจหายโรค แต่ในไม่ช้า ก็จักเห็นคนที่ดีขึ้น หายโรค นั้นเวียนวนกลับมาอีก เป็นกระบวนการ ขว้างงูไม่พ้นคอ

การเป็นโรค นับได้ว่าเป็นดัชนีชี้วัดที่ชัดเจนที่สุด ที่ให้มนุษย์ได้มาพิสูจน์ความจริงในสิ่งที่ตนเชื่อ ว่าสิ่งที่ตนเชื่อแล้วกระทำตาม นั้นมีผลต่อชีวิตตนจริงหรือไม่

หากไร้เสียซึ่งโรคภัย หลายคนก็มีความเชื่อว่า นั่นศักดิ์สิทธิ์ พิธีกรรม ลัทธินั้นดี ความเชื่อนั้นดี ทำตามแล้วจะดี หลวงพ่อนิพนธ์ชี้ให้พิจารณาว่า ยิ่งผู้ใดมีกรรมดี ไปทำเข้า บังเอิญจังหวะเหมาะเจาะ ก็เลยพาลคิดว่าสิ่งนั้นดี ดลบันดาลให้ แท้ที่จริง นั่นกรรมดี เขามาต่างหาก แลเลยไปถึงคนที่ตกในปล้องกรรมชั่ว ไปโน่น ทำนี่ สักฉันใด ก็ไม่พ้น พอใกล้สิ้นปล้องกรรม ไปเจอลัทธิ พิธีกรรม ความเชื่อ หรือหมอเข้า บอกให้ทำอย่างนี้อย่างนั้น สิ้นสุดปล้องพอดี แล้วหาย แล้วสำเร็จสิ่งที่ตนหวัง สิ่งนั้นเลยกลายเป็นสิ่งวิเศษสำหรับตนไปเลยทีเดียว

ครั้นเป็นโรค หลวงพ่อนิพนธ์บอกยิ่งโรคตาย นี่แหละจะเห็นสัจจะธรรมความจริง สิ่งที่ตนเชื่อ สิ่งที่ตนทำ ทำสักฉันใด ก็ไม่ทำให้ความเจ็บ โรคภัยของตน ลดลงไปแม้นแต่น้อย ลัทธิ พิธีกรรม หมอไหน วัดไหนที่ว่าแน่ เอามะเร็ง เอาเอดส์ไปถวายสิ วิ่งป่าราบ ให้เอากลับแทบไม่ทัน เพราะแท้ที่จริง สิ่งที่ทำ มันไม่มีผลตอบแทน ช่วยตนไม่ได้ แม้นกระทั่งที่บอกว่าบุญใหญ่ สร้างพระ สร้างโบสถ์ ก็ลองสิ ถวายสัก ห้าล้าน สิบล้าน แล้วแถมมะเร็งให้เจ้าอาวาส จะรับไหม

แม่ชีเมี้ยนจึงตรัสสอน สิ่งที่พระภูมีทุกพระองค์ทรงค้นพบ นั่นคือ "ตัวกระทำไม่ตาย ทำผิดผลผิดก็เกิด ทำถูกผลถูกก็เกิด ทำเที่ยงผลเที่ยงก็เกิด รวดเร็ว และมหาศาล"

การมาหาศาสนา แม้นจะมาแค่มูลนิธิ หน้าที่ของท่านอาสิ ก็พิสูจน์ให้เราท่านได้เห็น ในเมื่อกรรมเที่ยงมันส่งผลมหาศาล ให้ทุกข์ ในวันนี้ เป็นโรคที่หมอ และคนทั้งหลายที่เคยเชื่อว่าช่วยได้ ปฏิเสธสิ้น ก็ลองมาทำ "ธรรมเที่ยง" แล้วดูผล

วินัยที่หลวงพ่อนิพนธ์ กำหนดให้ทำ เมื่อถามว่า ทำทำไม ก็ชี้ชัดให้พิจารณาว่า นี่แหละ "ธรรมเที่ยง" ทำให้ถึงพร้อม ตามวาจาสัจจะที่พูดออกไป แล้วทำ ด้วย กาย วาจา ใจ เมื่อทำได้ เกิดเป็นตัวกระทำเที่ยง ตัวกระทำนี้เป็นบุญ ช่วยตนของตนได้

เสียดาย มนุษย์เห็นกงจักรเป็นดอกบัว วินัยเที่ยงอันนี้ จึงกลายเป็นเรื่องน่าเบื่อหน่าย ไม่อยากทำ ทั้งๆที่ตอนแรกๆมา ทำด้วยความไม่รู้ ไม่ครบองค์ ผลที่ได้ ยังดีเลย ทำให้อาการของตนดีวันดีคืน แต่กลับเห็นวินัยนี้ไม่ดี

แทนที่จะเห็นวินัยนี้เป็นสิ่งวิเศษ ทำแล้วช่วยตนได้ ขนาดทำบ้างไม่ทำบ้าง รู้บ้างไม่รู้บ้าง ทำแล้วยังดีเลย ทำไมไม่ทำให้สุดๆ ลองให้รู้ ทำตามให้เห็น ให้เกิดความเที่ยง เพื่อยังผลเที่ยง มาช่วยตน

เมื่อทำแล้วจะได้รู้ว่า ทำอย่างไรจึงช่วยตนได้ ทำอย่างไรจึงเกิดผล สวดมนต์แบบไหน ช่วยตนได้ พฤติกรรมอย่างไร ทำให้หายโรค เมื่อพิจารณาแล้ว ฟังท่านอาสิสอน ก็จะเข้าใจได้ว่า นี่มันแค่ปฐมบท หางอึ่งของความรู้ของพระพุทธศาสนา แล้วจะก้าวต่อไป เพื่อให้ชีวิตตน ในภายภาคหน้า มีความสุข ที่มั่นคงถาวร นั้น ควรจะต้องทำอย่างไร อ้อ ต้องไปเรียนรู้ศาสน์ของพระภูมีที่สำนักปฏิบัติธรรมแม่ชีเมี้ยนกรุณา ความรู้นั้น เมื่อทำแล้ว ทำได้ จะเป็นเครื่องการันตีว่า ชีวิตตนจะไม่ต้องย้อนมาพานพบกับโรค ปลอดจากอุบัติภัย มีความสุข

บทสรุป เมื่อคำถามว่า "ทำไม" เลือนหายไป ด้วยเอาแต่สุขเฉพาะหน้า จึงจบลงด้วยการ อยากได้สมุนไพรเยอะๆ อยากรีบทาน รีบหาย รีบไป ... แต่ไม่มีสักคนที่คิดแบบนี้ แล้วไปรอดตลอดรอดฝั่ง ท้ายที่สุด ความจริงก็ปรากฎ ว่ามันเป็นเรื่องของกรรม เรื่องของการกระทำ เมื่อนิสัยเดิมยังอยู่ พฤติกรรมเดิมยังดำรงอยู่ มันก็พยากรณ์ได้ชัดว่า ช้าเร็ว โรคภัยย่อมย้อนกลับมาหาตนอย่างแน่นอน ทีนี้ยากจะแก้ หลวงพ่อนิพนธ์ชี้ว่า เพราะมันกลายเป็นทำทั้งที่รู้ แล้วทำไมการมาวันนี้ ไม่ทำให้รู้ ทำให้เป็น ช่วยตนให้ได้ จะได้เห็นความจริงว่า สมุนไพรนั้นเป็นพี่เลี้ยง ยังไม่ใช่ที่พึ่งที่แท้จริง ... นิสัยต่างหาก คือ ของจริง

เมื่อไม่พิจารณา ไม่เชื่อ การกระทำที่ถูก ที่ช่วยตน มันจึงจบที่หน้าประตู ออกจากมูลนิธิไป ก็ใช้นิสัยเดิม ที่สร้างกรรม นี่แหละคำตอบว่า ... ทำไม การหายโรคของเราท่านมันจึงช้า เนิ่นนาน ก็เพราะ การมาเรียนรู้ แต่ไม่เอาไปทำ ที่ทำก็ทำเสียไม่ได้ ร้ายกว่านั้น กลายเป็นเห็นวินัยนี้ผิด เป็นเรื่องยุ่งยาก ไม่อยากทำ

ก็มีใครที่ไหนเล่า ได้สุข ด้วยการแสวงหาความสุข นั่นโกหก คิดเอาเอง เพราะความจริงของจักรวาล คือ ทำสิ่งใด ได้สิ่งนั้น อยากได้สุข พระภูมีชี้ว่า ก็ต้องสร้างสุขให้ผู้อื่น สุขนั้นจึงย้อนคืนมายังตน เหมือนทุกข์ฉันใดฉันนั้น เพราะฉะนั้น หลวงพ่อนิพนธ์จึงมักกล่าวว่า สาวกของพระภูมี จึงต้องเป็นคนจริง ไม่ปฏิเสธทุกข์ ไม่ใช่มาทานสมุนไพรให้หายทุกข์ แต่ให้ทนทุกข์ได้ ผ่านได้ต่างหาก เพราะทุกข์นั้น เราท่านทำไว้แล้ว จะปฏิเสธสักฉันใด ก็หาพ้นไม่

ยิ่งปฏิเสธ ยิ่งสะสม หลายคนไม่รู้หรอกว่า ตนเป็นมะเร็งโดยวิธีใด หลวงพ่อนิพนธ์ชี้ให้พิจารณาว่า ก็ปวดนิด ปวดหน่อย วันสองวัน ก็ไม่ยอม กินยาแก้ปวด หนีทุกข์ เหมือนทดน้ำ ก็กลายเป็นเขื่อน น้ำสูงขึ้นสูงขึ้นทีละนิด มากเข้า เขื่อนรับไม่ไหว พังลงมา กลายเป็นมะเร็งนั่นเอง

มาแล้วไม่พิจารณา พิจารณาแล้ว รู้แล้ว ไม่เอาไปทำ การมาก็เสียเปล่า สิ่งที่มุ่งหวัง ก็ได้แค่ฝัน ที่ไม่มีวันเป็นจริง และยิ่งไม่มีทางเข้าถึงแก่นศาสนา ที่ช่วยพัฒนาวิญญานได้เลย

ทำไมคนทั้งหลายจึงเป็นเช่นนั้น หลวงพ่อนิพนธ์ชี้ว่า เพราะเขาไม่เชื่อ "ตัวกระทำไม่ตาย" เขาไม่เชื่อว่า "กรรมมีจริง" และไม่เชื่อว่า "เขาตายแล้วต้องเกิดอีก" เขาจึงเอาแต่สุขเฉพาะหน้า ต่อให้ท่านอาสิสอนสักฉันใด ชี้ทางให้ก็เมินเฉย พูดสักเท่าไหร่ หาคนเงียบสงบ ไม่ได้เลย จึงไม่แปลก ทำไมคนที่ทำได้ เขาจึงได้หายโรค ก็เพราะมันหนึ่งในล้าน ที่เชื่อธรรม กรรมเขาจึงเว้น นั่นเอง

วันอังคารที่ 3 กรกฎาคม พ.ศ. 2561

น่อยเดียว


ยุคนี้ของประเทศไทย จะทำอะไรก็ต้องใหญ่ต้องโชว์พาวเว่อร์ของตน ไปที่ไหนก็เลยมีแต่ ที่สุดในโลก ที่สุดในประเทศ หากแต่ล้วนแล้วแต่เป็นเรื่องวัตถุ พิธีกรรม ทั้งหมดทั้งปวง

หลวงพ่อนิพนธ์จึงมักให้สติสอนเสมอว่า คนทั้งหลายจึงมักเผลอเรอ แล้วนำสิ่งนี้มาใช้ในศาสนา อยากจะได้บุญใหญ่ๆ ทานใหญ่ๆ ก็ต้องทำอะไรที่มันใหญ่ ผลจะได้มหาศาล

พังเพยโบราณ ที่กล่าวไว้ "อย่าหมิ่นเงินน้อย" ก็ถอยลงคลอง ไม่เอาไม่ได้ แม้นการกระทำนั้นจะต้องกลายไปเป็นหนี้ ไปกู้ยืมเขามา ฉกชิง หยิบฉวย ก็ไม่ว่า ขอเพียงได้ชื่อเป็นพอ ว่าตนนั้นทำสิ่งที่ยิ่งใหญ่

หากย้อนไปสมัยถ้ำกระบอก พระรูปหนึ่งที่เป็นพระรับใช้แม่ชีเมี้ยน เล่าให้ฟังว่า ครั้งหนึ่งเวลาเย็น ก็เก็บรวบรวมขยะ และเศษใบไม้ กิ่งไม้ แล้วก็จุดไฟเผา กองก็เล็กๆ เห็นไฟมอดใกล้หมด แลถึงเวลาทำวัตรเย็น ก็ไปทำวัตร คิดว่าน่อยเดียว เดี๊ยวมันก็ดับไปเอง

ปรากฎว่า คืนนั้นมีลมพัดพอประมาณ กองไฟนั้นไม่ดับ กลับลามขึ้นไปยังป่า เป็นแนว ขึ้นไปตามเขา สามวันสามคืน ถึงดับลงได้ แม่ชีเมี้ยนทรงชี้ให้พระรูปนั้นดูว่า น่อยเดียวของท่านสร้างทุกข์ให้แก่สรรพสัตว์มากมายเพียงใด

นั่นเป็นสติที่พระรูปนั้นได้มา และทำให้การกระทำสิ่งใด พึงระมัดระวัง ผลที่ตามมาอันมหาศาล อีกทั้งมาเล่าให้รุ่นหลังได้ฟังเพื่อพิจารณา

หลวงพ่อนิพนธ์ จึงมักสอนว่า ทุกสรรพสิ่งล้วนเกิดจากสิ่งเล็กๆ ที่ว่าน่อยเดียวนี้แหละ ศาสนาก็เช่นกัน เกิดจากความสามัคคีของกลุ่มคนที่ได้ฟังพระพุทธเจ้า เชื่อ แล้วทำตาม มะพร้าวลูก มะนาวลูก และทำนิสัยคนละนิดละหน่อย ให้อภัย สร้างสุขให้ผู้อื่น คนละน่อย รวมกันก็กลายมาเป็นสังคมที่สงบสุข เกื้อกูลซึ่งกันและกัน ไม่ทำลายซึ่งกันและกัน

ก็ด้วยผลที่ทำดูเหมือนน่อยเดียว ใครจะรู้ มะพร้าวหนึ่งลูก อาจทำให้คนผู้หนึ่งหายเจ็บ หายป่วย แล้วเห็นสัจจะธรรมความจริง อาสาไปทำตนเป็นสงฆ์ พัฒนาตนจนเป็นอรหันต์ ด้วยผลแห่งมะพร้าวลูกเดียวนี้แหละ แล้วจะว่าน่อยเดียวได้อย่างไร

คนที่มองแต่สิ่งที่เห็น ไม่พิจารณาผลที่ตามมา จึงเป็นธรรมดาที่จะหมิ่นเงินน้อย แลคิดว่า บุญของเขา ได้มาซึ่งการทำมาก บริจาคมาก โดยไม่ต้องอาศัยองค์ประกอบอื่นใด เพื่อทำให้ถึงพร้อม แลไม่ยังผลว่า ผลแห่งการกระทำของตน เกิดประโยชน์แก่ผู้ใด โบสถ์ที่สร้างให้สุขแก่ผู้ใด พระที่ใหญ่ที่สุด ช่วยใครได้ เทียบกับมะกรูดลูกหนึ่ง จึงไม่ได้เลย

แลการกระทำที่ดูน่อยเดียวนี้เอง ที่หลายคนมองข้าม เสมือนพระ มาเข้าสวดมนต์ มามูลนิธิ นั่งนาน อมบ๊วย หรือ ทานสิ่งที่เมล็ด เสร็จแล้วหกหล่น ก็ไม่สนใจ ครั้นพอเลิก มีคนป่วยเบาหวานไปเดินเหยียบ ทำให้เกิดแผล ทำให้เขาล้ม ด้วยคนป่วยเบาหวาน เท้าจะไวต่อความรู้สึก อาจเป็นผลทำให้เกิดอาการบานปลายเสียชีวิตได้ ก็ด้วยน่อยเดียวของคนทานนั่นเอง

บทสรุป ไม่แปลกคนทั้งหลายที่จะหมิ่น วินัยที่หลวงพ่อนิพนธ์นำมาให้ทำ ด้วยว่า ตนทำมาเยอะกว่านี้อีก สวดมนต์มามากกว่านี้อีก ลักขีที เจ็ดวันเจ็ดคืน ฉันก็ทำมาแล้ว ให้ทานมากกว่านี้อีก อย่าว่าแต่มะพร้าวลูก มะกรูดลูก ฉันเลี้ยงพระทั้งวัด บริจาคมากมาย จะพากายไปช่วยผู้อื่นให้เป็นสุข ฉันก็บริจาคทรัพย์ช่วยเหลือคนตกทุกข์ได้ยาก มากว่าหลายเท่านัก จะไปรดน้ำดูแลต้นยาสักต้น ก็เห็นมันกระจอก แต่ผลแห่งวินัยของหลวงพ่อนิพนธ์ ให้ผลแก่ผู้ทุกข์มหาศาล คนเหล่านั้นไม่พิจารณา จึงไม่อยากทำ แลผลแห่งสิ่งที่ตนทำ ให้สุขกับใคร ไม่อ้างเอ่ย คิดเอาแต่ว่า ทำแล้วต้องได้ ไม่เอาผล

หลวงพ่อนิพนธ์จึงรำเพยว่า แล้วจะช่วยเขาอย่างไร ในเมื่อบอกเขาเอามะนาว มะกรูดมาสิ เขาบอกว่า มันกระจอก เขาบริจาคสร้างธรรมจักร ออกทีวี ดูสิ มันเป็นธรรมจักรที่ใหญ่ที่สุดในโลก ราคานับสิบล้านบาท เป็นบุญอันมหาศาล บอกให้เขาไปยืนแจกสมุนไพร เขาก็บอกว่า ปีหนึ่งเขาเอาของไปบริจาคมากมาย ... ก็แล้วทำไมไม่หวนคิดบ้างเล่าว่า แล้วสิ่งที่ทำทำไมไม่ย้อนมาช่วยตน ในขณะที่สิ่งที่วินัยกำหนดให้ทำ ทำแล้วมันช่วยตนได้

นี่แล มนุษย์ทั้งหลาย เห็นกงจักรเป็นดอกบัว เห็นดอกบัวเป็นกงจักร จะพูดจะสอนสักฉันใด ท่านอาสิชี้ให้เห็น ว่าเอกลักษณ์ของศาสนาคือความสงบ สักฉันใด มันก็ไม่เงียบ เพราะเขาคิดว่าสิ่งที่เขาทำมันดีแล้ว พอแล้ว รู้ตัวอีกที สมุนไพรก็หยุดไม่อยู่ เพราะตัวกระทำมันไม่ตาย ตัวทำลายเอกลักษณ์ มันมีอยู่ จะฝืนมาทำมันก็อาย ทิฐิมันเกิด มันเลยยากที่จะทำ หรือทำไม่ได้

ก็ขนาดแม่ชีเมี้ยน ท่านสูงส่งเพียงใด ท่านยังทำให้ดู มือถือฆ้อนตอกหิน โกยดิน ปลูกต้นไม้ สบงเลอะเปื้อนดิน เปื้อนฝุ่น นั่นแลเอกลักษณ์ของศาสนา ที่พระพุทธเจ้าทุกพระองค์ทำ แล้วมาบอกว่าตนเป็นชาวพุทธ อย่าว่าแต่เปื้อนดินเลย เปื้อนน้ำยังไม่ได้เลย แล้วจะไปกันแบบไหน ไปแบบพระห่มจีวรเนี๊ยบ พูดปาวๆ เนื้อเหลืองอร่าม ... ลองเอามะเร็งไปถวายสิ ช่วยได้ไหม นี่แหละความจริง อยากได้ แต่ไม่ทำ ... เหมือนหิวข้าว แต่ไม่ใช้มือทำ มัวแต่นั่งรอข้าว ไม่มีทางสำเร็จ

บาตรพระภูมี ใส่ข้าวก็คงได้ไม่กี่ทัพพี แต่หากจะใส่นิสัย ใส่สักฉันใด พระภูมีก็รับได้ไม่มีหมด ยิ่งใส่มาก ยิ่งได้มาก แต่คนกลับไปหลงในการใส่ข้าว สิบทัพพีก็ท้องแตกแล้ว ไปหลงลมคนโลพ เอาศาสนาหากิน จึงสอนให้ใส่แต่ข้าว ใส่แต่เงิน หลงทางแล้ว ทำสักฉันใดก็ช่วยตนไม่ได้

พระภูมีให้ใส่ เพื่อเอานิสัย ไม่ได้เอาปริมาณ น่อยเดียวก็เพียงพอ ถ้าทำแล้วถึงพร้อม ด้วยกาย วาจา ใจ และเอานิสัยนี้ไปทำ

วันจันทร์ที่ 2 กรกฎาคม พ.ศ. 2561

ปรมาณู


นักวิทยาศาสตร์ชื่อดัง สามารถพิสูจน์ให้เห็นได้ว่า พลังของมวลสารนั้น ถ้าทำถูกต้อง มีค่ามหาศาล แค่มวลเพียงเสี้ยวกรัม ก็สามารถให้พลังออกมาจนคาดไม่ถึง คำนวนจากสูตร E = มวล คูณกับ ความเร็วแสง ยกกำลังสอง

หากแต่พลังธรรมชาติ พระพุทธเจ้าก็ทรงทราบหนทางแห่งการรีดเค้นพลัง ที่จะมีต่อมนุษย์นั้นออกมาได้โดยวิธีใดเช่นกัน

จึงไม่น่าสงสัยเลยว่า เมื่อครั้งที่หลวงพ่อนิพนธ์ถามแม่ชีเมี้ยนว่า ถ้าคนรู้สูตรแล้วเอาไปทำ จะเป็นอย่างไร แม่ชีเมี้ยนตรัสตอบว่า ไม่ต้องกลัวหรอก เพราะพระพุทธเจ้าเป็นปราชญ์เหนือโลก รู้สูตรสมุนไพรไปก็เท่านั้น หากไร้เสียซึ่งคุณสมบัติ ก็หาประโยชน์อันใดไม่ แลหากมีคุณสมบัติ ก็สมควรที่จะได้รับผลแห่งสมุนไพรเช่นกัน

เราจึงอยากย้ำเตือน สติที่หลวงพ่อนิพนธ์ ชี้ให้พิจารณา "สุขภาพเป็นเครื่องตอบแทน ของคนดี"

หมายความว่า เมื่อยังไม่รู้ การทานสมุนไพรก็ต้องอาศัย ทานได้ปริมาณ ยืนระยะในการทานได้เป็นสำคัญ เพราะยังไม่มีการกระทำอื่นใด นอกจากที่ท่านอาสิกำหนด เป็นสำคัญ เมื่อเรียนรู้ สติกลับคืนมา พร้อมที่จะปฏิบัติช่วยตน ก็ไม่มีอะไรจะดีไปกว่า การทำนิสัยของพระภูมี

นิสัยของพระภูมีนี้แหละ คือ ตัวจุดประกาย ของปรมาณู ของสมุนไพร หลวงพ่อนิพนธ์จึงมักสอนสงฆ์ในอดีตเสมอ ไม่ว่าคนผู้นั้นจะเป็นมะเร็งสมอง เป็นเอดส์ เป็นโรคอะไรที่หมอทิ้ง ว่า การทำวินัยของพระพุทธเจ้า เป็นเครื่องแปลไข ของการทานสมุนไพร ไม่จำเป็นต้องทานมาก ถ้าทำถูกผลถูกก็เกิดมหาศาล แต่หากทำผิด จะทานสมุนไพรสักฉันใด ก็ไร้ค่า ทานไปก็เสมือนน้ำ ผ่านมาก็ผ่านไป

บทสรุป ทุกวันนี้คนทั้งหลาย ไม่เชื่อในคำสอน ด้วยอาจเห็นว่า ผู้สอนขาดวัยวุฒิ แต่สิ่งที่ท่านอาสิชี้ นั้นเป็นสัจจธรรมความจริง การที่เราท่านจะมาหลอก ทานสมุนไพรเพื่อไปทำในสิ่งที่ตนชอบได้อีก ทั้งๆที่สิ่งที่ชอบนั้นนำมาซึ่งทุกข์ของสังขารในวันนี้ ก็ไม่พิจารณา ความอยากได้สมุนไพรปริมาณมากๆ เพื่อให้ตนหายนั้น ลองพิจารณาดูสิ่งศักดิ์สิทธิ์ ว่า เขาจะเกื้อหนุน เกื้อกูล ให้เราท่านหายไหม หรือถ้าหาย จะไปตลอดรอดฝั่งไหม ในเมื่อ พฤติกรรมที่ทำมาในอดีต มันให้ผลผิดในปัจจุบัน แต่คนที่มาร้องขอ ก็อยากหายแล้วกลับไปทำอีก

ใครเล่าจะมายืนระยะทานสมุนไพรได้ตลอดกาล ไม่มีหรอก แต่นิสัยของพระภูมี ที่ท่านอาสิชี้ให้เริ่มทำ อาทิ "ไม่โกรธวันละ ๑ ชั่วโมง" อยู่ที่ไหนแผ่นดินใดก็ทำได้ ซ้ำยังให้ผลมหาศาล มากค่ากว่าสมุนไพรนัก ... ก็แล้วทำไมไม่ลองทำ

เมื่อทำแล้ว วันหนึ่งเราจะเห็นความเปลี่ยนแปลงแก่ตน ว่า นิสัยพฤติกรรมตนดีขึ้น แลสุขภาพของตนก็ดีขึ้นด้วย จักเห็นว่าคำของหลวงพ่อนิพนธ์ ที่กล่าวว่า "หายโรคง่ายนิดเดียว" นั้นเป็นจริงถ้าทำถูกต้องครรลองในร่องธรรมของพระภูมี ต่อให้โรคนั้นหมอบอกว่าตายสถานเดียว ก็ตามที ขอเพียงพรหมลิขิตยังมีเท่านั้นเอง

หลายคนมา อาการก็หนักอยู่ ยังไม่รู้ว่านั่นผลที่ตนเบียดเบียนผู้อื่นเป็นอุปนิสัย มาเจอศาสนาสอนให้สุขแก่ผู้อื่น ก็นิ่งเฉย อ้างเอ่ยสารพัน จะพากายตนไปทำดีเป็นที่พึ่งของตน ก็ยากยิ่ง ได้แต่รอสมุนไพร สวดอ้อนวอน พระพุทธช่วยด้วย ... พระพุทธที่ไหนจะช่วย ก็ถ้าช่วยแล้วจะทรงตรัสว่า หลักของท่าน คือ หลัก "ตนพึ่งตน" ได้ไฉน .... ท่านก็มีแต่ธรรมคำสอน อยากได้ก็เอาไปทำช่วยตนเองเท่านั้นแล

ลองขยับกาย ไปดูแล รดน้ำ พรวนดิน ต้นยาสักต้น แล้วดูผลสิ วันใดที่มีคนมาเก็บต้นยาของเราท่านที่ลงแรงไป วันนั้นก็รอดูผล ว่าคำสอนของพระภูมี ที่แม่ชีเมี้ยนนำมา ช่วยตนได้จริงหรือไม่ อย่ามัวแต่นั่งรอ นอนรอ อ้อนวอนขอให้ช่วย ... ขอให้ตาย รอให้ตาย ไม่มีใครช่วย ไม่มียารักษาโรค อย่างแน่นอน


ติดต่อสั่งซื้อสินค้า หาโปรโมชั่นเอมมูร่าเซซามินที่ดีที่สุด โทรหาเรา 086 6O4 7O44