วันพุธที่ 29 มิถุนายน พ.ศ. 2559

สู้

หลี่เหลียนเจี๋ย นักแสดงชาวจีนชื่อดัง กล่าวปาฐกถาให้คนทั่วไปว่า ฟู่เปียว มีเงินมากกว่าคุณ เปลี่ยนไต ๒ ครั้งก็ลาจากโลกไป เหม่ยเยี่ยนฟ้ง มีเงินมากกว่าคุณ จ้างหมอเฉพาะทาง จากในและนอกประเทศ สุดท้ายมะเร็งปากมดลูก ก็ทำให้เธอจากโลกนี้ไป

หวังจวินเหยา มีเงิน ๓๕๐๐ ล้าน ซื้อชีวิตจากมะเร็งลำไส้ใหญ่ไม่ได้ สุดท้ายก็จากไป

จางเชิงอวี้ ประธานกรรมการ บริษัท ถงเหรินถัง แห่งนครปักกิ่ง มีความเชียวชาญในการรักษาโรคหาตัวจับยาก อยู่ๆก็หัวใจวายเฉียบพลัน ตายไปแค่วัย ๓๙ ปี

และอีกหลายคน ที่ยกตัวอย่างมาในครั้งนั้น

คำสรุปบางตอนกล่าวให้ได้คิดว่า อย่าคิดว่าหมอจะช่วยชีวิตคุณได้ หมอที่ดีคือตัวคุณ ดูแลชีวิตดีกว่าให้ใครมาช่วยชีวิต

และอย่าลืมว่า สุขภาพดี คือ ต้นทุน ร่างกายไม่แข็งแรง จะใช้ชีวิตอย่างมีความสุขได้อย่างไร

เราจึงนึกถึงคำสอนของหลวงพ่อนิพนธ์ ที่กล่าวให้สติว่า ต้นเหตุแห่งโรคคือ กรรม จะเอาปัญญาโลกที่มีไปแก้ไข ไม่มีทาง และยิ่งคิดจะเอาเงินเข้าสู้ แพ้ตั้งแต่เริ่ม

และถึงแม้ว่าวันนี้โชคดี ได้มาพบเจอทางเลือกสมุนไพรของพระภูมีที่แม่ชีเมี้ยนนำมา ก็ทำให้มีโอกาสหายโรค

แต่กระนั้น ชีวิตก็ยังไม่ปลอดภัย วันหนึ่งก็ต้องเดินถึงทางตันเช่นกัน เพราะต้นเหตุยังอยู่ นั่นคือ "นิสัยกรรม" ของตนนั่นเอง

บทสรุป หลวงพ่อนิพนธ์จึงกล่าวย้ำก่อนลาสังขารว่า "โรคไม่น่ากลัว นิสัยของเราท่านต่างหากที่น่ากลัว" ณ.วันนี้ ท่านได้พิสูจน์ให้เห็นแล้วว่า โรคนั้นกระจอก พิชิตได้ไม่ยาก ให้มองข้ามไป มาพูดกันถึงต้นตอแห่งโรค คือ "นิสัย" ดีกว่า

หากคิดจะสู้ให้ชนะ จึงต้องใช้สมบัติที่ตนมี นั่นคือ "นิสัย" ตามหนทางที่แม่ชีเมี้ยนชี้ให้ "ลดนิสัยเดิมของตน มาใช้นิสัยของพระพุทธเจ้า" นั่นแลหนทางที่ชนะตั้งแต่เริ่ม ใครทำได้ ชีวิตรอดปลอดภัยแน่นอน

วันใดที่ถึงทางตัน เราก็เชิญชวนให้ไปหาพระของหลวงพ่อนิพนธ์ เรียนรู้วิชาบุญของพระพุทธเจ้าที่แม่ชีเมี้ยนนำมา เรียนรู้วิธีการลดนิสัยทำอย่างไร .... ฟัง พิจารณา หากเชื่อ แล้วทำตาม ก็ลองดูซิว่าผลจะเป็นอย่างไร หากดี ก็ทำต่อไป หากไม่ดี ก็ทิ้งเสีย

วันอังคารที่ 28 มิถุนายน พ.ศ. 2559

ปาฏิหาริย์

ความผิดเพี้ยน จากตำรา จากการคาดหวัง ทำให้ภาพของปาฏิหารย์ บิดเบือนไปจนไม่เหลือเค้า

ปาฏิหาริย์ในใจของมนุษย์สมัยนี้ จึงอยากเห็นเทวดาเหาะลงมาจากสวรรค์ หรือ หายตัวไปมาให้เห็น ไปจนกระทั่งทำอภิญญาจนตนเองตะลึง ก็ปานนั้น

นั่นมันปาหี่แล้วไม่ใช่ปาฏิหารย์ของสิ่งศักดิ์สิทธิ์ หรือศาสนาแต่อย่างใด

หลวงพ่อนิพนธ์จึงชี้ให้เห็นว่า สิ่งศักดิ์สิทธิ์ ไม่มีวันทำอย่างนั้นเป็นแน่ เพราะหากทำเช่นนั้น มนุษย์ที่ได้เข้ามาเป็นบริวาร ก็ล้วนแล้วแต่จำพวกโง่งม ไร้ซึ่งปัญญา ขาดพิจารณา ให้เห็นความจริง

สิ่งศักดิ์สิทธิ์ มีจริง และปาฏิหารย์ที่ศาสนาหรือสิ่งศักดิ์สิทธิ์แสดง ก็เป็นสิ่งที่มนุษย์บนโลกนี้ทำไม่ได้ อย่างแน่นอน เพียงแต่ต้องใช้ปัญญามองจึงเห็น กระนั้นก็มักจะถูกกรรมบังตา เห็นแต่ไม่รู้ ไม่คิด ก็มากมาย

สิ่งหนึ่งที่หลวงพ่อนิพนธ์ทำให้ดู ให้เห็นอำนาจของสิ่งศักดิ์สิทธิ์ นั้นคือ การนำคนป่วยมารวมกันเป็นจำนวนมาก ทำกิจกรรม โดยไม่ต้องกลัวว่าจะเป็นอะไร ไม่ต้องมีทีมแพทย์คอยวิ่งวุ่น ดูคนโน้นเป็นอันนี้ คนนั้นเป็นอย่างโน้น นั่นเอง

ทหารที่แข็งแรง ผ่านการฝึกมา เมื่อนำมารวมกัน ยังต้องมีเสนารักษ์ เผื่อไว้

ใครหน้าไหน ที่บอกว่าแน่ ลองมาทำแบบนี้ดูสิ เอาคนป่วยที่ไม่รู้จนน็อคตอนไหน มารวมกัน แล้วการันตีว่าไม่เป็นอะไร ... เจ้าพ่อ เจ้าแม่ เกจิใดที่ว่าแน่ หมอที่ว่าแน่ ลองเสนอตัวมา

นี่แลปาฏิหารย์ของศาสนา แค่ทำให้คนที่มาเปลี่ยนนิสัยนิดหน่อย สร้างความสงบ ลดกิริยา แล้วมาสวดมนต์ ก็มีอำนาจเพียงพอปกป้องคนทั้งหมดทั้งปวง ไม่ให้กรรมเข้ามาทำลายได้

หากแต่ใครเล่าจะเห็น เพราะไม่เคยพิจารณา มัวแต่รอสิ่งศักดิ์สิทธิ์เหาะลงมาจากฟ้า จึงเชื่อ การสัมผัสสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่พบ จึงไร้ค่า หาไม่เจอ

แลก็ยิ่งน่าเสียดาย เมื่อมองไม่เห็น ก็ยากที่จะพิจารณาให้เกิดปัญญาแก่ตนได้ว่า นี่ขนาดเปลี่ยนนิสัยชั่วครู่ชั่วยาม ยังทำให้รอดปลอดภัย ทำกิจกรรมจนลุล่วงได้ ... ถ้ามีโอกาสได้ทำนิสัยของพระพุทธเจ้าแล้วไซร้ ผลที่จะเกิดจะมหาศาลเพียงใด

แผ่นดินของศาสนาทุกยุคทุกสมัย จึงแสดงบุญญาธิการ ด้วยการรวมคนทุกข์มาไว้ด้วยกัน ่จึงเรียกแผ่นดินของศาสนา ว่าที่ดับทุกข์ ทุกคนที่มีทุกข์ จึงเวียนว่ายเข้ามา ฟัง พิจารณา สร้างความเชื่อ แล้วทำตาม

ใครจะเชื่อว่า สิ่งศักดิ์สิทธิ์ มีกระจัดกระจายทั่วไป ที่นั่นก็มี ที่โน่นก็มี ... ดิ้นรนไปกราบไหว้ ขอพร ... ท้ายที่สุด เมื่อกรรมมาถึง ทุกข์กลายเป็นโรค หันไปมองสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่ตนเชื่อ ไม่มีเลยที่จะลดทุกข์ของตนได้สักกะผีก จึงรู้ว่า นั่นมันเป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์นึกเอาเอง ก็สายไปเสียแล้ว

อำนาจธรรมของพระภูมี นั่นจึงเป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่แท้ และก็มีที่เดียวด้วย .... หากตนของตนมีทุกข์ เชื่อถูก ทำถูก ผลถูกก็ย่อมเกิด หากสิ่งที่ตนเชื่อ ไม่มีจริง เชื่อผิด ทำผิด จะให้ความเชื่อดีสักฉันใด แค่ปวดท้องก็แก้ไม่ได้แล้ว เพราะสิ่งที่ตนเชื่อมันเป็นลม

บทสรุป หลวงพ่อนิพนธ์จึงบอกว่า หาให้เจอ ไม่ใช่ด้วยตา แต่ด้วยปัญญา สิ่งที่สร้างทุกข์นั้นเป็นอำนาจ คือ "กรรม" โลกนี้มีอะไรชนะกรรมเล่า หมอผี ลัทธิความเชื่อ เกจิคณาจารย์ หรือ ยาหมอ ... ไม่มีทาง ดังนั้น ยารักษาโรค ไม่มีหรอกในโลกนี้

วันจันทร์ที่ 27 มิถุนายน พ.ศ. 2559

เชื่อ

คำพยากรณ์ของแม่ชีเมี้ยนเมื่อครั้งก่อนจะละสังขาร และทิ้งตำราศาสตร์ของพระภูมีให้แก่หลวงพ่อนิพนธ์ ตรัสไว้ว่า "ก็เชื่อว่าศาสตร์อันนี้ คนไทยต้องทำได้"

วันอาทิตย์ที่ผ่านมา ก็เริ่มมีแววให้เห็น ด้วยมีหลายวันที่คนได้ไปเยือนแผ่นดินลพบุรี ที่สถานปฏิบัติธรรมแม่ชีเมี้ยนกรุณา

แลวันอาทิตย์ ก็มีผู้อยากได้อาสาตน เข้ามาเรียนรู้ และบวชในหลักธรรมโลกุตตระ

เราจึงรู้สึกได้ว่า ศาสนา จะแสดงภาพให้ผู้คนประจักษ์ว่า ศาสน์สมุนไพรนั้น เป็นเพียงบันได ที่เปิดโอกาสให้คนได้สัมผัสศาสนาเท่านั้น เมื่อเลือกเดินเฉพาะทางเส้นนั้น วันหนึ่งก็ต้องถึงทางตัน

ด้วยนิสัยที่สร้างกรรมของแต่ละบุคคลยังอยู่ครบ ต้นกำเนิดยังอยู่ สิ่งที่แก้ไขคือ โรค นั้นก็เพียงแต่บริวาร วันหนึ่งก็ต้องหวนคืน

หลวงพ่อนิพนธ์อุปมาให้เห็นชัด โรคเสมือนทรายปากแม่น้ำ การใช้ศาสน์สมุนไพรเพียงอย่างเดียว ก็อุปมาเสมือนตักทรายที่ปากแม่น้ำนั้นออกเสีย ก็หมดได้

หากแต่เมื่อเวลาผ่านไป เมื่อต้นน้ำยังอยู่ นิสัยก็จะสร้างทรายทยอยไหลมายังปากแม่น้ำ สะสม ก็กลายเป็นโรคอีก ไม่รู้จักจบจักสิ้น

ศาสนาจึงบัญญัติสิ่งที่ดีกว่า นั่นคือทางบุญ และก็ในไม่ช้า คนสองจำพวก พวกหนึ่งใช้แต่สมุนไพร กับอีกพวกหนึ่ง ใช้บุญนำและสมุนไพรตาม ผลก็จะเห็นความต่างอย่างเด่นชัด

ไม่ว่าในการหายโรค หรือ ความปลอดภัยของชีวิต

ทั้งนี้ ก็สุดแล้วแต่บุคคล จะเลือกหนทางเช่นไร ชอบความสะดวก ไม่อยากละทิ้งนิสัยเดิม ก็ไม่ว่ากัน หากแต่วันใดพิจารณาแล้ว อยากได้สุขของศาสนา หนทางบุญที่สำนักปฏิบัติธรรม ก็เปิดให้ ไปลองศึกษา พิจารณา แล้วทำ

หากใครทำได้ จะได้รู้ว่า เมื่อครั้งพระโคดม สำเร็จเป็นพระพุทธเจ้า และทรงอุทาน "สุขจริงหนอ" นั้นเป็นอย่างไร และเพราะเหตุใด

แลเราก็เชื่อว่า เมื่อมีหนึ่ง ก็ต้องมีสองสาม ... ตามมาอย่างแน่นอน

วันศุกร์ที่ 24 มิถุนายน พ.ศ. 2559

อยากรู้

คนที่ยึดติดรูปแบบเดิมๆ เมื่อสถานการณ์เปลี่ยน ธรรมเขาเปลี่ยนไปแล้ว แต่ยังกระทำเหมือนเดิม ในที่สุดก็จะพบว่า ผลแห่งการกระทำไม่เหมือนเดิมเสียแล้ว

นี่แลจึงเป็นเหตุว่า ทำไมพระพุทธเจ้าไม่เขียนหรือบัญญัติเป็นพระวินัยให้สงฆ์รุ่นหลังปฏิบัติ

หลวงพ่อนิพนธ์จึงกล่าวว่า เมื่อคนผู้หนึ่งอยู่ในช่วงต่อยุค เช่นถ้ำกระบอก กับยุคของท่าน การกระทำเดิมที่เคยทำเมื่อครั้งถ้ำกระบอก แล้วเป็นบุญ มายุคของท่านก็ไม่ใช่แล้ว

แลคำสั่งเสียก่อนลาสังขาร ก็บ่งบอกชัดเจนว่า เมื่อหลวงพ่อนิพนธ์ละสังขาร การกระทำที่เป็นบุญ ก็เปลี่ยนรูปแบบไปอีกเช่นกัน เหลือเพียงช่องทางเดียว คือการไปยังแผ่นดินลพบุรี เพื่อการลดนิสัย

เราจึงอยากเตือนว่า หลายคนอาจจะยังยึดติด เพราะสิ่งที่กระทำในมูลนิธิ อดีตนั้นหลวงพ่อนิพนธ์ท่านเป็นผู้กำหนด นั่นจึงมีผลบุญมายังผู้ทำ มาบัดนี้ หากทำเช่นเดิม มันไม่เป็นบุญแล้ว จะมีก็แต่ทาน หรือ กรรมดี เท่านั้นเอง

อยากได้บุญ อยากเรียนรู้หนทางบุญ จึงต้องถ่อสังขารไปลพบุรี อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ มูลนิธิไทยกรุณา ก็จะเหลือเพียงอำนาจแห่งสมุนไพร เท่านั้นเอง

ความอยากรู้ของเราจึงประดังขึ้นมาว่า เมื่อผลแห่งบุญเปลี่ยนไปดังนี้แล้วไซร้ จะมีกี่คนที่อยากได้บุญ แล้วพาตนไปยังลพบุรี เพื่อเรียนรู้ แล้วปฏิบัติ เพื่อลดนิสัย ให้เป็นบุญ

นี่ จึงเป็นความท้าทาย ที่่ผู้ปฏิบัติ จะต้องแสดงให้คนประจักษ์ แต่จะมีใคร ที่แสดงตนอยากได้ แต่ก็เชื่อว่า ผู้ทำได้ ย่อมได้ผลอันมหาศาล เรื่องหายโรคนั้น เลยไปเลย ไม่ต้องพูด เพราะเป็นของแถมที่ศาสนาเขาให้ หากคนผู้นั้น ปฏิบัติตน ลดนิสัย และเป็นคนดีในแบบของศาสนาได้

แล้วคนเหล่านั้นจะรู้ว่า หนทางนี้ แม้นจะลำบากกว่า แต่การหายโรคนั้น เร็วดังปาฏิหาริย์

ทั้งนี้ทั้งนั้น ก็เชื่อว่า ต้องมีคนอยากได้ อยากทำ อย่างแน่นอน

วันหนึ่ง หากผู้ใดที่ใช้แนวทางสมุนไพรอย่างเดียวแล้วมาถึงทางตัน หนทางนี้ ก็เป็นทางที่ศาสนาทิ้งไว้ให้ เป็นทางเลือก

วันอังคารที่ 21 มิถุนายน พ.ศ. 2559

หลวงพ่อใหญ่

หากลองนึกจินตนาการดู การที่แม่ชีรูปหนึ่ง จะทำให้คนทั้งหลายทั้งปวง ยอมรับ จนเรียกขานว่า "หลวงพ่อใหญ่" นั้น คงเป็นไปได้ยาก หรือไม่ได้เลย

แต่แม่ชีเมี้ยนทำได้

ก็แล้วอะไรเล่าที่คนทั้งหลายทั้งปวง เห็น พิจารณา แล้วเชื่อ จนต้องยอมรับทั้งกาย ทั้งใจ

หากจะมองไปทางฤทธิ์ ก็เห็นได้จากการที่ต้องจำใจมาบวชของสิบตรีจำรูญ นั่นเอง ที่เรียกว่า เป็นลูกน้องคนสนิท ของ พลตำรวจเอกเผ่า ศรียานนท์ ในยุคนั้น ด้วยเหตุที่ว่า สามารถจับกุม หรือ ทำคดีใหญ่ๆได้สำเร็จมากมาย

หากแต่เบื้องหลังที่เปิดเผยภาคหลัง ก็เนื่องด้วยทุกครั้งที่มีคดี สิบตรีจำรูญต้องวิ่งมาหาพระน้องชาย คือ ท่านเจริญ ให้ไปบอกแม่ชีเมี้ยนให้ช่วยดูให้ทีว่า เป็นอย่างไร อยู่ที่ไหนนั่นเอง

หากย้อนไปก่อนการทิ้งครอบครัวไปบวชชี หากใครมีอายุเข้าวัยชรา คือ ประมาณ เกือบแปดสิบปี ที่มีรกรากอยู่ในบริเวณคลองเตย ในยุคของการทิ้งระเบิดกรุงเทพ ก็คงจำภาพได้ดีว่า พ่อแม่ของตน ต้องพาวิ่งหลบลูกระเบิดเมื่อมีเสียงหวูดดังเตือน

แลก็คงประหลาดใจว่า ทำไมพ่อแม่ไม่พาไปยังหลุมหลบภัยที่ทางการสร้างให้ แต่พากันไปหลบใต้ถุนบ้านยายเมี้ยนแทน

แลคำเล่าขานต่อมาจนยุคปัจจุบัน ก็คือ ภาพที่คนเหล่านั้น เห็นลูกระเบิดหล่นมา แต่มีมือใหญ่มหึมาปัดออกไปพ้นบ้านนั่นเอง จึงทำให้ทุกคนเชื่อมั่น และพาลูกหลานมาหลบและก็ปลอดภัยทุกครั้ง

หากย้อนกลับมา ครั้งหลวงพ่อนิพนธ์ที่ถูกจับมาบวชเณร ก็ตั้งใจว่า เมื่อครบเดือนตามที่ตนให้สัญญา ก็จะลาสิกขา ด้วยอยากจะไปเรียนหมอตามพรรคพวก ด้วยความที่ตนเองและผองเพื่อนเป็นนักเรียนหัวดีนั่นเอง

แม่ชีเมี้ยนจึงต้องแสดงอภิญญาให้หลวงพ่อนิพนธ์เห็น จนต้องเชื่อว่า แม่ของตนไม่ใช่คนธรรมดา พร้อมกับคำบอกที่ว่า หากลูกอยากช่วยคน การไปเรียนหมอนั้น ไม่สามารถสำเร็จตามความตั้งใจแน่ หากมาเรียนตำราสมุนไพรของแม่ นั่นแลจึงจะช่วยคนได้

หากแต่ที่คนทั้งหลายและพระต้องประหลาดใจอย่างยิ่ง ด้วยความที่แม่ชีเมี้ยนนั้น เขียนหนังสือไม่ได้ อ่านไม่ออก ไม่เคยเข้าโรงเรียน แต่สามารถบอกบทสวด ให้พระจด แล้วใช้สวด เป็นร้อยๆบท เรียกว่า พระจดไม่ทันก็แล้วกัน

แลยิ่งไปกว่านั้น พระถ้ำกระบอก จะมีบทสวดเฉพาะตน ที่เรียก บทสำรวม แต่ละองค์ไม่เหมือนกัน ใช้เฉพาะตัว ยิ่งน่าฉงนยิ่ง เพราะแม่ชีเมี้ยนสามารถให้ตามแต่ละบุคคล แต่ละเชื้อชาติ เรียกว่ามีให้ทุกภาษาเลยทีเดียว

การทำให้คนทั้งหลายทั้งปวงยอมรับนั้นยากยิ่ง โดยเฉพาะวัตรปฏิบัติของพระที่นำมาสอน แตกต่างจากพระทั่วไปอย่างสิ้นเชิง แต่เมื่อคนทั้งปวงไม่ว่า ชนชั้นใด เมื่อทำแล้ว ก็รู้ได้ว่า เป็นไปตามวิถีของพระพุทธเจ้าอย่างแท้จริง จึงปฏิบัติตามกันอย่างสนิทใจ

ครั้นเมื่อโดนข้อหาสารพัดในยุคของสฤษด์ ธนะรัชต์ แลสั่งให้เสธทวี มาทำการตรวจสอบ ก็พบว่า พระที่บวช มีทั้งโจรดัง ที่เรียกว่า คนแถววิเศษชัยชาญ อ่างทอง แค่ได้ยินชื่อก็ผวา มีคนเสพยาเลิกได้ก็มาบวช มีข้าราชการระดับสูงก็มากมี รวมไปถึงเชื้อพระวงศ์ก็ยังมี แลทุกคนก็พูดกันเป็นเสียงเดียว ว่าคำสอนนี้ดีนักหนา ทำให้คนกลายเป็นคนดี เป็นพระดี

แลที่คนทั้งโลกต้องยอมรับ นั่นคือ ตำราสมุนไพร ที่เมื่อพระถาม บอกเล่าอาการของโยมให้ฟัง แม่ชีเมี้ยน ก็สามารถพูดให้จดได้ทันทีทันใด แล้วให้พระนำไปทำ เพื่อช่วยคนเหล่านั้น โดยเฉพาะคนป่วยยาเสพติด ที่แม้นแต่สหรัฐ อังกฤษ แลอื่นๆ ส่งรถแลป มาทำการตรวจสอบถึงถ้ำกระบอกเลย และให้การรับรอง จนกระทั่งกลายเป็นผู้สนับสนุนเงินทุนในการบำบัดอย่างเป็นทางการ

คำว่า "หลวงพ่อใหญ๋" จึงผ่านการพิสูจน์มาแล้ว จากหลายภาคส่วน แลผลงานก็เป็นที่ประจักษ์ จึงวางใจได้ สมุนไพรของพระภูมีที่แม่ชีเมี้ยนนำมา เราท่านจึงไม่ใช่หนูทดลอง ไม่เคยมีปรากฎการณ์ที่ทานสมุนไพรนี้แล้ว ให้โทษแก่ผู้ทาน

แลยิ่งไปกว่านั้น คำสอนที่นำมาให้ปฏิบัติ ก็ทำให้ผู้ทำ สามารถช่วยตน ตามสิ่งที่หวัง ได้มาแล้วมากมาย

จนมีคำเปรียบเทียบว่า คำสอนนี้ เมื่อทำได้ เหมือนแก้วสารพัดนึก อยากได้อะไร ก็ได้สมปรารถนา

หลวงพ่อนิพนธ์จึงยกตัวอย่าง นายพลทหารท่านหนึ่ง ที่เรียนจบด้านบัญชี จากธรรมศาสตร์ แล้วมารับราชการ จนใกล้เกษียณ ตำแหน่งก็มาถึงพลตรี หากแต่มีความหวังที่อยากให้ตนเป็นพลเอก แต่ก็ทราบดีว่า ด้วยระบบและสายที่ตนเรียนจบ คงเป็นไปไม่ได้

ความปรารถนาอันนี้ จึงมาเอ่ยกับหลวงพ่อนิพนธ์ในขณะนั้น แลไปถึงแม่ชีเมี้ยน ทรงตรัสว่า คนเราหากอยากได้สิ่งใด ก็สร้างวาสนาไว้สิ หากวาสนาถึง สิ่งที่ปรารถนาก็จักได้เอง หลวงพ่อนิพนธ์จึงกลับไปกล่าวกับนายพลท่านนั้น ให้มาถ้ำกระบอกทุกสัปดาห์ มาช่วยเทกระโถน อาบน้ำ ดูแลคนป่วยยาเสพติด เพื่อเป็นวาสนา หากทำถึงมันก็จะได้เอง แม้นไม่รู้ว่าจะได้โดยวิธีใด

แลในสุดท้ายของวัยเกษียณ นายพลท่านนั้น ก็ได้เลื่อนยศจนเป็นพลเอกสมใจ แลเป็นพลเอกคนเดียวของประเทศ ที่มาจากสายบัญชี จนทุกวันนี้

บทสรุป หลวงพ่อนิพนธ์จึงชี้ให้เห็นว่า กาลเวลาได้พิสูจน์ให้เห็นว่า สิ่งที่แม่ชีเมี้ยนนำมาส่งให้ เป็นของจริง มีผลงานให้เห็นประจักษ์อย่างมากมาย หากแต่ ต้องทำเอง ใครทำ ใครได้ ...

แลหลวงพ่อนิพนธ์ก็กล่าวว่า หลักของพระภูมี ใครก็ช่วยใครไม่ได้ ท่านได้เพียงแต่พูดให้พิจารณา เชื่อ แล้วก็ทำตาม ยิ่งมายุคนี้ด้วยแล้ว ผู้ทำคือลูกของหลวงพ่อนิพนธ์ จึงมีหน้าที่ชี้ แลก็ทำสมุนไพรให้ ส่วนธรรมคำสอน ก็ต้องไปเรียนกับพระของหลวงพ่อนิพนธ์ ในแผ่นดินบุญที่ลพบุรี ส่วนจะทำไม่ทำ ก็ต้องตัดสินใจเอง ไม่มีใครบังคับ ชอบแบบไหน ทำแบบนั้น

คำ "หลวงพ่อใหญ่" น่าจะเป็นเครื่องการันตีได้ว่า ธรรมของพระภูมีที่แม่ชีเมี้ยนนำมา ไม่ธรรมดา ทุกข์ของมนุษย์ที่หนทางทางโลกแก้ไม่ได้ แก้ไม่ตก ทำไมไม่ไปลองทำ หลวงพ่อนิพนธ์กล่าวว่า แล้วจะพบว่า สิ่งศักดิ์สิทธิ์มีจริง ปาฏิหารย์มีจริง ใครทำตามได้ ก็สัมผัสได้

วันจันทร์ที่ 20 มิถุนายน พ.ศ. 2559

ฤาจะเลือกที่จะเชื่อ

หลวงพ่อนิพนธ์ ชี้ให้เห็นว่า ด้วยตัวกระทำของเราท่าน ที่มีมาแต่ในอดีตยุคพระโคดม ตัวกระทำอันนี้ ก็ใช้ทุกข์ที่เรามีเป็นเหตุให้เวียนว่ายมาหา

แลชี้ให้เห็นว่า ตัวกระทำของเรานั้น ไม่ตาย เมื่อทำแล้วรอเราอยู่ในวันข้างหน้า ไม่ว่าจะเป็นกระทำดี หรือ กระทำชั่วก็ตามที

ด้วยเหตุนี้เอง เมื่อมาพานพบศาสนา จึงต้องเรียนรู้ พิจารณาแล้วทำ หากแต่จะเป็นเช่นนั้นได้ ย่อมต้องมีความเชื่อเสียก่อน

หากแต่ถ้าเราท่านทั้งหลาย ไม่เชื่อว่าทุกคนตายแล้วเกิด กรรมมีจริง ตัวกระทำมีจริง เมื่อคิดเช่นนั้น การกระทำในวันนี้ ทำแล้วย่อมจบสิ้น ศาสนาก็ไม่มีความจำเป็นใดๆ

ความเป็นจริง ทุกคนล้วนรู้อยู่แก่ใจตน ว่าหาเป็นเช่นนั้นไม่ แต่ก็พยายามจะหลอกตน จึงคิดที่จะพึ่งผู้อืน เป็นนิสัย

การหลอกตัวเอง จึงสะสมมาแต่เด็ก ตอนล้มเจ็บ พ่อแม่ก็เป่าพ่วง แล้วก็หายเจ็บ ก็คิดว่าการเจ็บนั้นหายด้วยการเป่านั้น แท้จริงแล้ว ความเจ็บมีเพียงเล็กน้อย แต่ร้องเพื่อให้พ่อแม่เอาใจต่างหาก จักเห็นได้ว่า เมื่อร้องก็จะมองหา มีใครสนใจไหม ร้องไปนานๆ ยังไม่มีคนสนใจ ก็เลิกร้องไปเอง ไม่ได้ร้องเพราะความเจ็บนั้นเลย เพราะถ้ายังเจ็บก็คงร้องไม่มีหยุด ถึงพ่อแม่จะมาก็ตามที

พอโตมา ก็เริ่มซึมซับ เป็นอะไร ก็ทานยา กินปุ๊บหายปั๊บ ก็เชื่อว่า หมอดี ยาดี หรือจะไปเข้าทรงองค์เจ้า หาพระ สารพันยา หรือไปทำพิธี ก็ด้วยพรหมลิขิตยังมีอยู่ ทำอะไรมันก็หาย ก็ยิ่งผูกพันธ์ ว่าสิ่งนั้นแลพึ่งได้

วันเวลาผ่านไปนานเข้า ยิ่งเดินเลย ตนของตน ไปจนกู่ไม่กลับ

ท้ายที่สุด ก็กลายเป็นความเชื่อมั่นที่ผิด ว่าไม่ต้องกลัว เป็นอะไร ไปทำอย่างโน้นสิ ช่วยได้ เป็นโรค หมอนั่นช่วยได้ .... จวบจนความจริงปรากฎ เมื่อหนทางความเชื่อที่มีค่อยๆถูกปิดไปทีละบาน

เมื่อมาถึงหลวงพ่อนิพนธ์ ก็ชี้ให้เห็นว่า ต้นเหตุแห่งทุกข์ทั้งหลาย พระภูมีทรงตรัสว่า "มีมาแต่กรรมที่ทำมานั่นเอง"

ด้วยกรรมในอดีตส่งผลมาปัจจุบัน แลนั่นก็หมายความว่า เราท่านจะต้องตายแล้วเกิด เป็นวัฐจักรก็เพื่อไปเสวยกรรมที่ทำในชาตินี้นั่นเอง

หากเราท่านไม่เชื่อว่าตายแล้วเกิด ศาสนาก็บ่มีไก๊ ไม่มีค่าอันใดแก่เราท่านเลย เมื่อทุกข์มาถึง คนบางคน ก็พาลหนี บอกว่า ฉันจะฆ่าตัวตาย จะได้จบๆ ....

ถ้ามันจบก็ดี โลกนี้ก็ไม่มีความจำเป็นต้องมีคำสอนใดๆ ทุกคนทำตามนิสัยตน แสวงหาเงินทอง เพื่อเสวยสุข ไม่ต้องสนว่าโดยวิธีใด

นิสัยมนุษย์ จึงชอบอ้างเวลากรรมดีมาถึง ก็บอกว่านั่นของฉัน และยิ้มรับเต็มใจ แต่เวลากรรมชั่วมาถึง ก็ปฏิเสธ แต่จะปฏิเสธสักฉันใด ทุกข์อันนั้นก็หาไปจากเราไม่

มา ณ วันนี้ จึงเป็นบทพิสูจน์ ไม่ว่าจะเชื่อหรือไม่ แต่กรรมก็มีจริง มีอำนาจจริง และที่สำคัญ ใครก็ช่วยตนของเราไม่ได้ คำอวดอ้างว่า ช่วยได้ รักษาได้ ก็เป็นเพียงคำโกหก เพื่อล้วงเงินออกจากกระเป๋าเท่านั้นเอง

หากคิดจะช่วยตน สิ่งแรกที่ต้องยอมรับ ก็คือเรื่องกรรม แลธรรมนั้นก็มีจริง หาให้เจอ เมื่อเจอแล้ว จะพบว่า หนทางที่ใช้ดับทุกข์ มีเพียงวิธีเดียว นั่นคือ "พึ่งตนเอง"

หลวงพ่อนิพนธ์ท่านก็ได้แค่สอน และชี้ทาง ประกอบกับมีสมุนไพรเป็นพี่เลี้ยงคอยประคองได้ช่วงหนึ่ง เท่านั้นเอง

สถานที่นี้ จึงไม่มีหมอ ไม่มีใครช่วยใครได้ หากจะถามว่า เมื่อไหรหายโรค ก็ต้องย้อนกลับไปถามตนเองว่า เมื่อไหรจะทำตามศาสนาชี้ได้ นั่นเอง

หากเลือกจะเชื่อเฉพาะว่าสมุนไพรดี ต้องช่วยตนได้ เลือกเชื่อว่าตนทำบุญเก่ามาดี เลือกเชื่อว่าสิ่งที่เป็นหาใช่กรรมของตนไม่ การหายโรคก็คงอาจเป็นเพียงได้แค่ความฝัน ที่ไม่อาจเป็นจริงได้ เท่านั้นเอง

หากวันนี้ เริ่มจะเชื่อว่า กรรมมีจริง แลกรรมอันนั้นส่งผลให้เราแล้ว ณ วันนี้ ก็ยังไม่สาย ที่จะมาเรียนหนทางบุญ แล้วเริ่มทำนิสัยธรรม ทิ้งความเชื่อว่าผู้อื่นจะช่วยตนของเราได้ แล้วหันมาช่วยตนด้วยตนเอง

บทสรุป หลวงพ่อนิพนธ์จึงกล่าวว่า การหายโรคนั้นกระจอก ไม่จำเป็นต้องใส่ใจโรคมากนัก เพราะมันแค่ลิ่วล้อ บริวารกรรม เล่นตัวแม่ โค่นตัวแม่กันดีกว่า แม่ตายบริวารมันก็ต้องอยู่ไม่ได้ นั่นคือ มาพูดเรื่องนิสัยกันดีกว่า ....

วันศุกร์ที่ 17 มิถุนายน พ.ศ. 2559

สถานภาพกับเหตุ

ในการฟื้นฟูตนด้วยศาสตร์ของพระภูมีนั้น หากจะมองหนทางแห่งความสำเร็จ จะมองจากสภาพที่เราท่านเป็นนั้นไม่ได้เลย

ด้วยมูลเหตุที่มา เกิดจากกรรมในอดีต แลอาจจะรวมมาถึงปัจจุบันที่ส่งผล

หากมองในทางกลับกัน หลวงพ่อนิพนธ์ก็กล่าวว่า ผลบุญในอดีตที่เราท่านทำมา มันก็มีเช่นกัน

ดังนั้น เหตุหรือความหนักเบาที่มองเห็น จะดูว่ายากหรือง่ายต่อการฟื้นฟู จึงไม่สามารถทำได้ ด้วยสิ่งที่มีมาแต่เดิมต่างกันนี้เอง

คนบางคนดูอาการแล้ว ทุกคนต้องฟันธงแบบร้อยทั้งร้อยว่า ไม่รอด อาทิ นายพลท่านหนึ่งที่หมอบอกญาติให้ทำใจ แลนอนรอเวลาในห้องไอซียู ของโรงพยาบาลพระมงกุฎ หากแต่เมื่อลูกชายมาร้องขอหลวงพ่อนิพนธ์ ก็ให้สมุนไพรเขียวไปลองหยอดตามสายให้พ่อ แล้วดูผล

ใครจะเชื่อว่า หลังจากนั้นสองวัน นายพลท่านนั้น จะเดินออกจากห้องไอซียู แล้วมาพบหลวงพ่อนิพนธ์ได้

หากแต่ในทางตรงข้าม วัยรุ่นชายวัย สิบแปดปี มีอาการป่วยไม่มากนัก แม่พามาหาหลวงพ่อนิพนธ์ ทุกคนก็ฟันธงว่ายังอยู่ได้อีกยาว สภาพร่างกายก็ยังดี อายุก็น้อย ฟื้นฟูก็คงไม่นาน

สภาพซูบซีด ขาดอาหาร อิดโรย หลวงพ่อนิพนธ์ก็ให้พระป้อนสมุนไพร ตกเย็นก็มีอาการอยากอาหาร กินเป็นพายุ

ใครก็จะเชื่อเล่าว่า เมื่อคนไข้ตื่นมาตอนเช้า ทำกิจธุระ พระอาบน้ำให้เสร็จ แล้วก็กินข้าวอีกเป็นพายุบุแคม หลังจากนั้นไม่นาน ก็ปวดอุจจาระ อยากถ่าย ครั้นพอไปถ่าย ทวารกับไม่ยอมปิด ธาตุลมแตก เสียชีวิตไปซะงั้น พร้อมกับภาพติดตาเรา คือรูทวารเปิดขนาดข้อมือเด็ก แลเป็นครั้งแรกที่ได้รู้ว่า ธาตุลมแตกเป็นอย่างนี้นี่เอง

เมื่อความจริงเป็นเช่นนี้ หลวงพ่อนิพนธ์จึงชี้ให้เห็นว่า กระบวนการฟื้นฟูของศาสนา จึงมีลำดับขั้นตอน จากความเข้มข้นน้อย ไปมาก

นั่นหมายความว่า หากของเดิมเราท่านทำมาดี สภาพการฟื้นฟูตอบรับก็รวดเร็ว ดั่งปาฏิหาริย์ หากแต่ทำมาน้อย สภาพที่ดีในตอนแรก นานไปเข้าก็จะเริ่มทรง ไม่ยอมหายสักที เหมือนติดหล่ม อยู่อย่างนั้น จะร้ายก็ไม่เชิง จะหายก็ไม่ใช่

นี่คือสิ่งบอกเหตุว่า ของเดิมนั้นมีน้อย แลการกระทำในปัจจุบัน ความเข้มข้นมันไม่เพียงพอ อันหมายความว่า ต้องปรับพฤติกรรมตน ขยับขั้นขึ้นไปอีกนั่นเอง

บทสรุป อนาคตอันใกล้ แนวทางของมูลนิธิ จึงไม่อยู่ในสถานะที่จะเป็นผู้ช่วย ดั่งที่หลวงพ่อนิพนธ์ทำให้ได้ เป็นได้เพียงแต่ผู้ชี้ ชี้ว่ากระบวนการที่เข้มข้น จากน้อยไปมาก เป็นเช่นไร แล้วเราท่านก็เลือกไปปฏิบัติตามที่ตนชอบ หากแต่เมื่อทำแล้ว การฟื้นฟูตนยังไม่สำเร็จ นั่นก็หมายความว่า ข้อปฏิบัติที่ตนเลือกแล้วทำ นั้นไม่เพียงพอ หากอยากจะประสพผลในการฟื้นฟูตน ก็ต้องทำให้ขั้นที่ยากขึ้นไปอีกนั่นเอง ... นี่แลจึงกล่าวได้ว่า ศาสตร์ของพระภูมี รู้ได้เฉพาะตน

เรียกได้ว่า โรคหรือทุกข์ที่มีเป็นเช่นไร สาหัสแค่ไหน สิ่งที่ทำก็ต้องสมน้ำสมเนื้อกันนั่นเอง จึงจะโค่นลงได้

วันอังคารที่ 14 มิถุนายน พ.ศ. 2559

ความคิดกับความจริง

หลักของศาสน์พระภูมีที่แม่ชีเมี้ยนนำมา หลวงพ่อนิพนธ์ชี้ว่า ความรู้เดิม ที่เราท่านเห็นกันมาแต่อ้อนแต่ออกนั้น และยึดมั่นกันมาทำตามกันตั้งแต่เล็กจนแก่เฒ่า กลายเป็นหนทางที่ทำให้ตนของตนเดินห่างศาสนาไปทุกที

แลเมื่อวันใดที่ความจริงปรากฎ ทุกข์มาเยือนตน แลมองกลับไปในความเชื่อของตน ที่กระทำมาอย่างมุ่งมั่น ก็มักเกิดคำถาม ทำไมทำดี จึงไม่ได้ดี คำสอนของพระภูมีนั้นเป็นจริงหรือ จนไปถึงท้ายที่สุด ก็รำพึงว่า เมื่อทำดีแล้วไม่ได้ดี จะทำไปทำไม

เราจึงไม่แปลกใจเลย ในคำสอนของหลวงพ่อนิพนธ์ที่สอนพระใหม่ที่เพิ่งบวชเข้ามา แล้วกล่าวว่า ความรู้ทางโลกของท่านนั้น คงเถียงไม่ได้ว่าอยู่ในขั้นดี ด้วยการจบปริญญาของท่านเป็นเครื่องชี้ แต่ความรู้ในเรื่องของศาสนานั้น สิ่งที่ท่านมี ไม่ต่างกับควาย ฉันใดก็ฉันนั้น คือ ไม่รู้เรื่องอันใดเลย ซ้ำร้ายยิ่งกว่า ยังมีความรู้ผิดๆ จากลัทธิความเชื่อ ที่แฝงเข้ามาอาศัยศาสนาพุทธ หากิน เพื่อความสุขแห่งตนของคนโลภทั้งหลายอีก

พระรูปนั้นถามว่า ทำไมศาสน์ของแม่ชีเมี้ยนจึงไม่ให้ถือศีล แต่ให้ทำสัจจะแทน

หลวงพ่อนิพนธ์อรรถาธิบายว่า ศีลไม่ใช่ของพระพุทธเจ้า หากแต่เป็นของลัทธิพราหมณ์ และเป็นของคู่กันมากับศาสนาพุทธทุกยุคทุกสมัย

เมื่อศาสนาพุทธอ่อนแอลง ด้วยผู้ที่เป็นอรหันต์นั้น ไปนิพพานหมดสิ้นแล้ว วันเวลาก็ห่างไกล ไม่มีผู้รู้จริง พราหมณ์ก็อาศัยจังหวะเวลานี้ สังคายนา เปลี่ยนแปลง ดัดแปลงคำสอน จนท้ายที่สุด ก็ยากที่จะทราบเค้าโครงเดิม จุดประสงค์ก็เพื่ออาศัยศรัทธาในศาสนาพุทธ มาปรนเปรอพวกตนนั่นเอง

หากจะพิสูจน์ความจริง ก็ย่อมดูความย้อนแย้งกันเองในพระไตรปิฎกนั่นแล จะเห็นความจริง

ในบทแรก ก็จะเขียนว่า บิดามารดาของเจ้าชาย อยากมีบุตร เพื่อสืบวงศ์ จึงไปปรึกษาผู้รู้ หรือ ปราชญ์ แลได้คำสอนว่า ให้ไปถือศีล จึงจะสมหวัง ... นั่นก็แสดงว่า ศีลมันมีมาก่อน เจ้าชายเสียอีก ไม่ต้องว่าไปถึง ก่อนมีพระโคดม

แลพระไตรปิฏกในประเทศไทย หากใครสืบค้นจากประวัติศาสตร์ ก็ย่อมรู้ดีว่า ผู้เขียนคือ พราหมณ์ ที่ได้ชื่อว่าเป็นผู้รู้ในยุคนั้นนั่นเอง อยากทราบว่าชื่อเรียงเสียงไร ก็หาได้ไม่ยาก

หลวงพ่อนิพนธ์ชี้ให้พระรูปนั้นเห็นว่า ทำไมจึงใช้ศีลไม่ได้ ก็ด้วยเหตุที่ว่าศีลนั้นหนักเกินไป ไม่มีใครทำได้ แค่ไม่ฆ่าสัตว์ ก็ทำไม่ได้แล้ว ก็ขนาดพระพุทธเจ้า เดินไปในสถานที่ใด ระวังระไว ในการเดินทุกฝีก้าว มีสติสมบูรณ์ ยังพลาดเหยียบสัตว์ ที่อยู่ใต้ใบไม้บ้าง มองไม่เห็นบ้าง

สัตว์บางตัว อโหสิกรรมให้พระพุทธเจ้า ท่านก็เอาบุญของท่านส่งให้ ส่วนสัตว์บางตัวไม่ยอม นั่นจึงเป็นเหตุให้ แม้นเป็นพระพุทธเจ้าก็ต้องปวดเมื่อย ขา เมื่อยเข่า และเมื่อถึงท้ายที่สุด ท่านก็ต้องใช้กรรมแก่สัตว์เหล่านี้เป็นครั้งสุดท้ายก่อนเข้านิพพาน เรียกว่า สรุปกรรม ด้วยการอาเจียนพระโลหิต

คนทั้งหลายเห็นแต่ไม่รู้เหตุ พราหมณ์มันก็เอาไปแต่งยกพวกตนให้สูงกว่าพระพุทธเจ้า กลายเป็นหมอชีวกพราหณ์ เป็นผู้รักษาพระพุุทธเจ้า ดังในพระไตรปิฏกนั่นแล

ทีนี้ แล้ว สัจจะ หล่ะ รู้ได้ไงเป็นของพระพุทธเจ้า

หลวงพ่อนิพนธ์จึงอรรถาธิบายว่า สัจจะ จึงเป็นคำสอนที่พระพุทธเจ้า ให้เปลี่ยนจากการใช้นิสัยกรรมเดิมนำตน มาใช้สัจจะ คือ นิสัยพระพุทะธเจ้านำตน นั่นเอง

แล้วมันต่างกับการสอนให้ทำความดีอย่างไร

หลวงพ่อนิพนธ์จึงกล่าวว่า สัจจะ จะสอนให้กลายเป็นคนเที่ยง ไม่ขี้ฉ้อ เมื่อกล่าวแล้ว ก็ยึดถือปฏิบัติ นำตน ไม่ว่ามีสิ่งใดมากระทบ ก็พยายามจะรักษาซึ่งสัจจะนั้นไว้

เมื่อทำสัจจะ ก็เสมือนทำนิสัยใหม่ ค่อยๆเปลี่ยนนิสัยเดิมของตน และกลายเป็นคนดี โดยปริยายนั่นเอง

การทำความดี นั้นเป็นการตั้งใจ ไม่มีใครรับรู้ ใจจึงเอนเอียง ทำก็ได้ ไม่ทำก็ได้ ไม่มีใครรับรู แต่การทำสัจจะ ใช้การประกาศตน คนทั่วไปรับรู้ นั่นทำให้ผู้ทำ ต้องบังคับตน

เรียกว่า มีเส้นขีดให้เดินแล้ว จะเดินตามนิสัยไม่ได้เลย หากใครเดินออกนอกเส้น นั่นก็เท่ากับว่า เสียคุณสมบัติแล้วนั้นเอง

หลวงพ่อนิพนธ์จึงยก อาทิ เมื่อท่านมาบวชในศาสนา พระภูมี สอนให้มักน้อย สันโดษ ลดการเบียดเบียน จึงบัญญัติ การฉันมื้อเดียว และไม่ทานน้ำปานะ นอกเวลาฉัน นั่นก็ทำให้พระไม่เบียดเบียนผู้อื่นจนเกินไป เบียดเบียนเฉพาะหน้า คือ เพื่อประทังสังขาร ไว้ทำความดีในพระพุทธศาสนาเท่านั้นเอง

ดังนั้น การจะประสพความสำเร็จในการเป็นคนดี ตามแนวศาสนา ก็อุปมาเสมือนย้อนเกล็ดกรรมนั่นเอง เมื่อกรรมให้สร้างกรรม ด้วย กาย วาจา ใจ ศาสนาก็สอนให้ว่ายทวนกระแสกรรม เวลาสอนให้ทำสัจจะ จึงเริ่มที่ กายก่อนเช่นกัน ไม่ใช่มาถึงก็เริ่มที่ให้ทำใจก่อน .... เหมือนศีล ข้อเดียวก็ยากแล้ว แบกทีเป็นสิบข้อ ร้อยข้อ มันจึงทำไม่ได้ เมื่อทุกคนทำไม่ได้ จึงไม่มีใครพูดถึง เพราะทำไม่ได้เหมือนกันนั่นเอง

นี่แลจึงไม่ต้องแปลกใจ ว่าทำไมหลวงพ่อนิพนธ์จึงสอนให้เราท่าน เริ่มที่สร้างนิสัยให้สุขแก่ผู้อื่น แล้วพัฒนากลายเป็นคนมีจิตที่ให้สุข ด้วยการเป็นจิตอาสาก่อน

แล้วอะไรเล่า เป็นบทพิสูจน์ว่าคำสอนของหลวงพ่อเป็นจริง พระถาม

หลวงพ่อนิพนธ์ตอบว่า ก็ผลแห่งการกระทำนั่นแลเป็นเครื่องพิสูจน์ ทำถูกผลถูกย่อมเกิด ทำผิด ผลผิดย่อมเกิด

พระของพระพุทธเจ้า ไม่มีใครเป็นโรคหรอก นั่นจึงเป็นความมั่นใจ ที่ว่า ทำไมพระทั่วไป จึงต้องมีโรงพยาบาลสงฆ์ ทั้งที่บวชเป็นพระ ทำไมเป็นโรค แต่พระของแม่ชีเมี้ยน มีแต่คนเป็นโรค มาบวช แล้วหายโรค

กาลเวลาก็ได้ทำให้พระรูปนั้นเห็นความจริงข้อนี้ เพราะพระที่บวชพร้อมท่าน นับแต่เจ้าอาวาส ท่านชลอ ที่ยังคงเป็นเจ้าอาวาสในสำนักปฏิบัติธรรมแม่ชีเมี้ยนกรุณา ในปัจจุบันนี้ ก็ป่วยด้วยมาเลเรียขึ้นสมอง

ภาพที่เห็น ยามกลางวันก็ทำกิจปกติ พอตกเย็น ก็ต้องนำโซ๋เส้นใหญ่ๆ มาล่ามขาท่านตัวท่านไว้กับเสา เพราะกลางคืนจะเกิดอาการคลุ้มคลั่ง ความร้อนจะขึ้นสมอง ไข้ขึ้น เพ้อ หลวงพ่อนิพนธ์ต้องประคบประหงม ให้สติ เพื่อให้ขันติ และอดทน ยอมรับ นั่นเป็นกรรมแต่อดีต

แล้วท่านก็รอดมาจนยังเป็นเจ้าอาวาสทุกวันนี้ แลเมื่อมองลงมาอันดับรองๆ โปลีโอขาลีบบ้าง เอดส์ก็หลายองค์ ท่านตองก็มะเร็งสมอง บางองค์ก็ยังวัยรุ่นแต่น้ำเหลืองเป็นพิษ เละทั้งตัว บางองค์ก็ชักวันละห้าเวลา ... นี่เองจึงทำให้พระรูปนั้นเชื่อว่า ศาสนามีจริง สิ่งศักดิ์สิทธิ์มีจริง หากแต่ได้พบ ได้ทำในสิ่งที่ถูก ตามครรลองของศาสนานั้นจริงหรือไม่

บทสรุป หลวงพ่อนิพนธ์ จึงสอนเคล็ดของศาสนา จึงเริ่มที่ฟัง พิจารณา แล้วจึงเชื่อ เมื่อเชื่อก็ทำตาม และเมื่อเชื่อแล้ว ทำแล้วผลเกิด ก็ควรละทิ้งความเชื่อผิดๆ ทิ้งไป ให้เหลือความเชื่อที่ถูกเพียงอย่างเดียว

คำสุดท้ายในวันแรกที่สอนพระรูปนั้น จึงจบลงด้วย หากท่านคิดจะรอด อย่าเหยียบเรือสองแคม อันโน้นก็ดี อันนั้นก็อยากได้ ความเชื่อของท่าน เมื่อพิสูจน์แล้วว่าสิ่งใดถูก สิ่งใดดี ก็ยึดไว้เป็นหนึ่งเดียว มิฉะนั้น วันใดที่เรือของท่านออกจากท่า เผชิญคลื่นลมแรง เรือทั้งสองที่ท่านเหยียบมันจะแยกออกจากกัน แล้วตัวท่านจะตกน้ำ

วันจันทร์ที่ 13 มิถุนายน พ.ศ. 2559

ค่าของสมุนไพร

ไม่ว่าจะเชื่อหรือไม่ หลวงพ่อนิพนธ์ก็ชี้ให้พิจารณา ว่า สมุนไพรสูตรพระภูมีที่แม่ชีเมี้ยนนำมานี้ เป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์ มีวิญญาณ รับรู้คนทำ รับรู้คนทาน

หลวงพ่อนิพนธ์จึงอรรถาธิบายให้เห็นชัดว่า นั่นคือ สมุนไพร ขวดเดียวกัน ทานเหมือนกัน จึงให้ผลไม่เหมือนกัน ตามแต่รายละเอียดของแต่ละบุคคล

ความเข้มขลัง หรือ อ่อนด้อย จึงแปรไปตามตัวตน ตัวกระทำของแต่ละบุคคลนั่นเอง

แลกล่าวย้อน ของการมายังสถานที่นี้ของแต่ละบุคคลไว้ว่า หาใช่ความบังเอิญไม่ หากแต่ล้วนเป็นผลแห่งตัวกระทำในอดีต ที่มีต่อศาสนาของพระโคดมนั่นเอง หรือที่วิทยากร อ.อร่าม มักกล่าวว่า บุญพามา

ผลแห่งการทานสมุนไพร คุณค่าที่ได้ จึงเป็นผลแห่งอดีตนั่นเอง ที่ตนของตนทำไว้

จึงไม่ต้องแปลกใจเลยว่า ทำไมทุกคนที่เวียนว่ายมาสถานที่นี้ เมื่อทานสมุนไพรแล้วในระยะแรก สภาพจึงดีขึ้น ทุกตัวคน ก็ด้วยผลแห่งอดีตนี้เอง

หลวงพ่อนิพนธ์ จึงกล่าวว่า ผลอันนี้ ก็เสมือนไม้เท้า ที่จะมาช่วยพยุงเราท่าน ในช่วงแรก แต่.... ถึงวันหนึ่ง ไม้เท้านี้ก็ย่อมหายไป ด้วยบุญที่หมดลงนั่นเอง

ก็ไม่รู้ว่า เป็นโชคดี หรือ โชคร้าย แล้วแต่ความคิดของแต่ละบุคคล ด้วยบางคน ของเก่านั้นมีพอ การหายโรคก็ดูช่างง่ายดาย เพียงแค่มีพฤติกรรมทำตามกิจกรรมที่หลวงพ่อนิพนธ์กำหนด ก็พอแล้ว แล้วก็คิดว่าตนโชคดี ในขณะที่อีกฟากฝ่าย มีมาน้อย ไม่เพียงพอ เยียวยาทุกข์ที่เป็นอยู่

หากพิจารณาผิวเผิน หลวงพ่อนิพนธ์ก็บอกว่า คนกลุ่มที่หายโรค ก็บอกว่าตนโชคดี คนที่ไม่หาย ก็เศร้าหมอง

หลวงพ่อนิพนธ์ ก็ชี้ว่า ศาสนามิได้มีจุดมุ่งหมายให้หายโรค เป็นสำคัญ นั่นเป็นเพียงของแถม อาศัยกรรม อาศัยโรค ให้เวียนว่ายมาเจอศาสนา ฟัง พิจารณา แล้วนำสิ่งที่ดีกว่า ปลอดภัยกว่า นั่นคือ ธรรม ไปค้ำจุนปกปักษ์ชีวิต นั่นแลคือ ความปลอดภัยของชีวิต

ก็ด้วย คนเรามิเพียงแต่ตายห่า คือตายด้วยโรค อย่างเดียวไม่ การตายโหง หรือ อุบัติเหตุ มันก็ตายเหมือนกัน ความปลอดภัย ที่ศาสนาจะพึงให้ คือ การรอด ทั้งตายโหงและตายห่า

โรค จึงเสมือน ผู้ที่พามาส่ง ถึงที่แล้ว หลวงพ่อนิพนธ์ก็ชี้ให้เห็นช่องว่า เราท่านควรจะหยุดหรือจะเดิน ไปในทางเลือก ที่ศาสนามีให้

ทางเลือกที่ปลอดภัย แม่ชีเมี้ยนกล่าวกับหลวงพ่อนิพนธ์ว่า มีสายเดียว คือ การลดนิสัย น้อมนำเอาธรรมของพระภูมี มานำตนนั่นเอง

ผู้ทำได้ ย่อมเป็นคนดี ด้วยนิสัยของพระพุทธเจ้าในตน อย่างแน่นอน ส่วนการหายโรค ก็จะกลายเป็นของแถม ในการทำตนเป็นคนดี ของศาสนา ที่ให้ทุกตัวคน

แลด้วยผลแห่งตัวกระทำที่ทำตนได้นี้เอง จะเป็นผู้บันดาลให้ฤทธิ์ของสมุนไพร มีฤทธิ์อันมหาศาล ที่ซึ่งหลวงพ่อนิพนธ์บอก อุปมาเสมือน ผู้อื่น ทานสิบแก้ว ร้อยแก้ว ผู้ทำได้ ทานแก้วเดียวก็พอแล้ว

บทสรุป หลวงพ่อนิพนธ์จึงทิ้งหนทางในการช่วยตนไว้ ให้เราท่านเลือก ว่าจะเดินโดยใช้ของเก่าเพียงอย่างเดียว ก็ไม่ว่ากัน ทานกันไป ทำได้ในแผ่นดินของมูลนิธิไทยกรุณา หากแต่อยากจะทำตน สร้างของใหม่เพิ่มเติมจากอดีต ไม่ว่าเพื่อช่วยตน หรือ เพื่อเป็นทุนในภายภาคหน้า ก็ไปเรียนรู้ แล้วทำ ในแผ่นดินของแม่ชีเมี้ยน ที่สำนักปฏิบัติธรรม แม่ชีเมี้ยนกรุณา ลพบุรี

ในไม่ช้า เราท่านจะเห็นความแตกต่างอย่างเด่นชัด ของคนสองกลุ่มที่เลือกเดินทางที่ตนชอบ กลุ่มของมูลนิธิไทยกรุณา รอดหรือไม่ ยากจะบอกได้ แต่ก็มีคนรอดจากโรคให้เห็นอย่างแน่นอน เพราะหลายคนของเดิมเขาทำมาเยอะ ก็มี เรียกว่า เอาสมุนไพรรักษาโรค ในขณะที่อีกกลุ่ม คนทำได้ หลวงพ่อนิพนธ์กล่าวว่า รอดแน่ หากทำได้ร้อย ก็หายทั้งร้อยนั่นแล ท่านเรียกคนกลุ่มนี้ว่า เป็นผู้ที่เอาธรรมนำหน้า

แลจะไปอยู่ในกลุ่มคนมีธรรม ถึงตอนนี้ ก็ไม่ง่ายแล้ว เพราะพระของหลวงพ่อนิพนธ์ ท่านเลือกคุณสมบัติ ทำไม่ได้ ก็เข้าไม่ได้ กลายเป็นยักษ์หน้าโบสถ์ อยากเข้าไปเพื่อช่วยตน แต่ตนของตนทำไม่ได้ ก็ได้แต่นั่งมอง ชะแง้มองอยู่ด้านหน้า เพราะตนของตน ก็อยากหายทุกข์จากโรคเหมือนกัน แต่ตนทำไม่ได้

ผลแห่งการทานสมุนไพร จักเป็นเช่นไร ณ.วันนี้ คนทานนั่นแหละเป็นผู้เลือก ตอนจบของตนเอง เรียกได้ว่า เข้าโหมด "ตนพึ่งตน" ร้อยเปอร์เซ็นต์แล้ว

เรากลับคิดว่า มาแล้วไม่หายโรค นับเป็นโชคเสียยิ่งกว่า เพราะโรคอันนั้นจะเป็นเครื่องบังคับ ให้เราพากายไปพึ่งธรรมคำสอน ที่ซึ่งท้ายสุด ชีวิตจะปลอดภัย แลได้หายโรคเป็นของแถม นั่นคือ เมื่อทำตนเป็นคนดีของศาสนาได้ ย่อมเห็นอนาคตได้ชัดว่า พรหมลิขิตต่อไปในภายภาคหน้า ย่อมดีแน่ ดั่งที่หลวงพ่อนิพนธ์กล่าวสอนว่า "สิ่งที่ปรากฎในวันนี้ คือผลแห่งอดีตที่ทำมา ตัวกระทำในวันนี้ ก็คือ ผลที่จะรอเราในภายภาคหน้านั่นเอง"

ด้วยความจริงอันนี้เอง ทำให้ผู้ที่ฝักใฝ่ความดี จึงไม่ท้อ ที่จะยืนหยัด ทำความดี ตามธรรมคำสอนในวันนี้ แม้นวันนี้ของตนจะทุกข์สักฉันใด

วันศุกร์ที่ 10 มิถุนายน พ.ศ. 2559

เกมส์เปลี่ยน

เมื่อสิ้นหลวงพ่อนิพนธ์ นั่นก็หมายความว่า ต่อแต่นี้ เราท่านทั้งหลายต้องพึ่งตนของตน แต่เพียงลำพัง

ไม่มีใบบุญมาปกปักษ์รักษาแล้ว อุปมาเสมือนกลางทะเลทราย ไม่มีร่มเงาให้พักพิงหลบแดดแล้ว ต้องสร้างร่มของตัวเองขึ้นมา

ด้วยศาสตร์แห่งธรรมของพระภูมี สิ่งที่เป็นรู้ได้เฉพาะตน ดังนั้น การเลือกรูปแบบในการฟื้นฟูตน จึงไม่มีใครกำหนดให้ ต้องเลือกเอง ทำเอง

ตัวเลือกทั้งสี่ ก็เริ่มจากการกระทำที่ อ่อนด้อยสุด นั่นคือ ไม่ทำอะไรเลย รอรับสมุนไพรไปทานเท่านั้นเอง ไปจนถึงเข้มข้นที่สุด นั่นคือ เปลี่ยนนิสัย เปลี่ยนพฤติกรรม ของตนเอง

เนื่องจากแต่ละคน ต่างมีนิสัย มีกรรม มีทุนเดิม มากน้อยต่างกัน ดังนั้น จึงไม่แปลก ที่บางคนอาการอาจะสาหัส สากรรจ์มากกว่าอีกคน หากแต่ทำเพียงเล็กน้อย ก็สามารถช่วยตนให้พ้นโรคได้

ถึงกระนั้นก็ตาม หลวงพ่อนิพนธ์ กล่าวเตือนเสมอว่า หายโรคนั้นไม่ปลอดภัย เพราะกรรมยังอยู่ นิสัยสร้างกรรมเดิมๆก็อยู่ ไม่ตายห่า คือ ตายด้วยโรค ก็ตายโหง คือ ตายด้วยอุบัติเหตุได้ ดังนั้นจึงวางใจไม่ได้ว่า สำเร็จในการช่วยตน

หากแต่ใครทำถึงขั้นเปลี่ยนนิสัยได้แล้วไซร้ นั่นแลจึงเรียกว่าปลอดภัย

บทสรุป ในไม่ช้า ข้อเสนอจะมีมาให้เลือก แต่ก็ใช่ว่าทุกคนที่เลือกทำ จะได้โอกาสก็หาไม่ โดยเฉพาะในขั้นที่สูงๆ เพราะต้องสร้างคุณสมบัติ ให้ได้เกณฑ์ของพระเสียก่อนนั่นเอง

แล้วเราท่านจะเห็นเด่นชัดว่า วิธีการช่วยตน แบบนั้นๆ เพียงพอสำหรับตนหรือไม่ ถ้าสิ่งที่เลือก ยังช่วยตนไม่ได้ นั่นก็คือ เราท่านต้องไปทำในขั้นที่สูงกว่า จึงจะพ้นนั่นเอง หากพอใจในสภาพตน ก็ทำอยู่ในขั้นที่ตนเลือกไป ไม่ว่ากัน ....

หลวงพ่อนิพนธ์ จึงชี้ว่า ใครทำใครได้ ใครทำได้ คนนั้นรอด

สิ่งที่เราอยากเตือนนั่นคือ คนที่ไม่อยากทำตนให้เคร่งครัด ไม่ควรอย่างยิ่งที่จะไปเป็นเหตุ แก่ผู้ที่อยากทำ เช่น กลุ่มคนที่เขาเลือกที่จะสงบในเวลาสวดมนต์ หากเราท่านไม่ประสงค์ อยากคุย อยากส่งเสียง ก็ไปอยุ่ในกลุ่มตน หากล้ำเข้ามาแล้วไซร้ สิ่งที่จะตามมาให้ทุกข์ มิเพียงกรรมเดิมที่ตนทำมา กรรมใหม่ ที่จะพึงเกิด ถึงกับข้อหาฆ่าคนตายโดยเจตนา เลยทีเดียว

เพราะแทนที่คนผู้ทำจะรอด ด้วยตัวกระทำที่ตนทำ แต่กลับไม่รอด เพราะทำไปไม่ตลอด ด้วยเสียงคุยอันเป็นเหตุ เมื่อสาวประวัติว่าทำไมตาย ผู้คุยจะปฏิเสธสักฉันใด ก็คงพ้นข้อหายากยิ่ง

วันอังคารที่ 7 มิถุนายน พ.ศ. 2559

ต่างกรรมต่างวาระ

หลวงพ่อนิพนธ์มักชี้ให้เห็นเสมอว่า มูลเหตุที่มาแห่งทุกข์คือ "กรรม"

เมื่อกรรมบันดาลทุกข์ เป็นโรค นั่นย่อมคาดเดาได้ว่า หากปล่อยไปตามกรรม ทุกข์ที่เกิดจะเป็นฉันใด วิชาทางการแพทย์สามารถบ่งบอกได้ เรียกว่า ค่อนข้างแม่นยำ

จึงไม่ต้องแปลกใจเลยว่า วันหนึ่ง เมื่อหนทางที่เลือกพึ่งคือวิทยาศาสตร์ มาถึงทางตัน คำเอ่ยที่ทุกคนจะได้ยินนั่นคือ ทำใจ แลกำหนดวันเวลาที่เหลือของชีวิตตน

เมื่อหลวงพ่อนิพนธ์ นำศาสตร์สมุนไพรของพระภูมีที่แม่ชีเมี้ยนนำมา ให้พิจารณา แล้วเดินตาม คำถามที่ปกติไม่เคยมีใครถามหมอ ไม่ว่าหมอสมัยใหม่ หมอโบราณ หมอผี เข้าทรง องค์เจ้า คือ กี่วันหาย กลับถูกนำมาถาม

แลอาจถามก้าวไปอีกว่า ทานสมุนไพรแล้วหายแน่ใช่ไหม ซึ่งก็น่าแปลกที่คำถามนี้ ไม่เคยถูกถามเลยในสถานที่อื่น แต่ที่นี่ต้องตอบ

หลวงพ่อนิพนธ์ ก็หาได้ไหวหวั่น เพราะรู้นิสัยมนุษย์ดี ที่สำคัญ ศาสตร์ของแม่ชีเมี้ยน เป็นของจริง มีอำนาจจริง

จึงไม่ประหม่าเลยที่จะตอบว่า ใครทำได้ รอดแน่ หากไม่ถึงซึ่งพรหมลิขิตแห่งตน กำหนดมา

หากแต่ กระบวนการ วิธีการ รวมไปถึงวันเวลา ก็ย่อมแตกต่างไป ในแต่ละบุคคล จะเอาเหมือนกันไม่ได้

เพราะแต่ละคน มีที่มา มีกรรม มีนิสัย มีของเดิมมากน้อยไม่เท่ากัน ที่สำคัญ คือ การทำตามคำสอนที่ได้ยิน ได้ฟัง มากน้อยต่างกัน จึงบอกไม่ได้เลยว่า จะหายเมื่อใด

นี่เองจึงเป็นความจำเป็น เมื่อสิ้นหลวงพ่อนิพนธ์ การดำเนินการในกาลต่อไป จึงจำต้องแบ่งแยกให้เด่นชัด ไม่บังคับผู้ใดให้เดิน เลือกในสิ่งที่ตนชอบ แล้วทำ ส่วนผล ก็เป็นไปตามตัวกระทำของตนที่เลือกนั้นแล

บทสรุป ก็คือ ณ.เวลานี้ เข้าโหมด ตนพึ่งตน เต็มตัวแล้ว นั่นเอง ใครทำ ใครได้ ใครทำได้ คนนั้นก็รอด และเป็นไปตามธรรมชาติของแต่ละคน ต่างกรรม ต่างวาระ จะบอกว่า เอาเหมือนคนนี้ คนนั้น ไม่ได้เลย

จึงเป็นคำกล่าวในอดีต ของผู้ปฏิบัติธรรม ของพระภูมี ที่จะทราบกันดีว่า ผลแห่งตัวปฏิบัติ เป็นสิ่งที่เรียกได้ว่า "รู้ได้เฉพาะตน" เมื่อทำแล้ว ผลดีเกิด ก็พึงรู้แก่ตัว ก็รักษาแนวทางนั้นไว้ หากจะให้ดียิ่งขึ้น ก็ทำให้มากขื้นกว่าเดิม

อนาคตอันใกล้ จึงเป็นบทพิสูจน์ วลีคำขวัญ "สมุนไพรรักษาโรค ธรรมรักษากรรม" ที่เป็นรูปธรรมเด่นชัด เพราะบุญที่จะพึงได้รับ ไม่มีแล้วจากแม่ชีเมี้ยน แลหลวงพ่อนิพนธ์ ต้องพึ่งลำแข้งแห่งตนสร้างเอาเองทั้งหมดทั้งมวล

มาที่นี่ วันเวลาที่เหลือ จึงไม่มีใครบอกได้ อาจจะอยู่ยาวจนลิมเลยก็ได้ อาทิเช่น ลุงติ๊ก ที่เป็นมะเร็งต่อมลูกหมาก หมอบอกว่าอย่างเร็วก็อีกสามเดือน อย่างช้าก็ครึ่งปี เวลาที่เหลืออยากทำอะไรก็ทำ จึงใช้เวลาที่เหลือกะจะทำความดีจนสิ้นลม ทำไปทำมา ผ่านไปเกือบสิบปีแล้วที่มามูลนิธิไทยกรุณา ทุกสัปดาห์ ณ.วันนี้ เลยวัยแปดสิบ ยังไม่เห็นแววจะตายเลย

วันจันทร์ที่ 6 มิถุนายน พ.ศ. 2559

ถึงเวลาเลือก

ช้าเร็วเวลาก็ย่อมมาถึง วันที่เราท่านต้องเลือก ผลแห่งการกระทำแห่งตน

ด้วยสถานะของผู้ทำให้เปลี่ยนจากหลวงพ่อนิพนธ์ กลายมาเป็นลูกของท่าน

สิ่งที่เราท่านสูญเสียไป อันเป็นสิ่งสำคัญในกาลก่อน นั่นคือ บุญส่วนกลางที่หลวงพ่อนิพนธ์มี และให้เราท่านยืมใช้ แต่ไม่เคยได้คืน

การเดินของเราท่าน จึงมาถึงวันนี้ วันที่ต้องเลือกว่า หนทางใดที่ตนชอบ และพอใจที่จะใช้ในการช่วยตน

ผู้ทำให้ในวันนี้ ก็กลายเป็นแต่ผู้ชี้ช่อง แล้วให้เราท่านเลือกเดิน ตามแต่ใจตัว

อันหมายความว่า เราท่านย่อมรู้ผลแห่งบั้นปลายในการเดินทางสายนี้ตั้งแต่เริ่มนั่นเอง

ก็เตรียมตัวเตรียมใจ ชอบแบบไหนเลือกแบบนั้น

ทำเหมือนเดิมเช่นครั้งหลวงพ่อนิพนธ์ยังอยู่ วันนี้ ผลอาจจะไม่เหมือนเดิมแล้วก็ได้

บทสรุป หนทางบุญหลวงพ่อนิพนธ์บอกก่อนละสังขารว่า แม่ชีเมี้ยนให้เหลือเพียงอย่างเดียว คือ ลดนิสัย

นั่นหมายความว่า ต่อแต่นี้ การจะได้สัมผัสบุญของพระภูมี นั้นไม่ใช่เรื่องง่ายเหมือนก่อนแล้วนั่นเอง

ทางเลือกที่จะถูกเสนอ ก็แล้วแต่ใครจะพอใจเดินทางใด ไม่ว่ากัน ไม่มีใครบังคับ

วันศุกร์ที่ 3 มิถุนายน พ.ศ. 2559

ปฐมบท

คนหลายคนอาจสงสัย ด้วยคำร่ำลือปากต่อปาก ในเรื่องราวของถ้ำกระบอก มักจะเป็นการรักษาผู้ป่วยยาเสพติด หากแต่ทำไมมายุคนี้ จึงกลายเป็นการรักษาโรคไปได้

หลวงพ่อนิพนธ์เล่าย้อนอดีตไปเมื่อยุคปี ๒๕๐๓ เมื่อแม่ชีเมี้ยนรู้ถึงภัยอันตรายที่จะมาเยือนพระ ด้วยวัตรปฏิบัติที่ต่างออกไปจากพระทั่วไป แม้นวินัยที่ดำเนินอยู่ จะถูกต้องตามพุทธกาล แต่กลับไม่ถูกต้องในยุคนี้

การเปิดรับบำบัดผู้ป่วยยาเสพติด จึงเกิดขึ้น เมื่อท่านจำรูญ ผู้ได้รับตำราจากแม่ชีเมี้ยน ให้ความมั่นใจว่าตนเองพร้อมแล้ว

คนป่วยที่มาถ้ำกระบอกยุคแรก จึงมีเฉพาะผู้ติดยาเสพติด โดยเฉพาะคนติดฝิ่น ที่ประสพปัญหาจากการออกกฎหมายทุบบ้องฝิ่นของรัฐบาลในยุคนั้น

เมื่อข่าวเล่าลือกันไป การแห่แหนกันมาของผู้เสพยา ก็ทวีคูณขึ้นเป็นลำดับ จนถ้ำกระบอกที่อยู่ในถิ่นกันดาร การไปมาก็ลำบาก ประสพปัญหาขาดแคลนอาหาร ด้วยเหตุที่คนป่วยที่ฟื้นจากการบำบัด ด้วยความที่ร่างกายขาดสารอาหารมานาน เมื่อฤทธิ์ยาที่ทำให้ไม่อยากหายไป ร่างกายก็เรียกร้อง

หน้าที่ของพระไม่เพียงให้สมุนไพร ยามค่ำคืน ก็มีภาระเพิ่มเติมขึ้นมา คือ หุงข้าวต้มให้คนป่วยเหล่านี้ ทานตลอดคืน

หลวงพ่อนิพนธ์จึงได้นำปัญหาดังกล่าวนี้ ปรึกษากับแม่ชีเมี้ยน ก็เห็นว่า ท่านจำรูญและท่านเจริญ ก็ยุ่งกับภาระดูแลคนป่วยมากแล้ว จึงยกหน้าที่ในการหาเสบียงให้แก่หลวงพ่อนิพนธ์

หนทางในการหาเสบียงยังมองไม่เห็น ในระหว่างนั้น แม่ชีเมี้ยนก็ได้ถ่ายทอดวิชาสมุนไพรให้หลวงพ่อนิพนธ์ไปพลางๆ

จนวันหนึ่ง มีเหล่าพี่น้อง หอบหิ้วเปลใส่ญาติที่หมอจากโรงพยาบาลดังในกรุงเทพ ไล่ให้ไปตายบ้าน ด้วยอาการที่ร่างกายไม่สามารถเคลื่อนไหวส่วนใดๆได้อีกแล้ว เหลือแต่ลมหายใจรวยรินเท่านั้นเอง มาหาแม่ชีเมี้ยน

เมื่อพบแม่ชีเมี้ยน ทรงตรัสว่า เอามาทำไม เขาตายแล้ว เอากลับไปเถอะ ทำให้พี่น้องของคนป่วย ต้องหิ้วเปลกลับลงมาจากถ้ำกระบอก และได้แต่ทำใจในการที่จะสูญเสีย

ในเพลานั้นเอง หลวงพ่อนิพนธ์ ก็กำลังเดินกลับขึ้นถ้ำกระบอก หลังจากไปดูแลต้นไม้ที่ปลูกไว้บริเวณตีนเขาถ้ำกระบอก สวนกับคนกลุ่มนี้ จึงได้ถามว่า คนป่วยเป็นอะไร

พี่ชายของคนป่วย จึงตอบว่า พามาหาแม่ชีเมี้ยน ท่านบอกให้พากลับไป

หลวงพ่อนิพนธ์ เกิดความคิดแว่บเข้ามาในสมอง ด้วยความที่อยากลองวิชาของแม่ชีเมี้ยนว่า จะดีจริงหรือไม่ จึงบอกแก่ญาติคนป่วยให้พาคนป่วยไปที่กุฎิของท่าน แล้วก็ให้เณรไปแจ้งแก่แม่ชีเมี้ยนว่า ท่านรับคนป่วยคนนี้ไว้

แม่ชีเมี้ยนทราบ จึงบอกแก่หลวงพ่อนิพนธ์ว่า เขาจะตายแล้ว ท่านรับมาทำไม หลวงพ่อนิพนธ์จึงตอบกลับไปว่า ผู้หญิงคนนี้ อายุก็เพียงยี่สิบกว่าเท่านั้น ท่านบอกว่าสมุนไพรของท่าน สามารถช่วยคนตายให้ฟื้นคืนได้ ถ้าจะให้ผมเชื่อ ก็ต้องช่วยคนผู้นี้ได้ เพราะดูแล้วยังไม่น่าถึงพรหมลิขิต

แม่ชีเมี้ยนจึงตรัสว่า เพราะเหตุใดจึงช่วยเขา หลวงพ่อนิพนธ์จึงตอบว่า ก็ท่านให้หน้าที่ผมหาเสบียง หากช่วยได้ ไม่เพียงสร้างความมั่นใจในสมุนไพร ผมก็จะให้คนผู้นี้ทำหน้าที่เป็นเสบียงให้วัดเรา

แม่ชีเมี้ยนจึงตกกระไดพลอยโจน จึงกล่าวว่า เมื่อท่านรับมา ท่านก็รับผิดชอบก็แล้วกัน แล้วก็บอกสูตรสมุนไพร ซึ่งก็คือ สูตรสมุนไพรเขียว ที่เราท่านทานกันทุกวันนี้นั่นเอง ให้หลวงพ่อนิพนธ์ไปทำ แล้วก็ไปป้อนแก่คนป่วย

ด้วยคนป่วยหญิง เคลื่อนไหวไม่ได้ หลวงพ่อนิพนธ์จึงต้องให้พี่ชายช่วยง้างปาก แล้วท่านก็กรอกสมุนไพร และใช้มือลูบคอ เพื่อช่วยให้กลืนสมุนไพรได้

พระรูปอื่นเห็น ก็กล่าวว่า คนป่วยเป็นผู้หญิงท่านโดนตัวได้อย่างไร หลวงพ่อนิพนธ์ก็ตอบไปว่า คนเห็นหมาตกน้ำจะจมน้ำ แล้วไม่โดดไปช่วย ยังเรียกคนใจร้าย ไร้เมตตาเลย นี่คนจะตาย จะปล่อยให้ตาย โดยไม่ช่วย จะเรียกว่าอะไร

แม่ชีเมี้ยนตรัสแก่หลวงพ่อนิพนธ์ว่า หากท่านกรอกสมุนไพรทุกชั่วโมง และคนป่วยสามารถอยู่ถึงเช้าได้ ก็จะผ่านปล้องกรรมอันนี้ อยู่ไปถึงพรหมลิขิตได้

นี่เองเป็นครั้งแรก ที่หลวงพ่อนิพนธ์ตื่นเต้น ด้วยหลายประการ ทั้งทดสอบสมุนไพร ตำราของแม่ชีเมี้ยน ทั้งเป็นคนป่วยคนแรก แถมยังพร้อมตายได้ทุกเวลานาที ดังนั้น ตั้งแต่เย็นจนถึงเช้า จึงไม่กล้านอน ต้องไปนั่งสวดมนต์ แล้วทุกชั่วโมงก็เดินมาดู และให้สมุนไพร พร้อมถามโยมพี่ชายว่า ยังหายใจอยู่ไหม

จวบจนเช้า คนป่วยก็ยังมีลมหายใจ และนับจากนั้น อาการก็ดีขึ้นเรื่อยๆ จนกลับเป็นปกติ หลวงพ่อนิพนธ์ก็สอนว่า ชีวิตที่ได้กลับมา ต้องมีความหมาย คนป่วยผู้นั้น จึงกลายเป็นกองเสบียงคนแรกของถ้ำกระบอก

จวบจนทุกวันนี้ คนป่วยคนแรกนั้นก็ยังมีชีวิตอยู่ กลายมาเป็นปฐมบทที่สร้างความมั่นใจแก่หลวงพ่อนิพนธ์ในกาลต่อมา ที่มีต่อสมุนไพรแม่ชีเมี้ยนในการช่วยคน

แลครรลองที่ใช้สืบต่อมา ที่หลวงพ่อนิพนธ์ใช้สอนคนป่วย ในการได้ชีวิตใหม่ นั่นคือ การทำตนเป็นพระเวสสันดร และเปลี่ยนพฤติกรรมบางสิ่งบางอย่าง

บทสรุป หลวงพ่อนิพนธ์ จึงชี้ให้เห็นว่า เมื่อด้ายชีวิตหรือพรหมลิขิตของเราท่านเปื่อย แต่ด้ายของศาสนานั้นเหนียวแน่นนัก หากเราท่านทำตนเป็นคนที่มีภาระหน้าที่ในศาสนา กลายเป็นคนสองโลก ชีวิตก็จะเหนียวแน่น ปลอดภัยทั้งจากตายโหง และ ตายห่า อย่างแน่นอน

ใครอยากรู้ว่าคนสองโลกเป็นอย่างไร ลองไปถามพระชลอ ที่ลพบุรี ว่าทำอย่างไร

นับแต่นั้นมา คนที่มาถ้ำกระบอกจึงมิใช่เพียงแต่คนป่วยยาเสพติด

ติดต่อสั่งซื้อสินค้า หาโปรโมชั่นเอมมูร่าเซซามินที่ดีที่สุด โทรหาเรา 086 6O4 7O44