วันอังคารที่ 29 มกราคม พ.ศ. 2556

ไม่ใช่ไม่เป็นไม่เจ็บ

หลายคนที่เข้ามาใช้แนวทางแม่ชีเมี้ยนแล้ว และก็อาจจะได้เลยไปถึงการเป็นเจ้าหน้าที่จิตอาสา

คำถามหนึ่งที่คนเหล่านี้ อาจจะเข้าใจผิดพลาด นั่นคือความเข้าใจที่ว่า สิ่งที่เขาทำ และสมุนไพรที่เขาทานอยู่ทุกสัปดาห์นี้นั้น จะทำให้เขาไม่เป็นไม่เจ็บ จากโรคใดๆ เลย และโรคที่เป็นอยู่ก็จะหายไปด้วย

ความเข้าใจนี้นับว่าผิดพลาดอย่างมหันต์ อันจะทำให้วันใด ที่เกิดอาการของโรคใหม่ที่ปัจจุบันไม่ปรากฎ หรือเกิดอาการเจ็บ ก็จะทำให้จิตตก และคิดว่าตนเองเดินมาผิดทาง ละทิ้งเส้นทางนี้ไป

หลวงพ่อนิพนธ์ได้ยกตัวอย่างเมื่อครั้งเป็นพระถ้ำกระบอก เริ่มเรียนสมุนไพร และกิจวัตรประจำหลังฉันอาหารเสร็จ นั่นคือ การสะพายย่ามเดินเข้าป่าเก็บสมุนไพร

อยู่มาวันหนึ่ง ก็เกิดอาการไข้มาเลเรีย ผลจากการถูกยุงกัด จนเชื้อขึ้นสมอง หลังพระอาทิตย์ตกก็จะเกิดอาการคลุ้มคลั่ง ต้องใช้โซ่ล่าม

หลวงพ่อนิพนธ์จึงถามแม่ชีเมี้ยนว่า ผมทำความดี แล้วทำไมจึงต้องมาเป็นแบบนี้ ไหนว่าบุญรักษาไง

แม่ชีเมี้ยนทรงตรัสตอบว่า สิ่งที่เกิดในปัจจุบันเป็นผลจากอดีต ที่เราทำ มันสำเร็จเป็นกรรมรอทวงคืนแล้ว หากแต่ว่าสิ่งที่เราทำในวันนี้่ ก็จะเป็นของอนาคต

เมื่อเราทำบุญในวันนี้ แลผลกรรมในอดีตตามมาถึง ก็จะคุ้มครองเราให้ตัวของเราสามารถทนต่อกรรมอันนั้นได้ เมื่อกรรมผ่านไปนอกจากจะได้ใช้กรรมแล้ว ผลที่ได้ตามมาคือภูมิอันแข็งแกร่ง นั่นคือจะไม่เป็นโรคนี้อีกแล้วนั่นเอง

ที่สำคัญด้วยบุญที่เราทำ นั่นย่อมเป็นเครื่องปกปักรักษาไม่ให้ผลกรรมอันนั้นมาทำร้ายตัวเราได้ หากแต่ความเจ็บ ความปวด ย่อมต้องพึงบังเกิด เพราะเป็นสิ่งที่เราทำไว้แล้ว จึงควรรับไว้ อย่าปฏิเสธกรรม อันจะทำให้กรรมมันรวมกันใหญ่ขึ้น เมื่อนั้น มันจะไม่ทำให้เราเจ็บแต่ทำให้เราถึงกับชีวิตแทน

และสมุนไพรที่ทาน ก็ถือเป็นการรับทัณฑ์ทรมานในระดับหนึ่ง นั่นทำให้ความเจ็บความปวดที่เราจะได้รับ อยู่ในเกณฑ์ที่ร่างกายของเรารับได้ และเป็นคุณก่อให้เกิดภูมิที่แข็งแกร่ง

ดังนั้น การเกิดอาการย่อมเป็นเรื่องดี และต้องมีเป็นธรรมดา ที่สำคัญคือ ทำใจยอมรับโทษในอดีต และควรจะขอบคุณด้วยซ้ำ เพราะสิ่งนี้จะทำให้ร่างกายเราเกิดภูมิที่แข็งแกร่ง และไม่เป็นอีกในอนาคต จึงเรียกว่าหายโรค

หลวงพ่อนิพนธ์จึงมักพูดกระเซ้าเล่นว่า หากไม่ยอมเจ็บไม่ยอมปวดอันใดเลย ก็ต้องไปหาหมอแทน เพราะเราปฏิเสธกรรมไม่ได้

การมาทานสมุนไพร และเป็นเจ้าหน้าที่จิตอาสา นั่นคือ การที่เรามาเตรียมพร้อมรับมือ กับความเจ็บความปวดที่จะพึงบังเกิด ด้วยเชื่อว่ามาจากเหตุคือกรรมที่เราทำมาแล้วนั่นเอง และก็มั่นใจได้ว่า เราท่านจะผ่านมันไปได้ โดยที่จะได้ร่างกายที่แข็งแกร่งกลับมา พร้อมกับภูมิที่ทำให้เราท่านไม่กลับไปเป็นโรคนั้นอีกเลย

นี่แหละจึงเรียกว่า "หายโรค"

คำพูดที่หลวงพ่อนิพนธ์มักให้เป็นสติคือ "ลงแดงเมื่อไร นั่นคือประตูสวรรค์เปิดแล้ว แลเมื่อผ่านการลงแดงได้ นั่นและถึงสวรรค์แล้ว"

จะโชว์แล้ว

คณะกรรมการของมูลนิธิไทยกรุณา ได้ประชุมกันเมื่อต้นเดือน มีบทสรุปความเห็นประเด็นหนึ่งเสนอต่อหลวงพ่อนิพนธ์

บทสรุปดังกล่าวมีเนื้อหาใจความมุ่งประเด็นของแนวทางในอนาคตที่จะดำเนินไป หลังจากวันงานของแม่ชีเมี้ยน ที่ซึ่งหากยังได้รับอนุญาตให้ทำต่อไปได้

จุดมุ่งหมายก็คือ ด้วยเหตุที่การทำงานของชมรมคนรักสุขภาพ ที่มีมูลนิธิไทยกรุณาสนับสนุนกิจกรรมอยู่นั้น ไม่ได้มีแนวทางเพื่อแสวงหากำไรอยู่แล้ว และเป้าหมายสำคัญก็คือ เป็นทางเลือกแก่ผู้ป่วย ที่สำคัญคือ "มีโอกาสประสพความสำเร็จสูง" หากได้รับความร่วมมือจากผู้ป่วยปฏิบัติและทำตามแนวทางของพระภูมีที่แม่ชีเมี้ยนนำมา

ดังนั้น ปัญหาในปัจจุบัน คือ จำนวนผู้ป่วยที่ไม่สามารถกะเกณฑ์หรือใช้เป็นมาตรฐานได้ อยากมาก็มา อยากหยุดก็หยุด ทำให้การดำเนินกิจกรรมเป็นไปด้วยความยากลำบาก โดยเฉพาะในการจัดเตรียมสมุนไพรให้เพียงพอแก่ผู้ที่มารับบริการ

ยิ่งไปกว่านั้นคณะกรรมการเล็งเห็นว่า มีผู้ที่ไม่มีความจริงจังในการช่วยตนเองปะปนเข้ามามาก บุคคลเหล่านี้จึงมักไม่ให้ความร่วมมือในการดำเนินกิจกรรม หรือรักษาวัฒนธรรมขององค์กร อีกทั้งยังเป็นการสิ้นเปลืองสมุนไพรโดยใช่เหตุ ด้วยว่าพฤติกรรมของคนเหล่านี้ย่อมเป็นการยากที่จะประสพผลในแนวทางของหลวงพ่อนิพนธ์

คณะกรรมจึงมีมติเอกฉันท์ เสนอว่า ควรที่จะจำกัดปริมาณคนไข้ที่มารับบริการต่อวัน หรือ รับเฉพาะคนไข้หนัก และหรือ คนไข้ที่มีความจริงจังในการรักษาตนในแนวทางนี้เท่านั้น อาทิเช่น วันละ ๒๐๐๐ คน เพื่อให้การจัดเตรียมสมุนไพรให้แก่ผู้ป่วยทำได้เต็มที่ และสามารถบรรลุเป้าหมายของชมรมและมูลนิธิไทยกรุณา นั่นคือ สามารถช่วยฟื้นฟูสุขภาพของผู้ป่วยให้กลับมาปกติได้ อย่างชัดเจนมากยิ่งขึ้น

มาตราการนี้จะทำให้ ผลงานของสมุนไพรโดดเด่นขึ้น การช่วยผู้ป่วยเป็นกิจลักษณะและมีคุณภาพมากขึ้น

ทั้งนี้ชมรมและมูลนิธิฯ ไม่มีเป้าหมายเพื่อชื่อเสียง หรือหากำไรอยู่แล้ว นั่นหมายความว่า ปริมาณคนที่จะมาใช้บริการ จึงไม่ใช่เรื่องที่เป็นเป้าหมาย อันหมายความว่า ณ วันนี้ ชมรมและมูลนิธิฯ ต้องการคุณภาพมากกว่าปริมาณ เพื่อโชว์ผลของสมุนไพรแม่ชีเมี้ยนให้โดดเด่น มีที่ยืนในสังคมโลกได้

เรื่องดังกล่าวหลวงพ่อนิพนธ์รับไว้พิจารณา และเห็นด้วยในหลักการ หากแต่คงต้องรอหลังวันงานแม่ชีเมี้ยนไปก่อนจึงตัดสินใจ

วันนี้ เราจึงอยากจะย้อนคำพูดของหลวงพ่อนิพนธ์มาอีกครั้ง ว่า "ขาดเราท่าน หลวงพ่อนิพนธ์ไม่เป็นไร หากขาดหลวงพ่อนิพนธ์เราท่านต่างหากที่ขาดร่มโพธิ์ร่มไทรไว้พักพิง"

วันจันทร์ที่ 28 มกราคม พ.ศ. 2556

งานระลึกคุณแม่ชีเมี้ยน สำคัญอย่างไร

เมื่อพระถ้ำกระบอก โดยการนำของ ท่านจำรูญ และท่านเจริญ ได้ปรับเปลี่ยนนโยบาย ไม่เดินตามคำสอนของพระภูมี ที่แม่ชีเมี้ยนนำมา

นั่นหมายความว่า ร่มโพธิ์ร่มไทรที่ได้ปลูกกันมา เพื่อให้มนุษย์ผู้ทุกข์ยากได้มาอาศัยพักพิง กำลังจะถูกโค่นลง

หลวงพ่อนิพนธ์ เป็นพระรูปเดียวใน ๙ รูป ที่เป็นคณะก่อตั้งแรกเริ่มของพระถ้ำกระบอก ที่ค้านหัวชนฝา แลในท้ายที่สุด ก็ตัดสินใจลาสิกขาออกจากถ้ำกระบอก ตามคำสั่งของแม่ชีเมี้ยน

แม่ชีเมี้ยนได้ให้โอกาสพระกลับตัวกลับใจ อีก ๒ ปี แต่แล้วก็ไม่เป็นผล พระถ้ำกระบอกยิ่งถลำลึกไป จนในที่สุด เมื่อเห็นว่า คงไม่สามารถโน้มน้าวพระให้กลับมาเดินในแนวทางของพระภูมีได้อีก ดังนั้นจึงมีวิธีเดียวที่จะยุติอำนาจที่ให้แก่ท่านจำรูญ ในการดำเนินกิจกรรม นั่นคือ การสิ้นสุดลมหายใจ อันถือเป็นการสิ้นสุดสัญญา

พร้อมกันนั้น ก็ตามมาด้วยคำสาปอันมหาศาล ที่จะพึงบังเกิดแก่พระทั้งคณะ รวมทั้งหลวงพ่อนิพนธ์ด้วย

หากแต่หลวงพ่อนิพนธ์ เป็นพระรูปเดียวที่ยังเชื่อฟังแม่ชีเมี้ยนอยู่ จึงได้สิทธิ์ได้โอกาสในการทำคุณไถ่โทษ หาใช่สิทธิ์จากการเป็นลูกไม่ เพราะก็ยังมีพระที่เป็นลูกของแม่ชีเมี้ยนบวชอยู่เช่นกัน คือ ท่านศักดิ์

เมื่อแม่ชีเมี้ยนจะลาสังขาร จึงได้ให้คนไปตามหลวงพ่อนิพนธ์ แลกล่าวว่า การสิ้นสุดลมหายใจของท่าน นั่นหมายถึง อำนาจที่คงอยู่ในตำราของท่านจำรูญ จะสูญสิ้น ถ้ำกระบอกจะถึงกาลพินาศ ล่มจม สมุนไพรจะเป็นของตายไม่มีฤทธิ์ช่วยคนได้อีกต่อไป

แลที่สำคัญ อำนาจนี้จะถูกถ่ายเทมายังตำราของลูก วันใดที่พร้อมก็ให้เปิดมาทำ

แลสิ่งหนึ่งที่แม่ชีเมี้ยนทรงย้ำนั่นคือ "เมื่อแม่ไปแล้ว จะหันกลับมาดูว่า สิ่งที่ทิ้งไว้ให้มีความหมายแก่ผู้ใดบ้าง"

ด้วยเหตุนี้เอง เมื่อหลวงพ่อนิพนธ์กลับมาเปิดตำราอีกครั้งในปี ๓๐ ก็ต้องแสดงผลงาน ให้แม่ชีเมี้ยนทรงเห็น ด้วยเหตุที่เมื่อวันนี้เวียนมาบรรจบ แม่ชีเมี้ยนจักต้องเวียนมาดูผลงานของหลวงพ่อนิพนธ์ว่าเป็นเช่นไร

วันนี้จึงเรียกได้ว่า เป็นวันตัดสินชี้ชะตาของหลวงพ่อนิพนธ์ก็ว่าได้ เพราะหากแม่ชีเมี้ยนพิจารณาดูแล้วว่า สิ่งที่ทิ้งไว้ให้ไม่เป็นผล ย่อมต้องเก็บกลับไปเป็นแน่แท้ อันหมายถึง การทำคุณไถ่โทษในอดีตของหลวงพ่อนิพนธ์ไม่ประสพผล

หากแต่เมื่อแม่ชีเมี้ยนมาดูแล้ว เห็นผลงานและคุณค่าที่มีแก่มนุษย์แล้วไซร้ การที่ทรงอนุญาตให้ทำต่อ ย่อมหมายถึง คุณค่าของสมุนไพร ที่จะพึงบังเกิดขึ้น หรือสรรพคุณสมุนไพร แม้จะเป็นตัวเดียวกัน สูตรเดียวกัน ก็จะให้ค่าที่สูงขึ้นกว่าปีก่อนทุกครั้งไป

ด้วยเหตุนี้เอง ลูกศิษย์และคนไข้ นับตั้งแต่อดีต จึงให้ความสำคัญแก่วันดังกล่าวนี้มาก วันไหนไม่มาไม่เป็นไร แต่วันนี้ต้องมาให้ได้ เพื่อแสดงให้แม่ชีเมี้ยนเห็นว่า สิ่งที่ทิ้งไว้มีคุณค่า แลพร้อมมาแสดงตนเพื่อขอสิ่งนี้ไว้ ให้หลวงพ่อนิพนธ์ได้ทำต่อไป

ดังนั้น หลวงพ่อนิพนธ์จึงให้ความสำคัญในวันนี้มาก และมักกล่าวเสมอว่า กิจกรรมที่ดำรงอยู่ได้ทุกวันนี้ ไม่ใช่เพราะตัวท่าน หากแต่เป็นอำนาจของแม่ชีเมี้ยนต่างหาก ไม่ว่าตัวท่านหรือสมาชิกที่มาทุกคนล้วนแล้วแต่ต้องพึ่งอำนาจนี้

หากไร้เสียซึ่งอำนาจนี้ สถานที่นี้ก็จะหัวทิ่ม ดั่งเช่นถ้ำกระบอกที่ได้ประสพมาแล้วในอดีต

ยิ่งไปกว่านั้น หากคนไทยโชคดี นั่นหมายถึง ผลจากสิ่งที่แม่ชีเมี้ยนให้ อันเหมือนเมล็ดไทรเล็กๆ ได้เติบโตขึ้นกลายเป็นต้นไทรอันมหึมา แลโทษของหลวงพ่อนิพนธ์ที่มีส่วนร่วมในอดีตได้หมดสิ้น และได้รับอนุญาติให้ทำต่อไปได้ แผ่นดินไทยก็จะมีร่มโพธิ์ร่มไทร ได้อาศัยพักพิง แม้จะเป็นร่มคันเล็กๆ ก็ตามที

ด้วยเหตุนี้เอง หลวงพ่อนิพนธ์จึงมีมานะ อดทน ในการทำกิจกรรม ไม่ใช่เพื่อหวังเงินทอง หากแต่เป็นการทำคุณไถ่โทษ

แลในวันนี้เอง สำหรับปีนี้ หากได้รับอนุญาตจากแม่ชีเมี้ยน เหล่าสมาชิกก็จะได้รับสมุนไพรเพิ่มอีก สองขนาน เพื่อเตรียมรับสภาพความเลวร้ายที่จะบังเกิดในอีกไม่นานนี้

ดังนั้น สำหรับศิษย์หรือคนใกล้ชิด จะรู้ดีว่า เป็นเหมือนวันพิพากษานั่นเอง เราจึงเห็นหลวงพ่อนิพนธ์และคนกลุ่มนี้พยายามทำกันเต็มที่ทั้งปี แลก็มารอคำตัดสินกันพร้อมหน้าในวันนี้นี่เอง

จึงไม่น่าแปลกใจเลยที่วันนี้ เราจะเห็นคนแปลกหน้า แทบจะไม่เคยมาเลยในวันปกติทั่วไป แห่แหนกันมารำลึกคุณแม่ชีเมี้ยน ก็เพราะพวกเขาเหล่านั้น ล้วนแล้วได้รับอานิสงฆ์จากสิ่งที่แม่ชีเมี้ยนทิ้งไว้ให้ สามารถกลับไปประกอบอาชีพ มีชีวิตใหม่ตามแนวทางของพระภูมี ที่หลวงพ่อนิพนธ์ได้ชีแนะ และวันนี้ ก็เป็นวันที่พวกเขาจะกลับมาเพื่อแสดงกตัญญูกตเวที ต่อแม่ชีเมี้ยนนั่นเอง

ความแรง

ในขณะที่มนุษย์ทั้งโลก กำลังสร้างกรรมเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ จึงไม่ต้องอาศัยหมอดูหมอเดาเลย ก็รู้ได้ว่า สิ่งที่จะสะท้อนกลับมาหามวลมนุษย์ในไม่ช้านี้ นั่นคือ "ความแรงของกรรม" ที่จะทวีขึ้นมหาศาล

หลวงพ่อนิพนธ์กล่าวว่า เมื่อกรรมเขาแรง ธรรมเขาก็ต้องแรงขึ้น ดังนั้น ทุกปีที่ผ่านไป เมื่อแม่ชีเมี้ยนอนุญาติให้ทำกิจกรรมต่อได้ นั่นหมายถึง "สรรพคุณสมุนไพรก็จะมีฤทธิ์มากขึ้นตามไปด้วย"

วันพฤหัสที่ผ่านมา คุณหมอหญิงผู้ที่ได้ถูกจักษุแพทย์วินิจฉัยแล้วว่า ประสาทตาขาด และต้องตาบอดตลอดชีวิต ไม่มีทางรักษาได้ เพราะไม่สามารถผ่าตัดแก้ไขได้

สัปดาห์ที่แล้วเธอได้มาเดินให้หลวงพ่อนิพนธ์ดู แต่มาวันนี้ เธอได้หยิบคอลัมภ์จากหนังสือพิมพ์ไทยรัฐ มาให้หลวงพ่อนิพนธ์อ่าน และกล่าวว่า เป็นสารคดี และบทความในหนังสือมีเนื้อหาตรงกับสิ่งที่หลวงพ่อนิพนธ์ได้สอนทุกประการ

หลวงพ่อนิพนธ์จึงกระเซ้าเล่นว่า ไม่ได้ตั้งใจมาให้อ่านหรอก แต่จะมาบอกว่าสามารถอ่านหนังสือพิมพ์ได้แล้วใช่ไหม

หลวงพ่อนิพนธิ์ได้ชี้ให้เห็นความจริงในเรื่องของความแรงให้เห็น ดั่งเช่นกรณีของหมอหญิงท่านนี้ ในอดีตมีคนไข้เด็กหนุ่มประสพอุบัติเหตุ ทำให้ประสาทตาเสียจนตาบอดตอนอายุ สิบกว่าขวบ

หลวงพ่อนิพนธิ์กล่าวว่า ท่านต้องใช้เวลาปีกว่าๆ ในการทำให้เด็กคนนั้นกลับมามองเห็นได้อีกครั้ง หากแต่ในกรณีของหมอ ความรุนแรงพอๆ กัน ผ่านไปแค่ครึ่งปีกว่า คุณหมอก็สามารถกลับมาเริ่มมองเห็นได้อีกครั้ง

ด้วยความแรงที่กำลังจะมานี้เอง หลวงพ่อนิพนธิ์จึงมักสอนย้ำว่า "อย่ามาทำผิดในที่นี้เลย" เพราะผลของมันจะทวีคูณ ทั้งผลของกรรม และผลของธรรม

หากผ่านวันงานไปได้ ยาเขียวที่ทาน ก็จะมีสรรพคุณทวีมากขึ้น แม้จะเป็นสูตรเดียว และก็หมายถึงกรรมจะแรงขึ้นเช่นกัน เส้นทางเดียวที่ปลอดภัย นั่นคือ หันมาใช้นิสัยของพระภูมี

ก็ต้องถามตัวของเราท่านเองว่า รู้แล้วจะเลือกเขียนพรหมลิขิตไปทางใดก็ตามแต่ใจตน ...

และอย่างน้อยก็ช่วยกันรักษาร่มโพธิ์ร่มไทรน้อยๆ นี้ไว้ด้วย...


๖๘ เป็นเกณฑ์


หลวงพ่อนิพนธ์ได้ถือ อายุของแม่ชีเมี้ยนในขณะที่ลาสังขาร เป็นมงคลสำหรับงานรำลึกคุณแม่ชีเมี้ยนปีนี้

นั่นก็คือ เลข ๖๘ นั่นเอง

งานปีนี้ จึงจัดให้มีการเลี้ยงคนไข้ (โต๊ะจีน) แก่ผู้ป่วยอัมพฤกต์และอัมพาต รวมทั้งผู้ที่อายุตั้งแต่ ๖๘ ปีเป็นต้นไป

สมาชิกท่านใดที่เข้าเกณฑ์ดังกล่าว ก็สามารถไปลงชื่อแจ้งความประสงค์ในการเข้าร่วมได้

และหลวงพ่อนิพนธ์ ได้จัดของแถมสำหรับผู้ป่วยกลุ่มนี้ นั่นคือ สมุนไพรพิเศษ ๑ กระปุก และยาหยอดตา ๑ ขวด

สำหรับสมาชิกทั่วไปที่มาร่วมงาน หลวงพ่อนิพนธ์ได้เตรียมนำเงินที่จะได้จากการร่วมแรงร่วมใจซื้อขนมในเทศกาลตรุษจีนนี้ นำมาทำยาหยอดตา จำนวน ๖,๘๐๐ ขวด เพื่อแจกเหล่าสมาชิกที่มารวมงาน

ดังนั้นอย่าลืมอุดหนุนขนมเทียน ขนมเข่ง กันด้วยเน้อ

และจัดให้มีซุ้มอาหาร เพื่อให้สมาชิกทานฟรี จำนวน ๖๘ ซุ้ม

สมาชิกท่านใดต้องการจองซุ้ม ก็แจ้งความจำนงค์ได้ที่คุณดา นับแต่บัดนี้เป็นต้นไป

ในวันงาน ก็จะมีวงดนตรีของ เป่า จิน จง มาบรรเลงให้ฟังเช่นเคย

งานจัดคืนวันอาทิตย์ที่ ๑๗ มีนาคม จนเลยเที่ยงคืนนิดหน่อย และเปลี่ยนวันรับสมุนไพรเป็นวันจันทร์ที่ ๑๘ มีนาคม แทน...

อีกอย่าง หลวงพ่อนิพนธ์อยากให้คนที่มา ใส่เสื้อหรือชุดขาว เพราะถือว่าเป็นชุดแรกที่แม่ชีเมี้ยนใส่ ถือเป็นสัญญลักษณ์ในการระลึกถึง

วันศุกร์ที่ 25 มกราคม พ.ศ. 2556

วาสนา

เรื่องของสมุนไพร หลวงพ่อนิพนธ์กล่าวว่า เป็นเหมือนเครื่องมือวัดวาสนาของคนอย่างหนึ่ง

คำกล่าวนี้ ทำให้เรานึกถึงซินแสชาวฮ่องกง ที่เพิ่งเหมาเครื่องบินบินมาเมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมา

ปัญหาประการแรกที่สำคัญต้องแก้ด่วน หลวงพ่อนิพนธ์กล่าวว่า นั่นคือต้องทำให้ทานได้ก่อน เพราะตอนนี้กลายเป็นคนขาดสารอาหารแล้ว เพราะทานไม่ได้นั่นเอง

เหตุที่ทานไม่ได้ ก็เนื่องจากระบบขับถ่ายของเขาเสีย การถ่ายแต่ละครั้งจึงต้องใช้เครื่องดูด อุจจาระที่ออกมาก็มีลักษณะเป็นเม็ดๆ เหมือนขี้แพะ

ด้วยเหตุนี้เอง เมื่อทานลงไปอีก จึงทำให้เกิดสภาวะน้ำล้นจากกระเพาะ ไปปอด .... และท้ายที่สุดก็ไม่สามารถทานได้อีก

หลวงพ่อนิพนธ์จึงบอกแก่คนไข้ว่า จะจัดยาระบายให้ เพื่อให้ถ่ายได้ก่อน แก้ปัญหาเฉพาะหน้า แล้วสั่งว่า ให้ทานทีละครึ่งแก้วก่อน หากยังไม่ถ่าย ก็เพิ่มเป็นหนึ่งแก้ว

ความเป็นคนต่างชาติ ฟังไม่รู้เรื่อง แต่ด้วยศรัทธา เมื่อถึงที่พัก ซินแสก็รีบทานยาทันที หากแต่ด้วยความที่ฟังไม่ค่อยเข้าใจ ซินแสจึงทานยาระบายทั้งขวดในคราวเดียวเลย

จากที่ไม่เคยถ่ายด้วยตนเองมาเป็นเดือนๆ ก็ถ่ายออกมา แบบฟ้ารั่ว จนลูกๆ ตกใจ แต่ตัวซินแสเองกลับหัวเราะชอบใจ และดีใจ

หลังจากถ่ายได้ ก็เริ่มทานข้าวได้ ....

นี่แหละสิ่งที่เราเชื่อว่า วาสนาต้องกันกับสมุนไพร

แลศรัทธาที่มีก็ทำให้กลายเป็นคุณกับตัวนั่นเอง

สิ่งนี้แหละที่เรามักได้ยินคนไข้ที่มักเข้าไปถามคุณอ้อว่า มีญาติเป็นผู้สูงอายุ อาการค่อนข้างหนัก สมุนไพรจะช่วยได้ไหม จะหายไหม

คำตอบที่เราได้ยิน "ก็ลองทานยาเขียวดู วัดวาสนาจากผลตอบรับ" หากวาสนาต้องกัน ยาแก้วแรกก็ต้องมีผลตอบรับแก่ผู้ทานให้เห็น อย่างน้อยก็อยากกินข้าว ทำให้ทานข้าวได้ ที่ซึ่งหลวงพ่อนิพนธ์มักกล่าวว่า นี่แหละเรียกนาทีทอง ประตูรอดเปิดแล้ว..

ใกล้เกลือกินด่าง


คนไข้ท่านหนึ่งเป็นคนพื้นเพแถวชมรมคนรักสุขภาพนี้เอง แต่เพิ่งจะได้มีโอกาสเข้ามาเป็นสมาชิก และมาวันนี้ก็ได้กลายมาเป็นจิตอาสา ได้เล่าข้อสังเกตของเขาให้ฟัง

เขากล่าวว่า สิ่งที่เขาเห็นในหมู่คนที่มา โดยเฉพาะเหล่าจิตอาสา เป็นที่น่าสังเกตสำหรับเขาคือ คนเกือบทั้งหมด ล้วนแล้วแต่เป็นคนต่างถิ่น บางคนมาจาก เหนือสุด ก็มี ใต้สุดก็มี ทางอีสานก็เยอะ ล้วนแล้วแต่มาจากที่ไกลๆ

และเมื่อเหลียวแลมองหาคนพื้นที่ หรือ ที่อยู่ใกล้เคียงกับชมรมกลับหาได้ยากยิ่ง

เขาจึงวิเคราะห์ให้ฟังว่า คงเป็นเพราะคนพื้นที่ไม่ยอมรับในตัวหลวงพ่อนิพนธ์ และมักได้ยินเสมอว่า ก็เป็นคนเหมือนกันทำไมต้องทำตัวให้คนอื่นไหว้

คำพูดนี้ เราก็ได้ยินได้ฟัง จากคนไข้บางคนกล่าวเช่นกัน

หลวงพ่อนิพนธ์เล่าอดีตสมัยถ้ำกระบอกให้ฟังว่า เมื่อครั้งที่แม่ชีเมี้ยนทรงให้หลวงพ่อนิพนธ์ลาสึกออกจากถ้ำกระบอก สิ่งหนึ่งที่หลวงพ่อนิพนธ์คับแค้นใจมากนั่นคือ ความอยากเป็นพระดีๆ แล้วทำไม่ได้

ก็ด้วยเหตุที่ยึดติดเสมอมานับแต่บวชว่า ผู้ที่ทำตำราของแม่ชีเมี้ยนได้นั้น ย่อมต้องบวชเป็นพระ และเคร่งครัด ในวินัยของพระภูมีเท่านั้น

คำสั่งสึก จึงเหมือนสายฟ้าฟาดกลางใจ ที่ทำให้ปรารถนานั้นมลายหายไปในพริบตา

แลเมื่อแม่ชีเมี้ยนให้คนไปตาม ในขณะที่จะลาสังขาร ทรงกล่าวกับหลวงพ่อนิพนธ์ว่า

ตำราแม่เหมือนทอง การที่ให้ลูกบวช ก็อุปมาทำตัวเหมือนพานทองรองรับ อันจะทำให้คนเขายินยอมพร้อมใจในการเข้ามาได้ง่าย

หากแต่ทองก็ย่อมต้องเป็นทองวันยังค่ำ ตำราแม่อยู่ที่ไหนมันก็ยังคงคุณค่าของทอง

แม่จึงอนุญาตให้ลูกไม่ต้องบวช นุ่งกางเกงทำ เพื่อพิสูจน์สิ่งนี้

การกระทำเยี่ยงนี้ ตัวลูกก็จะอุปมาเหมือนส้วม

แลผู้ที่จะเข้ามาหา เชื่อฟัง และทำตาม ก็จะมีน้อยลง หากแต่คนที่จะเข้ามานั้น ย่อมต้องเป็นผู้เห็นในคุณค่าของทองที่ลูกถือ เขาจึงเดินเข้ามาในส้วมลูกเพื่อหยิบทองไป

คนพื้นที่ จึงย่อมเห็นท่านเป็นส้วม ไม่ยอมเข้าใกล้ เหมือนต้องคำสาป ใกล้เกลือกินด่าง ดั่งเช่นคนชาวกบิลพัศดุ์ ที่เกลียดพระโคดม นั้นเอง

ด้วยภาพที่ปรากฎนี้เอง ทำให้เราเข้าใจได้ว่า ทำไมพระพุทธศาสนจึงเป็นที่ยอมรับของคนทั้งโลก แม้คนส่วนใหญ่ จะไม่ชอบ ไม่เอา ก็เพราะมันตั้งบนพื้นฐานของเหตุและผล ที่เถียงไม่ได้ ...

คำพูดลอยลมจึงแว่วเข้ามาว่า "ก็ทีปูนชัดๆ เขามาปั้นเป็นรูป เรียกว่าศาล ไม่มีอะไรเลย ยังไหว้กัน ต้นไม้ที่เคยยืนเยี่ยวใส่ทุกวันที่เดินผ่านยามค่ำคืนเมื่อเดินกลับบ้าน วันนี้มีนางไม้ คนเอาพวงมาลัยมาแขวน กราบไหว้กันยกใหญ่ ไหว้ทั้งๆ ที่ช่วยให้หายปวดท้องยังไม่ได้เลย แต่คนตัวเป็นๆ พูดได้ สอนได้ ทำให้หายปวดท้องได้ หายโรคได้ กลับตั้งแง่ว่าคนเหมือนกันไหว้ทำไม"

นี่แหละกรรมมันบังตาบังใจ เห็นผิดเป็นชอบไปเสียแล้ว

วันอังคารที่ 22 มกราคม พ.ศ. 2556

สองหมอสองมุม

หมอท่านแรก เราท่านจะพบเห็นบ่อยหน่อย เพราะท่านมาทั้งวันพฤหัส และอาทิตย์ พร้อมกับสามีที่เป็นหมอเช่นเดียวกัน

ปัญหาของหมอคือ โรคตาที่เป็น และจักษุแพทย์แก้ปัญหาด้วยการฉีดเสตียรอยด์เข้าที่ตา

ผลข้างเคียงจากความเป็นกรดของเสตียรอยด์นี้เอง ทำให้ประสาทตาฉีกขาด

ทำให้การมองเห็นเสียไป และจักษุแพทย์ไม่สามารถแก้ไขได้ จึงได้มอบวาจาอมตะแก่แพทย์หญิงท่านนี้ ว่า คงจะต้องเสียตาไปตลอดชีวิต ไม่มีทางรักษาแล้ว

สามีจึงต้องให้แพทย์หญิงท่านนี้ นั่งรถเข็นแทน เพื่อไม่ให้เดินชน

สิ่งที่หลวงพ่อนิพนธ์ยืนยันมาตลอดว่า วงการแพทย์โกหก เพราะอวัยวะทุกส่วนที่อยู่ในร่างกายเรา หากแม้นตายเมื่อไร ต้องเน่าเสีย เมื่อไม่เน่าเสีย ก็เรียกว่าตายไม่ได้ แต่แท้ที่จริงแล้ว วงการแพทย์ทำให้มันกลับมาทำงานดังเดิมไม่ได้ต่างหาก

แต่สมุนไพรทำได้ ... ธรรมชาติของมนุษย์เองซ่อมตัวเองได้ หากได้รับวัตถุดิบที่ถูกต้อง นี่แหละปาฏิหารย์ของธรรมชาติ

ผ่านไปหลายเดือนบนรถเข็น จากภาพที่เราเห็นคุณหมอเริ่มจากมองไม่เห็น นั่งพนมมือสวดมนต์ มาเป็นเริ่มมองเห็นก็จะพกแว่นขยายเพื่ออ่านบทสวด

เมื่อวันพฤหัสที่ผ่านมา คุณหมอมาเดินอวดให้หลวงพ่อนิพนธ์ดู ว่าสามารถเห็น และเดินได้เอง ไม่ต้องนั่งรถให้สามีเข็นอีกต่อไป

สิ่งนี้ก็น่าจะเป็นเครื่องยืนยันได้ว่า ทฤษฏีของใครถูก

แพทย์หญิงท่านที่สอง ไม่ได้เป็นคนไข้ หากแต่พ่อของหมอเอง เป็นมะเร็งระยะสุดท้าย

เมื่อผ่านการวินิจฉัยของแพทย์แผนปัจจุบัน แนะนำให้หมอพาพ่อไปเข้าคอร์สคีโมฉายแสงเพื่อบำบัดโรคมะเร็งที่เป็นอยู่

หากแต่พ่อของหมอยืนยันที่จะไม่เข้าคอร์สคีโม และเลือกที่จะมาทานสมุนไพรกับหลวงพ่อนิพนธ์

ด้วยความรักพ่อ หมอจึงยอมอ่อนตามใจ แม้นจะไม่เห็นด้วยสักฉันใดก็ตาม เพราะทั้งพ่อและแม่เห็นพ้องต้องกัน

เวลาผ่านไป ห้าเดือน สภาพพ่อของหมอดีขึ้น แข็งแรงจนสามารถทำกิจกรรมประจำวันได้ปกติ ไม่มีสภาพเลวร้ายให้หมอเห็นแม้แต่น้อย

หมอจึงปรึกษากับพ่อแม่ว่า นับจากวันที่ตัดสินใจไม่เข้าคอร์สคีโมนั้น มาจนถึงวันนี้ หมอประเมินว่า ค่าใช้จ่ายที่ครอบครัวของหมอไม่ต้องเสียไป ก็คงเป็นเงินล้านอยู่ เพราะคีโมที่หมอเลือกให้พ่อใช้นั้น ก็เข็มละแสนบาทแล้ว

ทั้งหมดจึงตกลงใจกันว่า ค่าใช้จ่ายที่ประหยัดได้นี้ น่าจะนำมาถวายให้หลวงพ่อนิพนธ์ จึงให้หมอเขียนเช็ค ๑ ล้านบาท มาถวายหลวงพ่อนิพนธ์

หลวงพ่อนิพนธ๋กล่าวกับแพทย์หญิงว่า "ถ้าเรารับเช็คใบนี้ หมอก็เตรียมให้พ่อรับมะเร็งกลับไปได้เลย เพราะผลที่ปรากฎเนื่องจากไม่มีราคานั่นเอง"

สองหมอสองมุม ก็น่าจะให้ข้อคิดอะไรเราท่านได้บ้าง และยืนยันว่า หากเป็นเรื่องของชีวิตแล้วไซร้ นอกจากความรู้ของพระภูมี ที่แม่ชีเมี้ยนนำมาให้ ไม่มีทาง.....

คำตรัสของแม่ชีเมี้ยนเมื่อครั้งถ้ำกระบอก จึงยังคงก้องกังวาน "ศาสนาขาดเราไม่เป็นไรหรอก หากเราขาดศาสนานี่ซิยุ่ง"

อย่าลืมไปแสดงตนของเราท่าน ว่าเราท่านยังอยากให้ศาสน์อันนี้อยู่กับหลวงพ่อนิพนธ์ในประเทศไทย เพื่อเป็นที่พึ่งอีกต่อไป

18 มีนาคม 2556 นี้้ 
พบกันที่งานทำบุญแม่ชีเมี้ยน ณ มูลนิธิไทยกรุณาจ้า


ตกม้าตาย

เรื่องของศาสนา คือเรื่องของชีวิต และเรื่องของชีวิต เป็นเรื่องละเอียดซับซ้อน ดังนั้น ความรู้ของศาสนาพระภูมี จึงมีความละเอียดซับซ้อน มากมาย

กระนั้้นก็ตาม ไม่ใช่สาระ สิ่งที่สำคัญคือ สิ่งที่หลวงพ่อนิพนธ์นำมาสอน อันเป็นความรู้ที่จำเป็นใช้ ต่างหาก

การเลือกแนวทางสมุนไพรแม่ชีเมี้ยน จึงต้องอาศัยองค์ประกอบทั้งสองอย่างควบคู่กันไป คือ สมุนไพรหนึ่ง แลองค์ความรู้ที่จะทำตนให้เดินอยู่ในร่องพระภูมีหนึ่ง

การขาดการเรียนรู้ ทำให้พฤติกรรมที่ทำ กลายเป็นตัวทำลายผล นั่นจึงเป็นเหตุที่หลายคนไม่ประสพผลในการทานสมุนไพร แม้จะยืนระยะสักฉันใด

หลวงพ่อนิพนธ์ได้ชี้พฤติกรรมอย่างหนึ่ง ที่เป็นตัวทำลายล้างผลถูก นั่นคือ การไม่จัดลำดับความสำคัญในการกระทำ

สาเหตุอาจเนื่องมาจาก การที่จะไม่ยอมพิจารณา หรือนำไปไตร่ตรอง หลังจากได้เรียนรู้ ประการหนึ่ง หรือ ชอบที่จะบรรเลงไปตามนิสัยแห่งตนประการหนึ่ง

การกระทำที่ปรากฎ ดูเหมือนจะถูกแต่ผิดมหันต์

หลวงพ่อนิพนธ์จึงกล่าวว่า ทุกคนที่มาสถานที่นี้ ล้วนแต่ต้องการความสุขของชีวิต มาเพื่อกอบกู้ชีวิต นั่นหมายถึงเห็นชีวิตตนสำคัญมีค่า

แต่ความสำคัญใดมากกว่าเล่า ในเมื่อมาถึงแล้ว สิ่งแรกที่ทำจะเป็นตัวบ่งบอก

พฤติกรรมที่หลายคนกำลังกระทำ นั่นคือ เมื่อมาถึงก็มุ่งหมายไปตลาดนัด เพื่อซื้อของถูก ผักถูก หอมกระเทียมถูก และหรือเลยไปถึงหากำไรเป็นประการแรก

ก็หมายความว่า กำไรที่หาได้ หรือเงินทองที่ประหยัดได้จากของราคาถูกเหล่านั้น ท่านเหล่านั้นเห็นว่ามีความสำคัญกว่าชีวิตตนนั่นเอง

จุดมุ่งหมายของการมา เพื่อกอบกู้ชีวิตตน โดยการมาหาแม่ชีเมี้ยน มาเรียนรู้ธรรมพระภูมีเอาไปปฏิบัติ มาทำตนเป็นพระเวสสันดร และได้สมุนไพรเป็นของแถม เพื่อช่วยชีวิตตน ก็ถูกละทิ้งไว้ข้างหลัง

เรื่องมันจึงโอละพ่อ สิ่งสำคัญที่ควรจะเป็นอันดับแรก ก็เลยกลายเป็นไก่รองบ่อน สู้ผัก หอมกระเทียมไม่ได้เลย

นั่นจึงแปลความหมายได้ว่า สิ่งที่ช่วยชีวิต ที่ควรจะอยู่สูง กลับถูกดึงลงมาต่ำ ไร้ค่า สู้ผัก ไม่ได้ แล้วสิ่งนี้จะช่วยชีวิตท่านเหล่านั้นได้โดยวิธีใด

ก็ด้วยเหตุ ทำอย่างไร ได้อย่างนั้น และคำตรัสของแม่ชีเมี้ยน ที่พยากรณ์ไว้ว่า "ของสูงเท่านั้น จึงจะดึงชีวิตที่ตกต่ำของเราให้ขึ้นที่สูงได้"

แล้วพฤติกรรมที่ทำให้ แม่ชีเมี้ยน ธรรมของพระภูมี แลสมุนไพร ต่ำกว่าผักอีก มันจะทำให้ชีวิตเราขึ้นที่สูงได้โดยวิธีใด

บทสรุปที่หลวงพ่อนิพนธ์ทิ้งไว้ให้ นั่นคือ ไม่ได้ห้ามในการซื้อ หากแต่ควรจัดลำดับความสำคัญ แลพฤติกรรมเสียใหม่ ว่าเราควรทำสิ่งใดก่อนหลัง

ควรหรือไม่ ที่จะมากราบไหว้ แม่ชีเมี้ยน พระภูมีก่อนไหม

ควรที่จะมาทำตนเป็นพระเวสสันดร ทานข้าวแกง เพื่อนำหยาดเหงื่อของเรา ได้มีส่วนร่วมในการให้สุขแก่ผู้อื่น นั่นคือ การเอาเครื่องหมายพระเวสสันดรแปะบ่าไว้สักหน่อย ตามธรรมคำสอนไหม

ควรที่จะ ทำตามวินัย เตรียมตัวเตรียมใจ พร้อมสวดมนต์ ฟังคำสอน และเก็บไปพิจารณา เพื่อทำในส่วนที่ตนทำได้ก่อนไหม

เมื่อเราทำสิ่งเหล่านี้ครบแล้ว เพื่อช่วยชีวิตตน มีเวลาจึงค่อยเดินไปซื้อผัก หอมกระเทียม ถือว่าเป็นของแถม

เพราะสิ่งแรกที่เรานึกถึง และทำ นั่นคือสิ่งที่สำคัญที่สุดสำหรับเรา

พฤติกรรมที่ทำทุกอย่างเหมือนกัน หากแต่ลำดับต่างกัน ผลก็ออกมาต่างกันมหาศาล

ไหนๆ ก็มาแล้ว ควรจัดลำดับ และทำให้ถูก มิฉะนั้นแล้ว ผลของการมา ก็จะอุปมาเหมือนตกม้าตาย ทำสักฉันใด ก็แทบจะไม่เห็นผลด้วยพฤติกรรมที่ทำผิดนี้เอง

วันจันทร์ที่ 21 มกราคม พ.ศ. 2556

ที่มาของกากยาเขียว

ในสมัยแรกๆ ที่คนป่วยยังน้อยอยู่ นั่นหมายความว่า สมุนไพรเขียวหรือยาเขียวที่เรียกกันนั้น ก็มีปริมาณมากเพียงพอแก่ทุกคน

ดั่งที่ อ.อร่ามได้เคยกล่าวไว้หลายครั้ง นั่นคือ ผู้ป่วยแต่ละคน จะได้สมุนไพรเขียวกลับบ้าน เป็นขวดลิตรกันทีเดียว เรียกได้ว่าทานกันเต็มที่

ดังนั้น จึงไม่มีความจำเป็นใดที่ต้องใช้กากยาเขียว

ครั้นต่อมา เมื่อหลวงพ่อนิพนธ์ มีดำริที่จะเปิดแจกสมุนไพร ให้แก่ชาวบ้าน หลังจากที่ได้นำคณะสงฆ์ของท่าน ไปจำพรรษา ที่สวนสมุนไพร อ.บ่อพลอย

จากการเปิดตัวนี้เอง เวลาผ่านไปเพียงไม่กี่เดือน ก็มีคนป่วยแห่กันมาหาพระ เพื่อขอสมุนไพร จากจำนวนสิบ กลายเป็นหมื่น จนสำนักสงฆ์ที่อยู่กลางป่า ไม่มีบ้านคน กลับกลายเป็นเมืองขนาดเล็กย่อมๆ

ด้วยเหตุที่การแจกสมุนไพรแก่ชาวบ้านในเวลานั้น ใช้การเทรินยาเขียวให้ทานคนละแก้วเท่านั้น ในแต่ละครั้งที่มา

แล้วก็ให้ทาน สมุนไพรมะกรูด และสมุนไพรน้ำผึ้ง (สมุนไพรดำ) คนละช้อน แล้วกลับบ้าน ไม่ได้แจกเป็นถุงดังเช่นทุกวันนี้

หากกระนั้นก็ตาม คนหายก็มีมาก ยิ่งทำให้เสียงเล่าลือยิ่งมาก อันเป็นผลทำให้สมุนไพรเขียว ซึ่งแต่เดิมถูกนำไปใช้ทาแผล และอาการด่างๆ บริเวณผิวหนัง ไม่มี เพราะต้องนำไปให้คนทานทั้งหมด

และในช่วงนั้นเอง มีคณะกรรการท่านหนึ่ง ได้เสนอความเห็นว่า ในการคั้นยาเขียว น่าจะอาศัยเครื่องจักรทำให้คั้นได้ปริมาณเต็มที่ และไม่มีกากยาปนในตัวสมุนไพรด้วย

หากแต่หลวงพ่อนิพนธ์ กล่าวว่า ทำเช่นนั้นไม่ได้ เพราะเหตุสมุนไพรเขียวต้องมีกากยาปนอยู่บ้าง เพราะกากยาจะยังคงมีตัวยาอยู่ เมื่อเข้าสู่ระบบทางเดินอาหาร จะติดไปในอาหาร ทำให้ช่วยรักษาแผล และที่สำคัญทำให้ขับถ่ายได้ง่าย โดยเฉพาะอย่างยิ่งพวกที่มีอาการริดสีดวงทวาร

ด้วยได้ฟังเหตุผลนี้เอง เจ้าหน้าที่ทำยาในสมัยนั้น คือ "คุณเส่ย" จึงได้เรียนถามหลวงพ่อนิพนธ์ว่า ถ้าเป็นเช่นนั้น กากยาเขียวที่ปรกติไม่ได้ใช้ ต้องทิ้งไป จะสามารถนำไปใช้ได้หรือไม่

หลวงพ่อนิพนธ์กล่าวว่า ก็ทำได้

จึงเป็นจุดเริ่มจากนั้นมาในการใช้กากยาเขียว โดยได้รับคำแนะนำว่า ในกรณีที่ใช้ในคนที่เป็นโรคผิวหนัง ให้นำไปผสมน้ำปูนใส (ปูนกินหมากของคนแก่ หรือที่เรียกปูนแดง) โดยใส่น้ำลงในปูน คนให้ทั่ว แล้วรอจนตกตะกอน ได้น้ำใสๆ นำมาเคล้ากับกากยาเขียวจนชุ่ม แล้วนำไปโชลมที่บริเวณนั้นๆ หลังอาบน้ำทุกครั้ง

ในกรณีของการเป็นโรคท้องผูก หรือ ริดสีดวง สามารถนำไปบดให้ละเอียดขึ้นด้วยเครื่องปั่น แล้วเคล้ากับน้ำผึ้ง ปั้นเป็นลักษณะเช่นเดียวกับลูกกลอน เก็บไว้ในขวดทึบแสง (เหมือนยาที่โดนแสงไม่ได้) แล้วแช่ในตู้เย็น ใช้ทาน และสามารถเก็บไว้ได้นาน

ข้อสำคัญ น้ำผึ้งที่ใช้ ควรเป็นน้ำผึ้งแท้ มิฉะนั้นจะทำให้เสียได้ง่าย

หรือถ้าไม่มีอะไรเลย ก็สับป่นให้เล็กลง แล้วทานสดเลยก็ได้

ดังนั้น การใช้กากยาเขียว จึงไม่จำเป็นต้องขอมามากมาย สักกำมือก็พอ สำหรับหนึ่งอาทิตย์ เมื่อหมดแล้วไปขอใหม่ เพราะตัวสรรพคุณของยาเขียว เมื่อผ่านสิบวันสองอาทิตย์ ก็จะลดค่าลงอย่างรวดเร็ว

หรือการจะนำไปใช้กับแผล ก็ทำเหมือนหนังจีน คือ เมื่อผสมน้ำปูนกับกากยาเขียวจนพอชุ่ม แล้วขยำให้เข้ากัน จนเห็นน้ำเขียวๆ แล้วก็โปะลงบนผ้าพันแผล นำไปปิดทับที่แผล ลักษณะเดียวกับกอเอี๊ยะของจีนนั้นแหละ หากแต่ทุกครั้งต้องล้างแผลก่อน เพื่อนำเศษกากยาเขึยวเก่าออก อาจใช้วิธีแผนปัจจุบันในการล้างก็ได้

มายุคปัจจุบัน เราจึงได้เห็นการประยุกต์กากยาเขียว จากหลานของคุณหญิงบุญเรือน นั่นคือ การทำขนมปังกากยาเขียว อันเป็นที่ชื่นชอบของหลายคน ที่ซึ่งประยุกต์มาจาก ขนมปังผักขมของฝรั่ง ..... แล้วท่านไปลองชิมแล้วหรือยัง ... ขมแต่ดี .. ขอบอก.. หลวงพ่อนิพนธ์การันตี

แต่อาจต้องขออภัย เพราะขายเกลี้ยงทุกสัปดาห์ อันนี้ต้องแย่งกันหน่อย เพราะของดีมีน้อย

เสียงที่ลือไป

ปัจจัยหนึ่งที่ทำให้เราท่านเหล่าสมาชิกประสพผลล่าช้า นั่นคือความประมาท ชะล่าใจ ทำให้มีพฤติกรรมเฉื่อยชา หรือที่หลวงพ่อนิพนธ์กล่าวว่า ไม่เน้น หรือให้ความสำคัญมากนัก

เหตุผลหนึ่งมักมาจากความเชื่อความศรัทธาที่ยังไม่สมบูรณ์นั่นเอง

วันอาทิตย์ที่ผ่านมา มีคนไข้ชาวฮ่องกงท่านหนึ่งมาหาหลวงพ่อนิพนธ์

คนไข้ท่านนี้ เป็นซินแสที่ดังที่สุดในเกาะฮ่องกง ป่วยด้วยโรคมะเร็งลำไส้

หลังจากผ่านการรักษาเริ่มจากหมอสมุนไพรจีน ที่จัดยาเทียบละ แสนบาทให้ ก็ไม่เป็นผล ในที่สุด ก็ใช้วิธีการทางแพทย์สมัยใหม่ โดยการเข้าคอร์สฉีดคีโม เข็มละแสนบาท เช่นเดียวกัน

ผ่านการรักษามาได้ห้าเดือน ผลที่ปรากฎ อาการจากมะเร็งลำไส้ ลามไปยังตับ และไขกระดูกสันหลัง เกิดอาการดีซ่าน ตัวเหลือง ตาเหลือง และอาการน้ำท่วมปวด มือเท้าบวม

ด้วยความที่เป็นคนดัง จึงมีพรรคพวกมาก บังเอิญได้ทราบข่าวจากพรรคพวกที่เคยบินมารักษาตัวกับหลวงพ่อนิพนธ์ แนะนำทางเลือกให้แก่เขา

เขาตัดสินใจโทรหาพรรคพวกที่เป็นเอเย่นต์ทัวร์ใหญ่ของเมืองไทย และถามว่ารู้จักสถานที่นี้หรือไม่ และบอกให้ทราบว่าผู้ที่รักษา คือหลวงพ่อนิพนธ์

อาจจะเป็นโชควาสนาของซินแสท่านนี้ก็เป็นได้ เพราะเจ้าของบริษัทพรรคพวกของเขา กล่าวว่า ตัวเขาเองก็เป็นโรคกระดูกทับเส้น หลังจากหมอตรวจและวินิจฉัย ก็ให้ทางเลือกสองทาง

หนึ่ง คือ ฉีดยาแก้ปวด ซึ่งบรรเทาอาการปวดได้ระดับหนึ่ง แต่ยังพอเดินได้ ไปไหนมาไหนได้ จนกว่าไม่ไหว ท้ายสุดก็ปวดจนตาย

สอง ผ่าตัด หากแต่หินปูนที่เกาะอยู่กับกระดูกอยู่ติดกับเส้นประสาทสำคัญ นั่นหมายความว่า เมื่อผ่าตัดแล้ว เส้นประสาทต้องขาดด้วย มีนัยว่า หายปวด แต่จะไม่สามารถเดินได้อีกต่อไปตลอดชีวิต นั่นคือ ใช้ชีวิตที่เหลือบนเตียง กับรถเข็น

และที่สำคัญ ตัวเขาเองก็ได้รับคำแนะนำจากพรรคพวก ให้มาหาหลวงพ่อนิพนธ์เช่นกัน จนทุกวันนี้ ก็ยังคงใช้ชีวิตปรกติ ไม่ได้ผ่าตัดแต่ประการใด อาการปวดก็ลดน้อยลง

ซินแสท่านนี้ ด้วยความเป็นคนดัง จึงได้รับการดูแลจากโรงพยาบาลอย่างดี แต่เขาและภรรยา ได้ตัดสินใจหลบหนีออกจากโรงพยาบาล โดยให้ลูกจองตั๋วเครื่องบิน ในวันเดียวกัน คือเช้าวันอาทิตย์ และมาหาหลวงพ่อนิพนธ์ โดยการติดต่อของพรรคพวกที่ช่วยเหลือ

ยิ่งไปกว่านั้น ด้วยอาการที่เป็นหนัก คือ เริ่มท้องอืด ทานไม่ได้ ดังนั้น อาการจึงเป็นสองแรงบวก อันมาจากโรคที่เป็นหนึ่ง แต่ที่ร้ายกว่านั้นมาจากร่างกายขาดสารอาหาร อันเป็นผลจากการโดนคีโมแล้วเกิดผลข้างเคียงทำให้ทานอาหารไม่ได้

สิ่งที่หลวงพ่อนิพนธ์ ชี้ให้เห็นความแตกต่างระหว่างคนไข้ซินแสท่านนี้ กับคนไข้ทั่วไป นั่นคือ การตัดสินใจแน่วแน่ และมีชีวิตเป็นเดิมพัน ยอมถอดสายระโยง ระยาง ทิ้ง หนีโรงพยาบาล และเตรียมเสื้อผ้ามาอยู่ วัดพรหมลิขิตกับหลวงพ่อนิพนธ์

บทสรุปที่หลวงพ่อนิพนธ์ชี้ให้เห็นว่า ทำไมคนไข้ที่มีระยะอาการขั้นสุดท้าย ที่เป็นชาวต่างชาติ แล้วมาหาท่าน มักจะฟื้นตัวได้รวดเร็ว และมีโอกาสรอดสูง

ก็ด้วยเหตุที่บุคคลเหล่านี้ รู้ดีว่า ทางรอดอื่นๆ ที่เคยเชื่อ ล้วนแล้วแต่เป็นทางตัน ดังนั้นเมื่อได้สัมผัสสมุนไพร แล้วเกิดอาการตอบรับที่ดี ผลก็คือศรัทธาและความเชื่อมั่นอันมหาศาลที่บังเกิดแก่เขา นั่นเอง

สิ่งนี้แหละเป็นชนวนทำให้เกิดความมุ่งมั่น ในการรักษาชีวิตตน และเห็นหนทางว่าเป็นไปได้ จึงทุ่มเท เรียนรู้และทำตาม แม้จะฟังไม่ค่อยรู้เรื่องก็ตามที

คำกระเซ้าเย้าแหย่จากหลวงพ่อนิพนธ์ ที่กล่าวกับคนไข้ทั่วไป เหมือนพูดเล่นๆ อาจเป็นจริงขึ้นมาวันใดวันหนึ่งก็ได้ นั่นคือ พวกเราคนไทยประมาท และชะล่าใจ วันหนึ่งที่ฟ้าเปิด คนต่างชาติเหล่านี้จะแห่กันมาเพื่อทานสมุนไพร

นั่นก็หมายความถึงว่า เขาเป็นคนไกลแท้ๆ แต่มาทานแล้วก็เอาผลกลับกันไป ส่วนคนไทยของเรา ก็ยังคงทานอยู่ไม่หายสักที เพราะทานแบบไม่เอาผลนั่นเอง

แสดงตน งานทำบุญแม่ชีเมี้ยน

ประเด็นหนึ่งที่หลวงพ่อนิพนธ์ มักชี้ให้เห็นในคำสอน นั่นคือ กิจกรรมที่ดำรงอยู่ได้ในทุกวันนี้ และยังมีผลต่อเราท่านทั้งหลาย ล้วนแล้วแต่เป็นความเมตตากรุณา ที่แม่ชีเมี้ยนทรงทิ้งไว้ให้

แต่ธรรมชาติของศาสนา มักจะเป็นหนึ่งเดียว ดังนั้นสิ่งที่หลวงพ่อนิพนธ์ปริวิตกอยู่เสมอนั่นคือ เมื่อพระภูมีองค์ใหม่อุบัติขึ้น อำนาจที่แม่ชีเมี้ยนทรงให้ไว้นี้นั้นจะถูกเรียกคืนกลับไปรวมศูนย์อยู่ที่พระภูมีหรือไม่

ข้ออ้างหนึ่งเดียวที่หลวงพ่อนิพนธ์ใช้กล่าวอ้างกับแม่ชีเมี้ยน เพื่อดำรงสถานะความศักดิ์สิทธิ์และอำนาจของสมุนไพร นั่นคือ "การตอบแทนพระคุณแผ่นดินเกิด" ที่เป็นหน้าที่มอบหมายให้หลวงพ่อนิพนธ์กระทำแทน อันเป็นคำสั่งเสียก่อนที่จะละสังขาร

และคำสั่งเสีย ที่ตอกย้ำเสมอในสิ่งที่ทิ้งไว้ให้นี้ ทรงตรัสว่า "เมื่อแม่ข้ามไปแล้ว จะหันมามองดูว่า สิ่งที่ทิ้งไว้ให้นี้มีความหมายกับผู้ใดบ้าง"

ด้วยเหตุนี้เอง จึงเกิดเป็นประเพณีที่เมื่อครบวันละสังขารของแม่ชีเมี้ยน อันเป็นวันเกิดของสมุนไพรหลวงพ่อนิพนธ์ แม่ชีเมี้ยนจะมาดู และพิจารณาผลอันนี้ เหล่าคนไข้ก็จะมาเพื่อแสดงตน และรำลึกคุณของแม่ชีเมี้ยน และศาสนา ตลอดมานับตั้งแต่ ปี ๓๐

หากแต่ปีนี้ เมื่อวันปีใหม่ แม่ชีเมี้ยนได้ทรงตรัสแก่หลวงพ่อนิพนธ์ว่า ลูกก็ทำมามากแล้ว บุญที่ทำมาก็พอเลี้ยงตน หากเหนื่อยนักก็เลิกเสีย

หลวงพ่อนิพนธ์ จึงกล่าวว่า หากจะดำรงสถานะ และรักษาอำนาจของสมุนไพรนี้ไว้ในแผ่นดินนี้ ก็ต้องแสดงให้แม่ชีเมี้ยนทรงเห็นว่า สิ่งที่ท่านทิ้งไว้ให้นั้นมีความหมายแก่ชีวิตคนอันมหาศาล

นั่นก็หมายความว่า เป็นหน้าที่ของเหล่าสมาชิกทุกท่าน ที่สมควรแสดงตน เพื่อร้องขอ ให้หลวงพ่อนิพนธ์สามารถดำเนินกิจกรรมต่อไปได้

ดังนั้น วันรำลึกคุณแม่ชีเมี้ยน และศาสนา ในวันที่ทรงละสังขาร ในวันอาทิตย์ที่ ๑๗ มีนาคม ศกนี้ จึงอยากเชิญชวนเหล่าสมาชิก ให้มาแสดงตน และสวดมนต์ เพื่อรำลึกคุณ ให้แม่ชีเมี้ยนได้ทรงทราบว่า สิ่งที่ท่านทิ้งไว้ให้นี้ มีความหมายต่อเราท่าน

และขอเลื่อนวันรับสมุนไพรไปเป็นวันจันทร์ที่ ๑๘ มีนาคม ศกนี้ อันเป็นวันที่ท่านทรงละสังขารแทน

ในวันอาทิตย์ ก็จะมีการออกร้านจากเหล่าสมาชิก ให้ทานฟรี และมีกิจกรรมที่ทำกันมาทุกปี นับตั้งแต่ปี ๓๐ นั่นคือ การสวดมนต์ข้ามคืน เพื่อรับมงคลจากแม่ชีเมี้ยน

หากแม่ชีเมี้ยนทรงอนุญาต กิจกรรมก็ยังคงดำเนินต่อไปได้ หากท่านพิจารณาแล้วเห็นว่า ผลที่เกิด มีเพียงน้อยนิด นั่นก็หมายความว่า สถานะของชมรมคนรักสุขภาพ ก็จะเป็นดุจดั่งถ้ำกระบอก

หลวงพ่อนิพนธ์ จึงสรุปและชี้ให้เห็นความสำคัญในการแสดงตนนี้ว่า นั่นคือการแสดงผลงานให้แม่ชีเมี้ยนทรงเห็นว่า สิ่งที่ทิ้งให้ไว้นี้ มีความหมายมหาศาลต่อสรรพชีวิตเป็นจำนวนมาก มิฉะนั้นแล้ว เราท่านหากต้องการทานยาเขียว ทั้งหมดก็ต้องขึ้นเครื่องบิน ไปทานที่สำนักสงฆ์ในพม่า และต่อคิวยาวเหยียด เพื่อได้ทานยาเขียวสักแก้วหนึ่ง

ใครจะคิดอย่างไรก็ช่าง หลวงพ่อนิพนธ์กล่าวว่า การนำคนป่วยเป็นจำนวนหลายพันคน ที่ซึ่งล้วนแต่อาการสาหัส มาอยู่รวมกัน โดยไม่มีใครเป็นอะไรนั้น ในโลกนี้ไม่มีใครกล้าทำ นั่นแสดงให้เห็นได้ชัดว่า สิ่งที่ทำอยู่นี้ ไม่ใช่เป็นเพราะตัวท่าน หากแต่อาศัยซึ่งอำนาจและบุญญาธิการของศาสนา มาปกป้อง หากขาดซึ่งสิ่งนี้เสีย ก็ไม่สามารถดำเนินกิจกรรมไปได้อย่างแน่นอน

จึงไม่ต้องสงสัย เมื่อพระถ้ำกระบอก และสำนักอีก ๗ สำนัก ที่แตกออกไปทำเอง โดยปราศจากอำนาจหรือสิ่งศักดิ์สิทธิ์ หรือที่เรียกบุญญาธิการของศาสนา แม้จะเป็นสูตรสมุนไพรมาจากครูคนเดียวกัน ตำราเล่มเดียวกัน ทั้งหมดจึงหัวทิ่ม ไม่มีใครประสพผล

จึงอยากเชิญชวน ให้สมาชิกที่ทานสมุนไพรทุกท่าน มาร่วมแสดงตน เพื่อร้องขอ และแสดงตนให้แม่ชีเมี้ยนได้ทรงเห็นว่า เราท่านทั้งหลาย ต้องการสิ่งนี้ไว้ เพื่อเป็นร่มโพธิ์ร่มไทร ให้พักพิงในผืนแผ่นดินไทยต่อไป

วันศุกร์ที่ 18 มกราคม พ.ศ. 2556

ทางตัน

หลายคนที่เห็นห้องที่หลวงพ่อนิพนธ์นั่งสอน และจะมีคนไข้ที่เรียกว่าวีไอพี เข้าไปนั่งฟัง นั่งสวดมนต์ กันเต็มห้อง

บางคน ก็คิดไปเลยเถิด ว่าเป็นการแบ่งชั้น แบ่งวรรณะ หรือเอาใจคนมีเงิน ยิ่งไปกว่านั้น บางคนเขียนความเห็นลงในเวปบางเวปว่า เป็นการเลือกปฏิบัติ นั่นคือ ทำเพื่อเลือกคนมีเงิน

ก็ว่ากันไป

แต่สิ่งหนึ่งที่เราเห็นประโยชน์จากการทำเช่นนี้ของหลวงพ่อนิพนธ์ นั่นคือ ภาพสะท้อนความเป็นจริง

ความจริงที่ว่านี้ คือ ทางตัน ที่บังเกิดจากการเลือกแนวทางวิทยาศาสตร์ หรืออื่นใด โดยบุคคลนั้้นเป็นคนมีเงิน และยอมเสียให้แก่สิ่งนั้น โดยหวังว่าจะต้องประสพความสำเร็จสมดังหวัง แต่ผลก็พิสูจน์มาแล้วว่า เงินทอง และเวลาที่คนเหล่านี้ทุ่มเทไป เสียเปล่า และยิ่งไปกว่านั้น ปัญหาของตนเอง กลับมาถึงทางตัน ที่แนวทางที่หวัง หมดทางช่วยแล้วด้วยกันทุกคน

การที่คนทั่วไป ได้เห็นคนเหล่านี้ ย่อมเป็นข้อพิสูจน์ว่า เรื่องของชีวิต เงินซื้อไม่ได้ ใครก็ช่วยตัวของเราท่านไม่ได้

เมื่อยอมรับในความจริงข้อนี้ จึงพิจารณาแนวทางของพระภูมี คือ "ตนพึ่งตน" มาลองใช้ดู ทำดู

หากยังเชื่อว่าหมอช่วยได้ ก็เห็นหมอนั่งอยู่ในห้องก็หลายคน

หากยังเชื่อว่า พระช่วยได้ ก็เห็นท่านเจ้าคุณสมเด็จ และพระผู้ใหญ่ นั่งอยู่ในห้อง

หากยังเชื่อว่า วิทยาการสมัยใหม่เชื่อได้ ก็เห็น ด็อกเตอร์นั่งกันหน้าสลอน

หากยังเชื่อว่า โรงพยาบาลชั้นนำช่วยได้ ก็เห็นนายพล และเศรษฐี และเจ้าของโรงพยาบาล หนีโรงพยาบาล มานั่งกันแน่น

หรือเชื่อว่า อเมริกาเจ๋งสุดๆ ก็เห็นเศรษฐีฝรั่งอเมริกา บินมานั่งให้ดูแล้วไง

ห้องวีไอพี สำหรับเรา คือบทพิสูจน์ ที่หลวงพ่อนิพนธ์ ทำให้เราท่านเห็นว่า สิ่งที่พึ่งได้สำหรับเรื่องของชีวิต ในโลกนี้ไม่มี

เหลือเพียงสิ่งเดียวที่พึ่งได้ นั่นคือ สมุนไพรและธรรมของพระภูมี ที่แม่ชีเมี้ยนนำมาเท่านั้นเอง

ถ้ายังข้องใจว่าจริงหรือ ก็ถามรัฐมนตรี และบรรดา สส. ที่นั่งอยู่ในห้องนั้นสิว่าจริงไหม

คนที่นั่งอยู่ในห้องนี้ ล้วนผ่านสุดยอดของวิทยาศาสตร์ มากันมาแล้วทั้งหมดทั้งสิ้น จนท้ายที่สุดก็ได้รับวาจาอมตะ

ถามทุกคนซิ คนไหนอยากมาที่ชมรมนี้ เพราะมันลำบาก หากแต่ความจริงที่ปรากฎ เหตุที่ต้องมาก็ด้วยรักชีวิตของตนนั้นเอง

บทสรุปที่หลวงพ่อนิพนธ์มักสอนแทบทุกครั้ง คือ "ไม่ว่าอะไรหรอก หากจะมีสิ่งยึดถือของตน แต่ตอนนี้ขอให้วางก่อน ทำตามที่บอก เมื่อช่วยตนของตนได้แล้ว จะกลับไปยึดถือในสิ่งนั้นเช่นเดิมก็ไม่ว่ากัน"

หลวงพ่อนิพนธ์จึงชอบยกพฤติกรรมของพ่อเลี้ยงชาวเหนือคนหนึ่งให้ฟังเสมอๆ ที่มาด้วยโรคเอดส์ ใส่เปลหามมาหาท่าน แล้วท่านก็ให้ไปพักที่ศรีสวัสดิ์ ทำสมุนไพรแม่ชีเมี้ยนให้ทาน

จนพ่อเลี้ยงฟื้นกลับมาแข็งแรง ช่วยงานก่อสร้างได้ แบกไม้ได้ แต่ทุกครั้ง ที่ทานยา พ่อเลี้ยงจะหันไปทางทิศเหนือ

หลวงพ่อนิพนธ์ให้คนไปถามว่าทำทำไม พ่อเลี้ยงตอบว่า ไหว้ครูบาศรีวิชัยที่ตนนับถือ

หลวงพ่อนิพนธ์กล่าวว่า เขากำลังทานสมุนไพรของพระภูมี ของแม่ชีเมี้ยน แต่ไปไหว้ครูบา พฤติกรรมเช่นนี้เรียกอกตัญญู ท้ายที่สุดแล้วจะไปไม่รอด

ผ่านไปได้เกือบปี โรคของพ่อเลี้ยงก็หวนคืนกลับ ไม่ว่าจะทานสมุนไพรสักฉันใด มากกว่าเดิมเป็นหลายเท่า ก็ไม่ทำให้พ่อเลี้ยงอาการดีขึ้นเลย

ปฐมบทของการผ่าทางตัน หลวงพ่อนิพนธ์จึงกล่าวว่า มันเริ่มที่ "ตัวกตัญญู" นี้เอง

มะเร็ง ๕ บาท

คำพูดที่ฟังดูเหมือนพูดกระเซ้า หรือ พูดเล่นๆ ที่หลวงพ่อนิพนธ์มักกล่าวเมื่อเวลาซื้อของ แล้วเห็นแม่ค้าคิดเงิน แล้วพูดว่า "บาทเดียวก็ลดไม่ได้"

หรือแม้กระทั่ง ยามที่นำรถยนต์ไปซ่อมที่อู่ แล้วอู่คิดเงิน บังเอิญลืมใส่น็อตตัวหนึ่ง แล้วก็นำมาใส่ พร้อมกับคิดเงิน ๕ บาท เป็นค่าน็อต ไม่เกี่ยวกับค่าซ่อมหลายพันบาทก่อนหน้านี้

สิ่งที่มักจะได้ยินท่านกล่าวเสมอ คือ ๕ บาท ที่คนเหล่านี้คิดว่าได้ มันคุ้มกับมะเร็งหรือ และแน่ใจหรือว่าได้

เมื่อเวลาผ่านไป ก็เป็นเครื่องพิสูจน์ให้เห็นว่า สิ่งที่หลวงพ่อนิพนธ์กล่าวนั้นเป็นความจริง ยามเมื่อเราได้เห็นแม่ค้า และช่าง เหล่านี้ มารักษามะเร็งที่ชมรม

คำสอนของหลวงพ่อนิพนธ์จึงมักเน้นย้ำเสมอว่า การค้ากำไรเกินควร กำไรที่เกินนี้แหละจะย้อนกลับมาให้ทุกข์แก่เรา แล้วคนเหล่านี้ก็จะกล่าวอ้างเสมอ ว่า ตนเองไม่เคยฆ่าสัตว์ตัดชีวิต ไม่เคยทำร้ายใคร ทำบุญมาตลอดชีวิต สรุปง่ายๆ ก็เป็นคนดีของสังคม แต่ทำไมจึงมาเป็นโรคร้ายนี้ได้

พูดง่ายๆ ประท้วงว่า ตนเองไม่เคยทำบาปทำกรรม ทำไมจึงมาเป็นโรคร้าย

และที่ทำร้ายจิตใจคนพวกนี้มากไปกว่าโรค นั่นคือ ไอ้เจ้าเงินกำไรส่วนเกินที่เก็บหอมรอมริบมาทั้งชีวิต รวมทั้งเงินสุจริตที่ควรเป็นของตน ก็ต้องถูกโอนย้ายถ่ายเทไปให้หมอ ให้ฝรั่ง เป็นค่ารักษาจนหมด

ความจริงข้อนี้ หลวงพ่อนิพนธ์จึงให้คิดว่า แท้ที่จริง เราได้หรือเสียกันแน่

พฤติกรรมเช่นนี้ กำลังลุกลามมายังตลาดนัดหน้าชมรมคนรักสุขภาพ ด้วยเห็นความอยากของคนไข้ที่อยากซื้อ อาทิเช่นมะพร้าว ก็นำมะพร้าวมาขายให้ คนไข้ก็อยากซื้อมาให้ชมรมประกอบสมุนไพร แต่มะพร้าวนั้น เป็นมะพร้าวตกต้น ลูกแตก เน่าเสีย มาหลอกขาย

หลวงพ่อนิพนธ์จึงเตือนอยู่บ่อยครั้งว่า ไม่ควรสนับสนุนคนเหล่านี้ และท้ายที่สุด เมื่อกรรมมาถึง คนเหล่านี้เป็นโรคร้าย ก็จะเวียนเข้ามาในชมรม

อุทาหรณ์นี้ น่าจะเตือนใจเราท่านว่า สิ่งที่ฝรั่งมักพร่ำสอนในวิชาบริหาร ให้ตั้งจุดมุ่งหมายในการทำธุรกิจ นั่นเพื่อให้ได้กำไรสูงสุด สำหรับเราท่านชาวพุทธ อย่าได้เดินทางเส้นนั้นเลย

วันพุธที่ 16 มกราคม พ.ศ. 2556

งานสำคัญ

หลายคนที่ได้มาร่วมกิจกรรมกับหลวงพ่อนิพนธ์ ก็อาจมีความคิดว่า ผลของการทำเพื่อช่วยตนนั้น กิจกรรมนั้นจะต้องมีความสำคัญ จึงจะช่วยตนได้

อุปมาดั่งเช่น ในบริษัท ที่ตีค่าราคาเงินเดือน ตามงานหรือความรับผิดชอบของคนนั้นๆ

เมื่อนำมาเปรียบเทียบกัน ก็คิดว่าน่าจะเป็นเช่นนั้น

หากแต่เรื่องของศาสนา ไม่เป็นเช่นนั้นเลย

กิจกรรมใดๆ ก็ตาม ที่หลวงพ่อนิพนธ์กำหนดให้ทำ ต่างหากที่มีผลต่อการช่วยตน ของเราท่าน

หลวงพ่อนิพนธ์ จึงได้ยกตัวอย่างคนไข้หญิงท่านหนึ่ง ที่เป็นโรคมะเร็งเม็ดเลือด ผอมจนเหลือแต่กระดูก

คนไข้ท่านนี้ ไม่มีเงินรักษาตัว ด้วยโรคนี้ค่ารักษาแพงมากนั่นเอง จึงได้อาสาตนเองมาช่วยทำงานในกิจกรรมของหลวงพ่อนิพนธ์

หลวงพ่อนิพนธ์กล่าวแก่คนไข้ท่านนี้ว่า หากเชื่อเรา ก็รับผิดชอบในงานครัว ล้างจานชามไป ทานสมุนไพรไป แค่นี้ก็รอดแล้ว

คนไข้หญิงท่านนี้ ก็ทำตามที่หลวงพ่อนิพนธ์สั่ง และอยู่มาจนทุกวันนี้ ไม่เคยไปหาหมอ นับเวลาผ่านไปก็สิบกว่าปีแล้ว

หลวงพ่อนิพนธ์ กล่าวว่า กิจกรรมใดๆ ที่มีผลต่อเรา ผู้ใดทำย่อมมีผลต่อผู้นั้นเช่นกัน

ความจริงข้อนี้ เห็นได้จาก คนไข้เอดส์ ที่หลวงพ่อนิพนธ์ได้นำไปไว้ให้ดูแลสถานที่ และสมุนไพรที่ศรีสวัสดิ์ ที่ซึ่งห่างไกลและไปมาลำบาก

คนไข้เหล่านั้น จึงทานสมุนไพรบ้างไม่ทานบ้าง พูดง่ายๆ มีก็ทาน ไม่มีก็งด

สิ่งหนึ่งที่หลวงพ่อนิพนธ์ มักกล่าวย้ำกับคนไข้เหล่านี้ อันเป็นพันธะสัญญา คือ "ต้นไม้รอด คนก็รอด"

คนไข้ที่ทำตามเหล่านั้น ก็ล้วนอยู่รอดมาจนทุกวันนี้

รายล่าสุด ก็วิศวกรหนุ่มจากรั้วสีชมพู ที่สามารถกลับไปทำงานได้แล้ว

แม้กระทั่งห้องน้ำ ที่หลวงพ่อนิพนธ์ ใช้แก้เคล็ดให้คุณปรียานุช ในการรักษาโรค เพื่อเปลี่ยนนิสัยจากชอบใช้คน มาทำให้คนใช้แทน ก็ช่วยทำให้คุณปรียานุช กลับมาเดินได้ และอยู่มาจนทุกวันนี้

วันอังคารที่ 15 มกราคม พ.ศ. 2556

ผลมหาศาล


วิชาเคมี สอนให้เห็นสิ่งที่เหมือนกัน หากแต่ผลของการทำปฏิกิริยา แตกต่างกันได้อย่างมหาศาล

และท้ายที่สุดก็ได้รู้ว่า พลังอันมหาศาล ที่แท้จริง ไม่ได้เกิดจากการทำให้แตกออก หากแต่ได้จากการหลอมรวมกัน อันเป็นที่มาของระเบิดร้ายแรงที่สุดในโลก

ความเป็นจริงนี้ พระภูมีทรงรู้แจ้ง ดังนั้นเมื่อแม่ชีเมี้ยนทรงนำมาสอนสงฆ์ เพื่อสร้างสภาวะนี้ให้เกิดแก่จิต

พระถ้ำกระบอก จึงมีหน้าที่รวบรวมจิตให้กลับมาอยู่ที่ตนเป็นพลัง ภาพที่เห็น จึงกลายเป็นวินัยที่ปฏิบัติ นั่นคือ ไม่ดูทีวี ฟังวิทยุ อ่านหนังสือพิมพ์ มุ่งหน้าปฏิบัติตามวินัยของพระภูมี แล้วพิจารณา สร้างศรัทธาให้เกิดจนกลายเป็นพลังมหาศาล

เมื่อพระถ้ำกระบอกปฏิบัติตาม ผลของการทำ ก่อให้เกิดปาฏิหารย์แก่มวลหมู่มนุษย์มากมาย เป็นหมื่นเป็นแสนคน ได้ประจักษ์

หลวงพ่อนิพนธ์ จึงชี้ให้เห็นว่า "การทานสมุนไพรให้ได้ผลมหาศาล จึงไม่ได้อยู่ที่ปริมาณ แต่หากอยู่ที่พฤติกรรมและความคิดที่ทาน"

หลายคน พยายามที่จะหาวิธีที่ให้ได้สมุนไพรไปทานมากที่สุด ด้วยพื้นฐานความเชื่อที่ว่า ถ้าได้ทานมาก นั่นคือ การหาย

หากแต่ความเป็นจริงหาเป็นเช่นนั้นไม่ เพราะคุณค่าของสมุนไพร ถูกจำกัดไว้ในระดับหนึ่งเท่านั้นเอง

การทำเช่นนั้น ก็อุปมาเหมือนนำก๊าซไฮโดรเจนไปจุดไฟ ก็คงได้ความร้อนระดับหนึ่งเท่านั้นเอง ซึ่งอาจเพียงพอสำหรับคนไม่กี่คน ที่ปัญหาไม่ร้ายแรงสักเท่าใด

หากแต่การที่จะทำให้สมุนไพร อุปมาเหมือนระเบิดไฮโดรเจน ที่ไม่ต้องใช้ปริมาณมากมาย แต่ให้พลังมหาศาล นี่จึงเป็นสิ่งที่ต้องเรียนรู้ แล้วทำ

หากทำได้ ผลก็คือ ไม่ว่าจะเป็นโรคใด ก็เกิดปาฏิหารย์ได้ ด้วยผลอันมหาศาลนี้

ด้วยเหตุนี้ เราท่านทั้งหลายจึงต้องฟังคำสอน เพื่อเรียนรู้วิธีการดังกล่าว

เพราะการทานสมุนไพรปริมาณมากๆ เพื่อให้ได้ผล มันใช้ไม่ได้กับทุกคน แต่การทำให้สมุนไพรมีคุณค่ามหาศาล ผู้ใดทำได้ แม้จะทานสมุนไพรน้อยนิด ก็ให้ผลอเนกอนันต์

หลวงพ่อนิพนธ์ จึงมักแนะเคล็ดสิ่งหนึ่งให้ฟังเสมอ นั่นคือ การรวบรวมจิต สร้างศรัทธา ให้มาอยู่ที่ แม่ชีเมี้ยน พระภูมี และสมุนไพร ไว้เป็นที่เดียวก่อน

ความเชื่ออื่นใด ให้วางไว้ก่อน หากมีพระเจ้า ก็ให้อุปมาสิ่งเหล่านี้เป็นพระเจ้าชั่วคราวของเราท่านไปก่อน

เพราะจิตเมื่อรวมศูนย์ได้ จะก่อให้เกิดพลังอันมหาศาล

นั่นจึงเป็นเหตุที่หมอทุกคนมักกล่าวกับคนไข้ ให้ทำใจให้สบาย อย่าฟุ้งซ่าน เมื่อเวลาเราท่านกำลังรักษาตัว

กรรมวิธีนี้ นี่แหละเป็นสิ่งที่เราท่านต้องเรียนรู้จากหลวงพ่อนิพนธ์

แล้วเราจะได้รู้ว่า กรรมที่มีอำนาจ เกินกว่าสิ่งใดๆ หรือคนใด ในโลกจะต้านทาน หรือหยุดได้ นั่นหมายถึง กรรมมีอำนาจ เป็นความศักดิ์สิทธิ์ มีฤทธิ์มหาศาล หากแต่เมื่อเจอความรู้ของพระภูมี เหมือนงูเจอเชือกกล้วย

นั่นคือ เราต้องเรียนรู้ว่า "พลังของธรรม สร้างได้โดยวิธีใด" จึงเป็นพลังที่มีอำนาจมหาศาล และเอาชนะกรรมได้

หลวงพ่อนิพนธ์ มักทิ้งท้ายในคำสอนเสมอว่า ไม่ได้มาพูดให้ทุกคนเชื่อ เพราะคงเป็นไปไม่ได้ และไม่ได้มาพูดเพื่อคัดง้างกับคำสอนของผู้อื่น

หากแต่ให้พิจารณาผลที่เกิด จากคำสอน

หลักพระภูมี ที่แม่ชีเมี้ยนนำมาสอน มีคนเชื่อและทำตาม แล้วประสพผลมากมาย ยืนหยัดพิสูจน์มากว่าครึ่งศตวรรษแล้ว

ดังนั้น หลวงพ่อนิพนธ์จึงได้เสนอแนวทางนี้ ให้เป็นทางเลือก ที่จะทำให้คนที่เชื่อ ได้สัมผัสพลังของธรรมที่แท้จริง ที่มีผลเปลี่ยนแปลงชะตาชีวิตที่เลวร้าย เหนือกรรม เหนือเวร จนได้ขนานนามว่า "เหนือโลก"

อันเป็นที่มาของฉายา ที่คนทั่วไปเรียกแม่ชีเมี้ยนว่า ท่านเป็น "มนุษย์เหนือโลก" นั่นเอง

นั่นคือเหตุผลที่ว่า ทำไมทานแล้วผลที่ได้มันต่างกัน

บทเรียนจากอดีต


คำสอนของหลวงพ่อนิพนธ์ ที่มักสอนสมาชิกใหม่ นั่นคือ ให้ค้นหาว่าชีวิตจริงของเราท่านทั้งหลาย "สุขอยู่ที่ใด"

คำตอบของคำถามนี้ จึงเป็นจุดมุ่งหมายของการมายัง ณ.สถานที่นี้ และก็ต้องหาคำตอบอีกคำตอบหนึ่งให้ได้ว่า หลักของพระภูมีที่แม่ชีเมี้ยนนำมา เพื่อสิ่งใด หวังสิ่งใด

เมื่อนำคำตอบทั้งสองสิ่งนี้มารวมกัน และเปรียบเทียบกัน พิจารณาดูว่า เป็นไปในทิศทางเดียวกันหรือไม่ หากไม่ ก็ควรที่จะรีบไปหาที่อื่น เพราะท้ายที่สุด ทางของเราท่าน กับทางของแม่ชีเมี้ยนก็ย่อมต้องแยกออกจากกัน กาลเวลาที่ทุ่มเท ก็สูญเปล่า

ด้วยเหตุนี้ ภาพในอดีตของถ้ำกระบอก จึงได้ถูกหลวงพ่อนิพนธ์หยิบยก เพื่อเป็นอุธาหรณ์ให้ผู้ที่มา ได้เห็นความเป็นจริงนี้ และตัดสินใจ

ภาพหนึ่งที่แม่ชีเมี้ยน มักให้เป็นสติสงฆ์ หากเลือกเส้นทางของพระภูมี นั่นคือ "ทุกข์วันนี้ สุขวันหน้า" อันหมายถึง เราท่านทั้งหลาย ควรเตรียมตัว เตรียมใจ รับทุกข์ ที่จะพึงเกิด เพราะทุกข์อันนี้ เกิดจากกรรมที่เราทำมา มันสมบูรณ์แล้ว จะทำสักฉันใด ปฏิเสธสักฉันใด ก็หาพ้นไม่

การปฏิเสธทุกข์ หาใช่ทางแก้ มีแต่ก้มหน้ายอมรับ แล้วไม่ทำซ้ำอีก นั่นแล จึงจะทำให้ทุกข์หมดไปได้

นับแต่อดีต เมื่อผู้คนมาใช้เส้นทางของพระภูมี เดินตามมาได้ระยะหนึ่ง ก็ต้องเผชิญอุปสรรคใหญ่ ที่ทำให้ต้องหันเห ด้วยวินัยของพระภูมี เป็นวินัยทุกข์ อันจะก่อให้เกิดสุขแก่วิญญาณ

หากแต่ในปัจจุบัน ที่กรรมยังมาไม่ถึง ยังไล่ไม่ทัน เราท่านทั้งหลาย ก็สามารถหาสุขได้จากสิ่งต่างๆ ตามกิเลส นิสัย

สิ่งเหล่านี้ ยั่วยวน จนในที่สุด ก็ละทิ้งวินัยทุกข์ของพระภูมี หรือวางวินัยนี้ลง

คำตรัสของแม่ชีเมี้ยน ต่อหลวงพ่อนิพนธ์ ที่มีต่อพึ่ชายทั้งสอง เมื่อคนทั้งสอง ละทิ้งวินัยพระภูมี หันไปหาลาภ ยศ เงินทอง สรรเสริญ เพื่อให้ไม่เกิดอาฆาต และให้อภัย

ทรงตรัสว่า " ก็ต้องเห็นใจพี่ทั้งสองของเอ็ง ท่านรูญเป็นแค่เพียงตำรวจยศสิบตรี ไม่มีคนสนใจ ส่วนท่านเจริญ ก็เป็นเพียงพนักงานเทศบาล หากแต่ในวันนี้ มีคนมากมายกราบไหว้ นับหน้าถือตา จะให้ละทิ้งก็เป็นเรื่องยาก" 

เราจึงหันกลับมาวันนี้ ในสิ่งที่หลายคนกำลังทำ นั่นคือ การละทิ้งหน้าที่ ที่ช่วยชีวิต หันกลับไปหา เงิน ทอง ลาภยศ สรรเสริญ อีกครั้ง หลังจากที่รอดจากความตาย จึงไม่เป็นเรื่องแปลก

เราได้ยินได้ฟังจากหลวงพ่อนิพนธ์ พูดถึงคนเหล่านี้ อาทิเช่น คนไข้วีไอพีท่านหนึ่ง เรียกได้ว่าเป็นเจ้าพ่อแห่งเครื่องจักรกลใหญ่ มีอุปกรณ์ในการสร้างสาธารณูปโภค ระดับชาติ รับงานข้ามประเทศ

จนวันหนึ่ง เมื่อภาวะโรครุมเร้า ทำให้หมดความสามารถในการประกอบอาชีพ ด้วยสังขารไม่อำนวย แลหมอก็กล่าววาจาอมตะ ให้ใช้ชีวิตที่เหลือที่มีอีกไม่มาก ทำในสิ่งที่ชอบ

คนไข้ท่านนี้ ก็มาตามติดหลวงพ่อนิพนธ์ และกล่าวว่า จะหยุดกิจการและรอขาย หากหายก็คงไม่กลับไปทำอีก เอาชีวิตไว้ดีกว่า

และเมื่อเวลาผ่านไปปีกว่าๆ สภาพของเขาก็กลับมาแข็งแรงเป็นปกติ ความคิดในการทำธุรกิจ ก็เริ่มย้อนกลับมา จนในที่สุด ก็ละทิ้งการมาหาหลวงพ่อนิพนธ์ โดดกลับไปทำธุรกิจเต็มตัว

บทสรุปที่หลวงพ่อนิพนธ์ ได้กล่าวเตือนให้พึงระวังเสมอ ไม่ว่าจากอดีตถ้ำกระบอก หรือ คนไข้ปัจจุบัน มักมีพฤติกรรม ดังโบราณว่า "ถึงท่า แล้วถีบเรือทิ้ง หรือไม่ก็ทุบท่าทิ้ง"

ด้วยเพราะมองโลกจากสภาวะที่เป็น ที่หอมหวาน และวาดฝัน ว่ามันจะคงอยู่กับตัวของเราท่านอย่างนี้ตลอดไป

หากแต่ในความเป็นจริง นับจากอดีตถ้ำกระบอก ที่เติบโตมาได้ด้วยวินัยของพระภูมี จนกิจการใหญ่โต ก็ละทิ้งวินัยที่ช่วยตนมา ผลที่สุด เมื่อผ่านไปสี่สิบปี ความเลวร้ายย้อนกลับมาบังเกิดกับตนอีกครั้ง ก็ไม่มีสิ่งใดที่จะช่วยตนของตนได้อีก

ตำราสมุนไพร ที่เคยช่วยคนอื่นได้เป็นหมื่นเป็นแสนคน ที่เรียงรายเต็มตู้ ช่วยตนไม่ได้เลย

คนไข้ในปัจจุบัน ก็เฉกเช่นเดียวกัน เมื่อหาย ก็ถูกกิเลส ยั่วยวนจนย้อนกลับไปในเส้นทางสายเก่า ทิ้งพฤติกรรมที่ทำให้รอดไปจนหมดสิ้น หากแต่กรรมที่เราทำมา แม้หมดปล้องนี้ไป ก็ยังมีปล้องใหม่ตามมา แลเมื่อมาถึง จะกลับมาหาหลวงพ่อนิพนธ์ เพื่อช่วยตนอีกครั้ง หนทางก็ถูกตนทำลายทิ้งลงเสียแล้ว

คำแนะนำที่หลวงพ่อนิพนธ์ มักให้แก่คนใกล้ชิด ที่หายดี และบอกว่า "ไม่จำเป็นต้องทานสมุนไพรแล้วนั้น" คือ "พฤติกรรมใด ที่กระทำในสถานที่นี้ แล้วมีผลทำให้เราอยู่เป็นปรกติสุข ก็ควรรักษาไว้ ทำให้เหมือนเดิม"

พฤติกรรมนั้น มีไว้เพื่อเลี้ยงชีวิต หากแต่ยามใดที่ประสบกรรมที่หนักหนาสาหัสสากรรจ์ เกินกำลังกว่าพฤติกรรมที่ทำได้ ก็ทานสมุนไพรช่วย

อันหมายความว่า หากจะมีชีวิตที่เป็นสุข ต้องหาความหมายให้ชีวิต นั่นคือ นำพลังชีวิตที่ได้กลับมา แบ่งส่วนหนึ่ง ให้สุขแก่ผู้อื่น เพื่อนำผลอันนั้นมาเลี้ยงตน

สิ่งที่ทำ แม้กรรมยังมาไม่ถึง ก็เป็นเงินบุญเก็บไว้ใช้ ยามกรรมมาได้ อย่ารอจนกระทั่งกรรมมาถึง แล้วค่อยทำ เพราะเมื่อถึงเวลานั้น ก็ยากที่จะทันกาลแล้ว

ดั่งคำของพระภูมี ที่ตรัสว่า "จงทำความไม่ประมาท ให้ถึงพร้อม"

เมื่อเราหาย แสดงว่าเราเรียนจบหลักสูตรแล้ว ควรพินิจพิจารณา ว่า พฤติกรรมใดของเรา ที่ทำให้ตนของเรารอด นั่นแหละคือ ความรู้ที่ถูก และผ่านการทดสอบ ลองผิดลองถูกมาแล้ว

คนฉลาด ก็จะยึดและใช้เป็นแนวทางสำหรับตน เพื่อเดินได้โดยปลอดภัย หากไม่พิจารณาใดๆ เลย ก็อุปมาเหมือนทุบท่าทิ้ง กลับไปเดินทางสายเก่า ก็ึคงหลีกลี้หนีกรรมไม่พ้นเหมือนเก่า

หากพิจารณาแล้ว รักษาพฤติกรรมนั้นไว้ และยังนำความรู้นี้ไปเผื่อแผ่ ชี้ให้ผู้อื่นเห็น หลวงพ่อนิพนธ์เรียกคนเช่นนี้ว่า เขากำลังทำตนเป็น "พระมาลัยโปรดสัตว์" นั่นเอง

อย่าให้ประวัติศาสตร์ซ้ำรอย เพราะคนที่ได้รับผลจากหลักของพระภูมีแล้วไซร้ จนชีวิตรอดปลอดภัย แล้วหวนกลับไปเลวร้ายอีกครั้ง ยากที่จะประสพผลอีกครั้ง

ด้วยเหตุผลที่หลวงพ่อนิพนธ์ เรียกว่า "เมื่อก่อน คนเหล่านี้ ทำเพราะไม่รู้เรื่องศาสนา แต่สิ่งที่เกิดตอนนี้ คนเหล่านี้ ทำไปทั้งๆ ที่รู้่ เรียกว่า เจตนา และที่สำคัญ คนเหล่านี้มีพฤติกรรมปฏิเสธพระภูมี"

ดังนั้น ก็คงได้ยินวาจาเฉกเช่นที่หลวงพ่อนิพนธ์ กล่าวกับ ท่านโกวินธะ เจ้าอาวาสวัดไผ่รื่นรมย์ ที่โด่งดัง ที่บากหน้ามาให้ช่วยรักษาโรคหัวใจตีบ ๓ เส้น ซึ่งครั้งหนึ่งเคยเป็นลูกศิษย์เมื่อครั้งถ้ำกระบอกว่า " ผมรักษาคนทั้งโลกได้ แต่รักษาท่านไม่ได้ เพราะท่านทำผิดทั้งๆ ที่รู้ "  

วันจันทร์ที่ 14 มกราคม พ.ศ. 2556

กราบ

เคล็ดอันหนึ่ง ที่หลวงพ่อนิพนธ์ใช้มาตั้งแต่สมัยถ้ำกระบอก นั่นคือ การดำรงตนในสถานะครูบาอาจารย์

เหตุและผล ที่หลวงพ่อนิพนธ์อรรถาธิบายในการใช้เคล็ดอันนี้ และหลีกเลี่ยงไม่ดำรงตนในฐานะ หมอ กับ คนไข้ ก็ด้วยเหตุที่ หลักของพระภูมีนั้น เป็นหลัก "ตนพึ่งตน"

หากอยู่ในสถานะหมอ ย่อมต้องเป็นผู้รักษาให้คนไข้ ซึ่ีงพระภูมีทรงตรัสไว้แล้วว่า ไม่ว่าใครก็ทำให้ใครไม่ได้

ด้วยบทพิสูจน์ แม้นตัวพระภูมีเอง ก็ไม่สามารถทำให้สาวกเป็นอรหันต์ได้ แต่สามารถสอนแล้วให้สาวกนำไปปฏิบัติตนจนสำเร็จพระอรหันต์ได้ ด้วยตัวของตัวเอง

ดังนั้น หากการดำรงตนในสถานะหมอ ก็ย่อมเสมือนหลอกเขานั่นเอง เพราะแท้จริงแล้ว ไม่มีใครช่วยใครได้ ท้ายที่สุด หากไม่เข้าตำรา "ช่วยเขาแล้วเราตาย" ก็ต้องตำรา "หมองูตายเพราะงู" อย่างที่เห็นกันดาษดื่น ทั่วไปว่า หมอที่รักษาโรคคน ล้วนตายด้วยโรคกันทั้งหมดทั้งสิ้น รวมไปถึงคนที่ผลิตยาให้กินกันโครมๆ ก็หาผู้ใดหนีโรคพ้น

แลสิ่งหนึ่ง ที่เกิดขึ้นจากการดำรงตนในสถานะครูบาอาจารย์ นั่นคือ การกราบ

การจะกราบสิ่งใด นั่นย่อมหมายถึง สิ่งนั้น "เป็นสิ่งสูง"

ก็เพื่อเป็นเครื่องเตือนใจว่า สิ่งที่เรากำลังกระทำ เป็นของสูง แลเมื่อเป็นของสูง จึงสามารถดึงวิญญาณของเราที่ตกต่ำ กำลังทุกข์ทรมาน ให้พ้นขึ้นที่สูงได้

การกระทำใดๆ ที่จะพึงมี ก็ต้องพิจารณาว่า ไปลบล้างซึ่งการกราบนั้นไม่

หลวงพ่อนิพนธ์ จึงอุปมาให้ฟังว่า อาทิเช่น คนทั่วไป เห็นรูปพระพุทธ ก็กราบไหว้ แสดงว่า เป็นสิ่งสูง จึงน้อมตนแล้วกราบไหว้ หากแต่พฤติกรรมหลังจากกราบไหว้ คือการนำพระพุทธ ไปตีราคา ซื้อขาย

ของสูง เป็นสิ่งไม่มีราคา แต่มีค่ามหาศาลสุดประมาณ กลับถูกนำมาตีราคา นั่นคือพฤติกรรมที่หักล้าง ทำลายการกราบนั้นไปหมดสิ้น ผลก็คือ การกราบเป็นเพียงภาพมายา แท้จริง กำลังมีพฤติกรรมทำลาย หรือ ดูถูก พระพุทธอันมหาศาล

เพื่อชี้ให้เห็นชัด หลวงพ่อนิพนธ์ จึงได้ยกพุทธประวัติให้เห็นว่า พระโคดม ทรงทิ้งวังที่มีราคามหาศาล มาหาธรรม และเมื่อมีธรรม ก็แจกจ่ายสั่งสอนสาวก โดยไม่มีราคาค่างวด แต่ผลแห่งธรรมนั้น ให้ค่าอันมหาศาล ทำให้สาวกบรรลุอรหันต์

นี่เป็นเครื่องชี้ว่า คุณลักษณะของสิ่งศักดิ์สิทธิ์ ไม่มีราคา แต่คุณค่ามหาศาล แลเมื่อเราเห็นในค่าอันนี้ เราจึงกราบไหว้

นั่นจึงเป็นเรื่องที่ทำให้เข้าใจได้ว่า ผู้ที่ศรัทธา จึงเป็นผู้ที่เห็นค่าในสิ่งที่หลวงพ่อนิพนธ์นำมา และเต็มใจที่จะกราบไหว้ พร้อมกับใช้ศรัทธาอันนี้ ในการควบคุมตน เพื่อสนองน้ำใจ หรือ เป็นเครื่องตอบแทน เพราะสิ่งที่กำลังทำ เงินมันไม่มีประโยชน์

ผลที่ได้ คือ ผู้ที่มา ก็สามารถใช้ศรัทธานี้ เป็นตัวนำร่องให้ตนประสพผล จนหายโรค ผู้สอนก็จะได้บุญจากการทำตนของผู้ที่มา เป็นผลอุปมา "น้ำพึ่งเรือ เสือพึ่งป่า"

หากขาดเสียซึ่งศรัทธาแล้วไซร้ นั่นก็พึงเห็นได้ว่า ผู้ที่มาย่อมยากที่จะประสพผล ผู้ที่สอน ก็ไม่มีวันได้บุญจากการกระทำ นั่นคือ การเสีบเปล่าของทั้งสองฝ่าย

และที่แย่ไปกว่านั้น จิตที่ก่อนตาย อาจผูกอาฆาตพยาบาท หาว่าหลอกลวง ทำไม่ตนทำแล้วไม่ได้ผล

ปฐมบทของการดูคน แลดูผล ในศรัทธาที่มี ในยามสวดมนต์ หรือฟังคำสอน จึงบอกเล่าอนาคตของผู้นั้นได้อย่างแม่นยำ หากผู้ใดจะพึงสังเกตุและดูผล ก็จะเห็นความจริงข้อนี้ได้ชัดแจ้ง

เคล็ดของการกราบไหว้ ในสถานะครูบาอาจารย์ จึงตอกย้ำคำสอนของพระภุมีอีกครั้งว่า "ใครก็ช่วยตัวเราไม่ได้ นอกจากตัวของเราเอง"

นั่นจึงเป็นบทสรุปที่หลวงพ่อนิพนธ์ มักกล่าวเสมอว่า "เมื่อตัวท่านไม่ประสพผล จะมาโทษกันไม่ได้ เพราะผลสำเร็จอยู่ที่ตัวของผู้ทำ"

สิ่งที่ต้องถามตนเอง แล้วหาคำตอบ "ทำไมคนอื่นเขาประสพผล"

ผลสร้างศรัทธา

คนไข้ชาวอเมริกันท่านหนึ่ง ป่วยเป็นโรคหอบหืด มาประมาณ ๒๐ ปี เริ่มต้นด้วยการรักษาด้วยหมอที่ดีที่สุดของอเมริกา

เวลาผ่านไป ได้เกิดโรคแทรกที่หมอไม่สามารถหาสาเหตุได้ เกิดอาการติดเชื้อที่ปอด หมอจึงแก้ไขด้วยการให้พกออกซิเจนกระป๋องติดตัว เมื่อเกิดอาการให้แก้ด้วยการสูดออกซิเจนช่วย

ออกซิเจนกระป๋องจึงกลายมาเป็นสิ่งจำเป็นที่ต้องมีไว้ติดตัวเสมอ

ท้ายที่สุด หมออเมริกันแนะนำให้ไปหาหมอผู้เชี่ยวชาญด้านปอดมากที่สุดในโลก ซึ่งเป็นหมออินเดีย

ในที่สุด หลังจากรักษาตัวมาด้วยหมอที่ว่าเก่งที่สุดในโลก ก็ได้รับวาจาอมตะจากหมอ ...

ญาติฝ่ายภรรยา ซึ่งเป็นคนไทย จึงแนะนำว่า ไหนๆ หมอก็บอกว่าหมดหนทางแล้ว ก็น่าจะบินมาลองที่ชมรมคนรักสุขภาพ

ภรรยาจึงพาสามี มารักษาตัวด้วยสมุนไพรแม่ชีเมี้ยน เผลอแป๊บเดียว สามีเขามาที่ชมรมผ่านไป ๙ เดือนแล้ว

สิ่งที่ภรรยาและตัวสามีไม่คาดว่า จะเกิดขึ้น หลังจากความหวังที่พังทลายลง จากหมอที่ว่าเก่งที่สุดในโลก มาวันนี้ ทั้งคู่ได้สัมผัสปาฏิหารย์ของสมุนไพร เพราะสามีของเขาไม่ปรากฎอาการหอบหืด และไม่ต้องพึ่งออกซิเจนกระป๋อง ก็สามารถดำรงชีวิตได้อย่างปรกติสุข

ด้วยผลที่ประจักษ์นี้เอง สามีเขาบอกแก่หลวงพ่อนิพนธ์ว่า หากหลวงพ่อนิพนธ์จะไปอเมริกา เขายินดียกบ้านให้หลังหนึ่ง เพราะตัวเขาเองมีบ้านในรัฐมิสซูรี่ ถึงห้าหลัง

แต่ที่สร้างความประหลาดใจให้แก่เขาเป็นอย่างยิ่ง นั่นคือ เขาสูญเงินเป็นจำนวนหลายสิบล้านในการรักษาตน แต่สภาพกลับแย่ลง ในขณะที่มาที่ชมรมคนรักสุขภาพ ไม่ต้องใช้เงิน กลับได้สิ่งที่หวัง

หลวงพ่อนิพนธ์จึงกล่าวกับเขาว่า เพราะ "โรคซื้อด้วยเงินไม่ได้"

เมื่อศรัทธาในสมุนไพร การหายโรคจึงเป็นไปได้ และเมื่อศรัทธาในธรรม ย่อมนำมาซึ่งความสุขแห่งวิญญาณ

วันศุกร์ที่ 11 มกราคม พ.ศ. 2556

เห็นมาเล่า

ช่วงที่ผ่านมา ได้เห็นคนไข้สองคน ที่มีเหตุจากอุบัติเหตุใกล้เคียงกัน อาการคล้ายกัน อยากเก็บมาเล่าให้คิด

ท่านแรกเป็นหญิง เป็นคนไข้วีไอพี ประสบเหตุจนเกิดแผล และลงไปเล่นน้ำทะเล ทำให้เกิดแผลขนาดใหญ่ และเน่า มีหนองไหลตลอดเวลา แผลอักเสบ บวม และปวดมาก

คนหลัง เป็นลูกชายของเจ้าหน้าที่ ไปเข้าค่ายลูกเสือ แล้วคุณครูให้โดดลงไปในโคลน บังเอิญมีหินอยู่ในโคลน ทำให้เป็นแผลฉกรรจ์ ลักษณะอาการคล้ายกับคนไข้คนแรก

คนไข้ทั้งสอง ได้ขอคำปรึกษาจากเจ้าหน้าที่ และได้รับยาตัด กลับไปเพื่อใส่แผลทั้งคู่

ด้วยความที่แผลมีขนาดใหญ่ และลำบากต่อการทำแผลด้วยตนเอง ประกอบกับไม่ค่อยมีความชำนาญ

คนไข้ท่านแรก จึงไปโรงพยาบาล เพื่อให้พยาบาลล้างแผลให้สะอาด และให้พยาบาลใส่ยาตัดให้ที่แผล

คนไข้เด็กหนุ่ม ด้วยความที่ถูกเตือนจากเจ้าหน้าที่บางคน ว่าไม่ควรไปโรงพยาบาล จึงกลับบ้าน ให้คุณแม่ ล้างให้ แล้วใส่ยาตัดเช่นกัน

ผลที่ได้ คนไข้หญิง แผลปิดและหายภายในสี่วัน จนพยาบาลต้องถามด้วยความฉงนว่า ยาที่นำมาให้ใส่แผลนั้น คือยาอะไร ทำไมแผลจึงหายเร็วกว่าปกติธรรมดาทั่วไป

ส่วนเด็กหนุ่ม แผลยังคงเป็นหนองอยู่

สิ่งที่เห็นคือ อย่าถือทิฐิในสิ่งที่เราไม่ชำนาญการ และผู้อื่นทำได้ดี

ในกรณีนี้ การล้างแผลที่ลึก ด้วยตนเอง ด้วยความขาดประสพการณ์ ว่าหลังจากล้างแผลแล้ว ต้องทำการขูดจนเห็นเนื้อแดง และสังเกตดูว่า มีหิน หรือ สิ่งใดตกค้างอยู่ในแผลบ้างหรือไม่ ซึ่งเรื่องลักษณะนี้ พยาบาลเขาทำทุกวัน และมีความชำนาญ ละเอียด ดูงานเป็น

แผลที่ควรจะหาย กลับไม่หาย เพราะ มีก้อนหินตกค้างอยู่ในแผล ทำให้เกิดหนองตลอด เนื่องด้วยขาดความชำนาญ หรือ อาจเป็นเพราะเห็นแผลก็กลัวแล้ว ทำให้ล้างแผลไม่หมด

หลวงพ่อนิพนธ์ กล่าวว่า เรื่องบางอย่างต้องอาศัยเครื่องมือทางการแพทย์ช่วย จะให้ผลที่ดีกว่า เราท่านก็ไม่ควรถือทิฐิ และตัดหนทาง ไม่เอาไม่สนทางการแพทย์สมัยใหม่เลย

โดยเฉพาะคนไข้ที่มีเสมหะมาก การได้เครื่องดูดเสลดช่วย ก็ทำให้คนไข้ ไม่เสียกำลังในการไอกระแทก เพื่อไล่เสลดออก

จึงต้องใช้ เหตุและผลในการกระทำเป็นที่ตั้ง

เปิดรับบริจาคใบตอง และ สั่งจองขนมเข่ง ขนมเทียน แล้วจ้า

ซินเจียหยู่อี่ ซินนี้ฮวดใช้

เทศกาลตรุษจีน ปี 2556 นี้ (วันไหว้ตรงกับวันเสาร์ที่ 9 กุมภาพันธ์ 2556) ชมรมคนรักสุขภาพ (มูลนิธิไทยกรุณา) ขอเชิญชวนเพื่อนสมาชิก ร่วมกันบริจาค

ใบตองกล้วยน้ำว้า

เพื่อใช้ห่อขนมเข่ง และ ขนมเทียน ซึ่งเป็นอีกกิจกรรมหลักของชมรมคนรักสุขภาพ ในการหาทุนเข้ามาเพื่อดำเนินกิจการ

สมาชิกท่านใดมีความประสงค์ที่จะบริจาค สามารถแจ้งความจำนงค์ได้ที่ตู้ประชาสัมพันธ์ และส่งมอบใบตองได้ ตั้งแต่วันพฤหัสฯ ที่ 31 มกราคม 2556 ถึง 3 กุมภาพันธ์ 2556 นี้


สำหรับสมาชิกท่านใด ที่ประสงค์จะสั่งจอง ขนมเข่ง ขนมเทียน สามารถสั่งจองพร้อมชำระเงินได้ ณ จุดแลกคูปองโรงอาหารใหญ่

ขนมเทียน  ราคาลูกละ 7 บาท
ขนมเข่ง     เข่งเล็ก ราคา 5 บาท
                    เข่งใหญ่ ราคา 10 บาท

กำหนดรับสินค้า มี 2 วัน คือ วันอาทิตย์ที่ 3 กุมภาพันธ์ 2556  และ วันพฤหัสบดีที่ 7 กุมภาพันธ์ 2556

เอกลักษณ์หนึ่งของกิจกรรมของชมรมคนรักสุขภาพ นั่นคือ การทำให้เกิดลักษณะ "เรือล่มในหนอง ทองไม่ไปไหน"

ดังนั้น การทำกิจกรรมใดๆ หลวงพ่อนิพนธ์จึงกำหนดขอบเขต ให้ทำและขายเฉพาะสมาชิกในชมรมเท่านั้น

ปริมาณในการทำขนมไหว้ จึงต้องใช้วิธีให้สมาชิก แจ้งความประสงค์ ยื่นใบจอง แล้วทางเจ้าหน้าที่จะทำให้เฉพาะตามจำนวนใบจอง โดยไม่มีการขายให้คนนอก หรือนำไปขายด้านนอกโดยเด็ดขาด



ย้อนรอยพุทธประวัติ


เมื่อครั้งสมัยพระโคดม เมื่อพระเจ้าอาชาติศัตรู เกิดสำนึกในการร่วมกับพระเทวทัต ในการทำบาปต่อพระภูมี จึงอยากที่จะมากราบขออภัยพระภูมี

ในกาลครั้งนั้น พระเจ้าอาชาติศัตรู ได้เสด็จมาหาพระภูมี ในเวลาประมาณเที่ยงคืน ในขณะที่พระภูมีทรงประทับอยู่กับสาวก จำนวน ๕๐๐ รูป

เมื่อเสด็จมาใกล้ที่ประทับของพระภูมี พระเจ้าอาชาติศัตรู ได้ลงจากหลังมาเพื่อเสด็จเดินไปเข้าเฝ้าพระภูมี

ในขณะที่จะเดินไปยังที่ประทับนั้น ด้วยความที่เป็นคนระแวง ด้วยมีศัตรูเยอะ จึงเกิดวิตก ด้วยเหตุที่ว่า ทางที่เดินไปนั้น เงียบสงบ ราวกับไม่มีผู้ใดอยู่แม้แต่คนเดียว จนกังวลพระทัยว่าจะถูกลวงมาปลงพระชนม์

ครั้นเดินผ่านโค้ง จึงมองเห็นพระภูมีทรงประทับนั่ง อยู่กับสาวกทั้ง ๕๐๐ รูป โดยไม่เสียงสงฆ์สาวกองค์ใดพูดเลย

พระเจ้าอาชาติศัตรู จึงเกิดความเลื่อมใสในทันใด และนึกฉงนในพระทัยว่า พระภูมี ทรงสอนสาวกโดยวิธีใด จึงทำให้สงฆ์ทุกองค์ของท่านนั้น แม้รวมกันเป็นหมู่มาก ก็เงียบสงัด ราวกับปราศจากผู้คน

หลวงพ่อนิพนธ์ จึงกล่าวว่า นี่แหละเอกลักษณ์ของศาสนา ที่กรรมมันกลัว คือ ความสงบ

หากวันใด ทุกคนพร้อมใจ ทำสภาวะนี้ให้เกิด นั่นคือ เกิดสามัคคีธรรม อันเป็นหนทางที่ก่อให้เกิดพลัง ช่วยให้ผู้ที่มาใหม่ หรือ ยังมีตัวกระทำไม่สมบูรณ์ สามารถฟันฝ่า จนช่วยตนของตนเองได้ในที่สุด

ความสงบจึงเป็นกรรมฐานพื้นฐานของพระพุทธศาสน เป็นการนั่งสงบ ควบคุม กาย วาจา ใจ ของตน ให้นิ่ง แล้วฟัง ไตร่ตรอง คำสอน ที่จะได้รับ หรือ ได้รับมาแล้ว

หลวงพ่อนิพนธ์ จึงมักย้ำว่า กรรมฐานของพระภูมี ไม่ใช่นั่งหลับตา เห็นโน่น เห็นนั่น ... ไม่ใช่ ไม่ใช่...

ท่านจึงอรรถาธิบาย ว่า เหตุใด ความสงบในห้องสวดมนต์ จึงสามารถช่วยให้เราหายโรคได้ ก็ด้วยเหตุ ความสงบที่เกิด ไม่ได้เกิดจากนิสัยของเราท่าน หากแต่เกิดจากวินัยของพระภูมี

การจะทำเช่นนี้ได้นั้น จึงต้องอาศัยเหตุผล ก่อให้เกิดศรัทธา มาควบคุม กาย วาจา ใจ ของตน

และด้วยเหตุนี้ การทำกรรมฐานของพระภุมี จึงต้องผจญกับมารและกิเลสมากมาย จึงจะทำให้สงบได้

ผลจากการทำตามพระภุมีได้นี้แหละ คือ บุญ ที่เราท่าน สามารถนำไปใช้กรรมได้ จึงพ้นจากโรคได้

เพราะมีแต่บุญเท่านั้นที่ซื้อบาปได้ ไม่ใช่วัตถุ หรือ เงินทอง

สิ่งที่ดูธรรมดา แต่ไม่ธรรมดานี้ จึงไม่น่าแปลกใจ ที่เราได้ยิน สมาชิก หลายต่อหลายคน ที่มาแล้วก็ไป พร้อมกับทิ้งคำกล่าวว่า "ไอ้พวกบ้า สวดมนต์แล้วหายโรค มีที่ไหน"

หลวงพ่อนิพนธ์ จึงสอนให้อย่ามองที่วิธีการ แต่ให้มองที่ผล เมื่อการกระทำใดผิด ผลผิดย่อมปรากฎ แลเมื่อการกระทำใดถูก ผลถูกย่อมปรากฎ

ผลของการทำตามแม่ชีเมี้ยน ที่ได้ถ่ายทอดความรู้ของพระภูมีมาให้ และส่งผ่านให้หลวงพ่อนิพนธ์ เป็นผู้สอน ไม่ว่าเราท่าน อาจจะไม่ชอบ คนสอน ไม่ชอบวิธีการ และอี่นๆ อีกมากมาย ...

หากแต่เมื่อใช้เหตุและผล ย่อมก่อให้เกิดศรัทธา และทำตน ให้เดินในร่องของพระภูมีอันนี้ได้

และก็เช่นกัน ก็คงมีมากมายกว่า ที่ไม่ชอบ แล้วก็ละทิ้งไป

หลวงพ่อนิพนธ์ จึงมักกล่าวเตือนบ่อยๆ ให้เราท่าน เน้นการกระทำ เตรียมสติ เตรียมใจ ในการมา การสวดมนต์ และการเข้าฟังคำสอน เพราะนี่คือ กุญแจที่เปิดประตูรอดจากกรรมจากเวร

เมื่อไร้เสียซึ่ง "ศรัทธา" การกระทำก็ไร้เสียซึ่งวิญญาณ ผลของการทำ จะไปมีพลังเหนือกรรมที่ทำมา ที่ซึ่งทำพร้อมด้วย กาย วาจา ใจ คงเป็นไปไม่ได้ อุปมาดั่ง ไม่ซีกไปงัดไม้ซุง

วันอังคารที่ 8 มกราคม พ.ศ. 2556

บทเริ่มของการดูคน


หลวงพ่อนิพนธ์ กล่าวว่า พระภูมีทรงรองรู้จักรวาล ดังนั้น ผู้ที่รู้เรื่องของศาสนา จึงกลายเป็นปราชญ์ เพราะความรู้ของศาสนา มีเหตุผล มีน้ำหนัก ใครก็โต้แย้งไม่ได้ เพราะมันเป็นสัจธรรม ความจริงนั่นเอง

สิ่งหนึ่งที่พระต้องฝึก นั่นคือ การเลือกคนที่จะสอน เพราะเป็นไปไม่ได้ที่ทุกคนที่จะมา เขาจะเชื่อ หรือยอมให้สอนได้

วิชาที่ติดตัวมาจากถ้ำกระบอก วิชาหนึ่ง นั่นคือ การอ่านใจ หรือ ความคิดของคน เรียกได้ว่า "ดูตาก็รู้ใจ"

ไม่ช้าก็เร็ว เมื่อถึงเวลา วันใดที่สถานที่นี้ ต้องการคุณภาพ นั่นคือ หวังผลให้ผู้ที่มา ล้วนประสพผลสำเร็จในการช่วยตนเอง วันนั้น วิชานี้ก็คงต้องถูกนำกลับมาใช้

ปฐมบทของการดูคน หลวงพ่อนิพนธ์กล่าวว่า นั่นคือ ศรัทธาที่คนมีนั่นเอง คือ คุณสมบัติ เริ่มต้น

การสวดมนต์ และการนั่งฟังคำสอน นั่นแหละ คือ กรรมฐาน ที่พระพุทธเจ้าทรงสอน และเป็นการดูคน ดูคุณสมบัติว่าช่วยคนๆ นั้นได้หรือไม่

เพราะในเวลานั้นเอง เราท่านจะมีมารมาผจญ ทำให้เสียซึ่งกรรมฐาน อาทิเช่น อยากคุย ไม่อยากฟัง ...

แต่สิ่งหนึ่งที่เป็นคุณสมบัติพื้นฐาน ทำให้สาวกของพระภูมี ที่มานั่งฟัง สามารถรักษาซึ่งกรรมฐานของพระภูมีได้ นั่นคือ "ศรัทธา"

ด้วยตัวศรัทธานี้เอง ที่ใช้ข่มใจ ข่มกิเลส ความอยากของตน เพื่อให้อยู่ในกรรมฐานสงฆ์ได้

จึงไม่แปลกเลย หากคนที่คุยกันในห้องสวดมนต์ จะถูกเจ้าหน้าที่มองอย่างไม่พอใจ หรือว่ากล่าว เมื่อเห็นพฤติกรรมเหล่านี้

แต่ก็อาจด้วยความที่ยังไม่รู้เรื่องศาสนา ก็เป็นได้

พื้นฐาน คุณสมบัติของสาวก จึงเริ่มจากศรัทธา และจะถูกใช้เพื่อการคัดคน อย่างแน่นอน ในอนาคตอันใกล้

ยิ่งใกล้พระภูมีทรงอุบัติ การกระทำของหลวงพ่อนิพนธ์ ก็ยิ่งต้องหวังผลมากขึ้น ดังนั้น ในไม่ช้าก็คงหลีกเลี่ยงไม่ได้ ที่จะมีเหตุการปฏิเสธหรือให้ออก สำหรับคนที่พิจารณาแล้วว่า แนวทางนี้คงไม่เหมาะสมกับเขาอย่างแน่นอน เพราะขาดซึ่งคุณสมบัติเบื้องต้น คือ "ศรัทธา" อันเป็นเครื่องชี้ให้เห็นว่า คนคนนั้น ย่อมไม่มีทางประสพผลสำเร็จจากแนวทางของพระภูมีอย่างแน่นอน

สายใยที่มองไม่เห็น แต่เหนียวแน่น


คนไข้ท่านหนึ่ง เป็นโรคเบาหวาน จนกระทั่งขึ้นสมอง ทำให้ตาใกล้บอด

หลวงพ่อนิพนธ์ กล่าวแก่คนไข้ท่านนั้นว่า พระภูมีองค์ใหม่ใกล้จะอุบัติในไม่ช้านี้แล้ว

การมีชีวิตอยู่จึงควรทำให้มีความหมาย

เมื่อดวงชะตา ทำให้ต้องเสียดวงตา หากแต่การจะทำให้ยังคงดวงตาอันนี้ได้ ก็ต้องมีคำตอบแก่พระภูมีว่าเพื่อสิ่งใด

หลวงพ่อนิพนธ์จึงสอนคนไข้ท่านนั้นว่า ควรที่อธิษฐาน ว่า การมีชีวิตอยู่ของเรา และการที่จะมีดวงตานั้น ก็เพื่อได้ปฏิบัติตามคำสอนของพระภูมี แลรอวันที่จะได้ไปกราบพระภูมี ที่จะทรงบังเกิดขึ้น

เมื่อดวงตามีความหมาย เราจึงสามารถรักษาชีวิต และดวงตานั้นไว้ได้

คนไข้ท่านนั้นก็ทำตามคำสอน กลายมาเป็นเจ้าหน้าที่ และยังคงมีดวงตามาจนปัจจุบัน นับสิบปีแล้ว

หลวงพ่อนิพนธ์ จึงสรุปให้ฟังว่า สิ่งใดในโลกไม่มีความหมายกับชีวิต ดังนั้น การกระทำใดในโลก จึงกอบกู้ชีวิตไม่ได้เลย หากแต่ แม่ชีเมี้ยน พระภูมี เป็นผู้ทรงอำนาจธรรม การกระทำต่อท่าน หรือ ทำตามท่าน จึงมีความหมายต่อชีวิต

การจะช่วยตน หรือ อธิษฐาน ผลของมันจะยิ่งใหญ่จนเป็นปาฏิหารย์แก่ชีวิต ก็ย่อมต้องตอบคำถามที่ว่า "เราท่าน จะมีชีวิต หรือหายจากโรค เพื่อความหมายใด"

เป้าหมายของชมรมคนรักสุขภาพ หลวงพ่อนิพนธ์กล่าวว่า คือ การได้ฝึกตนเป็นคนดี ตามแนวของพระภูมี ที่แม่ชีเมี้ยนทรงนำมาให้ เพื่อเตรียมตัว เตรียมใจ รับพระพุทธเจ้าองค์ใหม่ที่จะพึงมาอุบัติ และเมื่อทรงอุบัติแล้ว สิ่งที่เราท่านได้ฝึกฝน จะทำให้เราทำตามคำสอนได้ แม้จะฟังไม่รู้เรื่องก็ตาม แต่ก็เข้าใจได้ อุปมาเหมือน "น็อต กับ สกรู ที่มีเกลียวเดียวกัน" เข้ารวมกลุ่มกับสาวกของท่านได้นั่นเอง

ด้วยสายใยแห่งแรงอธิษฐานนี้เอง ที่หลวงพ่อนิพนธ์สอน ทำให้คนไข้หนักหลายคน ยังอยู่เป็นปรกติ และช่วยงานกิจกรรมของชมรมมาจนทุกวันนี้ เป็นสายใยรัดชีวิตของพวกเขาให้เหนียวแน่น ทั้งจากโรคภัย และอุบัติภัย

มองไม่เห็น


พระภูมีสอนสาวก ให้เชื่อเรื่อง "กรรม" และสอนวิธีการเอาชนะ ด้วย "ธรรม" ที่ทรงตรัสรู้มา

ดังนั้น หลวงพ่อนิพนธ์ จึงกล่าวว่า สิ่งที่ท่านพูด บทสรุปจึงมีแค่สองเรื่อง คือ กรรมและธรรม เท่านั้นเอง

นั่นคือ ทุกข์เกิดจากกรรม ดั่งคำตรัสสอนสงฆ์ที่แม่ชีเมี้ยนให้พึงระลึกไว้เสมอ ว่า "กรรมมันใช้ กรรมมันสั่งแล้วเป็นทุกข์" และทุกข์ที่เกิด ไม่มีความรู้ใดของโลกที่ใช้เพื่อดับได้ นอกจากธรรมของพระภูมีเท่านั้นเอง

ในบทบัญญัติของวิทยาศาสตร์ ไม่มีเรื่อง กรรม และธรรม หากแต่อาศัยองค์ความรู้ที่ค้นคว้าและสร้างขึ้น สะสมกันมาหลายชั่วอายุคน เป็นภูมิความรู้ที่มนุษย์จัดว่ายิ่งใหญ่

หลวงพ่อนิพนธ์ มักกล่าวเสมอว่า ภูมิปัญญาของมนุษย์ นั้น ใช้เพื่ออำนวยความสะดวกแก่มนุษย์ แต่เรื่องของชีวิต วิญญาณ สิ่งที่มนุษย์มี เรียกว่า ปัญญาโลก นั้น แม่ชีเมี้ยนได้ชี้ให้เห็นว่า "กรรม เป็นผู้สร้าง" ดังนั้น ปัญญาที่ีมีจึงไม่สามารถที่จะมาทำลายล้าง กรรม ที่มีอำนาจเหนือ ได้เลย

สำหรับธรรม หลวงพ่อนิพนธ์ กล่าวว่า แม่ชีเมี้ยนทรงเรียกว่า "ปัญญาเหนือโลก" การตรัสรู้ของพระภูมี จึงทรงรู้แจ้งเห็นจริงของธรรมชาติ จักรวาล รู้บ่อเกิดแห่งกรรม และ บ่อเกิดแห่งบุญ

ด้วยเหตุผลนี้เอง ที่แม่ชีเมี้ยนทรงตอบว่า ทำไม มนุษย์จึงต้องพึ่งศาสนา หรือ ต้องมีศาสนา

กรรม และ ธรรม มักจะถูกทำให้เลือนหายด้วยวิทยาศาสตร์ ก็ด้วยเหตุที่ ไม่มีตัวตนเป็นรูปธรรม ที่เห็นได้นั่นเอง

แต่หลวงพ่อนิพนธ์กล่าวว่า แม้กระนั้นก็ตาม ทุกคนก็ยังสัมผัสถึงอำนาจของสองสิ่งนี้ได้ เมื่อทำแล้ว ถึงเวลาก็ต้องได้รับอย่างแน่นอน และหลีกเลี่ยงไม่ได้เลย

บทพิสูจน์ท้าทายของนักวิทยาศาสตร์ต่อกรรม อันมีปรากฎเป็นหลักฐานชี้ชัด ได้แก่การทดลองทำเด็ก ให้มีความบริสุทธิ์จากเชื้อมะเร็ง ตั้งแต่ก่อนคลอดและหลังคลอด

ผลของการทดลองดังกล่าว ชี้ให้เห็นว่า ไม่ว่าจะทำเช่นไร ผลที่ได้ก็คือ ทารกทั้งหมดก็ยังคงมีเชื้อมะเร็งอยู่ในตัวตน

หน้าที่ของหลวงพ่อนิพนธ์ จึงปลุกปั่นชาวประชา ให้ก้าวพ้นวิทยาศาสตร์ เมื่อปัญหาที่เกิดเป็นเรื่องของชีวิต แล้วให้มาพิจารณาต้นเหตุ คือ "กรรม" แล้วหันมาใช้ภูมิปัญญาของพระภูมีเพื่อแก้ปัญหาชีวิตนี้ อันมีผลพิสูจน์มาแล้วว่า ผู้ทำได้ ชนะได้

เมื่อเรียนรู้ เรื่อง กรรมและบุญ แล้ว จะเห็นได้ว่า การเอาชนะโรคเป็นไปได้ และเป็นการกระทำที่ทุกคนทำได้ เมื่อเทียบกับการไปนิพพาน ที่บุญสามารถพาไปได้แล้วนั้น การหายโรคนับเสมือนเรียนอนุบาล หรือประถมต้น เท่านั้นเอง ก็แก้ปัญหาที่มีได้แล้ว

วิบากกรรมที่แม่ชีเมี้ยนทรงตรัสกับหลวงพ่อนิพนธ์ คือ "ขึ้นอยู่กับความสามารถของท่านว่า ท่านจะพูดให้คนเชื่อและมาทำตามหลักพระภูมีได้มากน้อยเท่าใด ก็หายได้เท่านั้น หากแต่อย่าคิดที่จะให้คนทั้งโลก หรือ ส่วนใหญ่มาเชื่อท่าน เพราะนั่นจะเป็นสิ่งที่เป็นไปไม่ได้"

หลวงพ่อนิพนธ์ จึงสรุปและชี้ให้เห็นว่า เรื่องของชีวิต ทางรอดจึงมีสายเดียว ที่พระภูมีได้ทรงชี้ไว้ให้ และมีอำนาจเบ็ดเสร็จ อันเป็นคำขวัญของชมรม คือ "สมุนไพรล้างโรค ธรรมล้างกรรม"

จุดเริ่มต้นของการแพ้ชนะในการพิชิตโรค จึงเริ่มที่สมมุติฐานของการเป็นโรคนั่นเอง หากไม่เชื่อว่าเป็นด้วยอำนาจของกรรม แล้วไซร้ การมาชมรมคนรักสุขภาพ ก็เป็นการเสียเวลาเปล่า

เพราะหากคิดเช่นนั้น สิ่งที่เราท่านมาหา นั่นคือ หมอ เพื่อให้ได้ยากลับไปช่วยตน ซึ่ง ที่ชมรมไม่มี หากแต่เราเชื่อเรื่องกรรม สิ่งที่เราท่านมาหา นั่นคือ ครูบาอาจารย์ ผู้ที่จะสอนและชี้ช่อง ให้เราท่าสิ่งที่จะช่วยตนของตนเองได้

กรรม คือ ปาฎิหารย์ที่มองไม่เห็น เมื่อถึงเวลา กรรมดี กรรมชั่ว ก็จะมาส่งผลให้ หาใช่เกจิอาจารย์ เจ้าพ่อ เจ้าแม่ หรือ ความคิดอันเลอเลิศของเราไม่ เมื่อถึงเวลากรรมชั่วมาสนอง สติปัญญาที่ชาญฉลาด จึงไม่สามารแก้กรรมอันนั้นได้เลย

คำโบราณ ที่คนเฒ่าคนแก่สอนลูกหลาน จึงสอนให้ทำความดี สร้างวาสนา จนเป็นพังเพยที่ว่า "แข่งเรือแข่งพายพอแข่งได้ หากแต่แข่งวาสนานั้นทำไม่ได้"

เมื่อรู้ความจริงเรื่อง กรรม หลวงพ่อนิพนธ์จึงกล่าวว่า ศาสนาจึงสอนว่า มนุษย์เราเลือกเกิดได้ที่จะเป็นอะไร เลือกอนาคตของตนได้ ด้วยการทำตนในวันนี้นั่นเอง

สิ่งที่เป็นวันนี้ มาจากการกระทำของอดีต สิ่งที่เลือกให้เป็นในอนาคต จึงมาจากผลของการกระทำในวันนี้

เคล็ดที่หลวงพ่อนิพนธ์บอกว่า ทำให้หายโรคได้ง่ายได้ ที่พระภูมีทรงสอน ทำได้โดยเปลี่ยนพฤติกรรมนั่นเอง ให้เป็นธรรมลิขิต

นี่แหละทางเส้นเดียว ที่ทำให้รอดปลอดภัย

ใครจะมาหลอกทานสมุนไพร เมื่อหาย แต่ยังคงนิสัยเดิม หลวงพ่อนิพนธ์บอกไม่กลัวหรอก เพราะกรรมเขามีอำนาจ ไม่ตายด้วยโรคนี้ ไปเป็นอย่างอื่นตาย มันก็ตายเหมือนกัน จะเรียกว่าหายได้อย่างไร

ความคิดเช่นนั้นมันเป็นทางตัน

วันจันทร์ที่ 7 มกราคม พ.ศ. 2556

ทำไมต้องทิ้งยาเคมี


คำสอนของหลวงพ่อนิพนธ์ และคำที่วิทยากร แนะนำ นับตั้งแต่วันแรกที่เข้ามาเป็นสมาชิก ซึ่งจะได้ยินจะชิน เมื่อระยะเวลาผ่านไป นั่นคือ "ต้องเลิกทานยาเคมีเด็ดขาด"

คำถามที่มักสวนกลับมายังวิทยากร ที่เรามักได้ยินบ่อยๆ คือ แล้วอาหารเสริม วิตามิน ... ทานได้ไหม ทานคู่กันไปได้ไหม

หลวงพ่อนิพนธ์ อรรถาธิบายว่า พระภูมีทรงตรัสรู้สัจจธรรม คือ ธรรมชาติ ของมนุษย์ บ่อเกิดแห่งกรรม และ บ่อเกิดแห่งธรรม อันเป็นหนทางที่จะใช้พิชิตกรรมได้

ด้วยภูมิรู้อันนี้ ทำให้ทรงขีด หรือจำกัดวง และบัญญัติเป็นธรรมหมวดแรก คือ "หมวดตนพึ่งตน" เฉพาะเรื่องที่เกี่ยวกับชีวิต อันหมายถึง เรื่องตั้งแต่ผิวหนังของมนุษย์ และภายใน รวมถึงวิญญาณ หรือ ชีวิต เท่านั้น

อันหมายความว่า หากเป็นเรื่องอื่น จะพึ่งใคร ไม่เป็นปัญหา อยากไปพบใคร จะให้คนแบกหาม อยากจะคุยกับใคร จะใช้โทรศัพท์ ก็ทำได้ พึ่งได้

หากแต่เมื่อเป็นเรื่องของชีวิต นั่นต้องพึ่งตนเอง โดยชี้ให้เห็น ว่าต้องทำเอง ผ่านการกิน แล้วย่อยเอง และดำรงอยู่ด้วยปัจจัยสี่ มาทุกยุคทุกสมัย

สิ่งหนึ่งที่ชี้ชัด ให้เห็นความจริง นั่นคือ ร่างกายจะรับได้แต่สิ่งที่เป็นธรรมชาติ และร่างกายต้องการเท่านั้น ส่วนที่เหลือ คือต้องขับถ่ายทิ้งไป

และสิ่งที่ลึกซึ้งกว่าวิทยาศาสตร์จะเข้าถึง นั่นคือ เรื่อง กรรม ที่พระภูมี ทรงตรัสรู้

พระภูมีจึงได้ชี้ให้เห็นว่า "มนุษย์เป็นไปตาม กรรม" จึงต้องรับผิดชอบผลของการกระทำของตนที่ทำทั้งหมดทั้งปวง

ด้วยเหตุนี้ สิ่งที่วิทยาศาสตร์ไม่รู้ แต่พระภูมีทรงชี้ให้เห็นนั่นคือ "สังขารมนุษย์นี้ วิญญาณยืมมาใช้ ต้องรับผิดชอบ"

การป้อนอาหารให้สังขาร หากอาหารที่ป้อนเป็นพิษ หรือเป็นโทษ เช่นทานแกลบแทนข้าว วิญญาณจึงต้องรับผิดชอบ ด้วยทุกข์ที่บังเกิด

ด้วยความจริงนี้เอง แม่ชีเมี้ยนจึงสอนให้เห็นโทษของยาเคมี เพราะเป็นสิ่งที่ไม่ใช่ธรรมชาติ เมื่อทานแล้วมีสภาวะก่อให้เกิดการทำลายสังขาร อาทิ เป็นแผลในระบบทางเดินอาหาร ที่สำคัญ ด้วยสารเคมีที่มักถูกผสมเพื่อใช้เป็นตัวนำร่องของยาเคมีทั้งหลายนั้น ล้วนมาจากสารหนัก ที่ร่างกายไม่สามารถขจัดออกจากร่างกายได้หมดสิ้น

เมื่อสารเหล่านี้ตกค้างอยู่ในร่างกาย จึงเป็นมลภาวะของร่างกายและเป็นบ่อเกิดของโรคแทรกซ้อนตามมาอีกมากมาย

ด้วยโทษที่ถือได้ว่า การทานยาเคมี จึงเป็นการเจตนาทำร้ายร่างกายตนเอง อันถือเป็นโทษหนัก พระภูมีจัดว่าเป็นการขาดคุณธรรมต่อตนเอง

การทำให้ผู้อื่นเป็นทุกข์ อาทิเช่น ขายอาหารบูดแก่ผู้อื่น ทำให้เกิดกรดกัดกระเพาะ เป็นบาป แต่จงใจทานยาเคมีไปเพื่อทำลายตน ถือเป็นดับเบิ้ลบาป

การหยุดยาเคมี จึงเป็นการสร้างคุณธรรม เมตตาตน ไม่ทำร้ายตน

หลวงพ่อนิพนธ์ จึงมักยกตัวอย่าง ท่าน อ.อร่าม ผู้ซึ่งต้องเบิกค่ายาจาก มหาวิทยาลัยจุฬาฯ เดือนละสองสามหมื่นบาท ตลอดหลายปีของการเป็นอาจารย์

จนกระทั่งเป็น ๗ โรค หนักๆ ที่คนอื่นว่า โรคเดียวก็แย่แล้ว และอยู่ด้วยยามื้อละกำ ด้วยคำขู่ของหมอ "ไม่ทานตาย"

แค่เฉพาะโรคหืด ที่หมอบอกว่า ไม่พ่นยาสักวันก็ตายแล้ว และก็เคยผ่านการขาดยาพ่นชั่วขณะ ถึงกับเกือบตายมาแล้ว

หากแต่สิบปีที่ผ่านมา นับตั้้งแต่วันแรก ที่หลวงพ่อนิพนธ์ อรรถาธิบาย วินิจฉัยอาการ และแนวทางการฟื้นฟูตนให้ฟัง อ.อร่าม ไม่เคยแตะยาเคมี ยาพ่น อีกเลย แม้แต่ครั้งเดียว

สภาพร่างกายจากที่เคยสอนได้ไม่เต็มคาบ ก็สอนได้เต็มวัน ไม่มีอาการอ่อนล้า และกลายมาเป็นวิทยากรหลักของชมรมคนรักสุขภาพ จนทุกวันนี้

หลวงพ่อนิพนธ์จึงสรุปให้ฟังว่า "บทจบของการทานยาเคมี จึงเป็นบทเริ่มของการมีคุณธรรมต่อตนเอง"

และผลของการทำย่อมเป็นเครื่องพิสูจน์ แนวความคิด และการปฏิบัติ ว่า "ผลถูกย่อมต้องมาจากการกระทำที่ถูก"

คนที่ใช้หลักสมุนไพรของพระภูมีที่แม่ชีเมี้ยนนำมา เริ่มจากก้าวแรกนี้ และหายโดยแนวทาง "ตนพึ่งตน" มีให้เห็นมากมาย เล่ากันไม่รู้จบ ย่อมเป็นเครื่องพิสูจน์ว่า แนวทางนี้ถูกหรือผิดได้เป็นอย่างดี

ขวด


วันอาทิตย์ที่ผ่านมา ก็ถือว่าเป็นวันแรกที่เปิดให้เหล่าสมาชิกซื้อขวด เพื่อใช้ในการบรรจุสมุนไพรแจกสมาชิกทุกท่าน

หลวงพ่อนิพนธ์แจ้งว่า การเปิดให้ซื้อ จะทำเดือนละสัปดาห์ คือ เปิดให้โอกาสเหล่าสมาชิก ในวัน พฤหัส และ อาทิตย์ เข้าร่วมเดือนละหนึ่งครั้ง

หากยอดที่ได้ไม่ครบจำนวน หลวงพ่อนิพนธ์ จะเพิ่มเติมส่วนที่ขาด

หากยอดที่ได้ครบจำนวน ก็จะปิดในทันที

จำนวนยอดที่เป็นสำรองในแต่ละเดือน ปัจจุบัน ตั้งไว้ที่ประมาณ หนึ่งแสนขวดต่อเดือน

อ.อร่าม แจ้งให้สมาชิก ทราบว่า เนื่องด้วยบุคคลากรของชมรมมีน้อย ดังนั้น ขอความกรุณาสมาชิก อาจจะใช้วิธีการรวมตัวกัน แล้วร่วมกันซื้อ โดยทำให้ยอดซื้อเป็นจำนวนที่ลงตัว ไม่ต้องรอเงินทอน เพื่อความสะดวกรวดเร็ว

อาทิเช่น ขวดใบละสองบาท ถ้ารวมกันมาได้ยอด ๔๘ ขวด ก็ช่วยกันทำให้เป็น ๕๐ ขวด เพื่อจ่ายเงิน พอดี ๑๐๐ บาท โดยไม่ต้องรอทอน เพราะเวลาน้อย และเหล่าสมาชิกก็มีเป็นจำนวนมาก

การคำนวนปริมาณสำรองขวด จากปริมาณขวดที่ใช้ในปัจจุบัน สัปดาห์ละประมาณ ๒๕๐๐๐ ใบ เป็นตัวตั้ง ซึ่งอาจมีการปรับเปลี่ยนให้เหมาะสมในอนาคต

โรคน้ำแข็งขั้วโลก


ช่วงนี้ มีคนไข้ที่อายุไม่มาก แต่ประสพปัญหาโรคภัยรุมเร้า จนต้องนั่งรถเข็นทั้งที่ไม่ควรเป็นเช่นนั้น เริ่มมากขึ้น

วัฐจักรของจักรวาล ในพุทธดำรัสของพระภูมี คือ เกิด แก่ เจ็บ ตาย กำลังเสียสมดุลย์ เพราะมนุษย์สมัยนี้ เริ่มจะเจ็บ และตาย ก่อนที่จะได้สัมผัส คำว่าแก่

หลวงพ่อได้รับคนไข้สาวผู้หนึ่งไว้เป็นคนไข้ใน หลังจากสอบประวัติ ปัจจุบันเธออายุ ๒๗ ปี หลังจบปริญญา ก็ไปทำงาน แต่ทำได้เพียงหนึ่งปี อาการของเธอก็เริ่มรุนแรงขึ้น จนไม่สามารถทำงานได้ ต้องพักรักษาตัวอยู่กับบ้าน

แต่อาการของเธอยังไม่ดีขึ้น หมอก็แนะนำให้ใช้ยาที่มีความแรงมากขึ้น ราคาแพงขึ้น แม่ของเธอและตัวเธอ ก็เห็นด้วย เพราะความอยากหาย และเชื่อในวินิจฉัยของหมอ ว่ายาแรงที่จะใช้นี้ จะทำให้เธอสามารถกลับมาหายเป็นปกติได้อีกครั้ง

จนกระทั่ง ปีที่ ๔ ในการหยุดพักรักษาตัวของเธอ ผลของยาดังกล่าวทำให้เธอเกิดอาการช็อคเฉียบพลัน หลังจากฟื้น เธอก็ไม่สามารถเดินได้อีกเลย และมีอาการตัวแข็งช่วยตัวเองไม่ได้

แม่ของเธอทราบข่าวชมรม จึงมุมานะขับรถพาเธอมาหาหลวงพ่อนิพนธ์ จากลำปาง ทุกสัปดาห์ จนเวลาผ่านไปหนึ่งเดือน อาการแข็งเกร็งของเธอเริ่มดีขึ้น แม่เธอเห็นความเป็นไปได้ในการรักษาลูกสาว จึงเปลี่ยนมาเช่าบ้านใกล้กับชมรม เพื่อให้เธอสามารถมาได้ทั้งวันพฤหัส และ อาทิตย์

จวบจนหลวงพ่อนิพนธ์ได้พบเห็น สอบถามและรับเธอไว้เป็นคนไข้ใน เพื่อให้แม่ของเธอไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายมากมายเกินจำเป็น และทำให้เธอได้รับการฟื้นฟูอย่างเต็มที่

ช่วงนี้ เราเห็นคนอายุประมาณนี้ นั่งรถเข็นแบบเธอ หลายต่อหลายคน ในชมรม

หลวงพ่อนิพนธ์ได้วินิจฉัย ถึงสาเหตุที่ทำไมหมอจึงรักษาโรคเหล่านี้ให้ฟังว่า เพราะการตรวจวินิจฉัยของเครื่องมือแพทย์ และของแพทย์เอง พิจารณาจากอาการที่เกิด และหาหนทางที่จะระงับอาการนั้นๆ

หากแต่อาการที่เกิดนั้น เป็นปลายเหตุ ส่วนต้นเหตุที่แท้จริงเกิดจากระบบสมองทำงานผิดปกติ

อาการผิดปกติของสมองเหล่านี้ เกิดจากการทานยาเคมีมากเกินไป จนทำเกิดสภาวะที่หลวงพ่อนิพนธ์อุปมาให้ฟังว่า เหมือนกับสมองอยู่ในความเย็นขั้วโลก ทำให้ระบบสมองไม่ทำงาน หรือ ทำงานไม่เป็นปกติ

ลักษณะเช่นนี้ ก็อาจจะเกิดได้ในกล้ามเนื้อหัวใจ ทำให้กล้ามเนื้อหัวใจ ทำงานไม่เป็นปกติ เกิดอาการลักษณะคล้ายสายไฟฟ้าหัก ทำให้ไฟเดินสะดุด

ซึ่งเมื่อหมอตรวจพบ ก็จะแก้โดยการใช้เครื่องกระตุ้นหัวใจไฟฟ้า ใส่เข้าไปในหัวใจ หรือ สมอง เพื่อชดเชย การกระตุ้นของสมองและกล้ามเนื่้อหัวใจ ซึ่งก็เป็นเพียงแค่ใช้เงินยืดเวลาเท่านั้น

ด้วยพิจารณาเห็นว่า แนวโน้มโรคเหล่านี้นับวันคนไข้จะแห่เข้ามาเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ด้วยเหตุที่ทางแพทย์ไม่สามารถแก้ไขปัญหาได้ ทำให้หลวงพ่อนิพนธ์ อยากที่จะทำสมุนไพรเพิ่มขึ้นสองขนาน ในการช่วยแก้อาการนี้โดยตรง

ในวันปีใหม่ที่มีการสวดมนต์ข้ามปี หลวงพ่อนิพนธ์จึงได้ทำการขอต่อแม่ชีเมี้ยนเพื่อทำสมุนไพรสองขนานดังกล่าว แม่ชีเมี้ยนได้ทรงอนุญาตให้ทำได้ หลังจากวันงานของท่าน คือ ๑๘ มีนา ไปแล้ว

ลักษณะของสมุนไพรทั้งสองขนาน หลวงพ่อนิพนธ์กล่าวว่า จะเป็นสมุนไพรที่มีอุณหภูมิธาตุสูง ที่มุ่งเน้นเข้าไปที่อวัยวะดังกล่าว เพื่อแก้ปัญหาความเย็นที่เกิดขึ้น ทำให้ระบบร่างกาย ฟื้นตัว และทำงานได้เป็นปกติ

ก็ขอแสดงความยินดีกับคนไข้เหล่านี้ด้วย ที่จะได้ทิ้งรถเข็นในเร็ววัน ด้วยเมตตาของแม่ชีเมี้ยน พระภูมี และหลวงพ่อนิพนธ์

หวังว่าโอกาสอันดีนี้ จะทำให้เกิดความหวัง ขันติ อดทน เพื่อช่วยตน ตามหลักพระภูมี และกลับมาเป็นคนดีของสังคมได้ตามปรารถนาอีกครั้ง

วันศุกร์ที่ 4 มกราคม พ.ศ. 2556

ตามใจตน

ต่างคนต่างจิต ต่างใจ ต่างกรรม ต่างวาระ เป็นสิ่งที่หลวงพ่อนิพนธ์กล่าวเสมอ

อันหมายความว่า เรื่องของชีวิต เป็นเรื่องเฉพาะตน จะมาเหมารวม เห็นคนนั้นทำอย่างนั้นได้ อย่างนี้ได้ ก็จะเอาแบบเขาบ้าง

แล้วก็เหมารวมถึงผลได้ตามใจตน เอาเองว่า คนอื่นเขาทำแบบนั้น เราก็ทำเหมือนกันกับเขา ในเมื่อเขาประสพผลได้ เราก็ต้องได้ผลอย่างเขาเช่นเดียวกัน

หลวงพ่อนิพนธ์ได้ยกตัวอย่าง ลูกศิษย์รุ่นเก่าที่ตามมาแต่ครั้งถ้ำกระบอก ที่ยึดติดพฤติกรรมเดิมๆ การกระทำเดิมๆ และที่สำคัญ เอาแต่สิ่งที่ตนพอใจเป็นที่ตั้ง

ลูกศิษย์ท่านนี้ ตามท่านมาตลอด แต่ก็ไม่ได้ร่วมกิจกรรมมากมายนัก แต่สิ่งที่ปฏิบัติเป็นประจำ ก็คือ วันสำคัญจะไปมาหาสู่ไม่ได้ขาด จนในระยะหลังก็ขาดหายไป เนื่องจากภาระครอบครัว

กลับมาหาหลวงพ่อนิพนธ์อีกครั้ง ก็อยู่ในสภาพเป็นอัมพฤกต์ เดินไม่ได้ ช่วยตัวเองได้บ้าง ด้วยความเชื่อที่มีอยู่เดิม และพฤติกรรมที่ทำตามคำสั่งเสมอ หลวงพ่อนิพนธ์ก็ช่วยจนสามารถกลับมาขับรถได้ ทำงานเป็นปกติได้

หากแต่ครอบครัวนี้ มีแต่เพียงหัวหน้าครอบครัวที่เชื่อและทำตามหลวงพ่อนิพนธ์ นอกนั้นคนในครอบครัว ไม่เห็นด้วย และไม่เคยมาใส่ใจแต่อย่างไรเลย

หลังจากที่ตัวของเขาเองหายเป็นปกติ และทราบว่าลูกสาวของตน เป็นมะเร็งระยะสุดท้าย จึงร้องขอให้หลวงพ่อนิพนธ์ช่วยลูกสาวของตน

หลวงพ่อนิพนธ์จึงกล่าวว่า ตัวเขากับลูกสาว มันคนละคนกัน ความเชื่อคนละแบบ พฤติกรรมต่างกันอย่างสิ้นเชิง ที่สำคัญ ไม่เคยศรัทธาเส้นทางนี้เลย ดังนั้น ควรจะทำใจเผื่อไว้บ้าง หากผลออกมาไม่รอด ก็ต้องทำใจ

หากแต่เขาคิดว่า ลูกสาวทำแบบเขาได้ แล้วจะรอดเหมือนเขาที่หาย แต่ผลที่สุด ลูกสาวของเขาก็ไม่รอด

เมื่อเสียลูกสาวไป ก็พาล กลายเป็นความผิดของหลวงพ่อนิพนธ์ที่ไม่ยอมช่วยลูกสาวเขา แล้วตัวเขาก็เลิกราไปจากหลวงพ่อนิพนธ์

หลวงพ่อนิพนธ์ จึงชี้ให้เห็นบทสรุปว่า คนหลายคนมา ณ ที่นี้ ตั้งความหวัง โดยไม่ดูเนื้อผ้า ว่าความเป็นไปได้ของสภาพนั้น มีหรือไม่ คิดเอาแต่ใจตนว่า มาแล้วต้องหายเพียงอย่างเดียว

เมื่อความหวังนั้นไม่บรรลุผล ก็ละทิ้งสิ่งดีงาม โดยไม่เอาเหตุเอาผล

และยิ่งเป็นการยาก หากผู้นั้น ชอบที่จะกระทำดั่ง "เห็นช้างขึ้ ขี้ตามช้าง" ปฏิเสธความจริง เห็นเขาทำอย่างนั้นได้ ก็จะทำมั่ง ในเมื่อคนอื่นทำแล้วยังรอด ก็สรุปว่าตนทำ ก็ต้องรอดเช่นกัน

และที่สำคัญ เอาตัวของตน ไปยึดโยงกับคนที่ตนรัก ตนผูกพัน ว่าต้องรอด ทั้งที่คนคนนั้น มีพฤติกรรมไม่สอดคล้องกับแนวทางศาสนาเลย

เรื่องของศาสนา จึงเน้นว่า "เป็นเรื่องเฉพาะตน ใครทำ ใครได้"

Hot Line สายด่วน

comming soon
จากสภาพปัจจุบัน ที่มีคนไข้หนักเพิ่มขึ้นมาเรื่อยๆ

สิ่งหนึ่งที่เป็นปัญหาแก่คนกลุ่มนี้ นั่นคือ ส่วนใหญ่จะเกิดสภาวะการ "ลงแดง" หรือ "อาการแทรกซ้อน" ขึ้นได้

และเมื่อเกิดอาการดังกล่าวแล้ว ทำให้เกิดสภาวะที่คนไข้กลุ่มนี้ หรือญาติคนไข้ จะอยู่ในภาวะตกใจ แตกตื่น ทำอะไรไม่ถูก เนื่องจากมักจะเกิดในขณะที่อยู่บ้าน จนทำให้ต้องแก้ปัญหาโดยการพาไปหาแพทย์

ผลกระทบที่ตามมา ทำให้คนไข้เหล่านี้หมดโอกาสที่จะช่วยตน

หลวงพ่อนิพนธ์ ได้ยกตัวอย่าง คนไข้ท่านหนึ่งที่เป็นโรคไตวาย ขั้นรุนแรง และเข้ามาในชมรมเพื่อรักษาตัว

คนไข้หญิงท่านนี้ ได้ฟังคำบรรยายจากวิทยากรว่า เมื่อทานสมุนไพรได้ระยะหนึ่งแล้ว ก็ให้พยายามทานอาหารให้เป็นปกติ ครบทุกหมู่

หลังจากทานสมุนไพร อาการของเธอก็ดีขึ้น ไม่ต้องเข้ารับการฟอกไต จนผ่านไปสี่เดือน ร่างกายเธอเกิดอาการแทรกซ้อนขึ้น จนหมดสติ

แม่ของเธอได้โทรศัพท์มาขอคำปรึกษาที่ชมรม เพื่อขอความเห็นและควรที่จะพาไปโรงพยาบาลหรือไม่

หลวงพ่อนิพนธ์ ได้วินิจฉัย และกล่าวว่า อย่านำคนไข้ไปโรงพยาบาลเด็ดขาด มิฉะนั้น เมื่อไปถึง หมอดูประวัติ จะจับคนไข้ฟอกไต ทันที ทำให้คนไข้เสียโอกาสฟื้นตัว

อาการที่เกิด เป็นผลจากการทานของเค็ม หรือ ของที่ทำให้ไตต้องทำงานหนักมากเกินไป ไม่ใช่ไตไม่ทำงาน จนเกิดอาการแทรกขึ้นมาชั่วคราว หากฟอกไต จะทำให้ไตเสียถาวร

หลวงพ่อนิพนธ์ จึงกล่าวว่า คนไข้ที่มีอาการหนัก หรือสาหัส ควรที่จะขอเข้าพบท่าน เพื่อพิจารณาเป็นกรณีๆ ไป

ในกรณีนี้ คนไข้ชอบเค็ม เมื่อเห็นว่าทานได้ ก็ทานเต็มที่ ในขณะที่ร่างกายยังไม่ฟื้น จึงเกิดปัญหาขึ้น

และเพื่อเป็นการแก้ปัญหาสำหรับคนไข้หนัก และสาหัส เหล่านี้ จึงเห็นควรที่จะเปิดบริการ Hot Line ๒๔ ชั่วโมง

เพื่อให้คำปรึกษาแก้ปัญหาเฉพาะหน้า โดยเฉพาะ เพื่อให้คำปรึกษาก่อนที่จะพาคนไข้ไปโรงพยาบาลเลยในทันที

สิ่งที่หลวงพ่อนิพนธ์กล่าวย้ำ คือ คนไข้ที่มีอาการสาหัส ส่วนใหญ่จะไม่สามารถทานสมุนไพรแบบคนทั่วไปได้ ต้องจัดสมุนไพรให้เป็นกรณีพิเศษตามลักษณะที่เป็น

สมาชิกท่านใด ที่คิดว่าปัญหาที่ประสพค่อนข้างรุนแรง จึงควรที่จะขอเข้าพบท่าน เพื่อวินิจฉัย จึงจะเหมาะสมกับอาการ

บริการนี้ หลวงพ่อนิพนธ์ ได้ให้ คุณแอม ลูกสาวท่าน เป็นผู้รับผิดชอบ และหากเปิดทำการเมื่อใด จะแจ้งให้ทราบอีกคร้้ง

อายุขัย

รูปภาพแม่ชีเมี้ยน ที่หลวงพ่อนิพนธ์อนุญาต
ของมีชีวิต มีวิญญาณ ย่อมมีสิ่งหนึ่งที่แตกต่างจากของไม่มีวิญญญาณ หรือ ของตาย นั่นคือ อายุขัย

ธรรมของพระพุทธเจ้า ไม่ว่าจะเป็นธรรมคำสอน หรือ ธรรมหมวดสมุนไพร ก็เฉกเช่นเดียวกัน

หลวงพ่อนิพนธ์จึงมักเรียกธรรมของพระพุทธเจ้าว่า "ธรรมเป็น" และมักกล่าวว่า สมุนไพรของพระภูมี เป็นสมุนไพรที่มีวิญญาณ

เมื่อเป็นของเป็น หรือ ของมีวิญญาณ ก็มีนัยว่า "ต้องมีเจ้าของ"

หลวงพ่อนิพนธ์ ชี้ให้เห็นว่า ด้วยเหตุนี้ พระพุทธศาสนา หรือ สิ่งศักดิ์สิทธิ์ จึงเป็นของที่มีเจ้าของ ไม่ใช่ของสาธารณะ ใครอยากเชิญใครอยากได้ ก็ทำได้ ไม่ใช่ ไม่ใช่

เหตุและผล ในเรื่องของเจ้าของสิ่งศักดิ์สิทธิ์ นั้นจะพึงดูได้จาก เมื่อสิ้นสาวกองค์สุดท้าย ก็สิ้นอำนาจศักดิ์สิทธิ์ของพระพุทธศาสนา รอจนพระพุทธเจ้าองค์ใหม่มาอุบัติ

เราท่าน จึงไม่ได้ยินได้เห็น พระอรหันต์อีกเลยนับแต่นั้น และกล่าวว่า พระอรหันต์สาวกของพระโคดม มีเพียงแปดหมื่นสี่พันรูป ไม่มีเพิ่มอีกแม้แต่องค์เดียว

สิ่งนี้ได้ตอกย้ำ ภาพวันวาน ที่สามเณรนิพนธ์ได้ถามแม่ชีเมี้ยนว่า เมื่อท่านได้ทรงถ่ายทอดตำราสมุนไพร ก็มีผู้รู้ผู้เห็น ไม่ว่าพระ หรือ คนทั่วไป กันมากมาย แล้วไม่กลัวว่า คนพวกนั้นจะนำสูตรของท่านไปปู้ยี่ปู้ยำหรือ

แม่ชีเมี้ยนทรงตรัสตอบว่า "สมุนไพรเป็นเพียงมัมมี่ ไม่มีวิญญาณ" สิ่งสำคัญอยู่ที่คาถาที่จะบรรจุวิญญาณ ที่ฉันให้ต่างหาก สมุนไพรจึงมีฤทธิ์

หลวงพ่อนิพนธ์ จึงย้ำเตือนในคืนวันปีใหม่ว่า ตัวท่านไม่มีอะไร หากแต่สิ่งที่เป็น สิ่งที่เกิด เป็นเพราะแม่ชีเมี้ยนท่านให้ หรือ อนุญาตให้ทำ สมุนไพรและวินัยที่บอกกล่าว จึงยังคงมีอำนาจช่วยคนได้

ก็ดูอย่างถ้ำกระบอก เมื่อท่านให้ก็เฟื่องฟู แลเมื่อท่านละสังขาร แล้วเอากลับ สมุนไพรสูตรเดิม ก็ไร้ค่า ไม่มีฤทธิ์ช่วยใครได้

ดังนั้น เมื่อสิ้นอำนาจ ก็อุปมาเหมือนหมดอายุขัย การกระทำแบบเดิมที่เคยช่วยได้ จึงไม่มีฤทธิ์หรือบารมีมาช่วยตนได้อีกต่อไป

หลวงพ่อนิพนธ์ จึงยกตัวอย่างเช่น ลูกศิษย์เก่าๆ ที่ยังฝังใจกับถ้ำกระบอก กับพฤติกรรมเก่าๆ ที่เคยใช้เป็นที่พึ่งเมื่อครั้งนั้น และได้ติดสอยห้อยตามท่านมาจนปัจจุบัน ก็ยังมีพฤติกรรมแบบเดิม และคิดว่าเป็นที่พึ่งได้ แต่ในความเป็นจริงแล้ว สิ่งเหล่านั้น แม้นจะทำตามคำสอนของแม่ชีเมี้ยน ก็หามีประโยชน์แก่ชีวิตอีกต่อไป เพราะถูกถอนอำนาจ เรียกได้ว่า พฤติกรรมอย่างนั้นหมดอายุขัย ไม่มีผลต่อผู้ทำอีกต่อไป

อาทิเช่น เราท่านอาจได้มีโอกาสเห็นภาพของแม่ชีเมี้ยนได้จากเว็บไซด์ หรือ บ้านของเหล่าลูกศิษย์ถ้ำกระบอก ที่อยู่บนหิ้งบูชา เมื่อครั้งที่ถ่าย ณ หน้าถ้ำ

การกราบไหว้ รำลึกคุณ ที่พระสอนกันมาแต่ครั้งถ้ำกระบอก ทำให้ลูกศิษย์เหล่านั้น ก็ยังกระทำอยู่

หลวงพ่อนิพนธ์กล่าวว่า นั่นมันอดีตที่แม่ชีเมี้ยนท่านอนุญาต แต่ตอนนี้ท่านถอนออกมาหมดแล้ว พฤติกรรมเช่นนั้นจึงช่วยตนไม่ได้อีก

มา ณ วันนี้ สิ่งที่แม่ชีเมี้ยน อนุญาต คือ รูปปั้นที่ตั้ง ณ ชมรมคนรักสุขภาพ ซึ่งหลวงพ่อนิพนธ์อนุญาตให้ถ่าย และนำไปกราบไหว้ระลึกคุณได้

หลวงพ่อนิพนธ์ กล่าวว่า ของเป็นมีอายุขัย เมื่อหมดอายุขัย เป็นของตายก็ไร้ค่า พฤติกรรมเดียวกัน เหมือนกัน ความรู้สึกเดียวกัน แต่ทำผิดที่ ผิดเวลา ผลก็ต่างกัน

มา ณ วันนี้ ผู้ที่ไหว้รูปแม่ชีเมี้ยนเมื่อครั้งถ้ำกระบอก จึงไม่มีผลในการช่วยตน แต่ผู้ที่ไหว้รูปแม่ชีเมี้ยน ที่ชมรม มีผลต่อการช่วยตน

อันเป็นเครื่องยืนยันว่า สิ่งศักดิ์สิทธิ์ ไม่ใช่ของสาธารณะ ผู้ที่จะรักษาสิ่งศักดิ์สิทธิ์ ต้องมีคุณสมบัติ และได้รับอนุญาต

ดังนั้น ข้อสงสัยที่ว่า ทำไมทุกครั้งหลวงพ่อนิพนธ์ต้องสอนด้วยตัวเอง จึงกระจ่าง เพราะท่านกล่าวว่า สิ่งที่ท่านพูด และกำหนดให้ทำเป็นวินัย จะมีอายุขัย และมีผล แค่ไม่กี่ชั่วโมง นั่นเอง

เมื่อเลยไปแล้ว แม้จะทำอย่างเดียวกัน ผลก็ต่างกัน

ข้อพิจารณาที่หลวงพ่อนิพนธ์ทิ้งไว้ให้ คือ สิ่งที่สอน สิ่งที่กล่าว ในเรื่องของพระพุทธศาสนา ไม่ได้มุ่งหมายเพื่อคัดง้างกับผู้ใด หรือ ให้ผู้คนทั้งหลายทั้งปวงมาเชื่อ

แต่คำสอนของแม่ชีเมี้ยนที่นำมาถ่ายทอด "เป็นเรื่องจริง ไม่กลอกกลิ้ง พูดความจริงทุกอย่าง"

มีไว้เพื่อให้บุคคลหนึ่งบุคคลใด ที่พิจารณาแล้วเห็นชอบ ในเหตุและผลอันนี้ ก็จะได้ปรับเปลี่ยนนิสัย และพฤติกรรม เข้ามาอยู่ในครรลองของศาสนาที่แท้จริง เพื่อช่วยตนของตนเองได้

และก็คงมีเพียงกลุ่มคนที่ไม่มากนัก ที่จะชอบในเหตุและผล ที่แม่ชีเมี้ยนนำมา

อุปมา ในยุคของพระกัสปะ ก็เพียงแค่ประมาณสามแสนคน หรือ ในยุคที่มีพระพุทธเจ้าที่ปราดเปรื่อง เช่น พระโคดม ก็มีแค่ประมาณล้านคน เท่านั้นเอง เทียบกับมนุษย์ทั้งโลกแล้ว น้อยกว่าน้อยมาก

หลวงพ่อนิพนธ์ จึงกล่าวว่า เรื่องของศาสนา จึงเป็นเรื่องของคนกลุ่มเล็กๆ แต่อำนาจบุญญาธิการของเขายิ่งใหญ่นัก จนคนทั้งโลก ยังต้องยอมรับ

บทสรุป หลวงพ่อนิพนธ์จึงตอกย้ำ ให้ทุกคนกลับไปพิจารณาตนเองอีกครั้ง ในการกระทำของตน เรื่องของชีวิต ต้องมุ่งมั่น ทุ่มเท จึงได้มา กิจกรรมและวินัยที่บอก ทุกอย่าง ล้วนมีผลต่อชีวิต

หากท่านใด ไม่คิดจะมาทำ ไม่คิดทุ่มเท หวังแค่เพียงสมุนไพร ย่อมเป็นการยากที่จะประสพผล ผลสุดท้ายย่อมคาดคำนวนได้ว่า เป็นการสิ้นเปลืองสมุนไพรเปล่า และเป็นการเสียเวลาเปล่าของคนเหล่านั้นด้วย

คนเหล่านี้ ควรพิจารณาตน แล้วตัดสินใจ และเลือกทำในสิ่งที่ตนชอบจะดีกว่า ทางใคร ทางมัน

ผู้ที่จะมา จึงควรตั้งเจตนา และทำให้เป็นตน ว่า สถานที่นี้ ท่านมาหา แม่ชีเมี้ยน พระภูมี และสมุนไพร

ประเภทที่มาหาเพื่อน หาตลาดของถูก หาประโยชน์ ... แล้วได้สมุนไพรฟรีเป็นของแถม คนเหล่านี้ เรียกว่า มีตาหามีแววไม่ ควรที่จะไปที่อื่น... อย่ามาเบียดเบียนสมุนไพรของคนที่เขาอยากช่วยตนเลย ... ก็จักเป็นบุญยิ่ง

วันอังคารที่ 1 มกราคม พ.ศ. 2556

ของมันแรง

การกระทำที่เป็นบาป ไม่ว่าจะที่ใดในโลก ทำเท่าไหร่ ก็ได้ผลเท่านั้น

หากแต่ที่หนึ่ง ที่ประวัติศาสตร์ ได้จารึก ถึงผลของการทำบาป ว่า ทำหนึ่ง อาจได้บาปถึงสิบ นั่นคือ การมาทำในดินแดนของพระพุทธศาสนา อันจะเห็นได้จากพูทธประวัติ

การกระทำใดในโลกที่ว่าบาปหนัก ก็ยังไม่ทำให้แผ่นดินรับไม่ไหว หากแต่การกระทำต่อพระพุทธศาสนา น้ำหนักบาปที่จะพึงเกิด มากจนแผ่นดินรับไม่ไหว นั่นคือ "ธรณีสูบ"

หลวงพ่อนิพนธ์ จึงกล่าวว่า เมื่อพระพุทธเจ้าใกล้เกิด สถานที่นี้ ถือได้ว่าเป็นส่วนหนึ่งของพระพุทธศาสนา ย่อมมีอำนาจส่งผลที่แรงเพิ่มขึ้นเป็นเงาตามตัวด้วย อย่างแน่นอน

จึงได้ยกตัวอย่าง กรรมการบางคน ที่รอดพ้นจากวิกฤติร้ายแรงของชีวิต จนกลับมาใช้ชีวิตปกติได้เหมือนคนทั่วไป แต่ด้วยนิสัย และกรรมของตน ทำให้การมาทำกิจกรรม จึงเดินตามนิสัยตน กลายเป็นเพื่อธุรกิจ เพื่อพวกของตน ส่งผลให้ กรรมการหลายคน ระอาและเบื่อหน่าย และหลีกลี้หนีไป

กิจกรรมของที่นี่ มีเพื่อให้ชีวิต แต่กรรมการหลายคนเหล่านี้ ที่รอดมาจากสถานที่นี้ กลับใช้นิสัยตน ทำลายชีวิตและโอกาสของผู้อื่นเสีย

ด้วยเหตุแห่งทำถูกผลถูกก็เกิด ทำผิดผลผิดก็เกิด อย่างรุนแรงและรวดเร็วเช่นกัน

อาทิเช่น กรรมการท่านหนึ่ง ที่มีพฤติกกรรมดั่งกล่าว พ้นจากโรคเก๊าต์ที่เป็นมาเกือบสามสิบปี นั่นคือ พ้นจากเสือ แต่ต้องไปปะจรเข้ จากพฤติกรรมดังกล่าว ด้วยการถูกของหนักล้มมาทับขา

หลวงพ่อนิพนธ์ ชี้ให้เห็นว่า กรรมของเขาต้องเดินไม่ได้ เมื่อพ้นจากเก๊าต์กลับมาเดินได้ ทานสมุนไพรจนโรคร้ายหาย แต่กรรมมันยังอยู่ แลไม่จำเป็นต้องใช้โรคเก๊าต์ ก็ทำให้เขาเดินไม่ได้เช่นกัน

แม้เขาจะไม่กลับไปเป็นโรคเก๊าต์อีก แต่ผลของการทำผิด ก็ทำให้หนีไม่พ้นกรรมเดินไม่ได้อยู่นั่นเอง

กรรมการอีกท่านหนึ่ง หลังจากพ้นวิกฤติ แต่ด้วยมีนิสัยชอบเล่นพระเครื่อง จึงทำให้การมาร่วมกิจกรรม ก็เพื่อประโยชน์ตนในส่วนนี้ แม้นหลวงพ่อนิพนธ์จะกล่าวเตือน ก็ยังคงทำอยู่

ก่อนปีใหม่ กรรมไม่รอโรคแล้วเพราะมันช้า ทีนี้มันเล่นเส้นเลือดในสมองเลย หลับกลางอากาศ ไม่รู้ว่าผลจะเป็นเช่นไร

หลวงพ่อนิพนธ์ จึงร้องขอว่า สถานที่นี้เป็นที่ให้ชีวิต จะทำบาปที่ไหนก็ไปเถอะ อย่ามาทำที่นี้เลย ไม่คุ้มหรอก เพราะสถานที่ของแม่ชีเมี้ยน ของพระภูมี ผลของการกระทำ มันเป็นทวีคูณ

พรปีใหม่ 2556

ค่ำคืนของการสวดมนต์ข้ามปี อันเป็นกิจกรรมที่ทำมาตั้งแต่ดั้งเดิม นับแต่ครั้งถ้ำกระบอก มาจนถึงวันนี้ ในปีนี้ ก็มีบรรดาศิษย์ และสมาชิก มาร่วมกิจกรรมกันประมาณ สองร้อยคน

หลวงพ่อนิพนธ์ ได้กล่าวย้ำอีกครั้งถึงภัยพิบัติ อันเป็นธรรมชาติของวัฐจักรมนุษย์ที่ขาดศาสนามานาน และกำลังจะมีพระพุทธเจ้ามาอุบัติเพื่อดับยุคเข็ญ ที่กำลังจะบังเกิด

เมื่อภัยพิบัติ ที่กำลังจะมาถึง มีความรุนแรงทวีคูณ ตามปี หกตกคะเมน หลวงพ่อนิพนธ์จึงกล่าวว่า สิ่งเดียวที่จะเป็นที่พึ่งได้นั่นคือ ธรรมคำสอนของพระภูมี นั่นเอง

เมื่อสิ่งที่มาแรงเกินกว่าที่ใครจะคาดคิด ต่างกับปีก่อนๆ ปีนี้ แม่ชีเมี้ยนได้ให้สัญญาณแก่หลวงพ่อนิพนธ์ว่า พฤติกรรมของผู้ที่จะมาร่วมกิจกรรม จึงต้องมีความพร้อม กาย วาจา ใจ จึงจะพ้นภัยอันนี้ได้

หลวงพ่อนิพนธ์ จึงประกาศแก่ผู้ที่จะมาร่วมกิจกรรมในปีนี้ ว่า "ให้พิจารณาตนและตัดสินใจ" หากจะมาทำเฉพาะกาย หรือ วาจา ย่อมไม่เพียงพอ และไม่เป็นไปตามที่แม่ชีเมี้ยน ได้สอนให้เห็นรอยของพระโคดมทำไว้ อันหมายถึง การมาร่วมเพื่อช่วยตนเอง และสรรพสัตว์ ให้รอด เป็นทางเลือก นั่นคือ "การขาดซึ่งใจอันเมตตา หรือ คุณธรรม"

การมาร่วมกิจกรรมเพื่อหวังผลซึ่ง การได้สมุนไพรเยอะๆ ได้เพื่อน ได้ธุรกิจ ... ไม่ควรเลย เพราะสิ่งที่จะต้องเสียนั่นคือ "ชีวิตตน" เพราะไม่มีทางที่จะประสพผลได้เลย

พรปีใหม่ปีนี้ หลวงพ่อนิพนธ์จึงกล่าวว่า "ผู้ใดทำตามคำสอน คือการถึงพร้อมด้วย กาย วาจา ใจ เพื่อให้กิจกรรมเป็นไปเพื่อยกพระพุทธศาสนาให้โดดเด่น เป็นที่พึ่งของสัตว์โลกได้ จะพบแต่ความเจริญ รอดพ้นจากภัยพิบัติ และโรค อย่างแน่นอน"

และที่สำคัญ การมาร่วมกิจกรรม ไม่ควรเลยที่จะต้องรอจนกระทั่งถูกบีบให้ทำด้วยโรคภัย หรือรอจนทำอะไรไม่ไหวแล้วจึงมา

คำแนะนำที่ควรกล่าว

แม่ชีเมี้ยน ได้นำหลักของพระภูมีมาส่งให้ และเครื่องมือที่ติดมาด้วย คือ "สมุนไพร"

หลวงพ่อนิพนธ์ จึงสอนผู้ที่อยากจะแนะนำผู้อื่น ถึงเหตุและผลง่ายๆ ว่าทำไมจึงต้องทานสมุนไพร

ด้วยเหตุและผล ของการที่ "วิญญาณต้องรับผิดชอบต่อสังขาร" นั่นเอง

ดังนั้น มนุษย์ จึงต้องคัดสรรอาหาร ที่จะทานเพื่อดูแลสังขาร การทานอาหารจึงต้องไม่มีสิ่งที่ร่างกายไม่ต้องการ หรือ ทำร้ายร่างกาย อาทิ ทานข้าว ไม่ทานแกลบ ไม่ทานกรวด หิน

อันจะเห็นได้ว่า สิ่งที่ร่างกายตอบรับ มีแต่สิ่งที่เป็นธรรมชาติ เท่านั้นเอง

ฉันใดก็ฉันนั้น เหตุและผลที่ไม่ควรทานยาเคมี ก็ด้วยเหตุที่มันไม่ใช่ของธรรมชาติ จึงเป็นสิ่งที่ร่างกายไม่ตอบรับ เท่ากับเป็นการ "ข่มเขาโคขืนให้กลืนหญ้า" นั่นเอง

ผลจากพฤติกรรมดังกล่าว ทำให้ธรรมชาติของมนุษย์ผิดเพี้ยนไป ไม่เป็นตามอริยสัจ ๔ ที่พระภูมีทรงตรัส อันได้แก่ เกิด แก่ เจ็บ ตาย

มาวันนี้ ผลจากพฤติกรรมดังกล่าว ทำให้วัฐจักรของมนุษย์ กลายเป็น เกิด เจ็บ แล้วตาย โดยที่ยังไม่แก่เลย

พระภูมี จึงได้บัญญัติ วิธีการแก้ไขปัญหาโรคภัย ด้วย "สมุนไพร" อันเป็นสิ่งที่ฟ้าดิน เขาจัดสรรให้ เป็นธรรมชาติ เกิดคู่มากับมนุษย์แล้วนั่นเอง

และสิ่งที่จะปลอดภัย สำหรับผู้แนะนำ นั่นคือ ผู้ที่มา มุ่งหวังสิ่งที่เป็นที่พึ่งของตน จึงควรแนะนำให้มาถึง แม่ชีเมี้ยน พระภูมี และหลวงพ่อนิพนธ์ เพื่อให้คนผู้นั้น ได้เป็นที่พึ่งพิง

เพราะเราท่าน ยังต้องพึ่งพา บารมีของแม่ชีเมี้ยน พระภูมี และคำสอนของหลวงพ่อนิพนธ์ เพื่อช่วยตน คงไม่สามารถช่วยใครได้

หากเราท่านมีใจอยากชี้ทางรอดให้แก่ใคร ก็จึงควรให้เหตุผล ถึงเหตุแห่งการใช้สมุนไพร ของพระภูมี และชี้ช่อง พาไปให้ถึงร่มโพธิ์ร่มไทร ที่จะพึ่งพิงเพื่อช่วยตน

อย่าให้คนเหล่านั้น มาหยุดที่เรา

และเหตุผลสำคัญที่สุด ในการใช้แนวทางสมุนไพร คือ ความเมตตา นั้นเอง

พระภูมีทรงตรัสว่า "คนฉลาด ต้องเมตตาตนเองก่อน ทำตัวให้รอด แล้วจึงนำหนทางรอดของตน ไปชี้ให้คนอื่นเดินตาม"

ผู้ที่ทานแกลบ เท่ากับทำร้ายตน ผู้ที่ทานเคมี เท่ากับกำลังฆ่าตน พฤติกรรมเหล่านี้ เรียกได้ว่า กำลังทำกรรม "ฆ่าตนเอง หรือ ทำร้ายตนเอง" อันเป็นกรรมที่ร้ายแรงกว่ากรรมใดๆ ทั้งสิ้น อันจะเห็นได้จากบัญญัติของพระภูมี ข้อหนึ่งว่า "ห้ามฆ่าตนเอง" เด็ดขาด

การเลือกแนวทางสมุนไพรของพระภูมี ก็คือ การทำให้วัฐจักรของมนุษย์ กลับมาเป็นดั่งเดิม ได้อยู่จนแก่ แล้วตาย ตามพรหมลิขิตเดิมนั่นเอง

ติดต่อสั่งซื้อสินค้า หาโปรโมชั่นเอมมูร่าเซซามินที่ดีที่สุด โทรหาเรา 086 6O4 7O44