วันศุกร์ที่ 30 สิงหาคม พ.ศ. 2556

ต้องเหนือกว่า

ด้วยการได้เห็นบุญญาธิการของศาสนา ที่ตราตรึงในใจของมนุษย์ ทำให้บรรพบุรุษของเราท่านยอมรับ และสอนลูกสอนหลาน สืบพงศาวดารกันมายาวนานกว่าสองพันปี

มนุษย์ไม่ว่า จะเลวร้ายสักปานใด หากแต่เมื่อเปลื้องผ้า โกนหัว ห่มผ้าเหลือง กลายเป็นพระแล้วไซร้ ทุกผู้ทุกนาม ก็ยอมให้ ต้องก้มกราบ

ทั้งๆที่ เมื่อไม่กี่นาทีก่อนหน้า พระรูปนี้ ยังถูกขนานนามว่า ไอ้มหาโจร .... เป็นที่น่ารังเกียจ อยู่ก็ตาม

หลวงพ่อนิพนธ์ จึงได้ชี้ว่า ทำไมจึงเป็นเช่นนั้น ก็เพราะเมื่อเข้าสู่ร่มกาสาวพัตร์แล้ว มนุษย์ผู้นั้น ได้กระทำตนเหนือมนุษย์แล้วนั่นเอง

การกราบไหว้ จึงเกิดจากการกระทำที่เหนือมนุษย์ ตามบัญญัติของพระพุทธเจ้า ด้วยเหตุนี้ จึงได้รับการอภัย และยอมกราบไหว้

อะไรหล่ะที่เหนือมนุษย์ ก็คือ การมีธรรมนั่นเอง เมื่อเดินตามแนวของพระภูมี ก็เริ่มจากสละสมบัติ สละครอบครัว มาจนสละเสื้อผ้าอาภรณ์ ผม และกลายมาเป็นผู้ที่ไม่เบียดเบียนใครจนเกินไป คือ การฉันมื้อเดียว และพึ่งตนเอง ไปไหนก็เดิน

ดังนั้น บุคคลที่ทำตนเหนือมนุษย์ มีธรรมวินัย จึงยอมกราบไหว้ได้อย่างเต็มใจ

หากบุคคลห่มผ้าเหลืองแล้วไซร้ ไม่ทำตนเหนือมนุษย์ทั่่วไป ก็ยังถือเงิน นั่งรถ ไม่ต้องปฏิบัติธรรมวินัย เบียดเบียนผู้อื่น เรียกร้องวัตถุสิ่งของ และที่สำคัญยิ่ง นั่นคือ การแปรเปลี่ยนจุดประสงค์ของพระภูมี จากการบวชมาเพื่อสร้างปูชณียบุคคล เป็นการสร้างวัตถุ ปูชนียสถานแทน

พระเหล่านี้ หาสมควรกราบไหว้ไม่ เพราะนั่นไม่ใช่หนทางบุญที่พระพุทธเจ้าบัญญัติ แม่ชีเมี้ยนจึงตรัสว่า เอกลักษณ์ของพระ ของพระพุทธเจ้า เดินหลังตรง หูตาไม่ฝ้าฟาง สามารถทำกิจกรรมได้จนตลอดอายุขัย ไม่มีมาเป็นโรคนั้น โรคนี้ ก็บุญของพระภูมี มันเหนือกรรม จะพ่ายแพ้แก่โรคที่เป็นตัวแทนของกรรมได้อย่างไร

หลวงพ่อนิพนธ์ จึงเน้นให้เห็นว่า สิ่งที่เราท่าน ทำแล้วคิดว่าเป็นบุญ แท้จริงแล้วหาใช่ไม่ บุญที่ทำจึงไม่มีจริง ที่จักย้อนกลับมาช่วยตนของเราได้

นั่นจึงเป็นเหตุว่าทำไมต้องมีศาสนา ต้องมีพระพุทธเจ้า ก็เพื่อมาสังคายนา ให้เห็นว่าบุญที่แท้จริงเป็นอย่างไร หลังจากห่างเหินศาสนามานาน จนถูกกลบดินไปหมด พวกนอกรีตก็อ้างบุญ ให้มนุษย์หลงเชื่อ เพื่อหากิน

ภาพแรกที่จักเห็น เมื่อพระพุทธเจ้าอุบัติ นั่นคือ การสังคายนา พระ ... เมื่อของจริงปรากฎ อ้ายพวกนอกรีตเหล่านี้ มันก็จักหากินโดยการห่มผ้าเหลืองไม่ได้ เพราะไม่มีใครให้ เหลือบเหล่านี้ก็จะหลุดออกไปจากศาสนา

บทสรุป หลวงพ่อนิพนธ์ จึงสอนว่า หากจะกราบพระ จึงควรพิจารณา ว่าการกระทำของพระรูปนั้น เหนือเราหรือไม่ มีธรรมเป็นวินัย หรือ เดินสวนพุทธประวัติ ที่พระโคดมทิ้งเวียงวัง มานอนกลางดิน กินกลางทราย หรือไม่ .. เป็นเครื่องชี้วัดให้เห็นเด่นชัด

ประเภททิ้งคันไถ มานั่งเบ็นซ์ ทานช้อนทอง มีสำรับ หนีให้ไกล ... พวกนี้ หากไม่มีผ้าเหลือง มันก็มนุษย์ดีๆ ขี้เหม็น เหมือนเราทุกอย่าง ...ไม่ใช่เนื้อนาบุญ ให้พึ่งพิงอย่างแน่นอน

หากวันใดได้พบ พระที่ถือธรรมวินัย เป็นเนื้อนาบุญที่แท้จริง ขอเพียงข้าวทัพพีเดียว แกงถ้วยหนึ่ง เท่านั้นแหละ ... บุญมารอที่หัวกระได กลับมาทานสมุนไพร ... อยากรู้นัก โรคอะไรมันจะเหลือ

ด้วยผลอันนี้ ประจักษ์แก่ตาของบรรพบุรุษ ทุกผู้นาม แม้นไม่ชอบ ไม่ศรัทธา ก็ต้องยอมรับ ในบุญญาธิการของพระพุทธเจ้า

จะติดอยู่ก็แต่ คนที่ไม่เพียงยอมรับ แต่ยังศรัทธา และทำตาม มันมีน้อย เพราะหลักของพระภูมี มันต้องทำเอง ซ้ำยังทำยาก ต้องใช้ขันติอดทนมหาศาล

พระของพระพุทธเจ้า จึงได้ถูกขนานนามว่า "ขันติสงฆ์" ส่วนพวกเหลือบที่ห่มผ้าเหลือง โบราณเขาเรียกพวกนั้นว่า "สมมุติสงฆ์"

ติดต่อสั่งซื้อสินค้า หาโปรโมชั่น Sesamix-Z และ สารสกัดเซซามินสูตรที่ดีที่สุด โทรหาเรา 086 6O4 7O44