แม่ชีเมี้ยน ตรัสชี้ ทุกยุคของพระพุทธเจ้าทุกพระองค์ คนทั้งโลกเห็นวินัยของท่าน แล้วมักกล่าวกันว่า วินัยของพระองค์นั้นดี แต่ไม่เอา เพราะเป็นศาสนาทำ คนทั้งหลายอยากได้ศาสนาขอ
หลวงพ่อนิพนธ์ อรรถาธิบายว่า ศาสนาของพระอริยะเจ้า แม้นจะมีความศักดิ์สิทธิ์ มีอำนาจเหนือกรรม แต่ช่วยใครไม่ได้เลย มีแต่คำสอนให้ผู้เชื่อ ศรัทธา ฟัง พิจารณาแล้วนำไปปฏิบัติเพื่อช่วยตน ผู้ใดทำได้ ผู้นั้นช่วยตนพ้นทุกข์ได้
ท่านจึงชี้ให้เห็นว่า พระพุทธเจ้าเมื่อสำเร็จจึงไม่ตรัสกับใครก่อน ผู้เห็น และปรารถนา อยากได้ อยากสุขแบบพระองค์เข้ามาถาม ท่านก็ตรัสสอน ฟังแล้วจะทำหรือไม่ ท่านไม่ว่า ชอบก็ทำ ไม่ชอบก็บ้านใครบ้านมัน
บทสรุป ท่านจึงว่า เรื่องของศาสนา มองไม่เห็นเหมือนกรรม มันก็มองไม่เห็น ทำอย่างนี้น่ะเป็นบุญ ทำอย่างนี้เป็นทาน ล้วนมองไม่เห็น แต่เมื่อกรรมมาอุบัติเวลาไร แล้วตนของตนรอดพ้นได้ ไม่เป็นเหมือนคนทั่วไป นั่นแลบทพิสูจน์
ทำไมจึงรอด เพราะการกระทำที่ทำตามพระภูมี นั้นมีการกระทำเหนือมนุษย์ คือมีที่เว้น วันละหนึ่งชั่วโมงบ้าง ในเขตพัทธสีมาบ้าง ที่วัดบ้าง ที่ซึ่งเป็นที่เป็นเวลาที่เราท่านลดกิริยาลง ผลอันนี้แม้นจะหนีทุกข์หนีกรรมอาจไม่พ้น แต่ก็ไม่ทุกข์จนเกินไป
คนทั้งหลายเขาบรรเลงไปตามนิสัยกรรมตลอดเวลา เมื่อกรรมมาเขาจึงตกในอำนาจกรรม โดยไม่มีอะไรช่วยตน
นี่แลผู้ทำได้ ท่านจึงเรียกเหนือมนุษย์ คือเหนือพรหมลิขิตกรรม ไม่เป็นหรือลอยไปตามกรรมทุกสิ่งอย่าง
การกระทำเล็กน้อย วันละหนึ่งชั่วโมง จึงมีความหมายต่อชีวิต ต่อวิญญาณมหาศาล อุปมา กุ้งฝอยตกปลากระพง
ใครจะลอง เราเชื้อเชิญ การมาที่ว่ายากในเวลานี้ ออกจากบ้าน ไปหน้าหิ้งพระ วางสัญญาใจกับพระ ตลอดระยะทางไปและกลับชมรม ข้าพเจ้าจะไม่โกรธ ไม่ติเตียนใคร เพื่อมาทำนิสัย มาลดกิริยาตามคำสอนพระภูมีที่ท่านอาสิชี้ แล้วดูผล ดูสิจะแคล้วคลาดเดินทางสะดวกปลอดภัยไหม
เราก็ไป เราก็รอด ไปแบบชนกลุ่มน้อย เหมือนพุทธประวัติ ปลอดโรค ปลอดภัย จะชวนใคร ถามเขาก่อน วินัยทุกข์อันนี้ รับได้ไหม ถ้าจะมาเอาแต่สมุนไพร อย่ามาเลย วันหนึ่งคนแนะนำอาจหน้าแหก ตายคาสมุนไพร เขาจะว่า ไหนบอกสมุนไพรดี ไม่เอา ไม่ชอบ ไม่ว่า บ้านใครบ้านมัน ไปทำในสิ่งที่ตนชอบ เวลาจะเป็นเครื่องพิสูจน์ ว่าสิ่งไหนคือของจริงแท้ เป็นที่พึ่งของตนได้
ศาลารักษาโรค แนวทางการรักษาด้วยสมุนไพรควบคู่ไปกับธรรมะ เผยแพร่กิจกรรมของมูลนิธิไทยกรุณา และให้ความรู้ด้านสมุนไพรรักษาโรค
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ กฎแห่งกรรม แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ กฎแห่งกรรม แสดงบทความทั้งหมด
วันศุกร์ที่ 27 มีนาคม พ.ศ. 2563
วันอังคารที่ 11 ธันวาคม พ.ศ. 2561
ทำไมต้องให้ - หายโรคได้ด้วยการให้
ศาสนา สอนหนทางแห่งสุข คือ “การให้” ให้สุขแก่เขา สุขนั้นถึงตัว ไม่ใช่แสวงหาสรรพสิ่งให้ตนแล้วจะสุข
สิ่งที่แฝง ท่านอาสิชี้ แต่หลายคน อาจยังไม่เคยพิจารณา นั่นคือ “มันไม่ใช่ของเรา”
แปลความว่า ไม่รู้ว่าวันไหนต้องเสียไป และแม้นไม่อยากเสีย ไม่อยากให้ แต่ก็รักษาไว้ไม่ได้
ศาสนาย่อ ผู้ที่มาเอา เปรียบเป็นชูชก เป็นตัวแทน ที่บอกเราท่านว่า จะยอมให้หรือไม่ยอม ฉันก็จะเอา
การฝึกให้ คือ การฝึกยอมสูญเสีย ฝึกทำใจ เมื่อใดที่เกิดสูญเสีย จะได้ไม่ทุกข์จนเกินไป
แม่ชีเมี้ยน จึงมักตรัสให้สติเสมอ “กรรมน่ะกรรม จำไว้ให้ดี กรรมมันใช้กรรมมันสั่งแล้วเป็นทุกข์”
หลวงพ่อนิพนธ์ ชี้ให้พิจารณา ผู้ที่เป็นผู้ให้สุขแก่ผู้อื่น ย่อมเชื่อในผลแห่งการกระทำ เชื่อกรรม จึงมีมานะทำ ครั้นวันหนึ่ง กรรมมาถึง ต้องเสีย ก็มักจะทำใจได้ ไม่ทุกข์จนเกินไป
อาทิ คนขับรถมาชนรถเรา ก็เชื่อว่า กรรมมาต้องเสียทรัพย์ ทำใจได้ ก็ไม่ต้องต่อกรรม ทะเลาะกับคู่กรณี หรือที่เห็นมากมายในข่าว ไม่เชื่อหรือว่าบางทีท่านอาจต้องยกลูกให้ชูชก เมื่อวันหนึ่ง ลูกท่านเกิดลูกหลง เขาทะเลาะกันถูกยิงตาย ไม่ว่าท่านจะยอมให้หรือไม่ เขาก็เอาลูกท่านไปแล้ว
บทสรุป การให้ คือ การเตรียมตัว เตรียมใจ ว่าเราท่านต้องสูญเสีย การทำใจยอมเสีย ยอมให้ ให้ใครก็ไม่รู้ มันคือการเสียก่อน และเสียด้วยความเต็มใจ ผลที่ได้จึงมหาศาล อย่าไปรอ ที่ต้องให้ แม้นจะไม่ยอม
หลวงพ่อนิพนธ์จึงบอกว่า การไม่อยากเป็นโรค จึงมีหนทางง่ายๆ คือ ไม่อยากเป็นมะเร็ง ก็ไปช่วยเหลือคนเป็นมะเร็ง ไม่อยากเป็นโรค ก็ไปช่วยคนเป็นโรค การให้สมุนไพร การเก็บใบยา จึงมีความหมาย
หลายคนเมิน การให้ แต่เรากลับเห็นคนที่ไม่เป็นโรค มามูลนิธิ ซื้อยาสระผม กลับมองเห็นค่า บอกกับเราว่า เห็นคนป่วยแล้วอยากให้ แต่ที่นี่ไม่รับเงิน เขาซื้อยาสระผมไปช่วยขาย เขาเก็บมะกรูดที่บ้านมาให้ ตามที่มี ซื้อพริกไทยมาให้ จึงนึกย้อนคำหลวงพ่อนิพนธ์ คนพวกนี้ ไม่ได้หยอดตา กลับมองเห็น คนที่หยอดยาตาเรา กลับตาบอด สงสัยนัก เอาตาที่ดี ไปเพื่ออะไร ในไม่ช้า หยอดสักเท่าไร ก็หาประโยชน์กับตาได้น้อย
ไม่ได้ว่า ถ้าไม่ให้ แต่ติงไว้ แน่ใจน่ะ ว่าพรหมลิขิตท่านดี จะไม่มีการสูญเสีย ถึงเวลา ทำใจให้ได้ ถ้าทำไม่ได้ จะสร้างกรรมต่อ ใหญ่โตมหาศาล
วันจันทร์ที่ 19 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2561
ขี้ตามช้าง
ความน่ากลัวในโลกปัจจุบัน คือฟังเขามาแล้วทำตาม โดยปราศจากการตรวจสอบข้อเท็จจริงรายละเอียด ผลที่เกิดคือความเสียหายมหาศาลที่ตามมา
ตัวอย่างที่เห็นชัด คือบันไดเลื่อน เขาบอกว่าขึ้นลงให้ยืนชิดขวา ด้านซ้ายคนรีบจะได้เดินหรือวิ่งไปได้
แล้ววันหนึ่งเราท่านก็ได้ยินว่า บันไดถล่มบ้าง พื้นทรุดลงบ้าง หลายคนก็รุมด่าว่าเป็นความชุ่ยของผู้ผลิตบ้าง ห้างร้านบ้าง นับข้อความไม่ทัน
โดยคนที่รุมด่านั้นไม่เคยรู้เลยว่า บันไดเลื่อนเขาออกแบบมาให้พาคนขึ้นลง ไม่ได้ออกแบบมาเพื่อรับการกนะเพื่อมา จึงมีวิธีการใช้กำกับห้ามเดินหรือวิ่งบนบันได เฉกเช่นกันกับหัวบันไดเลื่อน
เมื่อไม่รู้ ก็ใช้งานผิดวันหนึ่งมันก็พัง เพราะใช้ผิดวัตถุประสงค์ คนสร้างกลายเป็นจำเลย ทั้งๆที่คนใช้นั่นแหละใช้ผิด
หลวงพ่อนิพนธ์ชี้ให้เห็นว่า คนหมู่ไหนความเชื่อเดียวกันก็เกิดแผ่นดินเดียวกัน นั่นจึงเกิดทวีป
ฝรั่งเชื่อในความสามารถตน ความคิดตน แต่เอเซียเชื่อในกฎแห่งกรรม เชื่ธรมคำสอน กรรมจึงสร้างฝรั่งให้มีกายใหญ่โตเพื่อรับสารเคมี และอยู่ได้จนครบพรหมลิขิต ส่วนเอเซียรูปร่างเล็กอาศัยธรรมชาติ ทานสมุนไพร
เมื่อเอาง่าย เห็นฝรั่งใช้ยา เหมือนช้างขี้ ก็เอาอย่างใช้ยาเคมีบ้าง ลืมไปว่า ขนาดที่มีในตำรานั้นใช้กับฝรั่ง ร่างกายเราท่านรับไม่ไหว ผลข้างเคียงจึงมหาศาล ยิ่งใช้ เสมือนยิ่งฆ่าตน
ไม่ต่างอะไรกับคนเอเซียอยากสูง ให้ลูกดื่มนมวัวเยอะๆ ผลก็คือได้ความสูงที่มาพร้อมกับมะเร็งกระดูก มิเท่ากับฆ่าลูกหลานของตนด้วยมือตนหรอกหรือ
บทสรุป หลวงพ่อนิพนธ์จึงชี้ว่า นี่แหละคนโง่ต้องตกเป็นเหยื่อคนฉลาดที่โลภ เพราะเอาความอยากมาล่อ และขาดพิจารณา เหมือนการตกทอง กว่าจะรู้ผลผิดก็เกิดแล้ว แก้ไม่ทัน
ซ้ำร้ายศาสนาพูดเรื่องจริง กลับเห็นเป็นคำด่าว่า น่าเบื่อหน่าย ไม่อยากทำ นี่แหละ ที่ว่า “เห็นกงจักรเป็นดอกบัว เห็นดอกบัวเป็นกงจักร”
อย่าว่าแต่ศาสตร์สมุนไพรที่ไม่รู้แต่ทำตนเหมือนรู้ แค่นมวัว ที่แม้นแต่คนเลี้ยงน้อยคนจะรู้ว่า หญ้าที่เลี้ยงต้องเป็นหญ้าที่อยู่ในอากาศเย็น ถ้าเป็นหญ้าอากาศร้อนมันจะปล่อยสารพิษ ส่วนคนกินก็ไม่รู้ว่าวัวนมนั้นถูกฉีดสารให้ผลิตน้ำนมได้มากกว่าปกติถึง 8เท่า นั่นหมายความว่า วัวนมทุกตัวร่างกายรีดกระดูกในวัว มาผลิตเป็นนม วาระสุดท้ายของวัวนมคือโรคกระดูกพรุนแล้วก็ตายไป
คำเตือนของหลวงพ่อนิพนธ์ชวนให้คิด ก็ขนาดเราท่านทำกับข้าว หุงข้าว กินเพื่อดำรงอยู่ยังพิถีพิถัน คัดสรรวัตถุดิบ มีขั้นตอนกรรมวิธีการทำ ส่ใจรายละเอียดทุดอณู นั่นแค่กินเพื่ออยู่ แต่เรื่องกินเพื่อชีวิต กลับขาดรายละเอียด ทำชุ่ยๆ จ่ายเงิน โยนเข้าปาก ง่ายอย่างนั้นเชียวหรือ
คนโลภไม่มีทางทำสิ่งดีๆให้คนได้ เขาจึงต้องโฆษณาชวนเชื่อ
วันอังคารที่ 12 ธันวาคม พ.ศ. 2560
สิ่งศักดิ์สิทธิ์
คนทั้งโลก ล้วนแล้วแต่ปรารถนาพบสิ่งศักดิ์สิทธิ์ โดยเฉพาะเมื่อถึงคราวทุกข์ คราวซวย เคราะห์หามยามร้าย เข้ามาผจญกับชีวิตด้วยแล้ว
จึงไม่แปลกเลยว่า ทำไมวัดวาอารามศาลเจ้า จึงเต็มไปด้วยผู้คน โดยเฉพาะยามที่บ้านเมืองลำเค็ญ คนทุกข์เข็ญเดินกันเกลื่อน ดิ้นรนเพื่อความอยู่รอด หรือพ้นโรคภัย
ปัญหาโลกแตกก็คือ ไม่มีใครรู้ว่า สิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่แท้จริง อยู่ตรงไหน ดูได้โดยวิธีใด ก็จึงไม่แปลกที่คนโลภ เห็นช่องทาง ก็ย่อมต้องยก ต้องสร้างสิ่งศักดิ์สิทธิ์ มาเพื่อสนองความต้องการของคนทั้งหลายทั้งปวง ไม่ว่าจะลัทธิ ศาสนาใด ล้วนเฉกเช่นเดียวกัน
ภาพที่เห็น เพื่อสร้างความเข้มขลัง ให้คนทั้งหลายท้้งปวงเชื่อว่ามี ทั้งที่ความเป็นจริงไม่มีเลย จึงต้องเน้นที่วัตถุเป็นหลักเป็นธรรมดา แล้วก็ตกแต่งเรื่องราว ให้เห็นว่ามีผู้คนได้รับ ปาฏิหารย์จากสิ่งศักดิ์สิทธิ์นั้นๆ
หลวงพ่อนิพนธ์ยกเรื่องราวของท่านในวัยเด็ก ที่พำนักในตรอกไผ่สิงห์โต ย่านคลองเตย ไว้ตอนหนึ่งว่า ปกติกิจประจำวันของท่าน ก็คือการเดินกลับบ้าน ผ่านต้นไม้ใหญ่ และก็แวะฉี่บริเวณต้นไม้ใหญ่ทุกวัน ทำเช่นนั้นมาเป็นปีๆ
อยู่มาวันหนึ่ง มีผู้คนเอาผ้าเจ็ดสี พร้อมศาลไปตั้งที่ต้นไม้ใหญ่นั้น เมื่อท่านเดินผ่านมา ก็ไม่กล้าไปฉี่รดต้นไม้นั้นอีก เพราะคนเขาบอกว่ามีสิ่งศักดิ์สิทธิ์
และก็เปลี่ยนจากการที่แวะฉี่ทุกวัน กลายเป็นวิ่งผ่าน ด้วยความกลัวประสาเด็ก นั่นเอง
ครั้นบวชที่ถ้ำกระบอก แม่ชีเมี้ยน รู้ดีถึงความกลัวผีของหลวงพ่อนิพนธ์ ดังนั้น ครั้งหนึ่งในธุดงค์ จึงให้ท่านแยกเดินไปลำพัง โดยไม่บอกอะไร หลวงพ่อนิพนธ์จึงต้องออกเดินไปลำพัง จนวันหนึ่ง เดินกระทั่งมืดค่ำ มองเริ่มไม่เห็นทาง จึงคิดปักกลด เห็นเนินแห่งหนึ่ง ใกล้ทางสามแพร่ง กำลังดี เหมาะกับการปักกลด จึงปักกลดพำนักบนเนินแห่งนั้น
เช้ามา มีผู้คนมากันมากมาย จนทำให้หลวงพ่อนิพนธ์ประหลาดใจ เพราะเหตุใด ถามไถ่ว่าผู้ที่มา นำมาโดยผู้ใหญ่บ้าน พร้อมลูกบ้าน นำข้าวปลามาถวาย ขอบคุณหลวงพ่อนิพนธ์
จึงถามเรื่องราว ผู้ใหญ่บอกทางแยกนี้ผีดุ หลอกหลอนผู้คนมานาน เป็นผีผู้หญิงตายท้องกลม ดีที่ท่านมาโปรด ทำให้ต่อไปชาวบ้านจะได้ไม่ต้องหวาดผวาอีก แล้วก็ชี้ไปตรงที่หลวงพ่อนิพนธ์ปักกลด กล่าวว่า ตรงที่ท่านปักกลดนั่นแหละ คือหลุมศพของหญิงสาวคนนั้นที่กล่าวถึง
หลังจากธุดงค์นั้น หลวงพ่อนิพนธ์จึงรู้ว่า แม่ชีเมี้ยนกำลังสอนว่า ผีไม่มีจริง แลสิ่งศักดิ์สิทธิ์ ในต้นไม้ที่กลัวในวัยเด็ก ก็ไม่มีจริง ไม่มีตัวไม่มีตน ช่วยใคร หรือ หลอกใครไม่ได้
แล้วแม่ชีเมี้ยนก็ตรัสสอนว่า พระพุทธเจ้าทุกพระองค์ ก่อนจะปรินิพพาน จึงสอนสาวก โดยเฉพาะผู้ที่ยังไม่ปรารถนาในนิพพาน ว่า การจะหาสิ่งศักดิ์สิทธิ์ ก็โดยใช้แว่นส่องจักรวาล คือ ความไม่มีโรคนั่นเอง ที่ใด สามารถทำให้ถึงสิ่งนี้ได้ ที่นั่นแหละมีสิ่งศักดิ์สิทธิ์
ดังนั้น หลวงพ่อนิพนธ์จึงชี้ให้พิจารณาว่า อยากรู้ที่ไหนอะไรศักดิ์สิทธิ์ ก็เอาคนเป็นโรคไปถวายสิ เพราะโรคคือตัวแทนแห่งกรรม คือทุกข์ ถ้าสิ่งศักดิ์สิทธิ์ มีจริง ย่อมคลี่คลายทุกข์อันนั้นลงได้ ลองเลย มะเร็งเอย เอดส์เอย เอาไปถวาย ใครที่ไหนช่วยได้ นั่นแหละสิ่งศักดิ์สิทธิ์
ปัญหาก็คือ เมื่อมนุษย์ทั้งหลายเจอสิ่งศักดิ์สิทธิ์ เก๊ อวดอ้างสรรพคุณแห่งตนกันมาจนเคยชิน สอนการขอ แล้วจักสมปรารถนา อาทิ จากพระธรรมดา ก็พัฒนาเป็นปางประทานพร วันนี้ ไม่ได้แล้ว กลายเป็นพระทันใจไปเสียแล้ว เพื่อตอบสนองความอยากนั่นเอง
แต่วันใดที่ของจริงปรากฎคือ ทุกข์สังขารด้วยโรค จะไปขอที่ใดก็ไร้ผล ทีนี้เวลามาเจอศาสนาของพระภูมีที่แม่ชีเม่ี้ยนนำมา เป็นของจริง สอนให้ทำเพื่อช่วยตน เพราะหลักพระภูมีเป็นหลักตนพึ่งตน ก็เลยทำไม่ได้ เพราะติดนิสัยขอ
บทสรุป หลวงพ่อนิพนธ์จึงชี้ว่า ฉันใดก็ฉันนั้น เขาวาดภาพพระพุทธเจ้าให้คนลุ่มหลง ว่ามีบุญญาธิการ เดินเจ็ดก้าว ตัวสีเหลืองอร่ามดังทอง ใบหน้าเปล่งปลั่ง มีรัศมี วันใดที่พระพุทธเจ้าอุบัติในพม่า ไปเจอตัวจริง กลับตาลปัตร ตัวดำเป็นเหนี่ยงเลย เพราะเดินธุดงค์ตากแดด ยามชรา หนังก็เหี่ยวย่น เหมือนคนทั่วไปนั่นแหละ อาจรับไม่ได้
หลวงพ่อนิพนธ์จึงให้สติว่า ศาสน์หรือสิ่งศักดิ์สิทธิ์ เขาไม่ได้มาเพื่อเป็นขี้ข้า คือ ใครขอก็ให้ ไม่ใช่ ไม่ใช่ เขามาเพื่อสอน แล้วให้เราท่าน พึ่งตัวกระทำของตนเอง ที่ทำได้ตามคำสอน จึงเรียกศาสนาของพระภูมีนี้ว่า "ศาสนาทำ" ไม่ใช่ ศาสนาขอ เหมือนสิ่งศักดิ์สิทธิ์จอมปลอมทั้งหลายที่มีในโลก ที่คนโลภใช้คำชวนเชิญ มาสิ ท่านศักดิ์สิทธิ์ ขอลูกได้ลูก ขอรวยได้รวย ขอหายโรคได้หายโรค ... ถ้าขอได้จริง โลกใบนี้คงไม่มีคนจน ไม่มีคนเจ็บ ไม่มีคนตาย จริงหรือไม่
ก็แล้วทำไมมนุษย์จึงชอบทำเช่นนั้น ก็เพราะไม่เชื่อว่า "กรรมมีจริง" นั่นเอง เมื่อทุกข์มาถึงตน จึงปฏิเสธ ไม่ยอมรับ ไม่อยากได้ จะเอาเฉพาะสิ่งดีๆ แต่หลวงพ่อนิพนธ์ชี้ให้พิจารณาน่ะ "ตัวกระทำ มันไม่ตาย" จะปฏิเสธสักฉันใด ก็ไม่พ้น จะทำสักฉันใด ก็ต้องรับ ... ไม่ว่ารวยจน กฎแห่งกรรม เขาเว้นให้เฉพาะคนที่เจอสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่แท้จริง คือ ศาสนา เมื่อฟัง พิจารณา เชื่อ แล้วทำได้ นั่นแหละ จึงจะหนีจากเวรกรรมที่ตนทำมาได้ ด้วยนิสัยของพระพุทธเจ้าที่ตนสร้างได้นั่นเอง
ไม่เชื่อ ก็ลองเอาคนเป็นมะเร็ง เป็นเอดส์ ไปถวายสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่ท่านเชื่อ หรือเขาว่าใช่ดูสิ ไม่ว่าหมอศักดิ์สิทธิ์ พระศักดิ์สิทธิ์ เทพเจ้าศักดิ์สิทธิ์ ลัทธิศักดิ์สิทธิ์ใดๆ ...อย่าว่าแต่ผู้อื่นเลย แม้นกระทั่งตัวของเขาเอง ยังหนีไม่พ้นเลย นี่แหละ เขาจึงมีภาษิต "หมองู ตายเพราะงู" อวดศักดิ์สิทธิ์ เป่าคาถา เสกน้ำมนต์ มียาวิเศษ ล้วนแล้วแต่ไปจบที่ห้องไอซียู ก็มีมากมายให้เห็นมิใช่หรือ
ก็แล้วเมื่อเจอของจริง ทำไมนิ่งเฉย ทำไมนั่งขอพร ไม่สร้างตัวกระทำดั่งที่ท่านอาสิสอน เพื่อช่วยตนเล่า แล้วจะแหกปากร้องขอ ช่วยด้วยๆๆๆๆๆๆ ร้องให้ตาย ก็ไม่มีใครช่วยได้ หรือให้ตามคำขอหรอก "อยากได้ ต้องทำเอง"
ที่ที่มีสิ่งศักดิ์สิทธิ์แท้จริง จึงไม่จำเป็นต้องเน้นสร้างวัตถุปัจจัยใดๆ แต่เน้นที่การสร้างนิสัย พฤติกรรมของคน เพราะใจความสำคัญที่สิ่งศักดิ์สิทธิ์อยากได้ คือ ช่วยคนดี ที่หลงผิด เข้าใจผิด จึงมีการกระทำที่ผิด ให้กลับตน มามีนิสัย พฤติกรรมที่ถูกต้อง ตามรอยพระภูมีนั่นเอง
หลวงพ่อนิพนธ์จึงชี้ว่า อยากเห็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์ ใช้ตามองไม่มีวันเจอ ใช้สติปัญญา พิจารณา จึงจักเห็นได้ ที่ใดทำในสิ่งที่คนทั้งโลกทำไม่ได้ ทำให้หายทุกข์ได้ ที่นั่นแหละมีสิ่งศักดิ์สิทธิ์ และไม่มีสิ่งศํกดิ์สิทธิ์ที่ไหนอยู่ในเมือง ช้างเผือกมันต้องอยู่ในป่า
สมัครสมาชิก:
บทความ (Atom)


