ศาลารักษาโรค แนวทางการรักษาด้วยสมุนไพรควบคู่ไปกับธรรมะ เผยแพร่กิจกรรมของมูลนิธิไทยกรุณา และให้ความรู้ด้านสมุนไพรรักษาโรค
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ คำพยากรณ์ แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ คำพยากรณ์ แสดงบทความทั้งหมด
วันจันทร์ที่ 9 มีนาคม พ.ศ. 2558
พายุกำลังมา
นักวิทยาศาสตร์ นักพยากรณ์ หมอดู หมอเดา มีกันทั่วโลก ทั่วประเทศ ... แต่ไม่มีใครรู้เลยว่า มหันตภัยของมนุษย์โลก กำลังจะมา
และนี่คือบทพิสูจน์ สิ่งศักดิ์สิทธิ์ อย่างหนึ่ง อันจะทำให้เราท่านทั้งหลายได้เห็นว่า ... บรรดาสรรพสิ่ง ที่กล่าวอ้างกันว่า มีฤทธิ์ มีอำนาจ มีบารมีปกปักรักษาคุ้มครอง ... แท้จริงแล้ว เป็นเพียงอุปาทานที่มนุษย์สร้างขึ้นมาหลอกตน ... ไม่มีจริง
พยากรณ์ของแม่ชีเมี้ยน ที่กล่าวเตือนให้ตื่นตัว แล้วปรับเปลี่ยนพฤติกรรม ด้วยการนำธรรมคำสอนของพระภูมี มานำตน .. จึงจะเป็นหนทางที่ผ่านภัยพิบัติได้
เหตุแห่งภัยนี้ ทรงกล่าวว่า เป็นกรรมโดยรวมของมนุษย์ ด้วยความห่างไกลศาสนา ทำให้มีพฤติกรรมที่ไม่กลัวกรรม ท้ากรรม อันทำให้โลกเสียสมดุลย์
แลเมื่อถึงปลายของศาสนาในยุคของพระพุทธเจ้าองค์ที่ผ่านมา กรรมอันนี้ก็จะมาสร้างทุกข์เข็ญให้แก่มนุษย์อันมหาศาล และแก้ไม่ได้ ... ต้องดิ้นรนแสวงหาหนทางเพื่อดับยุคเข็ญอันนี้ ...
นั่นคือ จะมีคนที่อาสาทำตน และพระพุทธเจ้าองค์ใหม่ก็จักอุบัติ มาต่อยุคของพุทธศาสนา เป็นเช่นนี้ทุก ๒๕๐๐ ปี
กรรมอันนี้ จะบีบมนุษย์ให้ไปพึ่งพระพุทธเจ้า ... นี่คือวัฐจักรของจักรวาล
หลวงพ่อนิพนธ์ จึงชี้ให้เห็นว่า การทานสมุนไพร ในอดีตที่ล่าช้า เพราะเราท่าน มุ่งแต่สมุนไพร อาศัยบุญของท่านเป็นตัวค้ำจุน ไม่ยอมทำเอง
มาวันนี้ การทำเช่นนั้น ไม่ได้แล้ว เพราะหลวงพ่อนิพนธ์แม้นจัดมีบุญมากสักฉันใด ก็ไม่สามารถแบกรับเราท่านทั้งหมดได้
ฉะนั้น ณ.ตอนนี้ เพื่อให้มรรคผลในการทานสมุนไพร เป็นกอบเป็นกำ และคัดกรองคน หลวงพ่อนิพนธ์จึงจำเป็นต้อง รวบรวมบุญกลับมายังตน แล้วสอนให้เราท่านทุกคน สร้างบุญเป็นที่พึ่งของตนเอง
เคล็ดที่หลวงพ่อนิพนธ์ทรงนำมาใช้ คือ คำตรัสของแม่ชีเมี้ยน ที่ชี้ให้เห็นว่า กรรมที่มันตามติดเราท่านมานั้น จะหนีสักฉันใด ก็หนีไม่พ้น เพราะมันจำนิสัยเราท่านได้ การจะหนี จึงต้องเอานิสัยพระพุทธเจ้ามานำตน สร้างเป็นนิสัยใหม่
นี่คือ ที่มาของการถวายสัจจะ และความหมาย
อ.อร่าม จึงกล่าวว่า ตอนนี้ จึงเข้าสู่กระบวนการสอบ นั่นคือ ใครทำ ใครได้ ไม่มีตัวช่วยจากหลวงพ่อนิพนธ์เหมือนอดีตอีกแล้ว
ทุกครั้งนับแต่นี้ อ.อร่าม ก็จักนำถวายสัจจะ ให้เราท่าน ไปทำเพื่อช่วยตน อันเป็นตัวแปรสำคัญที่จะกำหนดฤทธิ์และผลแห่งการทานสมุนไพร
อ.อร่าม จึงเน้นให้เห็นว่า ผู้ใดทำได้ ผลก็จักมหาศาล รวดเร็วเหมือนปาฏิหารย์ ผู้ใดไม่ทำ แม้นทานสมุนไพรสักฉันใด ผลก็อืดเป็นเรือเกลือ หรือ ไร้ผลก็เป็นได้
ผลแห่งการฟื้นฟูตน จะเป็นดัชนีชี้วัด คุณสมบัติว่า ผู้ที่มาและทานสมุนไพร ... เชื่อมั่น ศรัทธา แล้วทำตามหรือไม่
เพราะเหตุหรือมหันตภัยที่กำลังมา ไม่ใช่แต่เพียงมาทำลายมนุษย์ แค่แต่เพียงด้วยโรค หากแต่ภัยจาก ดิน น้ำ ลม ไฟ ก็จักประดังเข้ามาด้วย
การปฏิบัติ จึงมิใช่หยุดแค่หายโรค หากแต่ต้องปลอดภัยจากภัยพิบัติที่พึงเกิดด้วย ... เพราะหากไม่ตายด้วยโรค แต่ตายด้วยอุบัติเหตุแห่งภัย ก็ตายเหมือนกัน เรียกว่าไม่ประสพผลเช่นกัน
จึงไม่ต้องแปลกใจเลยว่า ... ทำไมปีนี้ หลวงพ่อนิพนธ์จึงเน้นย้ำ เรื่องการขอขมา เป็นยิ่งนัก โดยเฉพาะ ดิน ฟ้า อากาศ ธาตุธรรมทั้งสี่ ..
คนที่มุ่งมั่นทานสมุนไพร แต่ไม่ยอมเปลี่ยนพฤติกรรมอันใดเลย ... เราจึงขอเตือนว่า ... เวลาของท่านกำลังจะหมดลงแล้ว ... คุณสมบัติของท่านไม่ผ่านเกณฑ์ของศาสนา ... ถึงเวลากรรมก็จะพรากท่านไป ไม่ว่าจะด้วยวิธีใด ... ที่เราเห็นบ่อย นั่นคือ ประสพเหตุ เช่นลื่นล้ม ขาหัก ... ทำให้มาไม่ได้...
เพราะท่านไม่มีใจอยู่แล้ว กรรมเขาหยุดกายท่านไม่ให้มาได้ ... ท่านก็จะกลับเข้าวังวนของวิบากกรรม ... หมดหนทางช่วยตนแล้ว
ใครจะฝันหวาน วาดอนาคต ความเจริญ ก็ว่ากันไป
บทสรุป หลวงพ่อนิพนธ์กล่าวว่า ด้วยภัยพิบัตินี้ พระพุทธเจ้าจึงอุบัติมาดับยุคเข็ญ คนทั้งโลกจะยอมรับ ... นี่นั่นคือการสิ้นสุดของยุคพระพุทเจ้าโคดม ... และเริ่มพุทธศักราชที่ ๑ ของพระพุทธเจ้าองค์ใหม่
ผู้ไม่รู้จึงประมาท .. เราท่านเมื่อรู้ ได้รับคำเตือนจากหลวงพ่อนิพนธ์ ก็พึงตื่นตัว ไม่ประมาท ... เริ่มปฏิบัติตั้งแต่วันนี้ ... ปรับเปลี่ยนพฤติกรรม นิสัย ... ใช้สัจจะมานำตน .. เริ่มวันละหนึ่งชั่วโมง ทำได้ ก็ค่อยๆเพิ่มไป
พิจารณา เหตุและผล เชื่อ ก็ทำ ไม่เชื่อก็ไม่ว่ากัน ... ผลที่เกิด นั่นแลจะเป็นตัวชี้วัด ว่าการกระทำนั้นถูกหรือผิด
แลเมื่อภัยพิบัติมาถึง เราท่านจะเห็นชัดว่า ... ความเชื่อใดที่เป็นลม .. ไม่มีตัว ไม่มีตน ไม่มีจริง ... ช่วยตนไม่ได้ ... แลคำตรัสของแม่ชีเมี้ยน ... ที่ว่า ... ศาสน์ที่แท้จริงเมีพียงหนึ่ง สิ่งศักดิ์สิทธิ์ ไม่ได้มีเกลื่อนกันไปทั้งโลกหรอก ... เขามีเพียงหนึ่ง และที่สำคัญ มีเจ้าของ ไม่ใช่ใครอยากได้ อยากมี ก็เชิญไป .. นั่นมัน มโน กันไปเอง
วันจันทร์ที่ 17 ธันวาคม พ.ศ. 2555
กันไว้ก่อน
หลวงพ่อนิพนธ์ได้กล่าวว่า ปีหน้าสภาวะของโรคจะรุนแรงขึ้น แลวิธีการของพระภูมีที่แม่ชีเมี้ยนนำมา ใช้กลวิธีสองขา หรือ สองทางในการต่อสู้โรค นั่นคือ "สมุนไพรรักษาโรค ธรรมรักษากรรม"
หากแต่ปัญหาที่ยังแก้ไม่ได้ นั่นคือ การพูดเพื่อให้เหล่าสมาชิกมีมาตรฐานเดียวกันในการประพฤติปฏิบัติ ตามธรรมคำสั่งสอนของพระภูมี อันปรากฎได้จากกลวิธีเชิงบังคับ ที่จัดให้มีการเข้าสวดมนต์ และฟังคำสอน เพื่อฝึกให้เกิดความสงบ ฝึกสติ และหยุดวาจาสร้างบาป มาสวดมนต์สร้างบุญ ก็จะปรากฎภาพที่สมาชิก คุยไม่หยุด อ่านหนังสือ เล่นโทรศัพท์ คุยโทรศัพท์ นั่งหลับ ... ให้เห็นกันเป็นปกติ
เมื่อมาตรฐานในการสร้างบุญของพระภูมียังไม่เกิด นั่นคือขาที่ใช้ในการรักษาโรคด้านการสร้างบุญย่อมยังไม่อาจหวังผล ให้เป็นที่วางใจได้
จึงดำริว่า ควรที่จะทำขาของด้านสมุนไพรให้แข็งแกร่งยิ่งขึ้น อย่างน้อย ก็เป็นการยืดเวลา เพื่อให้โอกาสแก่คน เพื่อรอขาการสร้างบุญนั้นแข็งแกร่งขึ้น เพื่อช่วยตนจนสำเร็จ
ปีหน้าเป็นต้นไป จึงมีความจำเป็นต้องเพิ่มปริมาณสมุนไพรที่แจกแก่สมาชิก ให้มากขึ้น เพื่อร่างกายจะได้รับสารสมุนไพรในปริมาณที่มากพอ
กระนั้นก็ตาม หลวงพ่อนิพนธ์ก็กล่าวว่า ปริมาณสมุนไพรที่เพิ่มขึ้น ก็หาใช่เป็นปัจจัยที่ช่วยให้การรักษาตนประสพผลไม่ เพราะต้องทำทั้งสองขา คือ ต้องปรับเปลี่ยนพฤติกรรม ให้เป็นไปตามคำสอนของพระภูมีด้วย การช่วยตนจึงเป็นผล
ดังนั้น การเพิ่มปริมาณสมุนไพร จึงเป็นการให้โอกาสสมาชิก ที่อาจจะปรับตัวได้ช้า หรือยอมรับได้ช้า ในแนวทางนี้ ได้มีโอกาสมากขึ้นนั่นเอง
แลเมื่อใด ที่สองขาของสมาชิกนั้น เติบโตทั้งคู่ ความมุ่งหวังที่จะหายโรคก็มีความเป็นไปได้
บทสรุปที่หลวงพ่อนิพนธ์ให้เป็นสติ คือ "การทานสมุนไพรเพียงอย่างเดียว ยากที่จะประสพผล"
การทำเช่นนี้ ก็เพียงเพื่อให้โอกาสเท่านั้นเอง หากสมาชิก ไม่สามารถเปลี่ยนพฤติกรรมได้ หรือไม่คิดเปลี่ยน ก็ไม่ควรจะมาเสียเวลา เพราะสิ่งที่หวังไม่มีทางเป็นไปได้อย่างแน่นอน
อย่างดีด้วยสรรพคุณสมุนไพร ก็แค่ประทัง เท่านั้นเอง
หากแต่ปัญหาที่ยังแก้ไม่ได้ นั่นคือ การพูดเพื่อให้เหล่าสมาชิกมีมาตรฐานเดียวกันในการประพฤติปฏิบัติ ตามธรรมคำสั่งสอนของพระภูมี อันปรากฎได้จากกลวิธีเชิงบังคับ ที่จัดให้มีการเข้าสวดมนต์ และฟังคำสอน เพื่อฝึกให้เกิดความสงบ ฝึกสติ และหยุดวาจาสร้างบาป มาสวดมนต์สร้างบุญ ก็จะปรากฎภาพที่สมาชิก คุยไม่หยุด อ่านหนังสือ เล่นโทรศัพท์ คุยโทรศัพท์ นั่งหลับ ... ให้เห็นกันเป็นปกติ
เมื่อมาตรฐานในการสร้างบุญของพระภูมียังไม่เกิด นั่นคือขาที่ใช้ในการรักษาโรคด้านการสร้างบุญย่อมยังไม่อาจหวังผล ให้เป็นที่วางใจได้
จึงดำริว่า ควรที่จะทำขาของด้านสมุนไพรให้แข็งแกร่งยิ่งขึ้น อย่างน้อย ก็เป็นการยืดเวลา เพื่อให้โอกาสแก่คน เพื่อรอขาการสร้างบุญนั้นแข็งแกร่งขึ้น เพื่อช่วยตนจนสำเร็จ
ปีหน้าเป็นต้นไป จึงมีความจำเป็นต้องเพิ่มปริมาณสมุนไพรที่แจกแก่สมาชิก ให้มากขึ้น เพื่อร่างกายจะได้รับสารสมุนไพรในปริมาณที่มากพอ
กระนั้นก็ตาม หลวงพ่อนิพนธ์ก็กล่าวว่า ปริมาณสมุนไพรที่เพิ่มขึ้น ก็หาใช่เป็นปัจจัยที่ช่วยให้การรักษาตนประสพผลไม่ เพราะต้องทำทั้งสองขา คือ ต้องปรับเปลี่ยนพฤติกรรม ให้เป็นไปตามคำสอนของพระภูมีด้วย การช่วยตนจึงเป็นผล
ดังนั้น การเพิ่มปริมาณสมุนไพร จึงเป็นการให้โอกาสสมาชิก ที่อาจจะปรับตัวได้ช้า หรือยอมรับได้ช้า ในแนวทางนี้ ได้มีโอกาสมากขึ้นนั่นเอง
แลเมื่อใด ที่สองขาของสมาชิกนั้น เติบโตทั้งคู่ ความมุ่งหวังที่จะหายโรคก็มีความเป็นไปได้
บทสรุปที่หลวงพ่อนิพนธ์ให้เป็นสติ คือ "การทานสมุนไพรเพียงอย่างเดียว ยากที่จะประสพผล"
การทำเช่นนี้ ก็เพียงเพื่อให้โอกาสเท่านั้นเอง หากสมาชิก ไม่สามารถเปลี่ยนพฤติกรรมได้ หรือไม่คิดเปลี่ยน ก็ไม่ควรจะมาเสียเวลา เพราะสิ่งที่หวังไม่มีทางเป็นไปได้อย่างแน่นอน
อย่างดีด้วยสรรพคุณสมุนไพร ก็แค่ประทัง เท่านั้นเอง
วันจันทร์ที่ 12 พฤศจิกายน พ.ศ. 2555
มันมาแล้ว

พยากรณ์ที่หลวงพ่อนิพนธ์เคยกล่าวไว้กว่าสิบปี ซึ่งเราไม่เคยคิดว่าจะเป็นไปได้ และจะมี นั่นคือ "มะเร็งเส้นผม"
สัปดาห์นี้ มีบุคคลระดับสูงท่านหนึ่งของประเทศ มาหาหลวงพ่อนิพนธ์ พร้อมกับโรคมะเร็งเส้นผม ที่ผ่านการรักษาจากหมอ จนถึงปัจจุบัน คือการใช้คีโม
สถานการณ์ปัจจุบันของคนไข้ท่านนี้ คือ มะเร็งได้กระจายเข้าระบบน้ำเหลือง และตับ
สิ่งที่เราเคยเห็นในหนัง นั่นคือ คนป่วยที่มีอาการหนัก เมื่อเอามือลูบผมตัวเอง แล้วผมมันหลุดติดมือมา มีให้เห็นจริงแล้ววันนี้
ผลอันนี้ ทำให้เราเห็นว่าฤทธิ์ของยาเคมี และสารเคมี ที่ร่างกายได้รับ มันร้ายแรงกว่าที่เราเคยคิดมากนัก
จึงไม่น่าแปลกใจเลย ที่แม่ชีเมี้ยนทรงเล็งเห็นและสอนให้หลวงพ่อนิพนธ์มาปลุกปั่นชาวไทย ให้รู้ทัน เพื่อหลีกหนี ภัยอันตรายอันมหาศาลนี้
เราจึงสงสัยว่า ประเทศไทยลืมเลือน แม่ชีเมี้ยน และทอดทิ้งความรู้นี้ โดยไม่มีการสนับสนุนแม้แต่น้อยนิด ได้อย่างไร
หรือชะตากรรมลูกหลานไทย จะโดนความโลภบดบังหมดแล้ว
วันจันทร์ที่ 30 มกราคม พ.ศ. 2555
วัดใจ - มูลนิธิไทยกรุณาจะไปรอดหรือไม่ ใครกำหนด?
หลวงพ่อนิพนธ์ ได้กล่าวตั้งแต่ต้นปี และเน้นย้ำเสมอๆ ว่า ปีนี้ กรรมมันแรง ดังนั้นการดำเนินกิจกรรม จึงต้องปรับเปลี่ยนให้เข้ารูปเข้ารอย ตามบทบัญญัติของพระพุทธเจ้า มากยิ่งขึ้น
ความเปลี่ยนแปลงทั้งหมดมุ่งไปสู่บทพิสูจน์ของหลัก "ตนพึ่งตน" ของพระพุทธเจ้า ว่าเป็นหลักที่มนุษย์ใช้พึ่ง เพื่อเป็นหนทางสู่มรรคผลแห่งลาภอันประเสริฐ ที่พระพุทธเจ้าทิ้งไว้ให้ คือ "ความไม่มีโรค"
ม่านอันแรกที่ถูกปิดไป คือ ม่านของการรับความช่วยเหลือจากเหล่ากรรมการ เป็นรายเดือน ที่เปิดให้บุคคลทั่วไปได้มาเป็นหลักในการช่วยเหลือกิจการ ให้ดำเนินต่อไปได้ ที่ซึ่งท่านมักจะกล่าวว่า การกระทำลักษณะนี้ค่อนข้างเสี่ยง ก่อให้เกิดความผิดพลาดได้ง่าย และไม่ตรงตามบัญญัตินัก แต่ก็มีความจำเป็นในเวลานั้น แต่ตอนนี้ไม่สามารถทำอย่างนั้นได้อีก จึงต้องปิดม่านนี้เป็นอันดับแรก
ประตูเล็กๆ ทางหนึ่ง ก็ได้ปิดม่านตามมาเช่นกัน นั่นคือ การบริจาคช่วยสมทบในการจัดซื้อสมุนไพร อันเคยเปิดให้ เพื่อแก้ปัญหาคนที่แอบอ้าง และไปเรี่ยไร โดยใช้การซื้อสมุนไพรเป็นเครื่องมือ จนเกิดปัญหาตามมามากมาย ท่านจึงดำริให้เปิดประตูเล็กๆ นี้ โดยสมาชิกสามารถร่วมกันสมทบทุน เพื่อซื้อสมุนไพรได้ที่เดียว คือร้านรองเท้า ด้านหลังโรงอาหาร แต่มา ณ วันนี้ ท่านก็เห็นว่า ประตูนี้ก็ไม่สมควรดำรงอยู่ ด้วยก่อให้เกิดปัญหาพอสมควร จึงได้ปิดลงในสัปดาห์หน้าเช่นกัน
ในขณะที่ประตูเริ่มทยอยปิด เพื่อให้เหลือเฉพาะที่ถูกต้องตามพุทธบัญญัตินั้น ก็มีโรคแทรกซ้อนเข้ามาอีกประการ คือ การแจ้งตรวจจากสรรพากร เพื่อเรียกเก็บภาษี จากการขายอาหาร เครื่องดื่ม ซึ่งเป็นประตูเดียวที่ยังเหลืออยู่ นั่นเอง ดังนั้น ในวันพฤหัสหน้านี้ จะมีเจ้าหน้าที่สรรพากร มาตรวจสอบ ก็ไม่ต้องตกใจ
สถานที่นี้ ไม่เคยได้รับการส่งเสริม และสนับสนุน จากภาครัฐ ทั้งๆ ที่ดำรงไว้เพื่อการช่วยเหลือเพื่อนร่วมชาติ และมีผลเป็นที่ประจักษ์มากมาย กลับได้รับการตอบสนองจากภาครัฐ โดยการเรียกเก็บภาษีเป็นการตอบแทน
หลวงพ่อนิพนธ์จึงกล่าวว่า สถานที่นี้ จะอยู่ได้หรือไม่ จึงขึ้นอยู่กับน้ำใจของเหล่าสมาชิก ที่จะช่วยกัน ไม่มีประตูรับบริจาคใดๆ เหลืออยู่ นอกจากการทานข้าว ซื้อน้ำ และสิ่งของ ที่ชมรมไทยกรุณาจัดมาจำหน่าย เพื่อนำกำไรมาหมุนเวียนใช้ ทำสมุนไพรแจก พร้อมทั้งจ่ายภาษีให้รัฐ
ท่านจึงกล่าวว่า การดำเนินการในอนาคต ต้องสู้กับการบีบคั้นจากภายนอกสักเท่าใดก็ตาม การดำรงอยู่จะต้องอาศัยความร่วมมือจากสมาชิกทุกท่าน แต่ถ้ารายได้ไม่พอในการจัดหาสมุนไพร ก็ต้องบอกกล่าวล่วงหน้าว่า คงต้องปิด เพราะสถานที่นี้จะไม่มีการขายสมุนไพรโดยเด็ดขาด
มาถึงวันนี้ ก็คงเป็นวันที่วัดใจสมาชิกว่า สถานที่นี้ ควรค่าแก่การรักษาให้ดำรงอยู่หรือไม่ เพราะการดำรงอยู่ต่อไปนั้น คงสร้างแรงกระเพื่อมให้แก่ผู้ที่โลภ และหากินกับชีวิตมนุษย์มากยิ่งขึ้นทุกวัน
แต่เราเชื่อว่า เหล่าสมาชิกคงจะเห็นคุณค่า และร่วมกันรักษา อย่างน้อยก็ให้ลูกหลานและคนที่เรารัก ได้มีทางเลือกในการรักษาชีวิตจากโรคภัย ที่มีโอกาสประสพผลดังหวังได้
สิ่งหนึ่งที่จะสะท้อนให้เห็น คือ ผลของการกระทำตามพุทธบัญญัติ ยิ่งทำถูกมากเท่าไร สมุนไพรก็ยิ่งมีฤทธิ์มากขึ้นเท่านั้น คำทิ้งท้ายของท่านจึงกล่าวว่า "ถ้าเราอยู่ด้วยแนวทางนี้ได้ อะไรก็หยุดสมุนไพรแม่ชีเมี้ยนไม่ได้แน่นอน เพราะผลของมันจะมหาศาล"
และวันหนึ่ง หลวงพ่อนิพนธ์กล่าวว่า ท่านจะเห็นฝรั่งมานั่งฟัง และสวดมนต์กันเกลื่อนกลาด เชื่อพยากรณ์นี้หรือไม่
ความเปลี่ยนแปลงทั้งหมดมุ่งไปสู่บทพิสูจน์ของหลัก "ตนพึ่งตน" ของพระพุทธเจ้า ว่าเป็นหลักที่มนุษย์ใช้พึ่ง เพื่อเป็นหนทางสู่มรรคผลแห่งลาภอันประเสริฐ ที่พระพุทธเจ้าทิ้งไว้ให้ คือ "ความไม่มีโรค"
ม่านอันแรกที่ถูกปิดไป คือ ม่านของการรับความช่วยเหลือจากเหล่ากรรมการ เป็นรายเดือน ที่เปิดให้บุคคลทั่วไปได้มาเป็นหลักในการช่วยเหลือกิจการ ให้ดำเนินต่อไปได้ ที่ซึ่งท่านมักจะกล่าวว่า การกระทำลักษณะนี้ค่อนข้างเสี่ยง ก่อให้เกิดความผิดพลาดได้ง่าย และไม่ตรงตามบัญญัตินัก แต่ก็มีความจำเป็นในเวลานั้น แต่ตอนนี้ไม่สามารถทำอย่างนั้นได้อีก จึงต้องปิดม่านนี้เป็นอันดับแรก
ประตูเล็กๆ ทางหนึ่ง ก็ได้ปิดม่านตามมาเช่นกัน นั่นคือ การบริจาคช่วยสมทบในการจัดซื้อสมุนไพร อันเคยเปิดให้ เพื่อแก้ปัญหาคนที่แอบอ้าง และไปเรี่ยไร โดยใช้การซื้อสมุนไพรเป็นเครื่องมือ จนเกิดปัญหาตามมามากมาย ท่านจึงดำริให้เปิดประตูเล็กๆ นี้ โดยสมาชิกสามารถร่วมกันสมทบทุน เพื่อซื้อสมุนไพรได้ที่เดียว คือร้านรองเท้า ด้านหลังโรงอาหาร แต่มา ณ วันนี้ ท่านก็เห็นว่า ประตูนี้ก็ไม่สมควรดำรงอยู่ ด้วยก่อให้เกิดปัญหาพอสมควร จึงได้ปิดลงในสัปดาห์หน้าเช่นกัน
ในขณะที่ประตูเริ่มทยอยปิด เพื่อให้เหลือเฉพาะที่ถูกต้องตามพุทธบัญญัตินั้น ก็มีโรคแทรกซ้อนเข้ามาอีกประการ คือ การแจ้งตรวจจากสรรพากร เพื่อเรียกเก็บภาษี จากการขายอาหาร เครื่องดื่ม ซึ่งเป็นประตูเดียวที่ยังเหลืออยู่ นั่นเอง ดังนั้น ในวันพฤหัสหน้านี้ จะมีเจ้าหน้าที่สรรพากร มาตรวจสอบ ก็ไม่ต้องตกใจ
สถานที่นี้ ไม่เคยได้รับการส่งเสริม และสนับสนุน จากภาครัฐ ทั้งๆ ที่ดำรงไว้เพื่อการช่วยเหลือเพื่อนร่วมชาติ และมีผลเป็นที่ประจักษ์มากมาย กลับได้รับการตอบสนองจากภาครัฐ โดยการเรียกเก็บภาษีเป็นการตอบแทน
หลวงพ่อนิพนธ์จึงกล่าวว่า สถานที่นี้ จะอยู่ได้หรือไม่ จึงขึ้นอยู่กับน้ำใจของเหล่าสมาชิก ที่จะช่วยกัน ไม่มีประตูรับบริจาคใดๆ เหลืออยู่ นอกจากการทานข้าว ซื้อน้ำ และสิ่งของ ที่ชมรมไทยกรุณาจัดมาจำหน่าย เพื่อนำกำไรมาหมุนเวียนใช้ ทำสมุนไพรแจก พร้อมทั้งจ่ายภาษีให้รัฐ
ท่านจึงกล่าวว่า การดำเนินการในอนาคต ต้องสู้กับการบีบคั้นจากภายนอกสักเท่าใดก็ตาม การดำรงอยู่จะต้องอาศัยความร่วมมือจากสมาชิกทุกท่าน แต่ถ้ารายได้ไม่พอในการจัดหาสมุนไพร ก็ต้องบอกกล่าวล่วงหน้าว่า คงต้องปิด เพราะสถานที่นี้จะไม่มีการขายสมุนไพรโดยเด็ดขาด
มาถึงวันนี้ ก็คงเป็นวันที่วัดใจสมาชิกว่า สถานที่นี้ ควรค่าแก่การรักษาให้ดำรงอยู่หรือไม่ เพราะการดำรงอยู่ต่อไปนั้น คงสร้างแรงกระเพื่อมให้แก่ผู้ที่โลภ และหากินกับชีวิตมนุษย์มากยิ่งขึ้นทุกวัน
แต่เราเชื่อว่า เหล่าสมาชิกคงจะเห็นคุณค่า และร่วมกันรักษา อย่างน้อยก็ให้ลูกหลานและคนที่เรารัก ได้มีทางเลือกในการรักษาชีวิตจากโรคภัย ที่มีโอกาสประสพผลดังหวังได้
สิ่งหนึ่งที่จะสะท้อนให้เห็น คือ ผลของการกระทำตามพุทธบัญญัติ ยิ่งทำถูกมากเท่าไร สมุนไพรก็ยิ่งมีฤทธิ์มากขึ้นเท่านั้น คำทิ้งท้ายของท่านจึงกล่าวว่า "ถ้าเราอยู่ด้วยแนวทางนี้ได้ อะไรก็หยุดสมุนไพรแม่ชีเมี้ยนไม่ได้แน่นอน เพราะผลของมันจะมหาศาล"
และวันหนึ่ง หลวงพ่อนิพนธ์กล่าวว่า ท่านจะเห็นฝรั่งมานั่งฟัง และสวดมนต์กันเกลื่อนกลาด เชื่อพยากรณ์นี้หรือไม่
วันศุกร์ที่ 7 ตุลาคม พ.ศ. 2554
รวมน้ำใจ ชมรมคนรักสุขภาพ แห่งมูลนิธิไทยกรุณา
จากภัยน้ำ ที่หลวงพ่อนิพนธ์กล่าวว่า แม่ชีเมี้ยนได้พยากรณ์ไว้แล้ว และในไม่ช้าจะมีภัยจากลมต่อเนื่องมานั้น ทำให้ภาระในการทดแทนคุณแผ่นดิน จึงต้องเพิ่มงานด่วนเข้ามาอีกงาน คือ การระดมสมาชิก เพื่อช่วยเพื่อนชาวไทย ในการจัดสิ่งของ เครื่องใช้ เข้าไปในเขตที่ได้รับภัยพิบัติอยู่ในขณะนี้ โดยกำหนดเป็นสองจุดที่จะเข้าไปช่วยเหลือ จุดแรกคือ สถานที่เกิดของแม่ชีเมี้ยน อันได้แก่ หนองแก้ว จ.ลพบุรี และวัดสุวรรณเจดีย์ ที่เจ้าอาวาสท่านช่วยเหลือกิจกรรมในการอุปสมบทพระของหลวงพ่อนิพนธ์มาตั้งแต่ปี 30 ตอนนี้กำลังรวบรวมอยู่ และคาดว่า หลังจากน้ำเริ่มลด กิจกรรมนี้ก็คงจะเริ่ม ถือได้ว่าเป็นน้ำใจจากมวลสมาชิกของชมรม ในการตอบแทนคุณแผ่นดิน อีกอย่างหนึ่ง
ส่วนที่เป็นของแถมแก่ผู้ประสพภัย คือ จะมีการจัดสมุนไพร ที่คิดว่าจำเป็น ในการแก้ไข โรคที่มากับน้ำ เช่น โรคตา น้ำกัดเท้า เป็นต้น ไปแจกจ่ายให้แก่ผู้ประสพภัยด้วยเช่นกัน งานนี้ หลวงพ่อนิพนธ์ กรรมการ และสมาชิก มีความเห็นร่วมกันว่า ควรจะดำเนินการเอง ไม่ควรผ่านหน่วยงานใด เพราะกลัวไม่ถึงมือผู้เดือดร้อนจริงๆ ตอนนี้ กำลังก็อยู่ในช่วงระดมสิ่งของ และจัดทำสมุนไพรอยู่ ถือว่าเป็นงานด่วน ที่มาแทรกขัดตาทัพ อ้อ! และทราบว่า ภัยจากลมที่จะมา จะเกิดสภาวะหนาวจัด ดังนั้น จึงจัดสมุนไพรที่ช่วยในการนี้เป็นการเฉพาะไปแจกด้วย และคงทำตามกำลังของมูลนิธิที่จะพอมี ในการทำตามจุดประสงค์ทดแทนคุณแผ่นดิน ใครมีโอกาสจะเข้าร่วมก็เชิญติดต่อ อ.อร่าม อ.สุนทร ที่มูลนิธิได้จ้า
ส่วนที่เป็นของแถมแก่ผู้ประสพภัย คือ จะมีการจัดสมุนไพร ที่คิดว่าจำเป็น ในการแก้ไข โรคที่มากับน้ำ เช่น โรคตา น้ำกัดเท้า เป็นต้น ไปแจกจ่ายให้แก่ผู้ประสพภัยด้วยเช่นกัน งานนี้ หลวงพ่อนิพนธ์ กรรมการ และสมาชิก มีความเห็นร่วมกันว่า ควรจะดำเนินการเอง ไม่ควรผ่านหน่วยงานใด เพราะกลัวไม่ถึงมือผู้เดือดร้อนจริงๆ ตอนนี้ กำลังก็อยู่ในช่วงระดมสิ่งของ และจัดทำสมุนไพรอยู่ ถือว่าเป็นงานด่วน ที่มาแทรกขัดตาทัพ อ้อ! และทราบว่า ภัยจากลมที่จะมา จะเกิดสภาวะหนาวจัด ดังนั้น จึงจัดสมุนไพรที่ช่วยในการนี้เป็นการเฉพาะไปแจกด้วย และคงทำตามกำลังของมูลนิธิที่จะพอมี ในการทำตามจุดประสงค์ทดแทนคุณแผ่นดิน ใครมีโอกาสจะเข้าร่วมก็เชิญติดต่อ อ.อร่าม อ.สุนทร ที่มูลนิธิได้จ้า
วันจันทร์ที่ 9 พฤษภาคม พ.ศ. 2554
2012 โลกจะแตกจริงหรือ?
ข่าวเขาเล่าลือ หนังสือเขาเขียนเล่า ตำนานเขาบอกกล่าว "โลกจะแตก" จริงหรือ?
ถ้าเราใช้ตรรกะ ก็จะมองเห็นซึ่งความจริง ว่าเป็นไปไม่ได้ โลกอยู่มาเป็นล้านๆ ปี และมันก็ยังคงอยู่ต่อไปอีกเป็นล้านๆปี เพราะต้องรองรับดวงวิญญาณ ไม่ว่าสภาพของสัตว์ หรือ มนุษย์ ต่อไปอย่างแน่นอน
สิ่งที่จะบังเกิด ในพงศาวดารของพระพุทธศาสนา คือ "โรคจะแตก" เพราะอะไร เพราะกรรมของมนุษย์ที่สั่งสมกันมา แลนิสัยที่ห่างจากคำสอนของศาสนามาเนิ่นนานนั่นเอง ทำให้มนุษย์ทำสิ่งที่เป็นโทษแก่ตัวเอง แต่ก็ต่างโทษผู้อื่น โทษสิ่งต่างๆ ร่ำไป ไม่เคยเลยที่จะกลับมาโทษนิสัยของตัวเอง
การเกิดของโรคจึงบีบบังคับให้มนุษย์ต้องดิ้นรนเพื่อรักษาชีวิต นั่นคือ ธรรมคำสั่งสอนของพระพุทธเจ้า
แม่ชีเมี้ยนได้ตรัสว่า จึงต้องมีพระพุทธเจ้าอุบัติ เพื่อดับยุคเข็ญจากโรคภัยไข้เจ็บ และความรุนแรงของภัยพิบัติ วันใดที่มนุษย์นำธรรมของพระพุทธเจ้ามาปฏิบัติ ความเลวร้ายก็จะทุเลาและหมดไป โลกก็จะกลับมาสู่สมดุลย์อีกครั้ง คนมีธรรมจะสามารถดำรงอยู่ คนที่ไม่มีธรรมก็จะถูกล้างไป
ภาพที่จะปรากฎเด่นชัดดังคำพังเพยโบราณก็จะปรากฎให้เห็น คือ "ผู้ดีเดินตรอก ขึ้คลอกเดินถนน" ซึ่งท่านได้อรรถาธิบายว่า เป็นเพราะหลักของพระพุทธเจ้าทำได้ยากและต้องทำเอง คนที่ทำได้จึงมักเป็นคนชั้นต่ำ เพราะเคยชินกับความลำบากอยู่แล้ว เมื่อทำได้ก็ไม่มีโรคภัยมาเบียดเบียน ทำให้เดินได้อย่างไม่กลัวโรคร้ายที่จะมาบังเกิด ส่วนผู้ที่ทำไม่ได้ก็จะถูกโรคร้ายรุมเร้า เป็นที่น่ารังเกียจ หรือ จะไปไหนมาไหนก็กลัวโรค จึงไม่กล้าไปไหน
แล้ววันเวลานั้นก็ใกล้มาถึงแล้ว คำของท่านกำลังเป็นจริง ในความทุกข์ก็มีสิ่งที่จุดประกายความหวัง นั่นคือ "เรากำลังได้มีพระพุทธเจ้า" เราๆ ท่านๆ จะได้รู้ว่าธรรมที่แท้จริง เป็นอย่างไร และ สุขของพระพุทธเจ้าเป็นอย่างไร และที่สำคัญ "ความไม่โรค เป็นลาภอันประเสริฐ" ทำได้จริง ไม่ต้องพึ่งหมอ เคมี ยาวิทยาศาสตร์ และให้ฝรั่งหลอกจนเสียทรัพย์ เสียชีวิต คนแล้วคนเล่าอย่างทุกวันนี้
วันเสาร์ที่ 9 เมษายน พ.ศ. 2554
คำพยากรณ์ ที่รอการพิสูจน์
- จะมีพระพุทธเจ้าอุบัติขึ้นในประเทศพม่า
- จะมีภัยพิบัติร้ายแรงทั่วทุกหัวระแหง และทุกคนจะหันกลับมายอมรับว่า ธรรมะของพระพุทธเจ้าเท่านั้น ที่สามารถดับทุกเข็ญทั้งปวงเหล่านั้นได้
- สมุนไพรที่ท่านทิ้งไว้ให้ จะเป็นสิ่งที่ใช้ช่วยกู้ชาติไทย
- ศาสนาของโลกจะกลับมารวมเป็นหนึ่ง คือ พุทธศาสนา
เราทั้งหลายจะได้กลับไปใช้ พ.ศ. 1 อีกครั้ง และมีโอกาสได้กราบพระอรหันต์ที่ยังมีชีวิต และยังได้มีโอกาสรับธรรมมาปฏิบัติ
สุดยอดของของดีมีมงคล คือ ธรรมของพระพุทธเจ้า และสมุนไพร ที่ใช้ปกป้องชีวิต กลับเป็นของที่ไม่มีราคาค่างวดใดๆ เลย สมกับคำที่ว่า "เมตตาธรรมค้ำจุนโลก"
พยากรณ์เหล่านี้จะเป็นจริงเร็วๆ นี้
สมัครสมาชิก:
บทความ (Atom)


