วันอังคารที่ 20 กันยายน พ.ศ. 2554

เรื่องใกล้ตัวที่ไม่เคยคิด ภาค 2

บังเอิญเราเกิดต่างจังหวัด ซึ่งเราคิดว่าคนส่วนใหญ่ก็จะมีลักษณะคล้ายบ้านเรา คือ มีลำคลอง แม่น้ำ ภาพตั้งแต่เด็กที่จำความได้ คือ เด็กๆ ทุกรุ่น ทุกยุค ทุกสมัย จะไปเล่นน้ำคลอง และที่เราคิดและเคยทำคือ เวลาปวดปัสสาวะ เราก็จะปล่อยลงน้ำเลย ไม่วิ่งกลับบ้านหรอก แม้กระทั่งหิวน้ำ เราก็จะวักน้ำกิน เราก็ไม่เคยเห็นตัวเราและเพื่อนๆ เป็นอะไรเลย กี่รุ่น กี่สมัย เราก็เห็นเช่นนี้ มาวันนี้ วันที่รณรงค์ให้ดื่มน้ำสะอาด บริสุทธิ์ จนต้องซื้อน้ำดื่ม เพื่อสุขภาพ

ภาพอีกภาพที่เราจำได้แม่นยำ คือความซนของเด็กๆ และมักจะตามมาด้วย การตกต้นไม้ หรือหกล้มแขนหัก บังเอิญ โรงเรียนเราอยู่ใกล้วัด จะมีพระรูปหนึ่งที่มีความสามารถในการนวดน้ำมัน และจัดกระดูกให้เข้าที่ เราจึงมักเห็นเด็กบางคน ที่เข้าเฝือก มาถึงท่าน ก็ผ่าเฝือกออก และต้องทุบกระดูกให้หักอีกครั้ง เพราะท่านบอกการเข้าเฝือกทำให้กระดูกโค้งงอ และก็เป็นจริงตามนั้น เมื่อกระดูกหักแล้วท่านก็จัดกระดูกใหม่ นวดน้ำมัน แล้วใช้ไม้ดาม หลังจากนั้นท่านก็บอกรอให้กระดูกมันสมานตัว

เราฟังแล้วก็ไม่ได้คิดอะไรมาก จวบจนวันนี้ เรื่องนี้เข้ามาในสมองอีกครั้ง เมื่อผ่านร้านหมอกระดูก และโฆษณากันว่า เป็นหมอกระดูกที่เก่งในการต่อกระดูก คำของหลวงพ่อนิพนธ์จึงแว่วมาในสมองทันใด หมอพวกนี้ทำตัวเหมือนหมา ที่อยู่เฉยๆ แล้วมีคนเตะชิ้นเนื้อมาให้ ก็เพราะเหตุที่ว่า ไม่มียาหรือหมอคนใดที่จะสมานกระดูกให้ได้หรอก นอกจากร่างกายของเราทำเอง เราจึงเข้าใจที่พระท่านพูดว่า อ้อ ที่ท่านทำคือ จัดกระดูกให้เข้าที่ แล้วรอ หมอพวกนี้มันสมอ้าง เอาความสามารถของร่างกายเรา ที่ซ่อมแซมตัวเอง มาเป็นความเก่งกาจของตน ว่าเป็นผู้รักษากระดูกของเรานั่นเอง

และเมื่อฟังหลวงพ่อนิพนธ์ ท่านบอกว่า แม่ชีเมี้ยนจึงสอนว่า มนุษย์มีพรหมลิขิต  ดังนั้น เมื่อไม่ถึงที่ตาย ก็ไม่วายชีวาวาต ร่างกายมันก็ต้องทำงานเพื่อให้เรายังมีชีวิตอยู่ ด้วยอำนาจของพรหมลิขิตนั่นเอง ไม่ว่ายาที่เราทานจะเม็ดละบาทหรือเม็ดละล้าน หรือไม่ทานเลย ผลก็เฉกเช่นเดียวกัน ไม่ใช่หายเพราะยา แต่หายเพราะเรามีพรหมลิขิต วันใดที่หมดพรหมลิขิต ก็ไอ้ยาเม็ดเดิมที่กินแล้วหาย ทำไมจึงเอาไม่อยู่ นั่นแหละคือความจริงที่ชี้ชัด ว่ามนุษย์เรามีพรหมลิขิตเป็นตัวกำหนด ทุกชนเผ่า จึงรักษาพงศาวดารกันมาด้วยพรหมลิขิตของตน ไม่ต้องพึ่งหมอ หรือยาเคมีใดๆ เราจึงเข้าใจว่า ก็น้ำที่เรากินสมัยเด็กทำไมจึงไม่ทำให้พวกเราเป็นอะไร หรือบางคนที่เก็บจากถังขยะที่คนกินแล้วเหลือทิ้ง เขาจึงไม่เป็นอะไร แต่เมื่อพรหมลิขิตมาถึง น้ำปลอดเชื้อ กินแล้วก็มีโทษ ถึงสร้างห้องปลอดเชื้อไว้อาศัย ก็หนีกรรมไม่พ้น ยังคงเป็นโรคอยู่นั่นแล

แม่ชีเมี้ยนจึงถ่ายทอดแก่หลวงพ่อนิพนธ์ว่า พระพุทธเจ้าท่านตรัสรู้ ทราบว่า สิ่งที่ป้องกันกรรมได้ดีที่สุดของท่านคือ ธรรม ผู้ใดเอาไปปฏิบัติ ย่อมหลีกหนีกรรมที่ตนทำมาได้ ความดีเท่านั้นเป็นเครื่องมือที่ดีที่สุดในการป้องกัน ทั้งโรคภัย และอุบัติภัย

เมื่อเราห่างศาสนามานาน เราจะมีพฤติกรรมเอนเอียงไปในกรรมชั่ว เพราะกิเลส นิสัยที่เพิ่มพูน ดังนั้น มนุษย์จึงต้องการศาสนา เมื่อภัยพิบัติอันเนื่องจากมนุษย์ขาดศาสนา กำลังจะถาโถมเข้ามา เอกลักษณ์ที่เด่นชัดของพระพุทธศาสนา คือ เมื่อปฏิบัติแล้ว จะหยุดภัยพิบัตินั้นได้ ผู้คนจึงยอมรับ ดังนั้น แม่ชีเมี้ยนจึงได้พยากรณ์ไว้ว่า จะมีภัยพิบัติเกิดอย่างรุนแรงแก่มนุษย์โลก และจะมีพระพุทธเจ้าองค์ใหม่อุบัติขึ้น เพื่อมาสอนให้มนุษย์หันกลับมาทำความดี เพื่อหลีกหนีภัยพิบัติ และสืบต่อพระพุทธศาสนาของพระโคดม ในไม่ช้านี้ คำพยากรณ์นี้ช่างท้าทายนัก และตอนนี้ก็ใกล้กับวันเวลาที่ท่านตรัสไว้แล้ว ถึงวันที่จะพิสูจน์ให้เห็นว่า ไม่ว่ามนุษย์จะเก่งสักฉันใด ก็อยู่ใต้กรรม จึงไม่มีวันชนะได้ นอกจากจะเอาธรรมของพระพุทธเจ้ามาปฏฺบัติ เราจึงส่งเสียงเตือนเล็กๆ หันกลับมามองตัวเอง อย่าหลงไปกับฝรั่งที่ส่งเสริมให้พัฒนาความเจริญด้านวัตถุ แล้วบอกว่าเมืองศิวิไล แข่งกันสร้าง แต่กลับลืมเลือนตัวตน และจิตใจของเรา ไม่เคยคิดที่จะพัฒนามันเลย  จนท้ายที่สุด กรรมที่เราทำ มันย้อนกลับมาหาเรา ทำให้เราเป็นโรค ความเจ็บเกิดกับวิญญาณเราแล้ว และยังหวังว่า สิ่งที่มนุษย์สร้างจะช่วยเราได้ คงเป็นได้แค่ฝัน เพราะพระพุทธเจ้าสอนสั่งว่า เรานั่นแหละ คือผู้ที่จะช่วยตัวเราให้พ้นภัยพิบัติทั้งปวงได้ อย่าคิดพึ่งผู้อื่นเลย และวิธีที่จะชนะกรรมได้ มีเพียงสิ่งเดียว คือ "นำเอาธรรมของท่านมาปฏฺิบัติ"

เรามักสงสัยว่า ทำไมหลวงพ่อนิพนธ์ จึงมักบอกว่า พวกเราคนไข้เป็นคนโง่  มาถึงวันนี้ เราเข้าใจแล้วว่า คือความโง่ในสัจจธรรมความเป็นจริงของชีวิต นั่นเอง ทำให้เราคิดพึ่งผู้อื่นอยู่ตลอดเวลา หลงไปและพอใจในการมีผู้รับใช้ เอาเปรียบผู้อื่น ด้วยความที่มีสติปัญญาเหนือกว่า ด้วยความไม่รู้นี้ จึงทำให้ดาบนี้สนองคืนกลับหาตน เพราะเราคิดว่าเรามีโลกเดียว มือใครยาวสาวได้สาวเอา แต่ความจริงทุกคน มีโลกสองโลก โลกของสัมมาอาชีพ และโลกสัมมาปฏิบัติ  ความโง่ของเราที่ท่านพูด ก็คือโลกของสัมมาปฏิบัตินั่นเอง จนทำให้เกิดสุภาษิต "ความรู้ท่วมหัว เอาตัวไม่รอด" สิ่งที่พระพุทธเจ้าสรรเสริญคือ "รู้รักษาตัวรอดเป็นยอดคน" อันหมายถึง รอดจากกรรม ทำให้เราต้องคอตก และยอมรับว่า สิ่งนี้ไม่เคยมีในหัวเราจริงๆ ไม่มีตำราที่ไหนสอน เมื่อเกิดปัญหากับชีวิต เราจึงแก้ไม่ได้ เพราะเราไม่ได้ขาดอาหาร ขาดเงิน แต่เราขาดภูมิปัญญาของพระพุทธเจ้า ที่จะเอามาปฏิบัติเพื่อกอบกู้ชีวิตนั่นเอง

ความจริง คือความจริง ตัวเลขคนเป็นโรค และตายด้วยโรค มีแต่สถิติที่เพิ่มขึ้น พร้อมกับวิทยาการที่เราบอกว่าเจริญขึ้น มีหมอ และโรงพยาบาล มากขึ้น สิ่งนี้เป็นเครื่องยืนยันได้อย่างดี แต่เรายังคงหลอกตัวเอง และเดินถนนสายนี้ตามเขาไป คนแล้วคนเล่า ปฏิเสธที่จะคิด และสร้างฝัน ว่าเขาช่วยเราได้ ทั้งที่ความจริง ประวัติศาสตร์ก็เขียนอยู่ ไม่มีใครช่วยใครได้ ต้องทำเอง ถ้าช่วยได้จริง ด้วยพระเมตตาของพระพุทธเจ้า ท่านคงพามนุษย์ไปนิพพานทั้งโลกแล้ว แต่ในความจริง พระเทวทัด ที่ไม่เชื่อท่าน ทั้งที่เป็นพระญาติ ท่านยังช่วยไม่ได้เลย คนอินเดียเป็นร้อยล้าน ในสมัยนั้น ท่านยังแบะๆ เอาไปได้แค่ แปดหมื่นกว่า เท่านั้นเอง

หลวงพ่อนิพนธ์จึงบอกว่า สมุนไพรของท่าน ช่วยได้สำหรับคนที่ยังไม่ถึงพรหมลิขิต ถ้าถึงพรหมลิขิตแล้ว ก็ช่วยให้ไปสบายไม่ทรมาน คนเราโดยทั่วไปจะมีพรหมลิขิต อายุประมาณ 80 ปี การตายก่อนวัย นั่นถือเป็นอุบัติเหตุ และสาเหตุหลักของการเป็นเช่นนั้น คือการทำลายตนเองด้วยเหตุแห่งเคมี ไม่ใช่ตายด้วยโรค เพราะโรคทำให้เราตายก่อนวัยไม่ได้ เขามาเพื่อทรมานเท่านั้นเอง เมื่อถึงเวลาก็ต้องไป เพราะเราต้องอยู่จนครบพรหมลิขิตนั่นเอง ทุกวันนี้ ไม่เคยมีใครคิด และถามหมอ หรือท่านผู้รู้ใดๆ เลยว่า " แท้จริงแล้วคนของเราที่เสียไป เขาตายเพราะโรค หรือตายเพราะทนพิษจากเคมีไม่ไหวกันแน่ "

โรคที่จะมาฆ่าเราตาย เขาจึงเรียกว่า โรคกรรมพันธุ์ จะมีอายุยืนนาน เท่าอายุขัยของเรา เมื่อถึงอายุขัย โรคก็จะแก่และทำให้เราตาย มันฝังมากับยีนของเราอยู่แล้ว ไม่ใช่เพราะเหตุทำโน่น ทำนี่ กินนี่ กินนั่น ตามหมอพูด เรียกว่า "รำไม่ดี โทษปี่โทษกลอง" ต่อให้ป้องกันสักฉันใด ก็ทำไม่ได้ เพราะมันมีอยู่แล้ว พรหมลิขิต เขาเขียนและบันทึกคำพิพากษามากับยีนของเราอยู่แล้ว หลวงพ่อนิพนธ์จึงกล่าวว่า พระพุทธเจ้าจึงสอนว่า ถ้าเราอยากมีพรหมลิขิตเช่นใด เราก็ทำเช่นนั้น เพราะการกระทำของเราคือผลที่จะได้รับในวันข้างหน้า นั่นคือ พรหมลิขิตของเรา เราเป็นผู้เขียนเอง ใครที่ว่าฟ้ากำหนด พวกนั้นไม่รู้เรื่องศาสนา ก็โทษว่าเขาแกล้ง ทั้งที่จริงแล้ว เราต่างหากเป็นผู้ทำและรับเอง ไม่มีใครช่วยและไม่มีใครแกล้ง พระพุทธเจ้าจึงตรัสเป็นธรรม หมวด "ตนพึ่งตน" อยากได้อย่างไร ต้องทำเอง

สิ่งที่ท่านไม่เคยคิด และต้องเริ่มคิด คือ พรหมลิขิตที่ท่านจะเขียนให้ตัวท่าน คือนิสัย สันดาน ที่เราจะเอามาใช้เขียน มันมีที่มาจากสิ่งใด " กรรมลิขิต หรือ ธรรมลิขิต" นั่นคือคำตอบที่ว่า "ทำไม เราต้องมีศาสนา"

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น

ติดต่อสั่งซื้อสินค้า หาโปรโมชั่น Sesamix-Z และ สารสกัดเซซามินสูตรที่ดีที่สุด โทรหาเรา 086 6O4 7O44