วันอังคารที่ 22 มีนาคม พ.ศ. 2559

ต้นกำเนิด

อายุยุคของพระพุทธเจ้าทุกพระองค์ คือ ๒๕๐๐ ปี และเรื่องราวของพระพุทธเจ้าพระองค์นั้น ก็จะถูกลบเลือน

การลบเลือนยุคของศาสนา นั่นคือ การอุบัติของพระพุทธเจ้าองค์ใหม่ขึ้นมา เปลี่ยนยุคนั่่นเอง

หลวงพ่อนิพนธ์กล่าวว่า นั่นคือ การเริ่มนับ พ.ศ. ที่ ๑ ใหม่ ของพระพุทธเจ้าพระองค์นั้นในแต่ละยุค

แลนี่เวลาก็ล่วงเลยมาปลายสุดของยุคพระโคดมแล้ว จึงไม่น่าแปลกเลยว่า เค้าโครง รากฐานที่แท้จริงของพระพุทธศาสนา ย่อมผิดเพี้ยน บิดเบี้ยว จนยากจะรู้ได้ว่า ธรรมคำสอนดั่งเดิม เป็นเช่นไร

หากผู้ใดอยากย้อนธรรมคำสอน ก็อาจแกะรอยของศาสน ได้จากข้อปฏิบัติหลักๆ ของหลากศาสนา หลากลัทธิ ก็คงพอได้เค้าเป็นลางๆ

หลวงพ่อนิพนธ์ชี้ให้เห็นว่า ศาสนา และลัทธิ มากหลาย มักจะมีที่มาจากการส่งคนของตน ไปฟังคำสอนของพระพุทธเจ้า แล้วรับข้อปฏิบัติบางสิ่งบางอย่าง มาให้หมู่ตนปฏิบัติ กลายเป็นศาสนา หรือ ลัทธิแห่งตนในภายหลังนั่นเอง

การรับฟัง และนำมาปฏิบัติ ก็ขึ้นอยู่กับคนนำสาร ว่าจะจับใจความคำสอน ตอนใด วรรคใด มาให้หมู่ตนปฏิบัติ

หลวงพ่อนิพนธ์ ยกตัวอย่างให้ฟัง หากผู้ใดได้ฟังคำสอน ที่พระโคดม ตรัสสอน พระอัครสาวกทั้งเบื้องซ้าย แลเบื้องขวา ในเรื่องเมตตา ก็จะได้เค้าโครง อุปมาดั่งพระเยซู ที่รับบาปแทนสาวก ด้วยความเมตตาที่มากเกินเหตุ ใช้บุญแห่งตน ขวางกรรมไปเสียหมด จนท้ายที่สุด ทั้งสององค์ ต้องถูกท่อนจันทน์ ทุบเสียปางตาย ก่อนที่จะสำเร็จพระอรหันต์

ธรรมหมวดนี้ ก็ทำให้เราได้รู้ว่า หลวงพ่อนิพนธ์ยามนี้ ก็เสมือนพระเยซู ที่รับบาปแทน สาวก นั่นเอง

หากผู้ใด หยิบธรรมคำสอน ในช่วงปฐมบทแห่งการสอน ก็จะยึดเอา การมีใจเดียว การสร้างศรัทธา ความเชื่อ นั่นคือ ไม่นับถือเกจิ คณาจารย์ใดๆ นอกเสียจากพระพุทธเจ้า หรือ การมีพระเจ้าองค์เดียวในหัวใจ

ดังนั้น วันใดที่พระพุทธเจ้าปรากฎโฉม สิ่งแรกที่จะทรงกระทำ นั่นคือ การสังคายนาศาสนา

หรือ ที่ไอสไตน์ เคยกล่าวว่า หากศาสนาใดที่จะเป็นศาสนาของโลก ย่อมต้องเป็นศาสนาพุทธ แปลความว่า ศาสนาจะกลับมารวมเป็นหนึ่ง อีกครั้ง เมื่อพระพุทธเจ้าปรากฎโฉม

เราท่าน เกิดในช่วงต่อของศาสนา จะเรียกว่าโชคดีก็ได้ จะเรียกโชคร้ายก็ไม่เชิง เพราะมีโอกาสได้พบเห็น ฟังคำสอนจากพระพุทธเจ้า ที่ยังทรงมีชีวิต ไม่ใช่พระพุทธในโบสถ์ พูดอะไรไม่ได้ ได้แต่นึกเอาเอง ที่สำคัญ ได้เห็นของจริงว่า ธรรมคำสอน สร้างสุข จนคนทั้งโลก แม้นไม่ยอมรับ แต่ก็ยอมในบุญญาธิการของพระพุทธเจ้า หากแต่ก่อนจะถึงวันนั้น ก็ต้องผ่านมหันตภัยไปให้ได้ก่อน รักษาตัวให้รอดจนถึงวันนั้น

บทสรุป หลวงพ่อนิพนธ์จึงย้ำเตือนว่า เราท่านเลยศาสนาไปไกล จนหาทางกลับไม่เจอ ด้วยเหตุนี้ จึงขาดสัญชาติญาณในการระวังภัย เพลินไปกับความเจริญของโลก ใช้ชีวิตกันสุดเหวี่ยงสุดขั้ว คิดแต่หวังพึ่งผู้อื่น ว่าช่วยตนได้

การทำหน้าที่มาปลุกปั่นพี่น้องไทย นั่นคือ การเตือนว่า การกระทำทางโลก ไม่มีความหมายแก่ชีวิตเลยสักน้อยนิด ควรหันมาให้เวลาแก่ทางธรรม อย่างน้อยก็สัปดาห์ละวัน เพื่อปฏิบัติวินัยธรรมของพระภูมี สร้างแก่นสารแก่ชีวิต เพื่อช่วยตน ในยามทุกข์ แลทำตนรอพระพุทธเจ้า

เราท่าน เดินมาไกล จากต้นธรรมแล้ว ... จนเสียงหยุด ที่พระโคดมตรัสเตือนองคุลีมาร เบาจนไม่สามารถหยุดตนได้ หลวงพ่อนิพนธ์จึงมาย้ำเตือน ให้เสียงหยุด นั้นดังอีกครั้งในหมู่คนไทย ก็หวังว่า คงมีคนได้ยิน แล้วเดินกลับมายังต้นธรรมอีกครั้ง เพื่อช่วยตน

ผู้ที่ได้ฟัง เชื่อ ศรัทธา แล้วก็ทำตาม ย่อมมีลักษณะ แห่งการมีที่เว้นว่างไม่ใช้นิสัยแห่งตน บางวัน บางเวลา มีสถานที่ที่คุมตนให้สงบกาย วาจา ใจ ชั่วครู่ ชั่วยาม แลเริ่มสร้างสุขแก่ผู้อื่น เป็นนิสัย

ผู้ทำตามคำสอนของหลวงพ่อนิพนธ์ได้ เมื่อทานสมุนไพร ย่อมเห็นผลแห่งการกระทำของตน รู้ได้เฉพาะตน เป็นแน่แท้

อย่าหวังทานสมุนไพรช่วยตน ในขณะที่พฤติกรรมแห่งตน ยังพาตนเดินห่างศาสนาไปไกลอีก เกินกว่ามือของศาสนาจะเอื้อมคว้า ...ทานสักเท่าไหร่ก็ไร้ผล

การหายโรค หลวงพ่อนิพนธ์จึงว่า ยากก็ยาก ง่ายก็ง่าย ก็แค่เลือกทางเดินให้ถูกเท่านั้นเอง ยิ่งพฤติกรรมเดินตามธรรมคำสอน เข้าใกล้ศาสนเพียงใด อำนาจธรรม ย่อมคุ้มครอง ได้มากเท่านั้น โรคอะไรจะมาเหลือ หายโรคนั้นง่ายเหมือนพลิกฝ่ามือ น่าอัศจรรย์ใจ

แก่นเนื้อแท้ของคำสอน ไม่ว่าศาสนาใด ยึดไปเถอะ ย่อมไม่ไกลธรรมพระภูมีอย่างแน่นอน ... ธรรมหมวดสมุนไพร จึงไม่จำกัด ชนใด ชาติใด ศาสนาใด

ติดต่อสั่งซื้อสินค้า หาโปรโมชั่นเอมมูร่าเซซามินที่ดีที่สุด โทรหาเรา 086 6O4 7O44