วันอังคารที่ 15 ธันวาคม พ.ศ. 2558

เหมือนแต่ไม่เหมือน

ศาสตร์สมุนไพร แสดงให้เราเห็นว่า สิ่งศักดิ์สิทธิ์ มิเพียงมีเจ้าของ หนำซ้ำยังมีวิญญาณรับรู้การกระทำอีกต่างหาก

สิ่งของในโลก เมื่อรู้สูตร รู้วิธีการทำ เมื่อทำออกมา ย่อมเหมือนกัน หากแต่ศาสตร์สมุนไพร การรู้แต่เพียงเท่านั้นไม่เพียงพอ ในการรักษาความศักดิ์สิทธิ์ของสมุนไพรให้คงไว้ได้

บทเรียนจากถ้ำกระบอก ก็สอนให้เห็นเป็นประจักษ์ ให้เราท่านเห็นยุครุ่งเรือง ที่ทำให้สมุนไพรศักดิ์สิทธิ์จนมีชื่อโด่งดัง ไปจนถึงยุคเสื่อม ที่ทานไปก็ไร้ค่า ทั้งที่คนทำก็คนเดิม ตำราก็ตำราเดิม

มาถึงวันนี้ พฤติกรรมของมนุษย์กำลังทำให้สมุนไพรเสื่อมอีกครั้ง ความจำเป็นในการตัดไฟแต่ต้นลม ไม่ให้ซ้ำรอยถ้ำกระบอกอีกครั้ง จึงหลีกเลี่ยงไม่ได้

เมื่อสมุนไพรเป็นของสูง คนทำสมุนไพร ก็ต้องเป็นผู้ที่มีจิตใจสูง จึงจะสมกัน นั่นคือ มือที่เหมาะแก่การทำสมุนไพร ต้องมาจากคนดี มีนิสัยธรรมนำตน ควบคุมตนได้ในระดับหนึ่งแล้วนั่นเอง

ย้อนกลับไปยุครุ่งเรือง การทำสมุนไพร จึงตกอยู่ในมือพระที่มุ่งมั่นตัดกิเลสนิสัย หรือแม้นอย่างน้อย ก็ต้องเป็นพระขอนิสัย

พฤติกรรมที่เห็นจนชินตาขณะทำสมุนไพร นั่นคือ การคุยธรรม หรือ การสวดมนต์ไปในระหว่างทำสมุนไพร หลวงพ่อนิพนธ์ กล่าวว่า อุปมาเหมือนปลุกเสก ด้วยกาย วาจา ใจ นั่นเอง หากใครยังทำอะไรไม่ได้เลย ก็สงบนิ่ง เป็นกรรมฐาน

จึงไม่แปลกเลยว่า ทำไมสมุนไพรจึงมีพลานุภาพมหาศาล

วันนี้ เมื่อผู้มาช่วยทำขาดความรู้ การทำสมุนไพร จึงกลายเป็นยักษ์ง่อย เพราะมีแต่พลังกาย ขาดพลังวิญญาณของคนทำ อุปมาดั่ง พระทีแม้นปั้นเป็นองค์ แต่ไร้การปลุกเสก

พลังที่เกิดจากสมุนไพรในยุคนี้ จึงแทบจะมาจากหลวงพ่อนิพนธ์ล้วนๆเลยก็ว่าได้

พฤติกรรมเช่นนี้มันผิดรูปผิดรอยของศาสนา เมื่อศาสนาอุบัติ จึงจำเป็นต้องจัดให้เข้ารูปเข้ารอย เพื่อให้พลังขอสมุนไพรกลับมาโดดเด่่น อีกครั้ง

ในไม่ช้า เราท่าน ก็อาจจะสบายแล้ว ไปมูลนิธิ รอรับสมุนไพรเพียงอย่างเดียว สมุนไพรก็ถูกโยกย้ายไปให้พระและฆราวาสที่ปฏิบัติตน มีคุณสมบัติ เป็นผู้ปลูก ผู้ทำแทน

คนที่มาพึ่งศาสตร์สมุนไพร ก็จะถูกจัดแยกเป็นสามกลุ่ม

กลุ่มแรก คือผู้ที่มุ่งทานสมุนไพรเพียงอย่างเดียว หลวงพ่อนิพนธ์ชี้ว่า ก็อาศัยพลังของสมุนไพรเพียงอย่างเดียว เรียกว่าเป็นการให้ทาน คนที่มาจะทำหรือไม่ทำตามคำสอน ก็ตามแต่ใจ ไม่กำหนด สามารถมารับสมุนไพรได้ที่มูลนิธิไทยกรุณา

กลุ่มที่สอง คนที่เริ่มมีใจอยากพัฒนาตน อยากปฏิบัติตามธรรมคำสอน ไม่ว่าจะในสภาพฆราวาส หรือ ผู้ปฏิบัติ หากได้รับอนุญาติ ก็จะให้มาปฏิบัติที่สำนักลพบุรี เน้นปฏิบัติเอาบุญเพื่อช่วยตนเป็นสำคัญ

กลุ่มที่สาม คือผู้ที่มีคุณสมบัติตามเกณฑ์ของศาสนาแล้ว รู้หนทางบุญ และปฏิบัติเพื่อสร้างบุญเป็นช่วยตนได้ ทีนี้ก็ถึงเวลา ล้างโรค แล้วลดการพึ่งพาสมุนไพร ก็ส่งให้หลวงพ่อนิพนธ์ กำหนดวัตรปฏิบัติ ทานสมุนไพรชุดพิเศษ ที่สร้างชื่อครั้งถ้ำกระบอก ครบจำนวนแก้วที่หลวงพ่อนิพนธ์กำหนด มีสรรพคุณทั้งล้างโรค และตรวจเช็คร่างกายในตัว ทีนี้ก็จะกลายเป็นคนใหม่ที่ไม่มีโรค

จะว่าโชคดีก็ใช่ จะว่าโชคร้ายรึปล่าวก็ไม่รู้ เพราะผู้คนที่ผ่านกระบวนการนี้ ก็จักถือว่า เป็นผู้รู้ หนทางในอนาคต หลวงพ่อนิพนธ์กล่าวว่า ต้องใช้แนวทางปฏิบัติสร้างบุญเลี้ยงตน เป็นหลัก หากมิใช่พรหมลิขิตเดิมทำให้เป็นโรคแล้วไซร้ จักใช้สมุนไพรไม่ได้เลย

เพราะความผิดที่จะพึงเกิด ย่อมเป็นผิดที่เกิดจากเจตนานั่นเอง

เรียกว่า เอาชีวิตแขวนไว้บนสะพานบุญ มีนิสัยธรรมนำตน หรือจะเรียกว่า ต้องเป็นคนดี อย่างเดียว มิฉะนั้น ชีวิตก็ดับสูญ

สมุนไพร มาจากหม้อเดียวกัน จึงให้ผลต่างกันไป ตามพฤติกรรมของคนทาน

แลสมุนไพร ก็จะให้ผลเฉียบขาด เต็มตามพุทธบัญญัติ เพราะผู้ให้และผู้ทำ มีพฤติกรรมสอดคล้องนั่นเอง

บทสรุป หลวงพ่อนิพนธ์กล่าวว่า ประตูแรก ผู้คนใช้สมุนไพรนำตน ก็วัดไปตามบุญกรรมที่ทำมา หากกรรมไม่มากมายเกินไปนัก ก็พอไหว หากสาหัสเกินไป ก็คงได้แค่ยืด

ประตูที่สองนั้น ก็เชื่อได้ว่าผู้ที่ทำย่อมประสพผลการหายโรคได้ไม่ยาก หากยังมีพรหมลิขิตอายุขัย หากแต่รับรองไม่ได้ว่า อนาคตจะเป็นเช่นไร

ประตูที่สามนั้น ผู้ใดทำได้ ย่อมวางใจได้ว่า ไม่เพียงปลอดภัยจากโรคที่เป็นในปัจจุบัน หากแต่ในภายภาคหน้าทำตนตามวัตรที่ให้ไว้ได้ ชีวิตก็จะปลอดภัย ทั้งจากตายโหงและตายห่า ได้สัมผัสมนุษย์สมบัติอย่างแน่นอน เพราะผู้นั้นได้กระทำตนเป็นคนดีของศาสนาแล้วนั่นเอง

ใครขอบแบบไหน พอใจทำแค่ไหน ก็เล่นกันเอง ทำแค่ไหน ได้แค่นั้น

ในปีใหม่หน้านี้ ที่มูลนิธิ คงไม่มีเจ้าหน้าที่มาบังคับ สอนให้ทำนั่นทำนี่ เป็นที่รำคาญใจ หากคิดจะไปสำนัก แต่พฤติกรรมไม่เหมาะสม พระท่านก็เชิญออกจากสำนัก เมื่อนั้นผู้นั้นก็จะกลายเป็นยักษ์หน้าโบสถ์ในทันที

แล้วเราท่านจะเห็นว่า ยาเขียวขวดเดียวกัน คนสามกลุ่มทาน ผลที่เกิดมันจะแตกกันมหาศาล ตามพฤติกรรม

นี่แหละหลวงพ่อนิพนธ์จึงย้ำเตือนว่า สิ่งศักดิ์สิทธิ์ ช่วยใครไม่ได้ อยากได้ต้องทำเอง ใครทำ ใครได้ อยากได้ไม่ใช่ด้วยการร้องขอ แต่ด้วยตัวทำ

ใครที่บอกว่า กูไม่สน เรื่องของเขา ผลแห่งการกระทำมันจะฟ้องเอง ทำถูกผลถูกก็เกิด ทำผิดจะมาร้องเอะอะโวยวาย ศาสน์เขาก็วางเฉย อ้างไม่เมตตา ไม่ได้เลย

ด้วยเหตุนี้ จึงเรียกธรรมของพระภูมีว่า ธรรมสายกลาง ไม่ว่า ราชา เศรษฐี คหบดี ยาจก มีโอกาสเท่ากันหมด ใครทำ ใครได้ ทุกคนมีต้นทุกเท่ากัน คือ นิสัยสันดาน ... ไม่ใช่ตึงไป หย่อนไป ที่หราหมณ์มันเขียนมั่วในพระไตรปิฏก

ติดต่อสั่งซื้อสินค้า หาโปรโมชั่นเอมมูร่าเซซามินที่ดีที่สุด โทรหาเรา 086 6O4 7O44