วันศุกร์ที่ 6 กรกฎาคม พ.ศ. 2561

ทำไม


วินัยมากมายที่ถูกกำหนดให้พิจารณา แล้วทำตาม หลายคนอาจฝืนความรู้สึก และไม่ชอบ ก็เป็นเรื่องธรรมดา และอาจตั้งคำถามว่า "ทำไม" คือ ทำทำไม ไม่ทำแล้วจะเป็นไร ถ้าทำแล้วจะได้อะไร

เสียดายที่เริ่มต้นถูก คือ "ทำไม" แต่ก็จบตรงนั้น ไม่แม้นแต่น้อยที่จะพิจารณาต่อให้รู้สิ้นกระบวนการ หลายคนมันจึงจบลงตรงที่ว่า ทำไปเถอะ ได้สมุนไพรไปทาน พอดีแล้วก็จะได้ไม่ต้องมาอีก ไม่ต้องมาทนอะไรที่ไม่ชอบ

คำว่า "ทำไม" ที่เป็นต้นเรื่อง มันจึงไม่มีคำตอบ มันจึงไม่รู้เรื่องราว ผลท้ายที่สุด โชคดีหน่อย อาจหายโรค แต่ในไม่ช้า ก็จักเห็นคนที่ดีขึ้น หายโรค นั้นเวียนวนกลับมาอีก เป็นกระบวนการ ขว้างงูไม่พ้นคอ

การเป็นโรค นับได้ว่าเป็นดัชนีชี้วัดที่ชัดเจนที่สุด ที่ให้มนุษย์ได้มาพิสูจน์ความจริงในสิ่งที่ตนเชื่อ ว่าสิ่งที่ตนเชื่อแล้วกระทำตาม นั้นมีผลต่อชีวิตตนจริงหรือไม่

หากไร้เสียซึ่งโรคภัย หลายคนก็มีความเชื่อว่า นั่นศักดิ์สิทธิ์ พิธีกรรม ลัทธินั้นดี ความเชื่อนั้นดี ทำตามแล้วจะดี หลวงพ่อนิพนธ์ชี้ให้พิจารณาว่า ยิ่งผู้ใดมีกรรมดี ไปทำเข้า บังเอิญจังหวะเหมาะเจาะ ก็เลยพาลคิดว่าสิ่งนั้นดี ดลบันดาลให้ แท้ที่จริง นั่นกรรมดี เขามาต่างหาก แลเลยไปถึงคนที่ตกในปล้องกรรมชั่ว ไปโน่น ทำนี่ สักฉันใด ก็ไม่พ้น พอใกล้สิ้นปล้องกรรม ไปเจอลัทธิ พิธีกรรม ความเชื่อ หรือหมอเข้า บอกให้ทำอย่างนี้อย่างนั้น สิ้นสุดปล้องพอดี แล้วหาย แล้วสำเร็จสิ่งที่ตนหวัง สิ่งนั้นเลยกลายเป็นสิ่งวิเศษสำหรับตนไปเลยทีเดียว

ครั้นเป็นโรค หลวงพ่อนิพนธ์บอกยิ่งโรคตาย นี่แหละจะเห็นสัจจะธรรมความจริง สิ่งที่ตนเชื่อ สิ่งที่ตนทำ ทำสักฉันใด ก็ไม่ทำให้ความเจ็บ โรคภัยของตน ลดลงไปแม้นแต่น้อย ลัทธิ พิธีกรรม หมอไหน วัดไหนที่ว่าแน่ เอามะเร็ง เอาเอดส์ไปถวายสิ วิ่งป่าราบ ให้เอากลับแทบไม่ทัน เพราะแท้ที่จริง สิ่งที่ทำ มันไม่มีผลตอบแทน ช่วยตนไม่ได้ แม้นกระทั่งที่บอกว่าบุญใหญ่ สร้างพระ สร้างโบสถ์ ก็ลองสิ ถวายสัก ห้าล้าน สิบล้าน แล้วแถมมะเร็งให้เจ้าอาวาส จะรับไหม

แม่ชีเมี้ยนจึงตรัสสอน สิ่งที่พระภูมีทุกพระองค์ทรงค้นพบ นั่นคือ "ตัวกระทำไม่ตาย ทำผิดผลผิดก็เกิด ทำถูกผลถูกก็เกิด ทำเที่ยงผลเที่ยงก็เกิด รวดเร็ว และมหาศาล"

การมาหาศาสนา แม้นจะมาแค่มูลนิธิ หน้าที่ของท่านอาสิ ก็พิสูจน์ให้เราท่านได้เห็น ในเมื่อกรรมเที่ยงมันส่งผลมหาศาล ให้ทุกข์ ในวันนี้ เป็นโรคที่หมอ และคนทั้งหลายที่เคยเชื่อว่าช่วยได้ ปฏิเสธสิ้น ก็ลองมาทำ "ธรรมเที่ยง" แล้วดูผล

วินัยที่หลวงพ่อนิพนธ์ กำหนดให้ทำ เมื่อถามว่า ทำทำไม ก็ชี้ชัดให้พิจารณาว่า นี่แหละ "ธรรมเที่ยง" ทำให้ถึงพร้อม ตามวาจาสัจจะที่พูดออกไป แล้วทำ ด้วย กาย วาจา ใจ เมื่อทำได้ เกิดเป็นตัวกระทำเที่ยง ตัวกระทำนี้เป็นบุญ ช่วยตนของตนได้

เสียดาย มนุษย์เห็นกงจักรเป็นดอกบัว วินัยเที่ยงอันนี้ จึงกลายเป็นเรื่องน่าเบื่อหน่าย ไม่อยากทำ ทั้งๆที่ตอนแรกๆมา ทำด้วยความไม่รู้ ไม่ครบองค์ ผลที่ได้ ยังดีเลย ทำให้อาการของตนดีวันดีคืน แต่กลับเห็นวินัยนี้ไม่ดี

แทนที่จะเห็นวินัยนี้เป็นสิ่งวิเศษ ทำแล้วช่วยตนได้ ขนาดทำบ้างไม่ทำบ้าง รู้บ้างไม่รู้บ้าง ทำแล้วยังดีเลย ทำไมไม่ทำให้สุดๆ ลองให้รู้ ทำตามให้เห็น ให้เกิดความเที่ยง เพื่อยังผลเที่ยง มาช่วยตน

เมื่อทำแล้วจะได้รู้ว่า ทำอย่างไรจึงช่วยตนได้ ทำอย่างไรจึงเกิดผล สวดมนต์แบบไหน ช่วยตนได้ พฤติกรรมอย่างไร ทำให้หายโรค เมื่อพิจารณาแล้ว ฟังท่านอาสิสอน ก็จะเข้าใจได้ว่า นี่มันแค่ปฐมบท หางอึ่งของความรู้ของพระพุทธศาสนา แล้วจะก้าวต่อไป เพื่อให้ชีวิตตน ในภายภาคหน้า มีความสุข ที่มั่นคงถาวร นั้น ควรจะต้องทำอย่างไร อ้อ ต้องไปเรียนรู้ศาสน์ของพระภูมีที่สำนักปฏิบัติธรรมแม่ชีเมี้ยนกรุณา ความรู้นั้น เมื่อทำแล้ว ทำได้ จะเป็นเครื่องการันตีว่า ชีวิตตนจะไม่ต้องย้อนมาพานพบกับโรค ปลอดจากอุบัติภัย มีความสุข

บทสรุป เมื่อคำถามว่า "ทำไม" เลือนหายไป ด้วยเอาแต่สุขเฉพาะหน้า จึงจบลงด้วยการ อยากได้สมุนไพรเยอะๆ อยากรีบทาน รีบหาย รีบไป ... แต่ไม่มีสักคนที่คิดแบบนี้ แล้วไปรอดตลอดรอดฝั่ง ท้ายที่สุด ความจริงก็ปรากฎ ว่ามันเป็นเรื่องของกรรม เรื่องของการกระทำ เมื่อนิสัยเดิมยังอยู่ พฤติกรรมเดิมยังดำรงอยู่ มันก็พยากรณ์ได้ชัดว่า ช้าเร็ว โรคภัยย่อมย้อนกลับมาหาตนอย่างแน่นอน ทีนี้ยากจะแก้ หลวงพ่อนิพนธ์ชี้ว่า เพราะมันกลายเป็นทำทั้งที่รู้ แล้วทำไมการมาวันนี้ ไม่ทำให้รู้ ทำให้เป็น ช่วยตนให้ได้ จะได้เห็นความจริงว่า สมุนไพรนั้นเป็นพี่เลี้ยง ยังไม่ใช่ที่พึ่งที่แท้จริง ... นิสัยต่างหาก คือ ของจริง

เมื่อไม่พิจารณา ไม่เชื่อ การกระทำที่ถูก ที่ช่วยตน มันจึงจบที่หน้าประตู ออกจากมูลนิธิไป ก็ใช้นิสัยเดิม ที่สร้างกรรม นี่แหละคำตอบว่า ... ทำไม การหายโรคของเราท่านมันจึงช้า เนิ่นนาน ก็เพราะ การมาเรียนรู้ แต่ไม่เอาไปทำ ที่ทำก็ทำเสียไม่ได้ ร้ายกว่านั้น กลายเป็นเห็นวินัยนี้ผิด เป็นเรื่องยุ่งยาก ไม่อยากทำ

ก็มีใครที่ไหนเล่า ได้สุข ด้วยการแสวงหาความสุข นั่นโกหก คิดเอาเอง เพราะความจริงของจักรวาล คือ ทำสิ่งใด ได้สิ่งนั้น อยากได้สุข พระภูมีชี้ว่า ก็ต้องสร้างสุขให้ผู้อื่น สุขนั้นจึงย้อนคืนมายังตน เหมือนทุกข์ฉันใดฉันนั้น เพราะฉะนั้น หลวงพ่อนิพนธ์จึงมักกล่าวว่า สาวกของพระภูมี จึงต้องเป็นคนจริง ไม่ปฏิเสธทุกข์ ไม่ใช่มาทานสมุนไพรให้หายทุกข์ แต่ให้ทนทุกข์ได้ ผ่านได้ต่างหาก เพราะทุกข์นั้น เราท่านทำไว้แล้ว จะปฏิเสธสักฉันใด ก็หาพ้นไม่

ยิ่งปฏิเสธ ยิ่งสะสม หลายคนไม่รู้หรอกว่า ตนเป็นมะเร็งโดยวิธีใด หลวงพ่อนิพนธ์ชี้ให้พิจารณาว่า ก็ปวดนิด ปวดหน่อย วันสองวัน ก็ไม่ยอม กินยาแก้ปวด หนีทุกข์ เหมือนทดน้ำ ก็กลายเป็นเขื่อน น้ำสูงขึ้นสูงขึ้นทีละนิด มากเข้า เขื่อนรับไม่ไหว พังลงมา กลายเป็นมะเร็งนั่นเอง

มาแล้วไม่พิจารณา พิจารณาแล้ว รู้แล้ว ไม่เอาไปทำ การมาก็เสียเปล่า สิ่งที่มุ่งหวัง ก็ได้แค่ฝัน ที่ไม่มีวันเป็นจริง และยิ่งไม่มีทางเข้าถึงแก่นศาสนา ที่ช่วยพัฒนาวิญญานได้เลย

ทำไมคนทั้งหลายจึงเป็นเช่นนั้น หลวงพ่อนิพนธ์ชี้ว่า เพราะเขาไม่เชื่อ "ตัวกระทำไม่ตาย" เขาไม่เชื่อว่า "กรรมมีจริง" และไม่เชื่อว่า "เขาตายแล้วต้องเกิดอีก" เขาจึงเอาแต่สุขเฉพาะหน้า ต่อให้ท่านอาสิสอนสักฉันใด ชี้ทางให้ก็เมินเฉย พูดสักเท่าไหร่ หาคนเงียบสงบ ไม่ได้เลย จึงไม่แปลก ทำไมคนที่ทำได้ เขาจึงได้หายโรค ก็เพราะมันหนึ่งในล้าน ที่เชื่อธรรม กรรมเขาจึงเว้น นั่นเอง

ติดต่อสั่งซื้อสินค้า หาโปรโมชั่นเอมมูร่าเซซามินที่ดีที่สุด โทรหาเรา 086 6O4 7O44