วันจันทร์ที่ 28 พฤษภาคม พ.ศ. 2561

สะดุดสักนิด


ความจริงตามธรรมชาติที่เห็นอยู่ แต่เห็นจนเคยชิน ทั้งที่เป็นสิ่งสำคัญ กลายเป็นปกติธรรมดา จะรู้อีกทีก็ต่อเมื่อเสียไป

ใกล้ตัวที่สุดสักเรื่อง ก็คือ ลืมตา เห็นโลก ก็มันเห็นทุกวัน มันจึงไม่รู้สึกตื่นเต้น ไม่รู้สึกว่าตัวเรานี้มีโชค จนกระทั่งวันหนึ่ง ที่ลืมตามา แล้วไม่เห็นโลก นั่นแล มนุษย์จึงรู้ค่าว่า การมองเห็น ดวงตา นั้นมีความสำคัญมากเพียงใด สำหรับตน

เฉกเช่นเดียวกัน มนุษย์ทั้งหลายไม่เคยสะดุดคิดสักนิดเลยว่า แท้จริงแล้วความสุขของตน อยู่ที่แห่งหนตำบลใดกันแน่ ใช้ชีวิตกันไป แล้วก็อ้างเอ่ย ทำสิ่งนั้นเป็นสุข ทำสิ่งนี้เป็นสุข ดิ้นรนไขว้คว้าเพื่อให้ได้มาในสิ่งที่ตนคิดว่า จะทำให้ตนเป็นสุข หลงลืมความสุขที่แท้จริง ที่ตนมีอยู่ทุกเมื่อเชื่อวัน นั่นคือ "กินได้ นอนหลับ" ไปทุ่มเทให้กับสุขอื่นๆ จนหมดสิ้น

หลวงพ่อนิพนธ์ จึงมักให้ย้อนมอง ว่าตั้งแต่เล็กจนโต มาถึงทุกวันนี้ ทำอะไรไปบ้าง ทุ่มเทเรียน หางานดีๆ หาเงินทองเยอะๆ หารถ หาบ้าน เพื่อความสุข มาวันนี้ กรรมบันดาลโรค ทุกข์เกิดขึ้นแล้ว สิ่งต่างๆที่หามาทั้ีงชีวิต กลับให้สุขตนไม่ได้เลย ที่สำคัญ เพิ่งเห็นสัจจะธรรมความจริงว่า แท้ที่จริงนั้น สุขอื่นใดนั้นล้วนไม่ใช่สิ่งจำเป็น แต่สุขวิญญาณต่างหากที่เราท่านต้องการ แลนั่นมาจาก การ "กินได้ นอนหลับ"

หากย้อนพฤติกรรม ก็ลองดูว่า สิ่งที่ตนทำเป็นเยี่ยงไร ตั้งแต่เล็กจนโต สิ่งที่ให้สุข นั่นคือ การกิน กินสิ่งที่ให้ประโยชน์แก่ร่างกาย นั่นคือ อาหาร ขอเป็นเพียงอาหารที่มีคุณค่า จะกินน้อยก็ได้ กินอิ่มก็ดี กินมากก็ไม่เป็นไร ตุนไว้เป็นพุง ใช้ในวันหน้าได้

หากจะสะดุดคิด ความจริงข้อนี้ จักเห็นว่า สิ่งที่ทานแล้วเป็นคุณ จึงไม่มีข้อจำกัด ไม่ต้องระวังระไว

ก็แล้วทำไมจึงหันไปทาน ในสิ่งที่ต้องระวังระไว ทานน้อยก็ไม่ได้ ทานมากเขาก็บอกว่าอันตราย อันจักเห็นได้จากหลายสิ่งหลายอย่างที่ใกล้ตัว ไม่ว่าจะเป็นอาหารบางชนิด อาทิ ครีมเทียม แลที่สำคัญนั่นคือ ยาเคมี

ก็คงห้ามไม่ได้ เพราะนั่นอาจเพราะความชอบ ในรสชาติ อยากกินเค้ก ก็เลยต้องกินครีม อยากทานไอติม หยุดความอยากไม่ได้ ในขณะที่ยาเคมี ก็เพราะไม่อยากเจ็บ ไม่อยากปวด ก็ห้ามไม่ได้อีกเช่นกัน

หากย้อนมาพิจารณาสมุนไพรของแม่ชีเมี้ยน หลวงพ่อนิพนธ์ชี้ว่า นั่นเป็นธรรมชาติ ดังนั้น ทานน้อยก็ไม่เป็นไร ทานพอดี ก็สู้โรคได้ ทานมาก ก็เก็บตุนไว้ในร่างกาย เพื่อใช้ยามจำเป็น แลที่เหมือนอาหาร หรือข้าวมากที่สุดก็คือ ไม่ว่าจะเด็ก ผู้ใหญ่ หรือผู้เฒ่า ล้วนแล้วแต่ทานได้ ไม่มีข้อจำกัดใดๆทั้งสิน

ข้อพึงระวัง ก็เฉกเช่นกันกับข้าว หรือ อาหารทั่วไป นั่นคือ ทานตอนใดจึงจะเหมาะสม ให้คุณค่ามากที่สุด เท่านั้นเอง จึงจำเป็นต้องเรียนรู้ ว่า สมุนไพรแต่ละชนิด ทำหน้าที่แบบไหน ทำงานอย่างไร จึงจะรู้ว่า ควรทานแบบไหน เวลาใด ส่วนการทานผิด ก็เพียงแค่ให้ประโยชน์น้อยลง

บทสรุป คิดสักนิด สิ่งใดที่มีข้อห้ามในการทาน โดยเฉพาะทานมากๆอันตราย แล้วทำไมจึงไม่หยุด ไม่เลี่ยง เอาแต่สุขเฉพาะหน้า หลวงพ่อนิพนธ์จึงมักเตือนสติเสมอว่า "กันไว้ ดีกว่าแก้" ไม่ทานยาเคมี แค่ปวด แค่เจ็บ แต่ถ้าทาน จนเคมีสะสมในร่างกาย จนเกิดโทษ ทีนี้ตามแก้เหมือน "เข็นครก ขึ้นภูเขา" ก็ดูอย่างการทำคีโมนั่นสิ เห็นพิษของเคมีไหม ... ยาเคมีนั้น จึงถูกกำหนดให้ใช้เฉพาะฉุกเฉิน อุบัติเหตุเฉพาะหน้า ถูกยิง ก็ต้องใช้มอร์ฟีนช่วย ครั้นพ้นวิกฤต ขืนใช้อีก กลายเป็นติดมอร์ฟีนไป นั่นแลประโยชน์ของยาเคมี

หลายคน เมื่อดีขึ้น แล้วหยุดมาทานสมุนไพร ก็เห็นว่าตนยังอยู่ได้ สบายดี นั่นก็เพราะยังมีสมุนไพรตุนอยู่ในร่างกายนั่นเอง เสมือนพลุที่ยิงขึ้นไป ยังมีแรงส่ง ก็ไปได้อีก วันใดที่สมุนไพรในกายหมด ก็ย่อมต้องร่วงหล่นเป็นธรรมดา ดังนั้น อย่าประมาท เอาแค่อาการดี ก็วางใจ หลวงพ่อนิพนธ์จึงให้สติว่า ควรจะตีงูให้ตายในคราเดียว มิใช่หยุดแค่ดีขึ้น ควรจะทำให้พ้นราว คือ หายโรค มิฉะนั้น โรคหวลกลับมา ทีนี้ ... กลายเป็นเรื่องยากแล้ว

ติดต่อสั่งซื้อสินค้า หาโปรโมชั่นเอมมูร่าเซซามินที่ดีที่สุด โทรหาเรา 086 6O4 7O44