แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ สมุนไพรของแม่ชีเมี้ยน แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ สมุนไพรของแม่ชีเมี้ยน แสดงบทความทั้งหมด

วันจันทร์ที่ 18 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2562

ต้องเป็นปราชญ์


ศาสนาของพระภูมี สอนให้คนเป็นปราชญ์

คำถามที่น่าคิด ทำไมต้องเป็นปราชญ์ด้วยเล่า ไม่ต้องพูดถึงนิพพาน ก็ที่มานี่หวังแค่หายโรค จะเป็นปราชญ์ไปทำไม

ดูที่อื่นเขาทำสิ จ่ายเงิน รับยา หรือทำพิธีกรรม แล้วกลับบ้าน ไม่เห็นต้องยุ่งยากเป็นปราชญ์ให้วุ่นวาย ปวดหัว ไปหาหมอ จ่ายตังค์ เอาพารามา จบแล้วหายปวดแล้ว

ทำไมที่นี่วุ่นวายจัง เห็นว่ากินแล้วหาย เล่นตัวจัง ต้องโน่นนี่นั่น บางคนก็เลยไปถึง ถ้าอยากได้เงิน ก็บอกราคามาเลย ไม่ต้องมากพิธี จะได้รีบจ่าย รีบกลับ เสียดายเวลา

ศาสตร์ของพระภูมีที่แม่ชีเมี้ยนนำมา หลวงพ่อนิพนธ์ชี้ว่า ทำอยู่ในร่อง เหตุและผล จะทำสิ่งใดต้องพิจารณา

เพราะเหตุแห่งโรค คือ กรรม มาเพื่อสร้างทุกข์ แลโลกนี้ ไม่มีอะไรทำลายกรรมที่เราท่านทำไว้แล้วได้ เมื่อพิจารณาก็จะเห็นว่า การทานยา ไม่ใช่ดับเหตุ แต่เป็นเลี่ยงเหตุ เมื่อหมดฤทธิ์ยา เหตุจึงย้อนกลับมา คือเป็นอีก จึงเลิกทานไม่ได้

ยิ่งไปกว่านั้น สร้างผลที่ร้ายแรงตามมา นั่นคือ ทำเสมือนทดน้ำ กั้นเขื่อน ทีนี้มาอีกทีเหมือนเขื่อนแตก ไม่ใช่ปวดหัว มาเป็นมะเร็งเลย มิหนำซ้ำ ผ่านไปตรงไหน ตรงนั้นพัง ได้โรคเพิ่ม

พูดฟังง่าย คือ ทำเอาง่าย มักง่าย คิดว่าจ่ายแล้วจบ แต่มันไม่จบ หนำซ้ำอาจร้ายแรงจนถึงต้องเสียชีวิต ก่อนพรหมลิขิต หรือ พรหมลิขิตหักกลาง ท่านจึงว่า นี่แลการทานยาเคมีจึงเพิ่มบาปหนัก คือ บาปที่ฆ่าตน นั่นเอง

แต่หลักปราชญ์ ท่านอาสิชี้ ควรแก้ที่เหตุ คือ "นิสัยกรรม" ด้วยเอานิสัยธรรมมานำตน เสมือนกองไฟ ทานยาเคมี เหมือนดูดควันหาย ไฟยังอยู่ เชื้อยังเติม หากตัดนิสัยกรรม เท่ากับทำลายเชื้อที่มาสุม ไฟที่ลุกย่อมค่อยๆมอด แลดับลงในที่สุด

ถ้ามีนิสัยธรรมด้วยแล้ว เสมือนมีน้ำดับช่วยดับ ยิ่งเร็วใหญ่

บทสรุป หลักปราชญ์ สอนให้ แก้ที่เหตุ ผลจึงเกิด ยิ่งไปกว่านั้น สอนให้ไม่สร้างอีก ไม่ทำอีก จะได้ไม่เป็นอีก

ถ้าไม่เป็นปราชญ์ สิ่งที่ทำนึกคิดเอง เออเอง นึกว่าทำถูก เอาง่าย อาทิ มะเร็ง แก้ไม่ได้ตัดเลย แล้วบอกหาย รู้อีกที ลามไปทั่วตัว ไม่มีเวลาแก้แล้ว

ที่สำคัญสุด คือ คิดแต่พึ่งผู้อื่น แต่หลักปราชญ์ชี้ อยากหายต้องพึ่งตนเอง


วันอังคารที่ 5 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2562

เชื่อไร - ทำไมยิ่งรักษาโรคยิ่งเพิ่ม


ศาสตร์ต่างๆในโลก การที่คนจะไปใช้บริการ ย่อมต้องเห็นต้องพิสูจน์ได้ยินได้ฟัง ว่าคนผู้นั้นเป็นผู้เชี่ยวชาญ จึงวางใจไปให้ทำ

ไม่ว่าจะเป็นเรื่องเล็กน้อยเพียงใด เรื่องกิน เรื่องอยู่ คนทั้งหลายล้วนพิถีพิถัน สรรหาเลือก สิ่งที่ดีที่สุดสำหรับตนเสมอ

เรื่องที่สำคัญที่สุด คือชีวิต กลับเป็นเรื่องแปลก ที่มนุษย์ทั้งหลายทำตรงข้าม ยิ่งไปกว่านั้น กลับให้ความไว้วางใจยิ่ง ไม่พิจารณาเลยว่ามันเสี่ยง เพราะคนวินิจฉัยไม่ได้ทำยาเอง คนทำยาไม่ใช่คนวินิจฉัย แล้วเชื่อได้อย่างไร ว่ายานั้นเหมาะสมกับตน

มันจึงตกในสภาวะ หนูทดลองยา อย่างหนีไม่พ้น ตัวนี้ไม่ได้ เปลี่ยนเป็นตัวนั้น และที่เกิดกับคนไทยมาก็คือ การทานยาเกินความจำเป็น จึงไม่แปลก ที่ทำไมยิ่งรักษาโรคยิ่งเพิ่ม

แต่ทีกับสมุนไพรแม่ชีเมี้ยนนำมา เห็นกันอยู่ สิ่งที่ทานล้วนแล้วเป็นของธรรมชาติ ทานกันอยู่ทุกเมื่อเชื่อวัน กลับสงสัย คลางแคลง ตั้งเงื่อนไข

บทสรุป ถามจังสมุนไพรใส่อะไรบ้าง คนทานผ่านมาเป็นล้านคน คนหายมีเป็นหมื่น แก้สงสัยไม่ได้เลย แต่ยาเม็ดที่กำในมือ ไม่เคยสงสัย ไม่เคยถาม มันมีอะไรบ้าง ทั้งๆที่ข้างกล่องเขียน ตัวยามีปริมาณ กระจิ๋วเดียว ที่เหลือหล่ะมันคืออะไร ไม่เคยถาม แต่เชื่อสนิทใจ ใส่ปากยิ้มแย้ม ทั้งที่ช่วยแค่ดับควัน ทานสมุนไพรหน้าเบ้ ทั้งที่ช่วยดับไฟ

นี่แลทำไมศาสนาที่แท้จริง จึงต้องมาฟัง มาเอาเหตุเอาผล พิจารณา เพื่อให้จิตที่ผูกติด ความเชื่อ ผิดไป ได้เดินให้ถูกร่อง ทำตนเป็นน๊อตเกลียวเดียวกันอย่างที่ท่านอาสิบอก

แค่ทานยาเม็ดทำอย่างไรก็ได้ แต่ทานสมุนไพรแม่ชีเมี้ยน ต้องมีพฤติกรรมสอดคล้อง ไม่ยอมคิดพิจารณา พูดสักฉันใด ก็เงียบสงบไม่ได้ จะชนะกรรม ชนะโรคโดยวิธีใด ที่สำคัญ มาทำไม แพ้ตั้งแต่ในมุ้ง

หลวงพ่อนิพนธ์ให้สติเสมอ ตอนทำกรรม มันพร้อม กาย วาจา ใจ ตอนจะมาแก้ เอาแต่ยา ชนะได้ก็หนึ่งในพัน นั่นของเก่าเขามีเยอะ

วันอังคารที่ 1 มกราคม พ.ศ. 2562

ใครจะเหนียวกว่ากัน


เมื่อกรรมมาถึงตน บรรดาลให้เป็นโรค เป็นทุกข์กับตน ทุกคนย่อมต้องแสวงหาสิ่งต่างๆมาช่วยตน
เราท่านก็เล่นไปตามความเห็น ความเชื่อ 

หลวงพ่อนิพนธ์ ชี้ว่า แบ่งเป็น 4 กลุ่ม

หนึ่ง
เชื่อเกจิ คณาจารย์ ลัทธิ ก็ไปทำตามที่ตนเชื่อ ตนชอบ ใช้พิธีกรรม นั่งร้องขอ ตามแบบคนตะวันออก และอัฟริกา ไม่ก็เชื่อมั่นวิทยาการ การแพทย์สมัยใหม่ ตามแบบตะวันตก หรือยุโรป บ้างก็เอาหมด ยาเคมีก็กิน บนบานศาลกล่าว เอาหมด คนพวกนี้ ที่เชื่อมั่นย่อมมาจากความเห็น ที่เกิดกับการที่ทำแล้วได้ผล กับโรคกรรมผ่าน มาชั่วคราว เป็นแล้วก็ผ่านไป เช่น ปวดหัวกินยาแก้ปวด นั่งสมาธิ สวดมนต์ ใช้สมุนไพร แต่โรคที่เป็นวันนี้ มันกรรมตาย โรคตาย มาทำให้ตาย ต่อให้ทำกรรมดีก็เอาไม่อยู่

สอง
คนที่มาทานสมุนไพร ของแม่ชีเมี้ยน แล้วก็มุ่งมั่นทาน

สาม
คนที่มาทานสมุนไพร ของแม่ชีเมี้ยน แล้วเป็นจิตอาสา

สี่
คนที่มาทานสมุนไพรของแม่ชีเมี้ยน แล้วพัฒนานิสัยตน ตามธรรมคำสอนของแม่ชีเมี้ยน

ปีนี้ ท่านอาสิชี้ว่า เหตุการณ์ต่างๆ ชี้ให้เห็นว่า กรรมมันแรง สำคัญก็คือ ทำแบบไหนถึงจะช่วยตนได้

แบบแรก ตัวเลขการตายของอนามัยโรคก็ชี้ชัด
แบบที่สอง ในยุคหลวงพ่อนิพนธ์ ก็อาจพอได้
แบบสาม ถ้าเป็นยุคหลวงพ่อนิพนธ์ โอกาสช่วยตนได้สูง

แต่วันนี้ หนทางนั้นๆ อาจไม่เพียงพอแล้วที่จะสู้กับกรรมในวันนี้ เพราะมีแต่กายที่ทำ

แม่ชีเมี้ยนชี้ว่า ต้องทำแบบที่สี่ คือ นิสัยของพระภูมี ให้เกิดกับตน สำคัญยิ่งคือ ทำให้ถึงพร้อม ด้วย กาย วาจา ใจ ทำได้ อันนี้รอดแน่ ใช้ธรรมนำหน้า สมุนไพรเดินตาม

บทสรุป ไม่นานเราท่านก็จะได้เห็นความเด่นชัด ว่าทำแบบไหน ชีวิตจึงเหนียวแน่น หายโรค มิใช่ว่าไม่ตาย ช่วยตนจึงต้องให้รอด ปลอดโรค แลปลอดอุบัติภัย ด้วย จึงจะเรียกว่า รอด
แล้วจะเห็นความจริงของจักรวาลนี้ว่า วิทยาการ หรือ กรรมดี มันแก้ไขผลแห่งกรรมชั่ว ที่มาเป็นโรคไม่ได้เลย แลธรรมของพระภูมี มีของจริง ของปลอม วัดกันที่ผล

ใครจะว่าธรรมนั้นดี ธรรมนี้ดี ก็ทำกันไป วิทยาการความเชื่อนั้นดี ก็เล่นกันไป แต่เชื่อเถอะ ธรรมคำสอน มีเจ้าของ สิ่งศักดิ์สิทธิ์สิทธิ์ มีเจ้าของ เจอของจริง ทำจริง ผลก็เกิดจริง

คนสี่กลุ่มนี้ จะชี้ชัดว่า ทำแบบไหน ชีวิตเหนียวแน่น คนกลุ่มที่หัวเราะคนสุดท้าย เสียงจะดังที่สุด แลจะบอกว่าทำผิด ด้วยขัดกับความคิดความเห็นตนนั้นไม่ได้ ถึงไม่ชอบก็ต้องยอมรับ

แต่เราเชื่อ คนที่บ้าทำตามคำสอนแม่ชีเมี้ยน พัฒนาวิญญาณตนให้สูง ด้วยวินัยของพระภูมี จะได้กายที่ดี ได้หัวเราะเป็นกลุ่มสุดท้ายแน่นอน

คำถามที่ควรหาคำตอบ กรรมดี ช่วยไม่ได้ เป็นคนดี ทำกรรมดี ไม่พอ แล้วอะไรที่ช่วยได้ ใครหาเจอ ทำได้ คนนั้นรอด ใครไม่รู้ ผู้ปฏิบัติของแม่ชีเมี้ยน มีคำตอบ

ท่านอาสิชี้ให้พิจารณา เวลาทำกรรม พร้อม กาย วาจา ใจ แล้วเวลาจะมาแก้หล่ะ อย่าแปลกใจเลย ทำไมมีคนที่ตายด้วยโรค ทั้งที่ทานสมุนไพรแม่ชีเมี้ยนตลอด

วันศุกร์ที่ 19 ตุลาคม พ.ศ. 2561

ละลายน้ำ


ข่าวที่มักถูกประโคม โหมกระแสแลให้ดูว่าจะเป็นไปได้ในไม่ช้า นั่นก็คือการคิดค้นแนวทางที่อาจเป็นไปได้ที่จะใช้ในการรักษาโรค โดยเฉพาะโรคร้ายแรง ที่คร่าชีวิตคนเป็นจำนวนมาก หากแต่เมื่อวันเวลาผ่านไป มันก็ยังคงเป็นความหวัง ที่ยังไม่เคยเป็นจริงแม้สักครั้ง พูดง่ายๆ โหมเพื่อหางบนั่นเอง

เมื่อคนทั้งหลาย ปากบอกเป็นพุทธ แต่ไม่เชื่อสิ่งที่พระพุทธเจ้าสอน ว่า “สัตว์โลกย่อมเป็นไปตามกรรม” นั่นหมายถึง โรคก็เช่นกัน เป็นกรรมที่เรา ท่านทำมามาอุบัติ ให้ทุกข์ จะมีอะไรมาทำลายไม่ได้เลย เพราะสิ่งที่ศักดิ์สิทธ์ที่สุดในโลกนี้ก็คือกรรมนั่นเอง หลวงพ่อนิพนธ์จึงชี้ให้พิจารณาว่า โรคตายเหล่านี้ ไม่มียารักษาโรค เพราะมนุษย์จะชนะกรรมเป็นไปไม่ได้

ยิ่งไปกว่านั้น ถ้าแก้ผิด ยิ่งกลายเป็นดินพอกหางหมู จากโรคหนึ่งเป็นสองเป็นสามสี่... มีแต่เพิ่มไม่มีลด

ความเสียหายของประเทศ อันเนื่องจากความโลภ แลทิฐิของคนบางกลุ่ม ประเทศจึงต้องเสียงบประมาณมากมาย แถมยังเสียทรัพยากรดีๆมีความสามารถ ไปก่อนเวลาอันควรมากมาย

ถ้าประเทศนี้เป็นประชาธิปไตยจริง ต้องฟังเสียงข้างน้อยที่โดดเดี่ยวแต่พูดความจริง พิสูจน์ให้เห็นมาก็มากหลาย นั่นคือเสียงของแม่ชีเมี้ยน พิจารณาเอาเถิด โลกนี้เขามีหมอไว้ทำไม เพื่อรักษาโรคร้ายด้วยวิทยาการหรือ ไม่ใช่ หากแต่มีไว้เพื่อโรคกรรมผ่านพอไหว แลอุบัติภัย เฉพาะหน้าต่างหาก หรือเพื่อศัลยกรรม แต่ถ้าจะรักษาโรคตายไม่มีทาง ไม่ต้องอื่นไกลหลวงพ่อนิพนธ์ชี้ให้พิจารณา ดูแต่กระดูกเถอะ ถ้าแตกหัก หมอดามหรือตัดแต่งให้ได้ แต่ไม่มียาเคมีตัวไหนจะทำให้กระดูกติดกันได้เลย นอกจากร่างกายของเราเท่านั้นที่จะทำได้ จริงหรือไม่

วันหนึ่งเมื่อเศรษฐกิจบีบคั้น รีดเลือดกับปูเป็นค่ารักษาไม่ได้แล้ว หนี้ท่วมประเทศ ที่ซึ่งตอนนี้ก็ปาเข้าไป 6.6 ล้านล้านบาทแล้ว สมุนไพรแม่ชีเมี้ยนจะเป็นทางเลือก ที่มิเพียงแต่ต้นทุนต่ำ ยังสามารถประสพผลหายโรคได้ วันนั้นแหละ คำพยากรณ์ของแม่ชีเมี้ยน ที่ตรัสแก่หลวงพ่อนิพนธ์ว่า สิ่งที่ฉันทิ้งไว้ให้ เพื่อทดแทนคุณแผ่นดินเกิด

บทสรุป วันนี้ยังมีจ่าย จะเลือกทางไหนก็ตามชอบ วันใดที่ขาดแคลน สมุนไพรแม่ชีเมี้ยนจะเสนอตัว เงินจะได้มีเหลือไปพัฒนาประเทศ น่าเสียดายว่าทำไมต้องรอถึงวันนั้นก่อน คำตอบง่ายนิดเดียว ก็คนมันโลภ มันเห็นแก่ตัว ยุคนั้น คนดี มีคุณธรรม ซื่อสัตย์ จึงมีค่ามหาศาล เขาจะเห็นค่าในสิ่งที่แม่ชีเมี้ยนทิ้งไว้ให้

วันนั้น หมอจะได้ไม่ต้องมีงานล้นมือ ประสานกัน ไปแบบชิวๆ คนป่วยก็ได้หาย หมอก็เรียนมาแล้วช่วยคนได้ ไม่ต้องไปเรียนผิดหลงทาง เรียนมาแล้วช่วยใครไม่ได้ ดั่งที่หมออำนาจ ผอ โรงพยาบาลใหญ่ต้นๆของประเทศเพื่อนหลวงพ่อนิพนธ์ ผู้ที่ตั้งฉายาให้ว่า หมอผี ในวันที่ท่านได้เรียนหมอ แต่หลวงพ่อนิพนธ์ ได้เรียนสมุนไพร แลพูดในวันที่เจอกันในวัยเกษียณว่า หมอผีมันช่วยคนได้ แต่เรากลับช่วยคนไม่ได้เลยแม้นแต่คนเดียวให้หายโรค หลวงพ่อนิพนธ์ที่ถูกเพื่อนๆที่สอบหมอได้ทั้งกลุ่มในวันนั้นหัวเราะกับฉายาหมอผี จึงแซวว่า หัวเราะทีหลังดังกว่าโว้ย

วันจันทร์ที่ 28 พฤษภาคม พ.ศ. 2561

สะดุดสักนิด


ความจริงตามธรรมชาติที่เห็นอยู่ แต่เห็นจนเคยชิน ทั้งที่เป็นสิ่งสำคัญ กลายเป็นปกติธรรมดา จะรู้อีกทีก็ต่อเมื่อเสียไป

ใกล้ตัวที่สุดสักเรื่อง ก็คือ ลืมตา เห็นโลก ก็มันเห็นทุกวัน มันจึงไม่รู้สึกตื่นเต้น ไม่รู้สึกว่าตัวเรานี้มีโชค จนกระทั่งวันหนึ่ง ที่ลืมตามา แล้วไม่เห็นโลก นั่นแล มนุษย์จึงรู้ค่าว่า การมองเห็น ดวงตา นั้นมีความสำคัญมากเพียงใด สำหรับตน

เฉกเช่นเดียวกัน มนุษย์ทั้งหลายไม่เคยสะดุดคิดสักนิดเลยว่า แท้จริงแล้วความสุขของตน อยู่ที่แห่งหนตำบลใดกันแน่ ใช้ชีวิตกันไป แล้วก็อ้างเอ่ย ทำสิ่งนั้นเป็นสุข ทำสิ่งนี้เป็นสุข ดิ้นรนไขว้คว้าเพื่อให้ได้มาในสิ่งที่ตนคิดว่า จะทำให้ตนเป็นสุข หลงลืมความสุขที่แท้จริง ที่ตนมีอยู่ทุกเมื่อเชื่อวัน นั่นคือ "กินได้ นอนหลับ" ไปทุ่มเทให้กับสุขอื่นๆ จนหมดสิ้น

หลวงพ่อนิพนธ์ จึงมักให้ย้อนมอง ว่าตั้งแต่เล็กจนโต มาถึงทุกวันนี้ ทำอะไรไปบ้าง ทุ่มเทเรียน หางานดีๆ หาเงินทองเยอะๆ หารถ หาบ้าน เพื่อความสุข มาวันนี้ กรรมบันดาลโรค ทุกข์เกิดขึ้นแล้ว สิ่งต่างๆที่หามาทั้ีงชีวิต กลับให้สุขตนไม่ได้เลย ที่สำคัญ เพิ่งเห็นสัจจะธรรมความจริงว่า แท้ที่จริงนั้น สุขอื่นใดนั้นล้วนไม่ใช่สิ่งจำเป็น แต่สุขวิญญาณต่างหากที่เราท่านต้องการ แลนั่นมาจาก การ "กินได้ นอนหลับ"

หากย้อนพฤติกรรม ก็ลองดูว่า สิ่งที่ตนทำเป็นเยี่ยงไร ตั้งแต่เล็กจนโต สิ่งที่ให้สุข นั่นคือ การกิน กินสิ่งที่ให้ประโยชน์แก่ร่างกาย นั่นคือ อาหาร ขอเป็นเพียงอาหารที่มีคุณค่า จะกินน้อยก็ได้ กินอิ่มก็ดี กินมากก็ไม่เป็นไร ตุนไว้เป็นพุง ใช้ในวันหน้าได้

หากจะสะดุดคิด ความจริงข้อนี้ จักเห็นว่า สิ่งที่ทานแล้วเป็นคุณ จึงไม่มีข้อจำกัด ไม่ต้องระวังระไว

ก็แล้วทำไมจึงหันไปทาน ในสิ่งที่ต้องระวังระไว ทานน้อยก็ไม่ได้ ทานมากเขาก็บอกว่าอันตราย อันจักเห็นได้จากหลายสิ่งหลายอย่างที่ใกล้ตัว ไม่ว่าจะเป็นอาหารบางชนิด อาทิ ครีมเทียม แลที่สำคัญนั่นคือ ยาเคมี

ก็คงห้ามไม่ได้ เพราะนั่นอาจเพราะความชอบ ในรสชาติ อยากกินเค้ก ก็เลยต้องกินครีม อยากทานไอติม หยุดความอยากไม่ได้ ในขณะที่ยาเคมี ก็เพราะไม่อยากเจ็บ ไม่อยากปวด ก็ห้ามไม่ได้อีกเช่นกัน

หากย้อนมาพิจารณาสมุนไพรของแม่ชีเมี้ยน หลวงพ่อนิพนธ์ชี้ว่า นั่นเป็นธรรมชาติ ดังนั้น ทานน้อยก็ไม่เป็นไร ทานพอดี ก็สู้โรคได้ ทานมาก ก็เก็บตุนไว้ในร่างกาย เพื่อใช้ยามจำเป็น แลที่เหมือนอาหาร หรือข้าวมากที่สุดก็คือ ไม่ว่าจะเด็ก ผู้ใหญ่ หรือผู้เฒ่า ล้วนแล้วแต่ทานได้ ไม่มีข้อจำกัดใดๆทั้งสิน

ข้อพึงระวัง ก็เฉกเช่นกันกับข้าว หรือ อาหารทั่วไป นั่นคือ ทานตอนใดจึงจะเหมาะสม ให้คุณค่ามากที่สุด เท่านั้นเอง จึงจำเป็นต้องเรียนรู้ ว่า สมุนไพรแต่ละชนิด ทำหน้าที่แบบไหน ทำงานอย่างไร จึงจะรู้ว่า ควรทานแบบไหน เวลาใด ส่วนการทานผิด ก็เพียงแค่ให้ประโยชน์น้อยลง

บทสรุป คิดสักนิด สิ่งใดที่มีข้อห้ามในการทาน โดยเฉพาะทานมากๆอันตราย แล้วทำไมจึงไม่หยุด ไม่เลี่ยง เอาแต่สุขเฉพาะหน้า หลวงพ่อนิพนธ์จึงมักเตือนสติเสมอว่า "กันไว้ ดีกว่าแก้" ไม่ทานยาเคมี แค่ปวด แค่เจ็บ แต่ถ้าทาน จนเคมีสะสมในร่างกาย จนเกิดโทษ ทีนี้ตามแก้เหมือน "เข็นครก ขึ้นภูเขา" ก็ดูอย่างการทำคีโมนั่นสิ เห็นพิษของเคมีไหม ... ยาเคมีนั้น จึงถูกกำหนดให้ใช้เฉพาะฉุกเฉิน อุบัติเหตุเฉพาะหน้า ถูกยิง ก็ต้องใช้มอร์ฟีนช่วย ครั้นพ้นวิกฤต ขืนใช้อีก กลายเป็นติดมอร์ฟีนไป นั่นแลประโยชน์ของยาเคมี

หลายคน เมื่อดีขึ้น แล้วหยุดมาทานสมุนไพร ก็เห็นว่าตนยังอยู่ได้ สบายดี นั่นก็เพราะยังมีสมุนไพรตุนอยู่ในร่างกายนั่นเอง เสมือนพลุที่ยิงขึ้นไป ยังมีแรงส่ง ก็ไปได้อีก วันใดที่สมุนไพรในกายหมด ก็ย่อมต้องร่วงหล่นเป็นธรรมดา ดังนั้น อย่าประมาท เอาแค่อาการดี ก็วางใจ หลวงพ่อนิพนธ์จึงให้สติว่า ควรจะตีงูให้ตายในคราเดียว มิใช่หยุดแค่ดีขึ้น ควรจะทำให้พ้นราว คือ หายโรค มิฉะนั้น โรคหวลกลับมา ทีนี้ ... กลายเป็นเรื่องยากแล้ว

ติดต่อสั่งซื้อสินค้า หาโปรโมชั่น Sesamix-Z และ สารสกัดเซซามินสูตรที่ดีที่สุด โทรหาเรา 086 6O4 7O44