วันอังคารที่ 12 ธันวาคม พ.ศ. 2560

สิ่งศักดิ์สิทธิ์


คนทั้งโลก ล้วนแล้วแต่ปรารถนาพบสิ่งศักดิ์สิทธิ์ โดยเฉพาะเมื่อถึงคราวทุกข์ คราวซวย เคราะห์หามยามร้าย เข้ามาผจญกับชีวิตด้วยแล้ว

จึงไม่แปลกเลยว่า ทำไมวัดวาอารามศาลเจ้า จึงเต็มไปด้วยผู้คน โดยเฉพาะยามที่บ้านเมืองลำเค็ญ คนทุกข์เข็ญเดินกันเกลื่อน ดิ้นรนเพื่อความอยู่รอด หรือพ้นโรคภัย

ปัญหาโลกแตกก็คือ ไม่มีใครรู้ว่า สิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่แท้จริง อยู่ตรงไหน ดูได้โดยวิธีใด ก็จึงไม่แปลกที่คนโลภ เห็นช่องทาง ก็ย่อมต้องยก ต้องสร้างสิ่งศักดิ์สิทธิ์ มาเพื่อสนองความต้องการของคนทั้งหลายทั้งปวง ไม่ว่าจะลัทธิ ศาสนาใด ล้วนเฉกเช่นเดียวกัน

ภาพที่เห็น เพื่อสร้างความเข้มขลัง ให้คนทั้งหลายท้้งปวงเชื่อว่ามี ทั้งที่ความเป็นจริงไม่มีเลย จึงต้องเน้นที่วัตถุเป็นหลักเป็นธรรมดา แล้วก็ตกแต่งเรื่องราว ให้เห็นว่ามีผู้คนได้รับ ปาฏิหารย์จากสิ่งศักดิ์สิทธิ์นั้นๆ

หลวงพ่อนิพนธ์ยกเรื่องราวของท่านในวัยเด็ก ที่พำนักในตรอกไผ่สิงห์โต ย่านคลองเตย ไว้ตอนหนึ่งว่า ปกติกิจประจำวันของท่าน ก็คือการเดินกลับบ้าน ผ่านต้นไม้ใหญ่ และก็แวะฉี่บริเวณต้นไม้ใหญ่ทุกวัน ทำเช่นนั้นมาเป็นปีๆ

อยู่มาวันหนึ่ง มีผู้คนเอาผ้าเจ็ดสี พร้อมศาลไปตั้งที่ต้นไม้ใหญ่นั้น เมื่อท่านเดินผ่านมา ก็ไม่กล้าไปฉี่รดต้นไม้นั้นอีก เพราะคนเขาบอกว่ามีสิ่งศักดิ์สิทธิ์

และก็เปลี่ยนจากการที่แวะฉี่ทุกวัน กลายเป็นวิ่งผ่าน ด้วยความกลัวประสาเด็ก นั่นเอง

ครั้นบวชที่ถ้ำกระบอก แม่ชีเมี้ยน รู้ดีถึงความกลัวผีของหลวงพ่อนิพนธ์ ดังนั้น ครั้งหนึ่งในธุดงค์ จึงให้ท่านแยกเดินไปลำพัง โดยไม่บอกอะไร หลวงพ่อนิพนธ์จึงต้องออกเดินไปลำพัง จนวันหนึ่ง เดินกระทั่งมืดค่ำ มองเริ่มไม่เห็นทาง จึงคิดปักกลด เห็นเนินแห่งหนึ่ง ใกล้ทางสามแพร่ง กำลังดี เหมาะกับการปักกลด จึงปักกลดพำนักบนเนินแห่งนั้น

เช้ามา มีผู้คนมากันมากมาย จนทำให้หลวงพ่อนิพนธ์ประหลาดใจ เพราะเหตุใด ถามไถ่ว่าผู้ที่มา นำมาโดยผู้ใหญ่บ้าน พร้อมลูกบ้าน นำข้าวปลามาถวาย ขอบคุณหลวงพ่อนิพนธ์

จึงถามเรื่องราว ผู้ใหญ่บอกทางแยกนี้ผีดุ หลอกหลอนผู้คนมานาน เป็นผีผู้หญิงตายท้องกลม ดีที่ท่านมาโปรด ทำให้ต่อไปชาวบ้านจะได้ไม่ต้องหวาดผวาอีก แล้วก็ชี้ไปตรงที่หลวงพ่อนิพนธ์ปักกลด กล่าวว่า ตรงที่ท่านปักกลดนั่นแหละ คือหลุมศพของหญิงสาวคนนั้นที่กล่าวถึง

หลังจากธุดงค์นั้น หลวงพ่อนิพนธ์จึงรู้ว่า แม่ชีเมี้ยนกำลังสอนว่า ผีไม่มีจริง แลสิ่งศักดิ์สิทธิ์ ในต้นไม้ที่กลัวในวัยเด็ก ก็ไม่มีจริง ไม่มีตัวไม่มีตน ช่วยใคร หรือ หลอกใครไม่ได้

แล้วแม่ชีเมี้ยนก็ตรัสสอนว่า พระพุทธเจ้าทุกพระองค์ ก่อนจะปรินิพพาน จึงสอนสาวก โดยเฉพาะผู้ที่ยังไม่ปรารถนาในนิพพาน ว่า การจะหาสิ่งศักดิ์สิทธิ์ ก็โดยใช้แว่นส่องจักรวาล คือ ความไม่มีโรคนั่นเอง ที่ใด สามารถทำให้ถึงสิ่งนี้ได้ ที่นั่นแหละมีสิ่งศักดิ์สิทธิ์

ดังนั้น หลวงพ่อนิพนธ์จึงชี้ให้พิจารณาว่า อยากรู้ที่ไหนอะไรศักดิ์สิทธิ์ ก็เอาคนเป็นโรคไปถวายสิ เพราะโรคคือตัวแทนแห่งกรรม คือทุกข์ ถ้าสิ่งศักดิ์สิทธิ์ มีจริง ย่อมคลี่คลายทุกข์อันนั้นลงได้ ลองเลย มะเร็งเอย เอดส์เอย เอาไปถวาย ใครที่ไหนช่วยได้ นั่นแหละสิ่งศักดิ์สิทธิ์

ปัญหาก็คือ เมื่อมนุษย์ทั้งหลายเจอสิ่งศักดิ์สิทธิ์ เก๊ อวดอ้างสรรพคุณแห่งตนกันมาจนเคยชิน สอนการขอ แล้วจักสมปรารถนา อาทิ จากพระธรรมดา ก็พัฒนาเป็นปางประทานพร วันนี้ ไม่ได้แล้ว กลายเป็นพระทันใจไปเสียแล้ว เพื่อตอบสนองความอยากนั่นเอง

แต่วันใดที่ของจริงปรากฎคือ ทุกข์สังขารด้วยโรค จะไปขอที่ใดก็ไร้ผล ทีนี้เวลามาเจอศาสนาของพระภูมีที่แม่ชีเม่ี้ยนนำมา เป็นของจริง สอนให้ทำเพื่อช่วยตน เพราะหลักพระภูมีเป็นหลักตนพึ่งตน ก็เลยทำไม่ได้ เพราะติดนิสัยขอ

บทสรุป หลวงพ่อนิพนธ์จึงชี้ว่า ฉันใดก็ฉันนั้น เขาวาดภาพพระพุทธเจ้าให้คนลุ่มหลง ว่ามีบุญญาธิการ เดินเจ็ดก้าว ตัวสีเหลืองอร่ามดังทอง ใบหน้าเปล่งปลั่ง มีรัศมี วันใดที่พระพุทธเจ้าอุบัติในพม่า ไปเจอตัวจริง กลับตาลปัตร ตัวดำเป็นเหนี่ยงเลย เพราะเดินธุดงค์ตากแดด ยามชรา หนังก็เหี่ยวย่น เหมือนคนทั่วไปนั่นแหละ อาจรับไม่ได้

หลวงพ่อนิพนธ์จึงให้สติว่า ศาสน์หรือสิ่งศักดิ์สิทธิ์ เขาไม่ได้มาเพื่อเป็นขี้ข้า คือ ใครขอก็ให้ ไม่ใช่ ไม่ใช่ เขามาเพื่อสอน แล้วให้เราท่าน พึ่งตัวกระทำของตนเอง ที่ทำได้ตามคำสอน จึงเรียกศาสนาของพระภูมีนี้ว่า "ศาสนาทำ" ไม่ใช่ ศาสนาขอ เหมือนสิ่งศักดิ์สิทธิ์จอมปลอมทั้งหลายที่มีในโลก ที่คนโลภใช้คำชวนเชิญ มาสิ ท่านศักดิ์สิทธิ์ ขอลูกได้ลูก ขอรวยได้รวย ขอหายโรคได้หายโรค ... ถ้าขอได้จริง โลกใบนี้คงไม่มีคนจน ไม่มีคนเจ็บ ไม่มีคนตาย จริงหรือไม่

ก็แล้วทำไมมนุษย์จึงชอบทำเช่นนั้น ก็เพราะไม่เชื่อว่า "กรรมมีจริง" นั่นเอง เมื่อทุกข์มาถึงตน จึงปฏิเสธ ไม่ยอมรับ ไม่อยากได้ จะเอาเฉพาะสิ่งดีๆ แต่หลวงพ่อนิพนธ์ชี้ให้พิจารณาน่ะ "ตัวกระทำ มันไม่ตาย" จะปฏิเสธสักฉันใด ก็ไม่พ้น จะทำสักฉันใด ก็ต้องรับ ... ไม่ว่ารวยจน กฎแห่งกรรม เขาเว้นให้เฉพาะคนที่เจอสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่แท้จริง คือ ศาสนา เมื่อฟัง พิจารณา เชื่อ แล้วทำได้ นั่นแหละ จึงจะหนีจากเวรกรรมที่ตนทำมาได้ ด้วยนิสัยของพระพุทธเจ้าที่ตนสร้างได้นั่นเอง

ไม่เชื่อ ก็ลองเอาคนเป็นมะเร็ง เป็นเอดส์ ไปถวายสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่ท่านเชื่อ หรือเขาว่าใช่ดูสิ ไม่ว่าหมอศักดิ์สิทธิ์ พระศักดิ์สิทธิ์ เทพเจ้าศักดิ์สิทธิ์ ลัทธิศักดิ์สิทธิ์ใดๆ ...อย่าว่าแต่ผู้อื่นเลย แม้นกระทั่งตัวของเขาเอง ยังหนีไม่พ้นเลย นี่แหละ เขาจึงมีภาษิต "หมองู ตายเพราะงู" อวดศักดิ์สิทธิ์ เป่าคาถา เสกน้ำมนต์ มียาวิเศษ ล้วนแล้วแต่ไปจบที่ห้องไอซียู ก็มีมากมายให้เห็นมิใช่หรือ

ก็แล้วเมื่อเจอของจริง ทำไมนิ่งเฉย ทำไมนั่งขอพร ไม่สร้างตัวกระทำดั่งที่ท่านอาสิสอน เพื่อช่วยตนเล่า แล้วจะแหกปากร้องขอ ช่วยด้วยๆๆๆๆๆๆ ร้องให้ตาย ก็ไม่มีใครช่วยได้ หรือให้ตามคำขอหรอก "อยากได้ ต้องทำเอง"

ที่ที่มีสิ่งศักดิ์สิทธิ์แท้จริง จึงไม่จำเป็นต้องเน้นสร้างวัตถุปัจจัยใดๆ แต่เน้นที่การสร้างนิสัย พฤติกรรมของคน เพราะใจความสำคัญที่สิ่งศักดิ์สิทธิ์อยากได้ คือ ช่วยคนดี ที่หลงผิด เข้าใจผิด จึงมีการกระทำที่ผิด ให้กลับตน มามีนิสัย พฤติกรรมที่ถูกต้อง ตามรอยพระภูมีนั่นเอง

หลวงพ่อนิพนธ์จึงชี้ว่า อยากเห็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์ ใช้ตามองไม่มีวันเจอ ใช้สติปัญญา พิจารณา จึงจักเห็นได้ ที่ใดทำในสิ่งที่คนทั้งโลกทำไม่ได้ ทำให้หายทุกข์ได้ ที่นั่นแหละมีสิ่งศักดิ์สิทธิ์ และไม่มีสิ่งศํกดิ์สิทธิ์ที่ไหนอยู่ในเมือง ช้างเผือกมันต้องอยู่ในป่า

ติดต่อสั่งซื้อสินค้า หาโปรโมชั่นเอมมูร่าเซซามินที่ดีที่สุด โทรหาเรา 086 6O4 7O44