วันอังคารที่ 26 ธันวาคม พ.ศ. 2560

ขออะไร


หากให้ท่านทั้งหลายไปนั่งเป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์สักวันหนึ่ง แล้วพิจารณาสิ่งที่คนทั้งหลายทั้งปวงทั้งโลกเขาขอกัน แล้วพิจารณา

จักเห็นได้ชัดว่า ตราบใดที่ยังไม่มีโรคไม่มีทุกข์ คนทั้งหลายก็จักขอให้ตนร่ำรวย มีคนรัก กิจการการงานรุ่งเรือง หากแม้นวันใดที่มีทุกข์ คนก็จักร่ำร้องให้หายทุกข์ หายจากโรคภัย หรือแลกเปลี่ยนอยากรับแทน อยากตายแทน

แลเห็นกันทั่วไป สำหรับคนที่ชีวิตตกระกำลำบากแสนสาหัส มักจะโทษฟ้าโทษดิน โทษโน่นนี่นั่น ทำให้ตนเป็น แลลงท้ายก็ตัดพ้อ ทำไมชีวิตตนจึงอาภัพสักปานนี้ พาลไปโน่นเลย ฟ้าไม่ยุติธรรม แล้วก็เลยไปถึง "ทำไมตนทำแต่ความดี ไม่ได้ดี ส่วนคนชั่วที่ตนเห็น ยิ่งเลวร้ายยิ่งได้ดี"

มันจึงเป็นเรื่องธรรมดา วัดหรือศาสนสถาน จึงมักมีเอกลักษณ์พิเศษที่สถานที่อื่นไม่มี อันไม่ใช่ วัตถุ สถานที่โอ่อ่า หากแต่เป็น "คนทุกข์" ที่มารวมตัวกัน เพื่อขอในสิ่งที่ตนต้องการนั่นเอง

การเป็นวัด หากมองด้วยตามนุษย์ ยิ่งสมัยนี้ จึงมุ่งไปที่โบสถ์ วิหาร แต่นั่นไม่ใช่วัดของพระพุทธเจ้า ดั่งที่ท่านอาสิชี้ให้เห็น วัดของพระพุทธเจ้า มีองค์ประกอบ คือ ความสงบ พระธรรมคำสอน แล้วก็คนทุกข์

ดังนั้น หลายคนเข้าใจผิด เมื่อฟังว่า ไปวัดแล้วได้สมประสงค์ ก็พาลนึกไปว่า ไปวัดแล้วขออะไรก็ได้ ตามประสงค์ จึงไม่แปลกที่ ศาสนพาณิชย์ จึงต้องมีสิ่งสารพัน ไม่ว่าอะไรก็ได้ ที่มากราบไหว้ขอพร แล้วได้สมประสงค์ สถานที่แบบนี้ มีทั่วโลก และทุกที่ก็เชื่อว่า สิ่งที่ตนมีนั้น ศักดิ์สิทธิ์

หากแต่วัดของพระพุทธเจ้า มีสิ่งศักดิ์สิทธิ์ คือ พระธรรมคำสอน ที่สอนให้ทำ ทำแล้วจึงได้ตามคำสอน แลสิ่งที่สอน เป็นสิ่งที่โลกมนุษย์หรือโลกโลกียะ ไม่มี นั่นคือ บุญและทาน ที่ซึ่งในโลกนี้ มีแต่ กรรมดี กรรมชั่ว เท่านั้นเอง

การขอจักสมประสงค์ได้ ในวัดของพระพุทธเจ้า ก็ต้องทำในสิ่งที่พระพุทธเจ้าขอเช่นกัน ท่านอาสิเรียกว่า ศาสนา "หมูไปไก่มา" ไม่มีอะไรได้มาฟรี นั่นคือ ต้องทำนิสัยธรรม ก่อน แล้วเอานิสัยนั้นไปสร้างบุญทาน ตามนิสัยที่มีที่ทำได้

ประเด็นก็อยู่ตรงที่ว่า มันจะเกิดบุญเกิดทานได้โดยวิธีใด ... ในเมื่อคนทั้งหลายต่างเชื่อว่า ทำแล้วเป็นบุญ ทำแล้วเป็นทาน อาทิ เอาเงินใส่ซองแล้วเป็นบุญ สร้างโบสถ์สร้างศาลาแล้วเป็นบุญ ทำกันมากมายทั่วประเทศ แทบทุกแห่งหนตำบล ไม่มีที่ไหนไม่มีวัด ไม่มีโบสถ์ แต่ผลที่ได้ ทำมาตั้งแต่หัวเท่ากำปั้น เข้าวัดมานับครั้งไม่ถ้วน กราบพระพุทธมานับล้านครั้ง แต่มาวันนี้ ทุกข์มาถึง โรคมาปรากฎแก่ตน ทำไมบุญทานที่ทำ จึงไม่มาช่วยตนเลยแม้นแต่สักน้อย บรรเทาปวดสักนิดก็หามีไม่

หลวงพ่อนิพนธ์จึงชี้ว่า นั่นเพราะเราท่านเมื่อเจอศาสนาแล้ว ขอผิด ทำผิด นั่นเอง ผลผิดจึงเกิด ตัวกระทำที่มีจึงมีแต่ลม ไม่เป็นตน ช่วยตนให้พ้นทุกข์ไม่ได้

ศาสนาของพระภูมีที่แม่ชีเมี้ยนนำมา จึงชี้แนวทางที่ถูกให้พิจารณา แล้วขอใหม่ การมาวัด เพื่อขอนิสัยของพระพุทธเจ้า เป็นเบื้องต้น จึงต้องมาจนเป็นนิสัย ไม่ใช่มาตามความอยาก ด้วยเหตุว่า มาเพื่อทำให้ชีวิตมีความหมาย ไม่เห็นอะไรสำคัญกว่ากิจกรรมของวิญญาณ ไม่ใช่อยากมาก็มา ไม่อยากก็ไม่มา หรือมาเพื่อสมุนไพร แต่มาเพื่อทำนิสัย ของพระพุทธเจ้า

ยิ่งไปกว่านั้น มีนิสัยแล้วเป็นบุญทานหรือยัง หลวงพ่อนิพนธ์ก็บอกว่ายัง นี่แหละคือความสำคัญว่าทำไมต้องมาวัด แม้นว่าการทำนิสัยของพระพุทธเจ้าทำที่ใดก็ได้ แต่องค์ประกอบในการสร้างบุญทาน จักหาที่ใด เพราะต้องอาศัย "มนุษย์และสัตว์" ที่ทุกข์ มาเป็นเครื่องมือ

เอกลักษณ์ของวัด จึงมิใช่โบสถ์ ศาลา พระพุทธรูป หากแต่เป็น ความสงบ เพื่อสร้างนิสัย มีพระธรรมคำสอน เป็นสติ และก็มีคนทุกข์มารวมกัน เพื่อให้นิสัยที่มีที่สร้างได้ นำไปสร้างสุขให้แก่ สรรพสัตว์ ไม่ว่า "มนุษย์หรือสัตว์" ด้วยตั้งอยู่บนรากฐาน คำสอนที่ว่า "ให้สุขแก่เขา สุขนั้นถึงตัว"

วัดเป็นที่รวมของคนทุกข์ การมาหาบุญทานที่เป็นกอบเป็นกำ จึงทำได้ง่าย การมาวัด เพื่อขอจึงสมประสงค์ เพราะมาแล้ว ทำนิสัย ทำบุญทำทาน แก่ผู้ทุกข์ ได้ตามนิสัย ตามกำลังของตน

มะกรูด สักลูกสองลูก มะพร้าวสักทะลาย จึงมีความหมาย สละแรงกายไปช่วยทำกิจกรรม ไม่ว่าทำสมุนไพร หรือช่วยคนที่ทุกข์ที่เดินเหิรลำบาก จึงมีความหมาย การสงบเงียบของตน จึงมีความหมาย เพื่อหยุดนิสัยกรรม อาทิ วาจาว่าร้ายผู้อื่น สร้างนิสัยธรรม จึงมีความหมาย การมามูลนิธิจึงมีความหมาย เพื่อนิสัยธรรม เพื่อบุญทาน แล้วได้สมุนไพร ได้สุขภาพเป็นของแถม

บทสรุป หลวงพ่อนิพนธ์จึงชี้ว่า หากผู้ใดพิจารณาแล้วเห็นว่านี่คือวัด ลดกิริยาบาป สร้างกิริยาบุญ แล้ว เอานิสัยธรรมนำตน ไปสร้างสุขให้แก่ผู้อื่น นั่นแลคือ การเปลี่ยนพรหมลิขิต เขียนพรหมลิขิตใหม่แห่งตน คือ ปีใหม่ ศักราชใหม่ของตน ที่จะได้ไม่ต้องทุกข์เหมือนในอดีตอีก ไม่ใช่ใหม่แต่ปี แต่นิสัยสันดาน พฤติกรรมเหมือนเดิม มาเอาสมุนไพรมุ่งแต่หายโรค นั่นน่าเสียดาย ได้สิ่งที่ไม่เป็นแก่นสาร ไม่จีรังยั่งยืน หายแล้วก็เป็นอีก

คำที่หลวงพ่อนิพนธ์ให้สติพึงระลึกเสมอ ว่า การสร้างบุญทาน จะเลยมนุษย์และสัตว์ไม่ได้เลย วัดของท่านก็รวบรวมคนทุกข์มาอยู่ด้วยกัน เปิดโอกาสให้ใช้นิสัยธรรมที่ตนพึงมี สร้างบุญทาน กอบโกยให้มากที่สุด เท่าที่พึงมีกำลังและสติปัญญา บุญทานต้องสร้างด้วยสองมือ หาใช่ด้วยวัตถุสิ่งของเงินทองไม่ นี่แหละคือทางสายกลาง ใครก็ทำได้ ไม่ว่ายากดีมีจน เมื่อทำได้ ก็สมประสงค์ในสิ่งที่ขอได้ ... คือศาสนา ทำ ใครทำ คนนั้นก็ได้ เมื่อทำนิสัยของพระภูมีได้ นั่นแหละคือคนดี ที่มีนิสัยให้สุขแก่ผู้อื่นเป็นอุปนิสัย ศาสนาก็แถมสุขภาพให้เป็นรางวัล ไม่ต้องขอ เขาก็ให้ เพราะโลกนี้จะมีสักกี่คน ที่ฟัง พิจารณา แล้วทำได้ คนทำได้ จึงเป็นคนพิเศษ เรียกว่า เหนือมนุษย์ สุขภาพหรือความไม่มีโรค จึงเป็นเครื่องหมายของคนดี ที่ทำในสิ่งที่คนทั้งโลกทำไม่ได้นั่นเอง

ท้ายสุดหลวงพ่อนิพนธ์จึงบอกว่า คนทั่วไปพบศาสนา กลับขอสิ่งที่ไม่เป็นแก่นสาร สิ่งที่เป็นแก่นสาร เป็นสมบัติติดวิญญาณไปทุกภพทุกชาติ สร้างสิ่งดีๆรอตนในวันข้างหน้า คือ นิสัยของพระภูมี กลับไม่อยากได้ ไม่อยากทำ นี่แหละกรรม ทำให้คนทั้งหลายทั้งปวง หวังแต่สุขเฉพาะหน้า ใครเล่าที่จะทวนกระแส มาคว้าเอานิสัยของพระพุทธเจ้า ทำจนเป็นอุปนิสัย มีน้อยกว่าน้อย คนผู้นั้นทำตนเหนือมนุษย์ ให้ความสำคัญต่อกิจกรรมที่มีผลต่อวิญญาณ มีความรับผิดชอบต่อสังขาร โรคอะไรก็ไม่กลัว มิหนำซ้ำ อุบัติภัยก็ไม่กล้ำกราย ปลอดโรค ปลอดภัย นี่แหละทำไมคนทั้งหลายทั้งปวงในโลก แม้นจะไม่นับถือพระโคดม เพราะทำไม่ได้ แต่ก็เห็นและเชื่อในบุญญาธิการของพระโคดม ยอมรับว่า ศาสนานี้ดี ใครทำได้ ไม่ธรรมดา

วันนี้มีความพร้อมจะทำนิสัยของพระภูมีได้ กลับไม่ทำ ผลัดวันประกันพรุ่ง เห็นสิ่งอื่นสำคัญ ท่านอาสิก็ชี้ว่า ถึงวันที่อยากจะทำเพื่อช่วยตน ก็ไม่มีความสามารถแล้ว นี่แหละคือ สิ่งที่พระพุทธเจ้าเรียกว่า "ใช้ชีวิตประมาท" วันที่อยากทำ ก็เดินไม่ไหว กินไม่ได้ หมดกำลัง ... ความอยากทำให้ คำขอเป็นจริงไม่ได้ เพราะมันเป็นลม คำขอจะเป็นจริงได้ ก็ต้องอาศัยมือทำ .... วันเวลาจะเป็นเครื่องพิสูจน์

ติดต่อสั่งซื้อสินค้า หาโปรโมชั่นเอมมูร่าเซซามินที่ดีที่สุด โทรหาเรา 086 6O4 7O44