วันอังคารที่ 4 กันยายน พ.ศ. 2561

ทำดี ก็พอ


คำสอนที่มักจะได้ยินเสมอๆ นั่นก็คือ ขอให้เราท่าน "คิดดี ทำดี" ก็พอ

คำถามที่ไม่มีใครถาม แต่เราอยากถาม นั่นคือ "ก็พอ" คือ พอสำหรับอะไร

เพราะความเป็นจริงที่ประจักษ์ หลายต่อหลายครั้ง คนที่เราท่านเห็น ประสพพบเจอ พิจารณาแล้ว ก็เห็นว่าคนผู้นั้นเป็นคนดี แต่ต้องประสพเคราะห์กรรมสาหัส พร้อมกับคำรำพึงของคนบางคนว่า "คนดีดีอย่างนี้ ไม่น่าเลย" เสียดาย

จนบางครั้ง คนมากหลาย ก็รำพึงว่า ทำดีไม่ได้ดี ถ้างั้นก็ทำเลวเสียเลยดีกว่า มีให้ยินให้ฟัง เสมอมา

ทำไมจึงเป็นเช่นนั้น ...

แต่ประการที่สำคัญกว่า แลคนทั้งหลายสำคัญผิด นั่นคือ ความดี กรรมดี ที่เราท่านสร้าง ไม่ใช่ "บุญ"

แม่ชีเมี้ยนตรัสว่า "บุญ" เป็นของนอกโลก เป็นมือที่สาม จึงไม่แปลกว่า ทำไม คำคำนี้ จึงไม่มีในบัญญัติศัพท์ ของชนชาติอื่น หรือ ลัทธิ ความเชื่อ ศาสนาอื่น เพราะไม่รู้จัก

หลวงพ่อนิพนธ์ ชี้ให้พิจารณาว่า โลกนี้ เป็นโลกโลกียะ อันหมายความถึง สิ่งที่คนจะกระทำ นั่นคือ "กรรม" เท่านั้นเอง จะทำสักฉันใด ก็เป็นกรรม แต่จะเป็นกรรมชั่ว หรือ กรรมดี เท่านั้นเอง

ดังนั้น ความเป็นจริงที่ฟ้อง หลวงพ่อนิพนธ์จึงชี้ว่า ในเมื่อเป็นกรรมเหมือนกัน ดังนั้น "กรรมดี" จึงแก้ "กรรมชั่ว" ไม่ได้ และที่สำคัญไม่ก้าวก่ายกัน ผลก็คือ ผลแห่งการกระทำกรรม จึงเป็นปล้อง ตามตัวกระทำนั่นเอง จะเสวยกรรมใด นานแค่ไหน ก็แล้วแต่ว่า ทำมาเช่นไร

พระภูมีทุกพระองค์ทรงค้นพบความจริงว่า "ผลแห่งตัวกระทำที่ทำไว้แล้ว ผู้ใดจะทำลายไม่ได้ รอเราอยู่วันข้างหน้า"

ฉะนั้น ยามนี้ที่เราท่านทุกข์ ท่านอาสิจึงชี้ว่า เป็นผลจากตัวกระทำที่เราท่านทำไว้แล้วนั่นเอง ที่สำคัญ จะปฏิเสธสักฉันใดไม่ได้เลย แลด้วยเหตุนี้ ศาสตร์ของพระภูมี จึงไม่ได้ทำให้ทุกข์นั้นหายไป ไม่ว่าทานสมุนไพร ก็ไม่ทำให้ทุกข์นั้นหายไป ก็ยังคงปวด คงเจ็บ เหมือนเดิม แต่ทำให้ร่างกายมีภูมิ ทนต่อการเจ็บ การปวดนั้นได้ ต่างหาก อุปมา เสมือน คนไม่เคยวิ่งมาราธอน จับไปวิ่งทันที ก็อาจตายได้ แต่ถ้าฝึกฝน ก็ทนได้ วิ่งได้ทุกตัวคน หรือ ถ้าไม่อยากทุกข์กับโรค ก็ต้องทุกข์กับวินัยธรรม

บทสรุป หลวงพ่อนิพนธ์จึงชี้ให้เห็นว่า ศาสตร์ของพระภูมี เป็นวินัยทุกข์ เมื่อทำแล้วได้ "บุญ" ใช้หนี้กรรมได้ จึงหายโรคได้ แต่การทำความดี ไม่มีผลต่อการหายโรค เพราะสิ่งที่ทำ ก็จะกลายเป็นปล้องกรรมดี รออยู่วันข้างหน้าเท่านั้นเอง แก้ไขทุกข์ หรือ เปลี่ยนแปลงทุกข์ในวันนี้ไม่ได้เลย

นี่แหละหลวงพ่อนิพนธ์จึงทิ้งสำนักสงฆ์ แลผู้ปฏิบัติไว้ เพื่อชี้ให้เห็นว่า "กรรมดี" ไม่ใช่ "บุญ" แลก็สอนให้ได้รู้ว่า ทำอย่างไร จึงเป็นกรรมดี ทำอย่างไร จึงเป็นบุญ อยากรู้ก็ไปเรียน อยากได้ก็ไปทำ

หลวงพ่อนิพนธ์จึงชี้ให้พิจารณา ว่านี่จึงเป็นความเสมอภาค หาไม่แล้ว คนที่มั่งมีทรัพย์สิน ยามที่กรรมชั่วมาอุบัติ เป็นโรคให้ทุกข์กับตน ก็เอาสมบัติไปทำความดี ล้างโรค ล้างทุกข์ที่ตนทำ มันจึงเป็นไปไม่ได้ ยิ่งจะใช้วิทยาการใดๆ ก็ไม่ได้ อะไรจะมาล้างกรรมชั่วที่ตนทำไว้แล้ว ไม่ได้เลย จึงกล่าวอย่างมั่นใจเสมอว่า "โลกใบนี้ ถ้าเป็นโรคตายแล้ว ไม่มียารักษาโรค ไม่มีการกระทำใดช่วยให้หายโรค" นอกเสียจาก "ธรรม" ของพระภูมีเท่านั้นแล

ถ้าจะถามว่า "วัดของแม่ชีเมี้ยน ต่างจากวัดอื่นอย่างไร" คำตอบคือ "ชี้ให้เห็นว่า บุญบารมี ทานบารมี เป็นอย่างไร ทำอย่างไร" ให้พิจารณา เชื่อ แล้วก็ทำตาม อยากรู้ว่าจริงหรือไม่ ก็ดูผล เพราะผลถูก ย่อมเกิดแต่เหตุที่ถูก ทำถูก

ก็ถ้าทำแล้วช่วยตนหายโรคได้ จะบอกว่า คำสอนผิดได้อย่างไร

เพราะ "บุญ" คือ "สุข" ผู้ใดมีบุญ ผู้นั้นมีความสุข ก็โรคทำให้ทุกข์ ถ้ามีโรคแล้วบอกผู้มีบุญ เป็นไปได้อย่างไร

แม่ชีเมี้ยนจึงตรัสว่า "พระของศาสนา แม้นอายุร้อย ก็ยังหลังตรง แบกกลดเดินธุดงค์ได้ จะอมทุกข์ เป็นโรค นั้นไม่มี" นี่แหละคนทั้งหลาย ถึงไม่ชอบ แต่ก็ยอมรับ ในบุญญาธิการ

หลวงพ่อนิพนธ์จึงให้สติ "กรรมดี มันไม่พอ" ยิ่งถ้าจะหนีทุกข์ หนีโรค ดังนั้น แผ่นดินศาสนา จึงเป็นที่รวมของคนทุกข์ ได้มาเรียน วิชา "บุญ" วิชา "ทาน" เอาไปหนีทุกข์ ส่วนสมุนไพรนั้น พระภูมีให้ไว้ แก้ไขปัญหาเฉพาะหน้า เป็นของแถม ถึงเวลาก็ต้องทิ้ง แล้วสร้าง "บุญ" "ทาน" เป็นที่พึ่งของตน ทั้งในวันนี้ และวันหน้า ... พระภูมี จึงเรียกลาภอันประเสริฐ เพราะมันจะติดตัว ติดวิญญาณ ไปทุกภพทุกชาติ สร้างสุขให้ตน

ท่านจึงบอกว่า คนโง่ จึงมาเอาแต่สมุนไพร ทำไมจึงโง่ เพราะมันไปได้ไม่ไกล เจอคลื่นลมแรงๆ เรือก็แตกได้ เสมือนแค่อุดชันเรือใหม่ เท่านั้นเอง หาใช่สร้างเรือที่แข็งแกร่งทนพายุ ทนลม ทนฝนได้

จึงอย่าแปลกใจเลย พวกคนโลภ อาศัยศาสนาหากิน แล้วอ้างเอ่ยว่าการสร้่างบุญ โดยเฉพาะสร้างวัตถุ สร้างโบสถ์ สร้างศาลา สร้างพระ ทอดผ้าป่า ทอดกฐิน ทำให้ตาย หาบุญมาเยียวยาชีวิต แม้นแต่แก้ปวดท้องยังไม่ได้เลย ... ไม่สงสัยหรือ

เสมือนสมุนไพร คนโลภก็อ้างเอ่ยสรรพคุณ ตัวนั้นดีอย่างนั้น ตัวนี้ดีอย่างนี้ แล้วสกัดมาขาย ก็ดูเอาเถิด แม้นแต่ขิง ที่มีสรรพคุณ แก้โรคลม หลวงพ่อนิพนธ์ชี้ให้พิจารณา กินตั้งแต่เด็ก ยังเป็นโรคลมเลย ทำไมหรือ ก็เพราะสมุนไพร ตัวเดียวโดดๆ มันไม่มีฤทธิ์ มันต้องมีคู่ของเขา ต้องมีสัดมีส่วน ปัญหาก็คือ ใครจะรู้ ... คนโลภแบบนั้นหรือ ควรรุ้

ศาสตร์ของพระภูมี สอนให้เป็นปราชญ์ สิ่งดีๆ สิ่งมงคล เป็นไปไม่ได้หรอกที่จะอยู่กับคนโลภ คนมีกิเลสหนา

จำไว้น่ะ "สมุนไพรของพระภูมีมีวิญญาณ รับรู้พฤติกรรมของคนทำ และคนทาน"

ทำไมถ้ำกระบอกจึงล่มสลาย ... ทั้งที่เป็นต้นตำรายา คนสอนก็คนเดียวกัน ตำราก็ตำราเดียวกัน ... ทำไมหลวงพ่อนิพนธ์ทำแล้วช่วยคนได้ ... พิจารณากัน แล้วจะเกิดปัญญา อะไรควรเชื่อ

ถึงเวลาที่ควรจะไปเรียน วิชา "บุญ" วิชา "ทาน" แล้วหรือยัง ฤาจะเอาแต่สมุนไพร

ติดต่อสั่งซื้อสินค้า หาโปรโมชั่นเอมมูร่าเซซามินที่ดีที่สุด โทรหาเรา 086 6O4 7O44