วันศุกร์ที่ 9 มกราคม พ.ศ. 2558

สัจจะ

เราเคยได้เห็นโพสต์ของพระถ้ำกระบอกบางท่านในเวป ได้กล่าวถึงการที่พระถ้ำกระบอก ไม่ใช้ศีล หากแต่ใช้การถือสัจจะแทน

และก็มีผู้คนมากมายหลายท่าน กล่าววิพากษ์วิจารณ์ แต่ด้วยว่าความเป็นพระรุ่นหลังๆ ไม่ทันได้ฟังคำสอนของแม่ชีเมี้ยน จึงไม่อาจอธิบายว่า ทำไมจึงเป็นเช่นนัน

วันนี้จึงอยากยกคำอธิบายที่หลวงพ่อนิพนธ์สอนให้ว่า ทำไมพระถ้ำกระบอกจึงถือสัจจะ ไม่ถือศีล มาเล่าสู่กันฟัง ไม่ได้มาเพื่อโต้แย้งกับผู้ใด เพื่อให้เห็นตาม

แม่ชีเมี้ยนทรงตรัสสอนว่า พระพุทธเจ้าทุกพระองค์ ล้วนถือสัจจะธรรม เป็นวินัยมาบังคับตน เพราะเหตุใด

หากจะว่าไป ศีลก็มีมาคู่กับโลก เช่นกัน หากแต่ไม่ใช่ของพระพุทธศาสนา ดังจะเห็นได้ว่า พระบิดามารดาของพระโคดม ก็ถูกแนะนำให้ไปถือศีล เพื่อจะได้มีบุตรสมใจ ในพระไตรปิฏกนั่นเอง

แม่ชีเมี้ยนชี้ให้เห็นว่า ทำไมพระพุทธเจ้าทุกพระองค์ไม่ถือศีล ด้วยเหตุที่ศีลเป็นของหนัก เกินกว่าที่มนุษย์ผู้ใดจะทำได้ อุปมาเหมือนเมื่อรับศีลก็เสมือนแบกภูเขาทั้งลูก ในขณะที่กำลังของตนยังด้อยอยู่ ผลก็คือ ทำไม่ได้นั่นเอง

ดังนั้น ผู้ถือศีล โดยทั่วไป จึงมีการอนุโลม โอนอ่อน ในการถือศีล หย่อนได้ ยานได้ ปรับเปลี่ยนได้ ศีลขาด ก็ต่อได้

หากแต่สัจจะ หรือ คำสัตย์ เป็นวินัยที่ยึดถือ เหนียวแน่น ไม่มีการยืดหยุ่น หากเสียไป ก็ถือว่าขาดจากความเป็นสงฆ์ของพระพุทธเจ้า หรือขาดจากพุทธศาสนาไปเลย จึงมีคำกล่าวว่า เสียชีพ อย่าเสียสัตย์ นั่นเอง

ยกตัวอย่างง่ายๆ ในกรณีที่พระอาพาธ หากใช้การถือศีล การฉันก็กลายเป็นข้อยกเว้น กระทำได้ เพราะถือว่าเป็นพระอาพาธ ในขณะที่การถือสัจจะ ทานมื้อเดียว ไม่มีการยกเว้น ไม่ว่าอาพาธหรือไม่ ก็ทานได้แค่มื้อเดียว เป็นความเด็ดขาด

ที่เรียกว่าศ๊ลเป็นเสมือนภูเขา เพราะพระที่บวชเข้ามาวันแรก ก็ต้องถือ ศีลทั้ง ๒๒๗ ช้อเลย อุปมาเหมือนคนไม่เคยแบกของ มาแบกของหนัก ก็ย่อมทำไม่ได้

ในขณะที่สัจจะ หรือวินัยของพระพุทธเจ้า จะเริ่มจากการแบกทีละน้อย เริ่มจากวินัยกายก่อน ดั่งนั้นพระถ้ำกระบอกจึงเริ่มจาก การฉันมื้อเดียว รถเรือไม่ขึ้น เงินทองไม่รับ ถือธุดงค์เป็นวัตร เรียกว่าทำจากของเบาคือกายก่อน

ส่วนวาจา กับใจ นั้น เรียกได้ว่าเป็นของที่ทำได้ยากกว่ากาย จึงต้องค่อยๆฝึกไปทีละน้อย ยุคถ้ำกระบอกจึงได้ยินคำสอน ให้เริ่มจากฝึกนิสัย เริ่มจากทีละหนึ่งชั่วโมงต่อวัน เช่น ไม่โกรธ วันละ หนึงชั่วโมง ทำไปเรื่อยๆ เมื่อทำชั่วโมงหนึ่งได้ ก็เพิ่มเป็นสองั่วโมง ไปเรื่อยๆ เมื่อทำไม่โกรธได้ ก็เพิ่มไปทีละข้อ เหมือนค่อยๆเพิ่มน้ำหนักยกของนักยกน้ำหนักนั่นเอง

ภาพอันนี้ในมุมมองของเรา หากเปรียบระบบในปัจจุบัน ศีล ก็เหมือนระบบอนาลอก มีการขึ้นลงปรับเปลี่ยน เราจึงเห็น ลัทธิแตกออกมาจากพุทธศาสนา เคร่งบ้าง ไม่เคร่งบ้าง กันมากมาย หากแต่หลักสัจจะธรรมของพระพุทธเจ้า ในแนวของถ้ำกระบอก ก็เหมือนระบบดิจิตอล ที่เรียกว่า ผลแห่งการปฏิบัติ มีทำได้ กับทำไม่ได้ เดิมพันกันด้วยชีวิต หากทำได้ ผลก็มหาศาล ถึงมรรคผลนิพพาน หากทำไม่ได้ ก็ตกเถรเทวทัต ไม่มีคาบลูกคาบดอก ได้มั่ง ไม่ได้มั่ง

ภาพสะท้อนที่เห็นชัด ในหลักสัจจะธรรมของถ้ำกระบอก ก็คือ ผลแห่งการกระทำของพระยุคต้นๆนั่นเอง คือ ท่านจำรูญ ท่านเจริญ และท่านนิพนธ์ นั่นเอง

เมื่อทั้งสามท่านทำถูก ถ้ำกระบอกก็รุ่งเรือง ดังเป็นพลุ จวบจนกระทั่ง ท่านจำรูญและท่านเจริญ เปลี่ยนความคิด แลท่านนิพนธ์ต้องถูกให้ออกจากสำนัก การก็ปรากฎ ความตกต่ำของถ้ำกระบอกนับแต่นั้นมา จนปัจจุบัน แม้นแต่พระที่แตกแยกออกไปตั้งสำนักเองทั้ง ๗ ก็ล่มสลาย หากมิเพียงแค่นั้น ล้วนแล้วแต่เป็นโรคตายกันทั้งหมดทั้งปวง ทั้งที่ทุกองค์ก็ล้วนมีตำราแม่ชีเมี้ยนที่ช่วยคนเป็นโรคให้หายมามากมายเหลือคณา แต่ช่วยตนไม่ได้เลย

หลักสัจจะธรรม จึงเป็นหลักที่เฉียบขาด ให้ผลดีมหาศาล ให้ผลร้ายฉกาจฉกรรจ์เช่นกันแก่ผู้ทำ ดั่งคำสาปที่แม่ชีเมี้ยนตรัสเตือนแก่หลวงพ่อนิพนธ์ เมื่อครั้งมอบตำราและให้ออกจากถ้ำกระบอกว่า "ยิ่งให้ยิ่งเจริญ ยิ่งขาย ยิ่งฉิบหาย"

ใครจะใช้แบบใด เราก็ไม่ว่า ไม่วิพากษ์วิจารณ์ ว่าผิดถูก ให้เป็นความชอบของแต่ละบุคคล

แต่นี่อาจเป็นเหตุผลที่ ทำไมการมาฟื้นฟูตนของสมาชิก หลวงพ่อนิพนธืจึงกล่าวว่า โอกาสมีครั้งเดียว

เพราะโรคเป็นตัวแทนแห่งกรรม หลักของพระภูมี เป็นหลักหนีกรรม นั่นจึงต้องเลือกว่าชีวิตจะเดินตาม กรรมลิขิต หรือ ธรรมลิขิต ไม่มีตรงกลางให้เดิน หากไม่เดินตามธรรม เดินตามบัญญัติฟ้า ... หลวงพ่อนิพนธ์ก็คงไม่ล่วงล้ำไปขวางกรรมที่คนผู้นั้นทำมา ต้องแยกออก แล้วปล่อยให้เขาไปตามกรรมที่ทำมา

มิฉะนั้น เราท่านจะได้เห็นภาพ หลวงพ่อนิพนธ์หน้าแหก นั่นคือ คนที่มาทานสมุนไพร แล้วก็ตายเป็นเบือ โดยที่คนไม่รู้ว่า คนเหล่านั้น คิดจะเหยียบเรือสองแคม ทานสมุนไพรอย่างเดียว แต่ไม่ยอดเปลี่ยนนิสัย เปลี่ยนพฤติกรรมอันใดเลย

ศกนี้ ถึงเวลาเลือกแล้ว เพราะเรือสองลำ คือ เรือกรรม และเรือธรรม เริ่มออกจากท่าแล้ว ไม่ช้าคลื่นจะแยกเรือสองลำนี้ออกจากกัน เราท่านไม่สามารถเหยียบเรือสองแคมได้ เลือกซะว่าจะลงลำไหน ไม่ชอบ ไม่อยากทำ ก็บ้านใครบ้านมัน ไม่ต้องมายุ่งกัน จึงไม่ต้องแปลกใจ วันหนึ่ง คนที่ไม่ทำ กรรมการจะเชิญท่านออกไปจากสถานที่นี้ มิฉะนั้นจะมีโชว์ ตายทั้งที่สวดมนต์ นั่นแหละ

เฉกเช่นในอดีตถ้ำกระบอก ที่แม่ชีเมี้ยนทรงเตือนพระรูปหนึ่งให้สึกไปเสีย แต่พระรูปนั้นก็ไม่ยอมเพราะรับเงินมาเพื่อทำลายถ้ำกระบอก ท้ายที่สุด ก็ตายทั้งผ้าเหลือง ตายทั้งที่เป็นพระด้วยอุบัติเหตุ คานหล่นใส่ เสียในท่านั่งแบกคาน เป็นองค์เดียวของพระถ้ำกระบอกในยุคนั้น

ที่นี่ หลวงพ่อนิพนธ์จึงย้ำเสมอว่า เป็นของจริง อย่าทำเล่น ทำอย่างไรได้อย่างนั้น ที่สำคัญ มันติดวิญญาณ เมื่อทำได้ จึงอุปมาเหมือนทำตนรอพระพุทธเจ้า หากแต่ทำเล่น ก็เสมือนทำตัวไกลกับพระพุทธเจ้า วันใดที่พระพุทธเจ้าอุบัติ ก็เข้าไม่ถึง ด้วยนิสัยตนเป็นอุปสรรค เพราะสมุนไพรที่แม่ชีเมี้ยนนำมา คือธรรมหมวดหนึ่งของพระพุทธเจ้า

จึงไม่ต้องแปลกใจ ถือศีลเท่าใด ก็ไม่หายโรค แต่มาทำตามวินัยธรรมหมวดสมุนไพร หายโรคได้ ... ยิ่งวิธีอื่น พึ่งหมอ พึ่งลัทธิพิธีกรรม ยิ่งไม่ต้องหวังผล เพราะพวกนั้น ไม่เข้าถึงเหตุ คือ กรรม ยิ่งไม่มีวันทำให้หายโรคได้อย่างแน่นอน

หมายเหตุ โรคในพระพุทธศาสนา ไม่เหมือนทางการแพทย์ หากแต่หมายถึง อาการที่จะมาเพื่อดับชีวิต เท่านั้น พวกโรคผ่าน นั่นไม่ใช่โรคในที่นี้

การเริ่มมหากาพย์มะเร็ง จึงเริ่มจากวินัยกาย คือ ต้องมาทุกสัปดาห์ ใครขาด ก็ถือว่าขาดกัน .. สองสัปดาห์ต่อจากนี้ของสมาชิกมะเร็ง นั่นคือ การตัดสินใจ ที่จะเข้าสู่วินัยหรือไม่นั่นเอง ...รู้หรือยังว่าทำไมหลวงพ่อนิพนธ์จึงมั่นใจ ว่าผู้ทำได้ ย่อมหายจากมะเร็งแน่นอน ก็เพราะผลแห่งวินัย หรือ ผลแห่งสัจจะธรรมนั่นเอง

ใครทำ ใครได้ ใครไม่ทำ ไม่มีทางได้

นี่แหละเคล็ดหลักสมุนไพร ... ที่ว่า "สมุนไพรล้างโรค ธรรมล้างกรรม"

ติดต่อสั่งซื้อสินค้า หาโปรโมชั่นเอมมูร่าเซซามินที่ดีที่สุด โทรหาเรา 086 6O4 7O44