วันศุกร์ที่ 1 เมษายน พ.ศ. 2559

อุบายกรรม

หลวงพ่อนิพนธ์ชี้ให้เราท่านเห็นว่า ต้นเหตุแห่งโรคที่แท้จริง คือ กรรม

คำตรัสที่แม่ชีเมี้ยน สอนสงฆ์เสมอ คือ "กรรมมันใช้ กรรมมันสั่ง แล้วเป็นทุกข์"

เมื่อทุกข์คือ ตัวแทนแห่งกรรม หลวงพ่อนิพนธ์จึงกล่าวว่า เมื่อมาพบศาสนา พระภูมีก็สอนวิธีต่อสู้กับกรรม

เริ่ม ต้นด้วยทุกข์กาย อันเป็นทุกข์จากโรค ศาสนาก็ให้เราท่านใช้สมุนไพร

เมื่อทุกข์กาย ทำอะไรเราท่านไม่ได้ กรรมก็ต้องเปลี่ยนรูปแบบ นั่นคืก ทำอย่างไรก็ได้ ให้เราท่านพาตัวออกห่างจากแผ่นดินของศาสนา

วิธีที่เราเห็นจนคุ้นตา ก็อาศัยกรรมของเราท่านที่มีมา ดลบันดาลให้เกิดการกระทำที่ใจเราท่านรับไม่ได้นั่นเอง

ภาพที่เด่นชัด อุปมาเสมือน เราท่านเดินอยู่ดีๆ หมาก็วิ่งมากัดซะงั้น เราท่าน ก็เกิดความกลัวหมากัด ไม่เดินผ่านทางตรงนั้นอีก

ฉันใดก็ฉันนั้น เมื่อเราท่านมีกรรม คนอื่นที่มาก็มีกรรม มีนิสัย กรรมก็จัดสรร เอาคนทั้งสองมาเจอกัน ใช้นิสัยนั่นแล แว้งกัด

เราท่านจึงอาจเห็นภาพ เจ้าหน้าที่ หรือคนโน้น คนนี้ แม้นจะมีความอยากอุทิศตน มาเป็นจิตอาสาบ้าง เจ้าหน้าที่บ้าง แต่ด้วยนิสัยแห่งตน ก็กลับกลายเป็นเชลยกรรม ทำให้ผู้อื่นรับไม่ได้ ไม่ว่า ด้วยวาจา หรือ การกระทำใดๆก็ตาม เป็นธรรมดา

นี่แล หลวงพ่อนิพนธ์จึงชี้ให้เห็นเสมอว่า ทำไมจึงต้องเรียนรู้ ทำไมจึงต้องสอนให้มี ขันติ อดทน ทำไมจึงต้องวางสัจจะ ไม่โกรธ ไม่เห็นผู้อื่นผิด

เพราะไม่ไว้วางใจในความเชื่อของเราท่านนั่นเอง ว่าเราท่านจะเชื่อว่า "กรรมมีจริง ตัวกระทำมีจริง" เมื่อกรรมมาถึง อาศัยผู้อื่นเป็นเหตุ สติความเชื่อเราท่านยังด้อย ก็ย่อมเกิดน้อยอกน้อยใจ

ผลที่ตามมา ก็คือ ทิฐิตัณหา มานะชั่ว กูไม่เอาแล้ว ไม่ทนแล้ว แม่งพูดจาหมาไม่แดก รับไม่ได้ ... โดยขาดสติ ลืมเลือนไปว่า นั่นมันกรรมของเราท่าน อาศัยคนผู้นั้นมาเป็นเหตุ

ท้ายที่สุด เราท่าน ก็โดนทิฐิ กระชากตนออกมาจากศาสนา กลับไปเป็นเชลยกรรม ด้วยความคิด ไม่เอาแล้ว ยอมตาย ไปที่อื่นที่สบายใจดีกว่า

บทสรุป หลวงพ่อนิพนธ์ จึงสอนว่า นี่แหละ สัจจะ จึงมีความสำคัญยิ่ง ทำให้เราท่านมีสติ มีเหตุ มีผล ไม่โอนเอียงตามกรรม ตามนิสัย ตามอารมณ์ เมื่อมีสัจจะเป็นสติ ก็จะทำให้ผ่านอุบายกรรม ที่มากระชากตนจากศาสนา นั้นไปได้

ท่านมาหาศาสนา มาหาแม่ชีเมี้ยน มาหาพระพุทธเจ้า มาหาหลวงพ่อนิพนธ์ มิใช่หรือ คนที่เราท่านมาหา ยังไม่ได้ปฏิเสธเราท่านเลย ทำไมจึงเอาคนอื่น มาพิพากษาตน แล้วพ่ายแพ้ทิฐิแห่งตน จากศาสนาไป พร้อมกับความโกรธ ความแค้น แลบอกว่าที่นี่ไม่ดีเลย

กรรมเราทำมา จะหนีสักเท่าไหร่ ก็หาพ้นไม่ ... จะหนีเสียงครหา วาจาที่บาดหู ย่อมเป็นไปไม่ได้

หลวงพ่อนิพนธ์ จึงมักสอนเราท่านว่า "ไร้เหตุ ก็ไร้ผล" จะหาบุญ โดยไม่เผชิญเหตุอันใดเลย จะเอาบุญที่ไหนเล่า

เราจึงอยากยกความตอนหนึ่ง ที่หลวงพ่อนิพนธ์ทรงสอน ในวันรำลึกคุณแม่ชีเมี้ยน มาให้ฟังอีกครั้งว่า แม้นแต่องค์พระศาสดา เป็นถึงพระพุทธเจ้า เดินทางมาวางธรรมที่ถ้ำกระบอก ผ่านวัดคลองเม่า อันเป็นวัดที่แม่ชีเมี้ยน เปลี่ยนตนเป็นชี ยังต้องทรงเหยียบหนามไผ่ เลือดอาบ แล้วทรงนำใบไผ่ มาซ้อนปิดบาดแผล แล้วดำเนินต่อไปถ้ำกระบอกเลย

พร ะพุทธเจ้า ยังยอมรับ ในกรรมที่ตนทำมาเลย เดินมาทั้งๆที่รู้ ทั้งๆที่ระวัง

เมื่อกระทบเหตุ นั่นแล คือบททดสอบว่า เราท่านเชื่อพระพุทธเจ้าจริงหรือ เพียงแต่แค่กราบ "ตัวกระทำมีจริง ตัวกระทำไม่ตาย ทำสักฉันใดไม่ตายเลย" แม่ชีเมี้ยนตรัสสอนสงฆ์

ผู้อื่นว่าเรา ก็กรรมอาศัยซึ่งนิสัยคนผู้นั้น มาสร้างทุกข์ให้เรานั่นเอง มีสติ มีขันติ มีอดทน หยุดพิจารณา หากพากายตนไปจากแผ่นดินนี้ เราท่านก็จะกลายเป็นเชลยกรรมถาวร นั่นคือ เราท่านพ่ายแพ้อุบายกรรมแล้วนั่นเอง

เคล็ดทีหลวงพ่อนิพนธ์สอน คือ "เราหยุดผู้อื่นไม่ได้ แต่เราหยุดตัวของเราได้" บทสุดท้ายแห่งธรรมคำสอน ที่ควรนำมาใช้ แทนการพรากตัวเราจากศาสนา นั่นคือ "อุเบกขา"

ติดต่อสั่งซื้อสินค้า หาโปรโมชั่นเอมมูร่าเซซามินที่ดีที่สุด โทรหาเรา 086 6O4 7O44