วันจันทร์ที่ 18 เมษายน พ.ศ. 2559

รายละเอียด

คำสอนหนึ่งที่หลวงพ่อนิพนธ์มักกล่าวถึงบ่อยๆ เพื่อเป็นสติในการสร้างตัวกระทำในศาสนา นั่นคือ แบบอย่างของคนโบราณา ในการทำของใส่บาตร

ปู่ย่าตายาย จึงมักสอนเสมอ ยามลูกหลานหิวโซ กลับมาแล้วไปเปิดตู้กับข้าว เพื่อหาอะไรทานแลของที่อยู่ชั้นบนมักเจอก่อน พอเห็นก็หยิบกิน แลมักจะถูกตีมือ พร้อมคำเอ็ดที่ว่า นั่นมันของพระ ทานไม่ได้ ของเอ็งอยู่ทางโน้น

คำสอนที่ถูกปฏิบัติสืบทอดกันมา ของพระ ต้องทำให้ดี ต้องทำก่อน แลต้องไว้ที่สูง จัดใส่ภาชนะที่สะอาด เก็บไว้อย่างดี ....

หลวงพ่อนิพนธ์ จึงชี้ให้เห็นว่า ตัวกระทำในศาสนา เน้นรายละเอียด ทุกขั้นตอน ตั้งแต่ต้นทางคือ จิตใจ ความคิด การกระทำ รวมถึง การเลือกทำ ว่าควรทำแก่บุคคลใด จึงจะเป็นผลย้อนมายังตน

เมื่อขาดองค์ความรู้ หรือ รู้แล้ว ฟังแล้ว แต่ไม่ใส่ใจ รายละเอียด หรือ สติ ในการสร้างตัวกระทำก็หายไป ผลที่เกิดจึงยากจะคาดเดา ว่าแท้ที่จริงแล้วสิ่งที่ทำ ให้ผลเป็นบุญจริงหรือไม่

หลวงพ่อนิพนธ์ยกตัวอย่าง คนผู้หนึ่ง อยากทำตนเป็นจิตอาสา เข้าไปทำสมุนไพร อาทิเช่น ทำยาเขียว

ใบยาที่เก็บมา ล้วนอยู่กับป่าเขา เป็นธรรมดาที่ต้องมีเปื้อนฝุ่น เปื้อนดิน แลก็หลายครั้ง ผู้เก็บอาจเก็บใบอื่นที่ไม่ใช่ใบยา ปะปนมาก็มีให้เห็นบ่อยครั้ง เพราะดูไปดูมา ใบมันก็คล้ายๆกันไปหมด

คนที่มาทำสมุนไพร ก็ต้องคัด ต้องกรอง ต้องล้างให้สะอาด นั่นคือรายละเอียด

หากแต่ทำน้อยๆ ก็ละเอียดได้ แต่พอปริมาณมากๆเข้า บางครั้ง ก็ขาดสติ มีใบอื่นปนมาบ้างหล่ะ บางทีร้ายไปกว่านั้น มีเศษหิน ดินทราย ปะปน ตามมาด้วย เพราะอยากเสร็จเร็วๆ ก็โกยเอาโกยเอา เพราะคิดแต่จะทำให้เสร็จไวๆ

หลวงพ่อนิพนธ์จึงชี้ว่า เมื่อขาดสติ ผลที่เกิด ผู้ที่ทานสมุนไพรไป อาจะเกิดโทษ ด้วยผลแห่งการขาดสตินั้น ดังนั้น การเสียเวลา เสียแรงกาย มาเป็นจิตอาสา ทำสมุนไพรยาเขียว ที่หวังว่าจะเป็นบุญ กลายเป็นสร้างบาปแก่ตนไปเสียแล้ว

อย่าไปนึกเอาเอง ว่าทำแล้ว ย่อมได้บุญเป็นแน่แท้ น้ำใจที่ตนเองเสียสละลงไป จะเป็นอื่นไม่ได้ ... เรื่องของศาสนา ไม่ชุ่ยขนาดนั้น

ดังนั้นอย่าแปลกใจเลย ที่เราท่านมาเจอศาสนาของจริง กว่าจะได้บุญ ต้องทุ่มแรงกาย แรงวาจา แรงใจ แรงสติปัญญา แลเวลา ไปเท่าไหร่ เพื่อให้ได้บุญมาเลี้ยงตน ... พวกที่บอกว่า เอาเงินหย่อน ก็ได้บุญแล้ว มันไม่มีทางได้สัมผัสบุญเป็นแน่แท้

บทสรุป หลวงพ่อนิพนธ์ จึงสอนว่า ทำสิ่งใดแล้วดี ต้องดูที่ผล หากผลออกมาดี ก็ทำไป หากผลออกมาไม่ดี จะปฏิเสธว่าทำดีแล้วสักฉันใด ก็ไร้ค่า ควรที่จะกลับไปพิจารณารายละเอียดของสิ่งที่ทำ ว่ามันผิดพลาดตรงไหน

การสวดมนต์ ของพระภูมี จึงมิใช่นั่งหลับตา เห็นโน่น นี่ นั่น แม่ชีเมี้ยนทรงตรัสสอนพระว่า ปิดตามันก็มืด หากเห็นอะไร นั่นมันคนบ้า ที่นั่งหลับตา ก็ให้พิจารณาสิ่งที่ตนทำมาแล้ว ว่ารายละเอียดมันผิดพลาด หรือ ถูกต้องไหม พิจารณาจากผลที่เกิด

ผู้ใดที่อยากช่วยผู้อื่น ก็นำผลแห่งการกระทำของตนที่ทำได้ ทำถูก พิจารณาแล้ว ไปสอน ที่ซึ่งย่อมไม่ผิดพลาดเป็นแน่แท้ เพราะลองทำมาแล้ว และผลถูกก็เกิดแล้วกับตนนั่นเอง

ดังนั้น ผู้ที่ช่วยตนได้ ฟื้นฟูตนเองได้ นั่นแลธรรมที่ทำได้ พิจารณาสิ่งนั้น ให้ถ้วนถี่ แล้วจึงนำไปสอนให้ผู้อื่นเดินตาม .... คนผู้นั้น ก็จะกลายเป็นผู้ที่ทำตนเป็นพระมาลัย โปรดสัตว์

ที่สำคัญ เมื่อนำไปสอนผู้อื่นแล้วไซร้ ย่อมไม่ผิดพลาดจากร่องธรรม มิใช่อย่างที่เห็นกันดาษดื่น อวดตนว่ามีธรรมกันมากมาย สอนคนโน้น คนนี้ แต่ตัวเอง ต่ำลง ๆ โรคงอม

นี่แล ศาสนาของพระภูมีที่แม่ชีเมี้ยนนำมา จึงเรียกหลักปราชญ์ รู้ธรรม ก็รู้นิสัย แลรู้ความจริง ใครจะมาหลอก ยาก.....

พระไตรปิฏก ที่ว่ามีหมอชีวก ... มันจึงเป็นเรื่องเหลวไหล เพราะแม้แต่พระภูมี ยังทรงตรัสว่า ช่วยใครไม่ได้เลย มีแต่คำสอน ให้ไปช่วยตน

ส่วนที่เห็นหายกันนั้น นั่นมันกรรมผ่าน ถึงเวลามันก็ไป เพราะพรหมลิขิตนั้นศักดิสิทธิ์ คุ้มครอง ดั่งคำกล่าวสมัยพุทธกาล ไม่ถึงที่ตาย ไม่วายชีวาวาตย์ โรคห่าอะไรพิฆาต ไม่อาสัญ ที่สมัยปัจจุบัน มันเพี้ยนมาเป็น ใครเข่นฆ่าไม่อาสัญ นั่นเอง

ท้ายสุด ย้อนคำสอนให้สติของแม่ชีเมี้ยนที่ทรงมีแก่หลวงพ่อนิพนธ์ ในการเป็นไข้ป่า เนื่องด้วยเข้าไปเก็บใบยาในป่า ที่รำพึงว่า ทำไมทำดีอย่างนี้ จึงเป็นเช่นนี้ได้ ที่ว่า "ท่านจำไม่ได้หรือ เมื่อท่านเป็นเด็กรุ่นๆ มีฝีมือทางยิงหนังสติ๊ก ชอบยิงหัวนก จับมาย่างกิน นั่นแลผลอันนั้นมันย้อนมายังตน ทนไปเถอะ สามวันก็จบ" แลครั้นพอครบสามวัน อาการก็หายเป็นปลิดทิ้ง แลไม่เคยปวดหัวอีกเลย

แล้วเราท่านเล่า เมื่อความเจ็บความปวดมา จึงพึงควรย้อนตัวกระทำแห่งตนในยามนั่งสวดมนต์ว่า การกระทำใดเล่าที่เป็นที่มาแห่งทุกข์ จิตจะได้จำ ใจจะได้สั่ง ให้มีสติ อย่าได้ทำอีก ทำแล้วมันทุกข์เยี่ยงนี้เอง

พิจารณาเช่นนี้ ก็อุปมาเสมือนระลึกชาติ ระลึกอดีตแห่งตนนั่นเอง

ติดต่อสั่งซื้อสินค้า หาโปรโมชั่นเอมมูร่าเซซามินที่ดีที่สุด โทรหาเรา 086 6O4 7O44