วันจันทร์ที่ 11 เมษายน พ.ศ. 2559

เฉยมาก็เฉยไป

คำถาม ที่มักเจอทางตัน นั่นคือ ความเชื่อความฝัน ที่ไม่เหมือนความจริง ที่ปรากฎ นั่นเอง

เชื่อว่าผู้อื่นต้องช่วยตนได้ เขาบอกอย่างไร พูดอย่างไร ก็ทำตาม ทุกสิ่งอย่าง เชื่อว่าสิ่งที่ตนมี เงินที่ตนหามา ช่วยตนได้ และวันหนึ่งก็มาถึง เมื่อได้ยินคำอมตะ "ทำใจ" ก็ใจสลาย

เมื่อหนทางหรือประตูความหวังเริ่มปิดทีละบาน ละบาน ความหวังก็ค่อยๆ หรี่ลง หรี่ลง แลเมื่อมาพบทางเลือก สมุนไพรของพระภูมีที่แม่ชีเมี้ยนนำมา เห็นความสำเร็จของผู้อื่น ไฟแห่งความหวังก็ลุกโชนขึ้นมาอีกครั้ง

แต่ทานสมุนไพร ไปเรื่อยๆ ก็อาจจะดี แต่ทำอย่างไงก็ไม่ดีพอที่ตนต้องการ นั่นคือ หายโรค

ทางตันที่เจอ เห็นความสำเร็จอยู่เบื้องหน้า แต่ไปไม่ถึง เสมือนเห็นดวงจันทร์ แต่คว้าไม่ได้ ทำตนมาถูกทาง แต่ไปไม่ได้ หลวงพ่อนิพนธ์จึงชี้ให้เห็นว่า เพราะขาดองค์ความรู้ของศาสนา เพื่อพาตนเดินไปให้ถึงนั่นเอง

องค์ความรู้ที่สำคัญประการหนึ่ง อันเป็นหลักเหตุและผล ของพระภูมี ที่ต้องนำมาใช้ในการช่วยตน แม่ชีเมี้ยนตรัสสั้นๆ กระชับว่า คือ "ตัวกระทำ"

อันตัวกระทำ จะเป็นตน ก็ต่อเมื่อผลแห่งตัวกระทำนั้นเกิด เป็นตน มิฉะนั้นแล้ว การกระทำ หรือ ตัวกระทำนั้น ทำแล้วก็สูญ

คิดจะตีหัวคน หาไม้มา เงื้อสุดแรง แล้วตีไป ไม่โดนใคร ตัวกระทำก็ไม่เป็นผล หากแต่โดนคนที่ตนหมายเมื่อไหร่ นั่นแล ตัวกระทำจึงสมบูรณ์

หลวงพ่อนิพนธ์ เรื่องของศาสนา ผลแห่งบุญ จะพึงเกิด ตัวกระทำต้องเป็นตน หรือ เป็นผลแล้ว

จะหวังใช้เมตตาโลก ก็ทำให้เฉพาะคนที่มีจิตผูกพันธ์ จึงต้องใช้เมตตาธรรม ให้สุขแก่ผู้อื่น สุขนั้นจะได้ย้อนคืนมายังตน

หลายคนฟัง พิจารณา เชื่อ แล้วก็ทำตาม เอาโน่นมา เอานี่มา ที่ไม่มีจะเอามา ก็ใช้แรงไปทำ เป็นจิตอาสาบ้าง ตามถนัด

หลวงพ่อนิพนธ์บอกว่า บุญมันไม่ได้เกิดตรงที่ทำน่ะสิ มันเกิดตรงที่คนนำสมุนไพรไปทานแล้วเป็นสุข บรรเทาทุกข์ของตนได้

นี่หล่ะปัญหา คนที่ทำ คนที่เอามา จะได้บุญหรือเปล่า ก็ต้องผ่านด่าน คนเก็บปล่อยทิ้ง ปล่อยขว้างหรือไม่ วางทิ้งจนเสีย หรือ ไม่นำไปใช้ คนที่เอามาก็สูญ

คนที่ทำ ก็ไม่ใส่ใจ เห็นของมีส่วนเสียนิดหน่อยก็ทิ้ง คนเอามาก็สูญ

คนเอาช้อนมาให้ใช้ เอาขันมาให้ตัก คนใช้ใช้แล้วก็ทิ้ง ขันหล่นก็ไม่สน โดนเหยียบแตกก็ช่างมัน ไม่ใช่ของเรา

นี่แล กว่าจะได้บุญ ต้องอาศัย เมตตาธรรม ของทุกผู้คน ที่ผ่านเข้ามา จนกระทั่งท้ายที่สุด แม้นถึงมือผู้ทาน หลวงพ่อนิพนธ์ก็สอน ให้ทานด้วยสติ ด้วยกตัญญู ไม่ทานทิ้งทานขว้าง ได้มาฟรี ทานไม่หมดก็ปล่อยทิ้ง

หากไร้ซึ่งเมตตาธรรม คนที่หวังรอบุญ ก็รอไปเถอะ เพราะกว่าสิ่งที่ตนทำ จะให้สุขแก่ผู้อื่น มันต้องผ่านอีกหลายมือ หากคนผู้น้น ไม่มีเมตตาธรรม เขาก็จะไม่รักษาสิ่งที่ผู้อื่นนำมา แล้วประคองต่อให้เป็นผลบุญ นั่นคือ พยายามทำให้เกิดผลมากที่สุดนั่นเอง

จุดอ่อนประการหนึ่ง ที่กั้นไม่ให้หนทางการฟื้นฟูตนสำเร็จ ก็คือ ขาดสติ ไร้เมตตาธรรม จึงมีพฤติกรรมทำลายตัวกระทำผู้อื่น จะไม่เป็นตน ไม่ได้บุญ นั่นเอง

ใครว่า เมื่อทานแล้ว การยกเอาจานชาม ช้อนไปไว้ที่จุด ไร้ค่า ...

หากพิจารณาให้ดี จะเห็นว่า การรักษาของให้ใช้ได้ยาวนานที่สุด ผู้ที่นำมา ก็จะได้บุญมากขึ้นไปช่วยตน นั่นช่วยชีวิตคนคนหนึ่งเชียวน่ะ

ด้วยนิสัยเฉย หากไม่ใช่ของตน นี่แหละ จึงทำลายตน เพราะพฤติกรรมแห่งตน ทำลายตัวกระทำของผู้อื่นอยู่ร่ำไป

เมตตาธรรม จึงค้ำจุนโลก ด้วยประการฉะนี้ จะมัวดูแลแต่บุญแห่งตน คงยาก ก็ต้องเผื่อไปดูแลบุญของผู้อื่นด้วย จึงจะช่วยตนได้

บทสรุป หลวงพ่อนิพนธ์ จึงกล่าวว่า การกระทำในสถานที่ของแม่ชีเมี้ยน ไม่ว่าสิ่งใด ย่อมมีความหมายต่อชีวิต

เห็นไฟเปิดทิ้ง แล้วปิด ก็ประหยัดไฟ ไปเป็นค่าสมุนไพร ได้นิสัย หากทำที่บ้านก็แค่ประหยัดเงิน ถ้าโชคดีไปกว่านั้น เงินที่นำไปซื้อสมุนไพรสตางค์นั้น คนทานแล้วกลับตนเป็นคนดี นี่เรียกว่า ยิ่งกว่าสามล้อถูกหวยอีก

หากพึงทำตัวเฉย ขาดสติ ไร้เมตตาธรรม ที่จะรักษาตัวกระทำทั้งของตน และผู้อื่น .... นั่นกำลังสร้างทางตัน ในการฟื้นฟูตน

ศาสนา จึงใช้เมตตาธรรม มิใช่เมตตาที่ให้แต่เฉพาะคนที่ตนรัก ถ้าไม่รัก ไม่ช่อบ กูก็เฉย ไม่รู้ไม่สน ... ขืนนำมาใช้ในโลกของศาสนา เฉยมาก็เฉยไป ไม่มีเมตตาธรรมแก่ผู้อื่น พระภูมีทรงเล็งเห็น ก็คงมีเมตตาธรรม มาช่วยคนนิสัยแบบนี้ยาก เพราะเท่ากับช่วยโจรนั่นเอง

ติดต่อสั่งซื้อสินค้า หาโปรโมชั่นเอมมูร่าเซซามินที่ดีที่สุด โทรหาเรา 086 6O4 7O44