ศาลารักษาโรค แนวทางการรักษาด้วยสมุนไพรควบคู่ไปกับธรรมะ เผยแพร่กิจกรรมของมูลนิธิไทยกรุณา และให้ความรู้ด้านสมุนไพรรักษาโรค
วันอังคารที่ 12 เมษายน พ.ศ. 2554
สมุนไพรหายไปไหนหมด
เรื่องน่าเศร้าของประเทศไทย ในขณะที่ประเทศแถบอาเซียน ได้รับการยอมรับว่าเป็นโซนที่มีสมุนไพรอุดมสมบูรณ์ที่สุดในโลก การใช้ทรัพยากรชนิดนี้กลับไม่มีผู้เห็นค่า อาจเนื่องจากขาดความรู้หรืออะไรก็ตาม
ป่าไม้ในแถบเมืองกาญจน์บ้านเรา มีสมุนไพรมากมาย แต่กลับถูกกรมป่าไม้ ปล่อยให้คนเข้าไปตัดไม้จนหมด หลังจากนั้นก็จะให้สัมปทานระเบิดหิน โดยหารู้ไม่ว่า มีต้นสมุนไพรที่ใช้ช่วยชีวิตเพื่อนมนุษย์อยู่มากมาย เรากำลังเอาปลากระพงไปแลกกับกุ้งฝอย เพราะประเทศจะได้ค่าสัมปทานเพียงเล็กน้อย ในขณะที่ต้องสูญเสียพื้นที่ในการเติบโตของสมุนไพรไปอย่างถาวร
เรื่องเหล่านี้คงหาคนสนใจไม่ได้ แต่วันใดที่คนหันมานิยมในสมุนไพร เราก็จะพบว่ามันแทบไม่มีเหลือแล้วในแผ่นดินนี้ ก็ถ้าคนที่ต้องการเป็นคนที่คุณรัก ก็คงได้แต่ดูเขาทุกข์ทรมานและจากไปต่อหน้าต่อตาเท่านั้นเอง
ถึงวันนี้ไม่เชื่อก็ต้องเชื่อ ว่าคนไทย....จริงๆ
รูปรอยการเกิดถ้ำกระบอกในอดีต
สิ่งแปลกประหลาดที่เราเห็น และคิดว่าสิ่งเหล่านี้คงเป็นรูปรอยลักษณะของการเกิดสิ่งดีๆ ของจริง
สิ่งนั้นก็คือ รูปรอยของการเกิดถ้ำกระบอกในอดีต ซึ่งเปิดรับรักษาผู้ป่วยยาเสพติดมาตั้งแต่ประมาณปี 2502 ถึงจะมีผลสำเร็จสูงสักปานใด ก็หาได้มีองค์กรจากภาครัฐ หน่วยงานใด มาเหลียวแลหรือเป็นหัวหอกตัวตั้งตัวตี ในการที่จะสนับสนุน เพืี่อเห็นแก่เพื่อนร่วมชาติใดๆ เลย
แลเมื่อถึงระยะเวลาหนึ่ง สิ่งที่ดูเหมือนจะเป็นข่าวร้าย หรือวิกฤตแห่งถ้ำกระบอกก็ได้มาเยือน คือ ข้อหาที่ร้ายแรงที่สุดที่ในประเทศไทยมี นั่นคือ กระทำการอันเป็นคอมมิวนิสต์ อวดอุตริ ฯลฯ
ด้วยวิกฤตอันนี้ กลับกลายเป็นประเด็นจุดสนใจแก่ต่างชาติ จนอเมริกาต้องมาขอพิสูจน์ ด้วยการขอตัวยาจากถ้ำกระบอกไปตรวจสอบ และเมื่อผลการทดสอบปรากฎ กระบวนการพิสูจน์ทางปฎิบัติเพื่อยืนยัน โดยการส่งบุคคลที่ติดยาเสพติดจำนวน ๓๐ คน รวมทั้งรถปฏิบัติการและทีมแพทย์ เพื่อตรวจหาสารยาเสพติด ทั้งก่อนและหลังการฟื้นฟู ในช่วงระยะเวลา ๑๕ วัน จากการทดสอบครั้งนั้น ทำให้อเมริกาได้จัดสรรเงินมาช่วยในการบำบัดก้อนแรก ๑๐๐ ล้านบาท ถ้ำกระบอกจึงได้จัดสร้างโรงเรือนและสิ่งอำนวยความสะดวก ให้แก่ผู้ที่มาบำบัดได้เต็มที่ จนในที่สุด รัฐบาลจึงต้องยอมรับและอนุมัติให้เป็นสถานที่บำบัดอย่างถูกต้องตามกฎหมาย
วันวานที่ผ่านไป กำลังหวนกลับมาเกิดอีกครั้งในวันนี้ กับชมรมไทยกรุณาของหลวงพ่อนิพนธ์ อันจะเห็นได้ว่า ปัจจุบัน มีผู้ที่เข้ามารับการบริการเป็นจำนวนเรือนหมื่น ก็ยังหาองค์กรใดจากรัฐบาลมาเหลียวแล และตอบรับในการช่วยเหลือเพื่อนมนุษย์ที่ได้ผล กลับมีแต่แจ้งเตือนให้ชมรมทำสิ่งนั้นสิ่งนี้ เพื่อที่จะให้ถูกกฎหมายสามารถรับคนไข้มานอนพักได้ ทั้งที่ความเป็นจริง ชมรมไม่มีความสามารถในการทำอย่างนั้นได้ จึงมีเสียงโอดครวญจากคนไข้ว่า ทำให้เขาขาดโอกาสในการมาทานสมุนไพร ด้วยปัจจัย ต่างๆ อาทิเช่น อยู่ไกล หรือ เวลาไม่ตรงตามที่เปิดทำการ ไปมาลำบาก ฯลฯ สิ่งเหล่านี้ คือวงจรที่เกิดขึ้นในอดีต และเรากำลังจะรอดูว่า ผู้ถือกฎหมายในแผ่นดิน จะเล่นอะไรกับสถานที่ดีดีอย่างนี้อีก แค่การเพิกเฉยก็ถือว่า ขาดคุณธรรมแล้ว ที่จะช่วยเพื่อนมนุษย์
ในที่สุด เราว่า วงล้อประวัติศาสตร์จะซ้ำอีก วันหนึ่งองค์กรต่างประเทศต้องได้มาเห็น และคว้าพุงปลาอันนี้ให้แก่ประชากรของเขา ดังคำของแม่ชีเมี้ยนที่ว่า ทองแท้ไม่แพ้ไฟ อยู่ที่ไหนก็ต้องมีคนเห็นค่า เราจึงมิอาจไม่ยอมรับในน้ำใจของท่านแม่ชีเมี้ยนและหลวงพ่อนิพนธ์ได้ ในประเด็นที่ว่า ท่านมีน้ำอดน้ำทนกับกลุ่มคนที่ไม่เคยเห็นค่าของสมุนไพรไทย และคำสอนที่แท้จริงของพระพุทธเจ้า ทั้งที่ประกาศว่าเป็นเมืองพุทธ ด้วยคำประโยคเดียวคือ ทำไปเถอะลูก เพื่อทดแทนแผ่นดินเกิด สิ่งที่แม่ให้เอาไว้กู้ชาติ
ด้วยวลีนี้ย่อมหมายถึง ประเทศเราคงต้องก่อนฤา จึงจะเห็นค่าของสองสิ่งนี้ น่าเศร้าจริง ทำไมคนไทยที่บอกว่ามีน้ำใจงาม จึงลืมเลือนคนเช่นนี้ได้เร็วจริง
สิ่งนั้นก็คือ รูปรอยของการเกิดถ้ำกระบอกในอดีต ซึ่งเปิดรับรักษาผู้ป่วยยาเสพติดมาตั้งแต่ประมาณปี 2502 ถึงจะมีผลสำเร็จสูงสักปานใด ก็หาได้มีองค์กรจากภาครัฐ หน่วยงานใด มาเหลียวแลหรือเป็นหัวหอกตัวตั้งตัวตี ในการที่จะสนับสนุน เพืี่อเห็นแก่เพื่อนร่วมชาติใดๆ เลย
แลเมื่อถึงระยะเวลาหนึ่ง สิ่งที่ดูเหมือนจะเป็นข่าวร้าย หรือวิกฤตแห่งถ้ำกระบอกก็ได้มาเยือน คือ ข้อหาที่ร้ายแรงที่สุดที่ในประเทศไทยมี นั่นคือ กระทำการอันเป็นคอมมิวนิสต์ อวดอุตริ ฯลฯ
ด้วยวิกฤตอันนี้ กลับกลายเป็นประเด็นจุดสนใจแก่ต่างชาติ จนอเมริกาต้องมาขอพิสูจน์ ด้วยการขอตัวยาจากถ้ำกระบอกไปตรวจสอบ และเมื่อผลการทดสอบปรากฎ กระบวนการพิสูจน์ทางปฎิบัติเพื่อยืนยัน โดยการส่งบุคคลที่ติดยาเสพติดจำนวน ๓๐ คน รวมทั้งรถปฏิบัติการและทีมแพทย์ เพื่อตรวจหาสารยาเสพติด ทั้งก่อนและหลังการฟื้นฟู ในช่วงระยะเวลา ๑๕ วัน จากการทดสอบครั้งนั้น ทำให้อเมริกาได้จัดสรรเงินมาช่วยในการบำบัดก้อนแรก ๑๐๐ ล้านบาท ถ้ำกระบอกจึงได้จัดสร้างโรงเรือนและสิ่งอำนวยความสะดวก ให้แก่ผู้ที่มาบำบัดได้เต็มที่ จนในที่สุด รัฐบาลจึงต้องยอมรับและอนุมัติให้เป็นสถานที่บำบัดอย่างถูกต้องตามกฎหมาย
วันวานที่ผ่านไป กำลังหวนกลับมาเกิดอีกครั้งในวันนี้ กับชมรมไทยกรุณาของหลวงพ่อนิพนธ์ อันจะเห็นได้ว่า ปัจจุบัน มีผู้ที่เข้ามารับการบริการเป็นจำนวนเรือนหมื่น ก็ยังหาองค์กรใดจากรัฐบาลมาเหลียวแล และตอบรับในการช่วยเหลือเพื่อนมนุษย์ที่ได้ผล กลับมีแต่แจ้งเตือนให้ชมรมทำสิ่งนั้นสิ่งนี้ เพื่อที่จะให้ถูกกฎหมายสามารถรับคนไข้มานอนพักได้ ทั้งที่ความเป็นจริง ชมรมไม่มีความสามารถในการทำอย่างนั้นได้ จึงมีเสียงโอดครวญจากคนไข้ว่า ทำให้เขาขาดโอกาสในการมาทานสมุนไพร ด้วยปัจจัย ต่างๆ อาทิเช่น อยู่ไกล หรือ เวลาไม่ตรงตามที่เปิดทำการ ไปมาลำบาก ฯลฯ สิ่งเหล่านี้ คือวงจรที่เกิดขึ้นในอดีต และเรากำลังจะรอดูว่า ผู้ถือกฎหมายในแผ่นดิน จะเล่นอะไรกับสถานที่ดีดีอย่างนี้อีก แค่การเพิกเฉยก็ถือว่า ขาดคุณธรรมแล้ว ที่จะช่วยเพื่อนมนุษย์
ในที่สุด เราว่า วงล้อประวัติศาสตร์จะซ้ำอีก วันหนึ่งองค์กรต่างประเทศต้องได้มาเห็น และคว้าพุงปลาอันนี้ให้แก่ประชากรของเขา ดังคำของแม่ชีเมี้ยนที่ว่า ทองแท้ไม่แพ้ไฟ อยู่ที่ไหนก็ต้องมีคนเห็นค่า เราจึงมิอาจไม่ยอมรับในน้ำใจของท่านแม่ชีเมี้ยนและหลวงพ่อนิพนธ์ได้ ในประเด็นที่ว่า ท่านมีน้ำอดน้ำทนกับกลุ่มคนที่ไม่เคยเห็นค่าของสมุนไพรไทย และคำสอนที่แท้จริงของพระพุทธเจ้า ทั้งที่ประกาศว่าเป็นเมืองพุทธ ด้วยคำประโยคเดียวคือ ทำไปเถอะลูก เพื่อทดแทนแผ่นดินเกิด สิ่งที่แม่ให้เอาไว้กู้ชาติ
ด้วยวลีนี้ย่อมหมายถึง ประเทศเราคงต้องก่อนฤา จึงจะเห็นค่าของสองสิ่งนี้ น่าเศร้าจริง ทำไมคนไทยที่บอกว่ามีน้ำใจงาม จึงลืมเลือนคนเช่นนี้ได้เร็วจริง
วันอาทิตย์ที่ 10 เมษายน พ.ศ. 2554
วงจรลูกโซ่ของหมอยา กับการรักษาของแม่ชีเมี้ยน
ปฐมบทของการรักษา ที่หลวงพ่อนิพนธ์นำคำสอนจากแม่ชีเมี้ยน มาสอนในการรักษาโรค คือ "ต้องรู้เขา รู้เรา จึงจะชนะ" นั่นคือเหตุผล ที่ทำไมวิทยาศาสตร์ จึงไม่สามารถแก้ปัญหาโรคภัยไข้เจ็บได้ เพราะไม่รู้ถึงต้นสายปลายเหตุของการเกิดโรค ดังนั้นวิธีการแก้ปัญหา จึงไปแก้ที่ปลายเหตุ คือ อาการที่ปรากฎแทน
แม่ชีเมี้ยน ได้กล่าวว่า เมื่อมีหมอที่มีความฉลาด คิดหาธุรกิจเพื่อความร่ำรวย จึงทำยาแก้ทีปลายเหตุมาให้ โดยทิ้งปัญหาลูกโซ่ คือ สารตกค้าง เพื่อก่อให้เกิดโรคต่อเนื่อง และหายามารองรับ สร้างวงจรการกินยาไม่รู้จบ ไม่น่าเชื่อ เพราะปรากฎการณ์นี้ได้พิสูจน์อย่างชัดเจน ในการเพิ่มขึ้นของโรคในแต่ละคน และการเพิ่มขึ้นของการผลิตยา และสร้างโรงพยาบาล
ด้วยความไม่รู้ของเรา จึงก่อเกิดคำถามที่บั่นทอนความเชื่อมั่นของชาวพุทธอย่างมากคือ คนบางคนมักจะพูดว่า ไม่เคยทำบาปทำกรรมอะไรมาเลยในชีวิต มีแต่ช่วยเหลือผู้อื่น ทำไม ทำไม ... เขาจึงประสพทุกขเวทนา ในการเป็นโรค ก็ไหนละที่ว่า "โรคเกิดจากกรรม" เขาไม่เคยทำให้ใครเดือดร้อน ทำไมจึงเป็นได้ หรือสิ่งที่สอนกันมาในทางพุทธไม่เป็นจริง .....
ถ้าไม่รู้ในพระพุทธศาสนาอย่างแท้จริง คำถามนี้ย่อมทำให้ท่านจนมุม พูดไม่ออกอย่างแน่นอน
พระพุทธเจ้าไม่ได้พูดเท็จ แต่เป็นเพราะคนขาดความรู้ในพระพุทธศาสนา หลวงพ่อนิพนธ์ จึงมักจะสอนทุกครั้งแก่คนไข้ที่มาใหม่ว่า "ตัวท่าน ก็คือชีวิตหนึ่ง การทำลายตัวท่านเอง ย่อมเป็น อนันตริกรรม คือ กรรมฆ่าตัวเอง ย่อมร้ายแรงกว่า ความดีที่ท่านทำให้คนอื่นจึงไร้ผล ช่วยตัวท่านเองไม่ได้เลย" ความรู้นี้เป็นการเปิดปัญญา ให้เราเข้าใจว่า ตัวเราก็เหมือนโลกใบหนึ่ง เป็นธรรมชาติ เมื่อเรานำสารเคมีเข้าไป ย่อมไปทำลายระบบนิเวศน์ของเรา เพราะร่างกายไม่สามารถที่จะกำจัดออกได้ ขนาดฝรั่งตรวจพบสารตกค้างในหัวกุ้ง ยังไม่ยอมทานเลย นี่เล่นให้พวกเราทานเคมีเป็นกำๆ ทุกวัน ก็เปรียบเหมือนทิ้งระเบิดไว้ในตัว เพราะสารเคมีเหล่านี้ ไปอยู่ในร่างกายส่วนไหน ระบบตรงนั้นก็จะตาย เมื่อสะสมจนได้ระดับหนึ่ง ระบบนิเวศน์ของร่างกายก็จะเสียไป ทำให้โรคเข้าโจมตีได้
คนที่ฆ่าตัวเองได้ แม้จะทำความดีเพื่อผู้อื่นสักฉันใด ก็ไร้ผล พระพุทธเจ้าจึงตรัสว่า "รู้รักษาตัวรอด เป็นยอดคน" เมื่อเรารอดแล้ว จึงสามารถไปช่วยผู้อื่น หาใช่ "ช่วยเขาแล้วเราตาย"
ที่มูลนิธิไทยกรุณานี่ จึงให้เริ่มด้วยการ หยุดยาเคมีเสียก่อน ซึ่งเป็นการหยุดกรรมที่ทำกับตนเองเสียก่อน ......
ใครจะคิดอย่างไรก็ช่าง แต่เราว่า แค่ความรู้ในการหยุดการสร้างกรรมแก่ตนเองนี้ บุญคุณของแม่ชีเมี้ยน ก็ลืมไม่ลงแล้ว แต่ไฉนคนไทยไม่นำพา มีสิ่งดีงามอย่างนี้ ยังเห็นแก่เงิน และฆ่าคนไทยด้วยกันเองได้ ถึงกระนั้นก็เถอะ เราว่า อย่าเอามือปิดฟ้าเลย สักวันความจริงย่อมปรากฎ ทำได้อย่างไร ..ท่านผู้มีอำนาจทั้งหลายในเมืองไทย ฝรั่งเขาออกกฎหมายบังคับซื้อสมุนไพรกันแล้ว แต่ท่านๆ กลับจะกระทืบสิ่งดีๆอย่างนี้ ให้จมดิน
ความจริงปรากฎ เมื่อนั่น ผู้รู้และปฏิบัติธรรมของพระพุทธเจ้า จึงเป็นผู้เจริญอย่างแท้จริง ไม่ใช่วิทยาศาสตร์ทำให้มนุษย์เจริญ
สมัครสมาชิก:
บทความ (Atom)

