ความหวัง ความเชื่อ ของคนจะเรียกว่าทั้งโลกก็ว่าได้ ด้วยเห็นความเจริญก้าวหน้าของวัตถุในโลกปัจจุบัน ย่อมอดคาดหวังไม่ได้ว่า โรคที่ตนเป็น ช้าเร็วย่อมมียารักษาได้อย่างแน่นอน
เทคโนโลยีที่ก้าวไปถึงขั้น พันธุกรรม DNA อันจะเห็นได้จากการตัดต่อยีนของพืชและสัตว์ให้ได้ตามที่ต้องการ และความสามารถเจาะเข้าไปในอะตอม ก็ยิ่งทำให้ความหวังโตใหญ่ และน่าจะเป็นจริงได้ในไม่ช้า
ความปลูกถ่าย หรือ เทคโนโลยีเสต็มเซลล์ ในสัตว์ ก็ยิ่งกระตุ้นความเชื่อ ในการจะมียารักษาโรค จนบางสำนักคุยโวไปจนถึงขนาดในอนาคตอันใกล้ จะสามารถพิชิตได้ทุกโรค ด้วยเทคโนโลยีที่มีอยู่
หลวงพ่อนิพนธ์ชี้ให้พิจารณาว่า คนเหล่านั้นเชื่อว่า ด้วยวิทยาการแห่งตน จะสามารถชนะธรรมชาติได้ มิเพียงแต่การแพทย์ แม้นในความเป็นอยู่ ก็เชื่อว่า ตึกที่ตนสร้างแข็งแกร่ง ทนทานแผ่นดินไหว ลมฟ้าอากาศได้ สะพานที่สร้างก็แข็งแกร่ง ทนต่อคลี่นลมและพายุที่รุนแรงได้ ก็มีให้เห็นในหลากหลายประเทศ
ด้วยเหตุที่คนทั้งหลายเหล่านั้น ไม่เชื่อในสิ่งที่พระพุทธเจ้าทรงตรัส ว่าโลกนี้ ไม่มีอำนาจอะไรที่จะเหนือกรรมได้ สิ่งศักดิ์สิทธิ์หนึ่งเดียวนั่นคือ "กรรม"
สิ่งนี้ ทำให้คนทั้งหลายเชื่อไม่ได้ในวันนี้ คนมากมายจึงรอยารักษาโรค แต่วันเวลาจะเป็นเครื่องพิสูจน์ ว่าปัญญามนุษย์นั้น กรรมเขาสร้างมา จะมาเหนือกรรม เป็นไปไม่ได้ นั่นคือ ไม่มีวันที่มนุษย์จะคิดค้นวิธีการเอาชนะโรค ที่มาเพื่อทำลายชีวิตได้ พูดง่ายๆ "ไม่มียาใดรักษาโรคตายได้" นั่นเอง
แม้นแต่วิทยาการที่มีความน่าจะเป็นไปได้ที่สุด หลวงพ่อนิพนธ์ชี้ให้พิจารณา นั่นคือ การให้เลือด ก็จักเห็นได้ว่า ร่างกายเมื่อรับมาแล้ว ก็จักต่อต้านสิ่งแปลกปลอมที่เข้ามานี้ อันจะเห็นว่า แม้นในครั้งแรกๆของการให้ ร่างกายอาจจะยังไม่ปฏิเสธ แต่พอมากครั้งเข้า ร่างกายก็จะปฏิเสธเลือดที่ให้ แม้นจะมาจากแหล่งเดิม คนเดิม ที่เคยรับได้ก็ตามที สิ่งเหล่านี้มีให้เห็น และพบเสมอไม่เพียงแต่เลือด นั่นคือ การดื้อยา นั่นเอง
บทสรุป หลวงพ่อนิพนธ์และท่านอาสิ จึงมักชี้ให้พิจารณาว่า หนทางที่จะประสพผลในการช่วยตน ให้หายโรค อันเป็นบทพิสูจน์ที่มีมานาน รู้กันทั่ว นั่นคือ ทำตามคำสอนของพระพุทธเจ้า ใช้หลัก "ตนพึ่งตน" และ "ธรรมชาติ คือสมุนไพร" หมายความว่า เรื่องการกอบกู้ชีวิต ไม่มีใคร หรืออะไร ที่จะช่วยตนของเราได้ นอกจาก ตนของเรานั่นเอง
ใครจะรอยาก็ไม่ว่าอะไร ใครจะทำตามความเห็นความเชื่อของตนอย่างไร ก็ไม่ว่ากัน หากแต่สิ่งที่แม่ชีเมี้ยนชี้ให้เห็นว่า หากคิดจะช่วยตน ควรเดินตามเยี่ยงอย่างรอยของพระพุทธเจ้า นั่นคือ "พึ่งตนเอง" ด้วยชี้ให้เห็นว่า เหตุแห่งโรค มิใช่เชื้อโรค แต่คือ "กรรม" เราทำมา หากจะพ้นทุกข์ ย่อมต้องตัดเหตุคือ "นิสัยกรรม" มาทำตนให้มีนิสัยธรรม ของพระพุทธเจ้า เป็นบางสิ่งบางอย่าง จึงจะช่วยตนได้
แพ้ชนะ หายไม่หาย ... ตนของตนนั่นแหละ คือ คำตอบ หลวงพ่อนิพนธ์จึงกล่าวว่า "ใครฟัง พิจารณา แล้วทำได้ คนนั้นรอด"
ท่านอาสิ ก็เพียงแต่ทำได้แค่สมุนไพร เพื่อให้โอกาส ยืดวันเวลา ให้เราท่านทั้งหลาย ได้มีกำลัง มีสติปัญญา มีความรู้ เพื่อที่จะทำนิสัยแห่งตน เพื่อช่วยตน เท่านั้นเอง ... จะหวังแต่เอาสมุนไพรดันเพื่อให้พ้นโรค อาจทำได้ แต่จะพ้นกรรม ไม่ได้เลย ถึงกระนั้น ... ท่านอาสิก็เน้นย้ำเสมอ หายโรค ไม่ได้บอกว่า จะไม่ตาย กรรมเขามีวิธีเยอะ ออกไปหน้ามูลนิธิ รถไฟชนตายก็มีให้เห็นแล้ว
สมุนไพรจึงเป็นแค่จุดเริ่ม ของการช่วยตน บทสุดท้ายคือ "นิสัย" ต่างหาก ที่เป็นคำตอบว่าชีวิตจะรอดปลอดภัยหรือไม่
ศาลารักษาโรค แนวทางการรักษาด้วยสมุนไพรควบคู่ไปกับธรรมะ เผยแพร่กิจกรรมของมูลนิธิไทยกรุณา และให้ความรู้ด้านสมุนไพรรักษาโรค
วันอังคารที่ 31 ตุลาคม พ.ศ. 2560
วันจันทร์ที่ 30 ตุลาคม พ.ศ. 2560
กระไดกตัญญู
ท่านอาสิชี้ให้เห็นว่า ศาสตร์ของพระภูมีที่แม่ชีเมี้ยนนำมาเพื่อหาบุญนั้น ต้องทำนิสัยใหม่ คือนิสัยของพระพุทธเจ้า เพียงประการเดียว จึงจักเป็นบุญ หาใช่สร้างด้วยวัตถุไม่
แลก็ชี้ให้เห็นอีกว่า กระบวนการที่หลวงพ่อนิพนธ์ทำเป็นแบบ ให้เดินตาม อันนับได้ว่าเป็นกระไดขั้นแรกในการสร้างนิสัยของพระพุทธเจ้าให้เกิดแก่ตน นั่นคือ กระไดกตัญญู
หากไร้เสียซึ่งกตัญญู การเดินในแนวทางพุทธศาสนา ย่อมเป็นไปได้ยากที่จะเกิดผล มักจะลงเอยในรูป ขึ้นต้นเป็นลำไม้ไผ่ เหลาลงไปกลายเป็นบ้องกัญชา ไปเสียหมด
หลวงพ่อนิพนธ์ชี้ให้พระที่บวชมาทุกรูปเห็นเสมอว่า ทุกคนที่บวชเข้ามาล้วนแล้วแต่ปรารถนาในพระพุทธศาสนาทุกรูปทุกนาม ไม่ว่าจะบวชสั้นหรือยาว ก็หวังมรรคผลในสิ่งที่ตนทำทั้งหมดทั้งปวง ว่าจะเป็นไปด้วยเจริญในธรรม
แต่ไฉน พระที่มีมากมายกว่าสามแสนรูป ในปัจจุบัน จึงไม่พบทางที่ตนปรารถนาเล่า
หลวงพ่อนิพนธ์จึงชี้ว่า ก็ด้วยข้ามกระไดกตัญญูนี้ไปนั่นเอง
เพราะนิสัยของพระพุทธเจ้านั้น เป็นนิสัยที่เราท่านยังไม่เคยมีเคยทำมา สิ่งที่มีอยู่คุ้นชิน ก็มีเพียงนิสัยกรรมนิสัยเวร ที่สร้างทุกข์ให้แก่ตน เท่านั้นเอง
ดังนั้น กรรมเขามีอำนาจ นิสัยเดิมก็ชักชวนให้หันเหกลับมา ด้วยทำง่าย นิสัยของพระพุทธเจ้า หากใครได้ลองทำตามที่ท่านอาสิชี้ คือ วางสัจจะไม่โกรธ ลองทำดูสักชั่วโมง ก็จักเห็นว่า เป็นงานที่หนักหนาสาหัสแก่ตน ไม่ว่า กาย วาจา ใจ ยิ่งนัก
ดังนั้น การจะดำรงนิสัยของพระพุทธเจ้า ให้เกิดแก่ตน ช้าเร็ว ย่อมอยู่ในสภาพเสมือนแบกภูเขา จึงเรียกวินัยนี้ว่า "วินัยทุกข์" ที่ต้องแบกไว้ตลอดเวลา จะทำได้อย่างไร เมื่อตนไม่คุ้นเคย ไม่ช้า ไม่นาน ก็วางทิ้งไปแทบทุกตัวคน
นี่แล แม่ชีเมี้ยนจึงทรงให้สติขันติสงฆ์ของท่านว่า ให้พิจารณา ตัวกตัญญู เป็นน้ำหนัก เมื่อจิตใจของเราเศร้าหมอง นั่นกรรมของเรา สิ่งที่เราท่านทำอยู่ ก็มีสติว่า เพื่อให้สิ่งที่ครูบาอาจารย์ พระพุทธเจ้า นั้นทรงยินดีว่ามีผู้อยากทำ และทำได้ เราท่านจะได้มีมานะในการดำรงวินัยทุกข์ เพื่อสร้างนิสัยสุขของศาสนา ให้บังเกิดแก่ตนให้จงได้ จะได้ทำตนอยู่ดูศาสนาได้
สติของความกตัญญูนี้แหละ จะพาเราท่านก้าวข้ามความเศร้าหมอง แลทำได้
บทสรุป หลวงพ่อนิพนธ์จึงมักชี้ว่า อย่ามองว่าเป็นพฤติกรรมเล็กน้อย การไหว้พ่อแม่ เพื่อความกตัญญู ก็สามารถช่วยให้พ้นกรรมพ้นเวรได้เป็นบางสิ่งบางอย่าง การระลึกคุณอยู่เสมอ ของแม่ชีเมี้ยน พระพุทธเจ้า ก็จะทำให้จิตใจเราเข็มแข็ง ในการทำนิสัยสุขของพระพุทธเจ้า และชุ่มอ่อนลง ในการมีเมตตาแก่ผู้อื่น ปรารถนาจะให้สุขแก่ผู้อื่นเป็นอุปนิสัย ตามครูบาอาจารย์ พระพุทธ และแม่ชีเมี้ยน
จึงเป็นบททดสอบที่หลวงพ่อนิพนธ์มักชี้ให้ดูว่า หากจะมองว่าใครจะประสพผลในแนวทางสมุนไพรของพระภูมีที่แม่ชีเมี้ยนนำมา เมื่อเข้ามาในเขต ใครที่มีกตัญญู ก็จักมีสติว่า การบูชาพระพุทธศาสนา หาใช่ด้วยวัตถุไม่ แต่ด้วยการลดกิริยา ที่ซึ่งเป็นการกระทำที่ยิงนกทีเดียวได้หลายตัว ได้ทั้งแสดงเอกลักษณ์ศาสนา อันเป็นกตัญญูที่ให้แก่ศาสนา ได้ทั้งการควบคุมนิสัยไม่สร้างกรรมแก่ตน ได้ทั้งนิสัยใหม่ที่จะบังเกิดแก่ตน ได้สร้างสุขให้ผู้อื่น ที่สำคัญ ได้ทำให้คนทั้งหลายทั้งปวงได้รู้ว่า หนทางแห่งการช่วยตน นั้นต้องทำเอง ไม่ใช่รอพึ่งสมุนไพรแต่เพียงถ่ายเดียว
หากเราท่านทั้งหลายทำได้ แผ่นดินของหลวงพ่อนิพนธ์ แม้นจะมีคนที่ทุกข์ด้วยโรค แต่ทุกคนที่มาก็หาได้เศร้าซึม หมดอาลัยตายอยาก เสมือนคนในโรงพยาบาล แต่เต็มไปด้วยรอยยิ้ม ด้วยเห็นทางรอด ต่างพยายามให้สุขแก่ผู้อื่นเป็นอุปนิสัย ยกฐานะวิญญาณของตน ให้เป็นผู้ให้ และยิ้มได้เพราะรู้ว่า ในไม่ช้าผลแห่งสุขจะย้อนกลับมาหาตน ด้วยสุขที่ตนให้แก่ผู้อื่นในวันนี้
แลจะทำเช่นนั้นได้ มิใช่เรื่องยากเลยที่จะหายโรค ก็เพียงแต่มีจิตกตัญญู สนองคุณของผู้ให้ ไม่ว่า แม่ชีเมี้ยน พระพุทธ ครูบาอาจารย์ แล้วนำมาเป็นสติควบคุมตน ให้ตนของตนทำได้ .... ใครทำได้ คนนั้นชี้วิตปลอดภัย ได้หายโรคเป็นของแถม ชีวิตภายภาคหน้าก็มีสุข ด้วยนิสัยให้สุขนี้ ย่อมสร้างสุขรอตนในวันข้างหน้านั่นเอง
จะมาเพียงเพื่อทานสมุนไพรหายโรค .... แล้วนิสัยเหมือนเดิม ... สิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่ไหน จะช่วยเล่า ... สิ่งศักดิ์สิทธิ์คงไม่โง่ ช่วยคนทำบาปจนกรรมบันดาลให้เป็นโรค แล้วทำให้คนนั้นหายโรค ไปทำบาปต่อ .... คนที่รับผล ย่อมฟ้องฟ้าดินว่า ไปช่วยทำไม ถ้าไม่ช่วยไอ้คนนี้ก็ตายห่าไปแล้ว ย้อนกลับมาทำบาปแก่เขาไม่ได้แล้ว ...
ก็แล้วถ้าท่านเป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์ ท่านจะช่วยคนที่เอาแต่ทานสมุนไพร เพียงเพื่อหายโรค หรือไม่
แลก็ชี้ให้เห็นอีกว่า กระบวนการที่หลวงพ่อนิพนธ์ทำเป็นแบบ ให้เดินตาม อันนับได้ว่าเป็นกระไดขั้นแรกในการสร้างนิสัยของพระพุทธเจ้าให้เกิดแก่ตน นั่นคือ กระไดกตัญญู
หากไร้เสียซึ่งกตัญญู การเดินในแนวทางพุทธศาสนา ย่อมเป็นไปได้ยากที่จะเกิดผล มักจะลงเอยในรูป ขึ้นต้นเป็นลำไม้ไผ่ เหลาลงไปกลายเป็นบ้องกัญชา ไปเสียหมด
หลวงพ่อนิพนธ์ชี้ให้พระที่บวชมาทุกรูปเห็นเสมอว่า ทุกคนที่บวชเข้ามาล้วนแล้วแต่ปรารถนาในพระพุทธศาสนาทุกรูปทุกนาม ไม่ว่าจะบวชสั้นหรือยาว ก็หวังมรรคผลในสิ่งที่ตนทำทั้งหมดทั้งปวง ว่าจะเป็นไปด้วยเจริญในธรรม
แต่ไฉน พระที่มีมากมายกว่าสามแสนรูป ในปัจจุบัน จึงไม่พบทางที่ตนปรารถนาเล่า
หลวงพ่อนิพนธ์จึงชี้ว่า ก็ด้วยข้ามกระไดกตัญญูนี้ไปนั่นเอง
เพราะนิสัยของพระพุทธเจ้านั้น เป็นนิสัยที่เราท่านยังไม่เคยมีเคยทำมา สิ่งที่มีอยู่คุ้นชิน ก็มีเพียงนิสัยกรรมนิสัยเวร ที่สร้างทุกข์ให้แก่ตน เท่านั้นเอง
ดังนั้น กรรมเขามีอำนาจ นิสัยเดิมก็ชักชวนให้หันเหกลับมา ด้วยทำง่าย นิสัยของพระพุทธเจ้า หากใครได้ลองทำตามที่ท่านอาสิชี้ คือ วางสัจจะไม่โกรธ ลองทำดูสักชั่วโมง ก็จักเห็นว่า เป็นงานที่หนักหนาสาหัสแก่ตน ไม่ว่า กาย วาจา ใจ ยิ่งนัก
ดังนั้น การจะดำรงนิสัยของพระพุทธเจ้า ให้เกิดแก่ตน ช้าเร็ว ย่อมอยู่ในสภาพเสมือนแบกภูเขา จึงเรียกวินัยนี้ว่า "วินัยทุกข์" ที่ต้องแบกไว้ตลอดเวลา จะทำได้อย่างไร เมื่อตนไม่คุ้นเคย ไม่ช้า ไม่นาน ก็วางทิ้งไปแทบทุกตัวคน
นี่แล แม่ชีเมี้ยนจึงทรงให้สติขันติสงฆ์ของท่านว่า ให้พิจารณา ตัวกตัญญู เป็นน้ำหนัก เมื่อจิตใจของเราเศร้าหมอง นั่นกรรมของเรา สิ่งที่เราท่านทำอยู่ ก็มีสติว่า เพื่อให้สิ่งที่ครูบาอาจารย์ พระพุทธเจ้า นั้นทรงยินดีว่ามีผู้อยากทำ และทำได้ เราท่านจะได้มีมานะในการดำรงวินัยทุกข์ เพื่อสร้างนิสัยสุขของศาสนา ให้บังเกิดแก่ตนให้จงได้ จะได้ทำตนอยู่ดูศาสนาได้
สติของความกตัญญูนี้แหละ จะพาเราท่านก้าวข้ามความเศร้าหมอง แลทำได้
บทสรุป หลวงพ่อนิพนธ์จึงมักชี้ว่า อย่ามองว่าเป็นพฤติกรรมเล็กน้อย การไหว้พ่อแม่ เพื่อความกตัญญู ก็สามารถช่วยให้พ้นกรรมพ้นเวรได้เป็นบางสิ่งบางอย่าง การระลึกคุณอยู่เสมอ ของแม่ชีเมี้ยน พระพุทธเจ้า ก็จะทำให้จิตใจเราเข็มแข็ง ในการทำนิสัยสุขของพระพุทธเจ้า และชุ่มอ่อนลง ในการมีเมตตาแก่ผู้อื่น ปรารถนาจะให้สุขแก่ผู้อื่นเป็นอุปนิสัย ตามครูบาอาจารย์ พระพุทธ และแม่ชีเมี้ยน
จึงเป็นบททดสอบที่หลวงพ่อนิพนธ์มักชี้ให้ดูว่า หากจะมองว่าใครจะประสพผลในแนวทางสมุนไพรของพระภูมีที่แม่ชีเมี้ยนนำมา เมื่อเข้ามาในเขต ใครที่มีกตัญญู ก็จักมีสติว่า การบูชาพระพุทธศาสนา หาใช่ด้วยวัตถุไม่ แต่ด้วยการลดกิริยา ที่ซึ่งเป็นการกระทำที่ยิงนกทีเดียวได้หลายตัว ได้ทั้งแสดงเอกลักษณ์ศาสนา อันเป็นกตัญญูที่ให้แก่ศาสนา ได้ทั้งการควบคุมนิสัยไม่สร้างกรรมแก่ตน ได้ทั้งนิสัยใหม่ที่จะบังเกิดแก่ตน ได้สร้างสุขให้ผู้อื่น ที่สำคัญ ได้ทำให้คนทั้งหลายทั้งปวงได้รู้ว่า หนทางแห่งการช่วยตน นั้นต้องทำเอง ไม่ใช่รอพึ่งสมุนไพรแต่เพียงถ่ายเดียว
หากเราท่านทั้งหลายทำได้ แผ่นดินของหลวงพ่อนิพนธ์ แม้นจะมีคนที่ทุกข์ด้วยโรค แต่ทุกคนที่มาก็หาได้เศร้าซึม หมดอาลัยตายอยาก เสมือนคนในโรงพยาบาล แต่เต็มไปด้วยรอยยิ้ม ด้วยเห็นทางรอด ต่างพยายามให้สุขแก่ผู้อื่นเป็นอุปนิสัย ยกฐานะวิญญาณของตน ให้เป็นผู้ให้ และยิ้มได้เพราะรู้ว่า ในไม่ช้าผลแห่งสุขจะย้อนกลับมาหาตน ด้วยสุขที่ตนให้แก่ผู้อื่นในวันนี้
แลจะทำเช่นนั้นได้ มิใช่เรื่องยากเลยที่จะหายโรค ก็เพียงแต่มีจิตกตัญญู สนองคุณของผู้ให้ ไม่ว่า แม่ชีเมี้ยน พระพุทธ ครูบาอาจารย์ แล้วนำมาเป็นสติควบคุมตน ให้ตนของตนทำได้ .... ใครทำได้ คนนั้นชี้วิตปลอดภัย ได้หายโรคเป็นของแถม ชีวิตภายภาคหน้าก็มีสุข ด้วยนิสัยให้สุขนี้ ย่อมสร้างสุขรอตนในวันข้างหน้านั่นเอง
จะมาเพียงเพื่อทานสมุนไพรหายโรค .... แล้วนิสัยเหมือนเดิม ... สิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่ไหน จะช่วยเล่า ... สิ่งศักดิ์สิทธิ์คงไม่โง่ ช่วยคนทำบาปจนกรรมบันดาลให้เป็นโรค แล้วทำให้คนนั้นหายโรค ไปทำบาปต่อ .... คนที่รับผล ย่อมฟ้องฟ้าดินว่า ไปช่วยทำไม ถ้าไม่ช่วยไอ้คนนี้ก็ตายห่าไปแล้ว ย้อนกลับมาทำบาปแก่เขาไม่ได้แล้ว ...
ก็แล้วถ้าท่านเป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์ ท่านจะช่วยคนที่เอาแต่ทานสมุนไพร เพียงเพื่อหายโรค หรือไม่
วันศุกร์ที่ 20 ตุลาคม พ.ศ. 2560
ไหนแน่
ความเห็น ความเชื่อ ย่อมเป็นอุปสรรคใหญ่ของความจริง
เห็นได้ชัด ในเรื่องของชีวิต โดยเฉพาะเมื่อความโลภเข้าครอบงำ การหากินกับชีวิตคน ที่ใครต่างก็รักจึงมีให้เห็นตลอด
หลวงพ่อนิพนธ์ ยกคำสอนแม่ชีเมี้ยนมาให้พิจารณาว่า เมื่อคนทั้งหลายเป็นบริวารกรรม ย่อมเป็นไปไม่ได้ที่ว่า จะมีความคิดใดของคน าเหนือหรือเอาชนะกรรมได้
เมื่อโรคเป็นผลแห่งกรรม แปลว่า “โลกนี้ไม่มีทางที่คน จะคิดค้นยามารักษาได้ ถ้าโรคนั้นมาเพื่อเอาชีวิต”
ยิ่งไปกว่านั้น โลกย่อมไม่สร้างอะไรที่ให้คุณลำพังด้วยตัวของมันเอง หมายความว่า ทุกสรรพสิ่งหากจะมาทำให้เกิดผลในการรักษา ย่อมต้องมีคู่ จึงจักเกิดผล
มันจึงหาคนรู้ว่าส่วนผสมนั้นคืออะไรยาก
แค่สมุนไพรมะนาว คนส่วนใหญ่รู้ว่ามีประโยชน์ แต่กินเฉพาะมะนาวผลไม่เกิด มาจับคู่แต่งงาน กลายเป็นสมุนไพรที่ช่วยขับเสมหะ รักษาเส้นเสียง ได้
บทสรุป ท่านจึงมักสอนว่า อย่าไปหลงเชื่อคำ ที่อวดอ้าง มียา ถ้ามีจริง ไม่มีคนเป็นโรคแล้ว และยิ่งพวกสารสกัด สมุนไพรผสมกันเอง ใส่กันมั่ว มีแต่อวดอ้าง หาผลไม่ได้เลย เสียเงินเปล่า
กลับมาเชื่อท้องของตน ทานในสิ่งที่ร่างกายรับ ทิ้งเคมี สารสกัด ทำได้ก็หายไปครึ่งหนึ่งแล้ว
แลหนทางที่หายโรค แบบง่ายๆสบายๆ ไม่มีดอก ก็ด้วยกรรมดลบันดาลโรคย่อมสร้างทุกข์เป็นแน่แท้ ยิ่งปฏิเสธ ยิ่งสะสมยิ่งหนักกว่าเดิม
สมัครสมาชิก:
บทความ (Atom)
