เมื่อเวลา 14.00 น. วันที่ 7 มิถุนายน น.ส.ปรียานุช ปานประดับ อดีตนักแสดงชื่อดัง ได้แถลงเปิดตัวหนังสือ "เมื่อเวรกรรม..ไล่ล่าดาราดัง" ซึ่งเขียนจากประสบการณ์หลังจากถูกหมอดูประจำตระกูลทักว่าเธอสิ้นอายุขัยและจะต้องตายภายในปีนี้
น.ส.ปรียานุช กล่าวว่า ที่ผ่านมาร่างกายทรุดโทรมหนักต้องนั่งรถเข็นอยู่ปีครึ่ง เนื่องจากขาหักข้อมือเสียและฟันป่นเป็นผงอยู่ในปาก ซึ่งอาการที่เป็นอยู่ทั้งหมดนี้ เนื่องมาจากผ่าตัดมดลูกทิ้งไปเมื่ออายุประมาณ 30 กว่า จึงมีปัญหาเรื่องฮอร์โมนมาโดยตลอด ทุกวันนี้ก็ยังมีปัญหาเกี่ยวกับกระดูก ทั้งหลัง เข่า ขาและฟัน ทำให้เดินไม่ได้เยอะ นั่งและยืนนานไม่ได้ ต้องเปลี่ยนอิริยาบถบ่อยๆ ซึ่งหลังได้รู้จักกับหลวงพ่อนิพนธ์ แห่งมูลนิธิไทยกรุณา จังหวัดกาญจนบุรี ก็ได้บำบัดด้วยสมุนไพรมาตลอด จนทำให้มีชีวิตอยู่รอดมาทุกวันนี้
"อยากให้ทุกคนรักตัวเองดูแลตัวเอง ใช้ชีวิตอย่างมีความสุขที่สุด ตั้งรับการเกิด แก่ เจ็บ ตาย อย่างมีสติ" น.ส.ปรียานุช กล่าว
ด้านนายนพพล โกมารชุน สามีและผู้กำกับชื่อดัง กล่าวว่า น.ส.ปรีชานุชเป็นคนสุขภาพไม่ดีอยู่แล้ว นอนไม่พอและนอนไม่ค่อยหลับ ต้องพึ่งยานอนหลับเป็นประจำ จนเกิดโรคเนื้องอก กระดูกหัก และอาการเจ็บป่วยต่างๆ ต้องเข้ารับการผ่าตัดบ่อยมาก ขณะที่น.ส.ปรียานุช ดื้อมากไม่ยอมแสดงออกให้ใครเห็น แต่ที่จริงอาการข้างในแย่แล้ว สิ่งที่ตนทำให้ได้ คือ ให้กำลังใจ ก็ต้องดูแลกันตลอด 24 ชั่วโมง จากที่เคยคุยกันไว้ว่าเมื่อตนอายุ 60 ปี เกษียณจากการทำงานแล้ว และน.ส.ปรียานุช อายุ 50 ปี จะเป็นคนดูแลตน แต่ตอนนี้กลับสลับกัน
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ตลอดการแถลงข่าว น.ส.ปรียานุช ต้องลุกขึ้นสลับกับการนั่งเปลี่ยนอิริยาบถตลอดเวลา
ศาลารักษาโรค แนวทางการรักษาด้วยสมุนไพรควบคู่ไปกับธรรมะ เผยแพร่กิจกรรมของมูลนิธิไทยกรุณา และให้ความรู้ด้านสมุนไพรรักษาโรค
วันจันทร์ที่ 13 มิถุนายน พ.ศ. 2554
วันพฤหัสบดีที่ 9 มิถุนายน พ.ศ. 2554
บันทึกรันทด
ในงานศพของคุณสมชาย ซึ่งเป็นบิดาของคุณตู่ นพพล คุณตู่ได้รำพึงประโยคอมตะในใจเราทุกวันนี้ คือ คนสมัยนี้ตายแพงจัง เพราะคุณพ่อของคุณตู่ มีอาการจากโรคชรา ตามวัยของท่าน ด้วยความรักสามี ป้าจุ๊ จึงพาเข้าโรงพยาบาล เพียงแค่ไม่กี่วันในโรงพยาบาล สิ่งที่ตามมา คือ การเสียชีวิตของคุณสมชาย ตามวัยของท่าน พร้อมกับบิลค่ารักษาเกือบล้านบาท
บันทึกนี้ จึงสะท้อนให้เราได้เห็นว่า .... ความโลภ มันน่ากลัวยิ่ง และรายงานของสหรัฐ ที่ว่า การรักษาในโรงพยาบาล เป็นสาเหตุหลักในการล้มละลายสูงถึง หกสิบกว่าเปอร์เซ็นต์
ได้ยินและได้ฟัง แล้วน่ารันทดยิ่ง นี่หรือมนุษย์ที่เขาว่าเจริญ
บันทึกนี้ จึงสะท้อนให้เราได้เห็นว่า .... ความโลภ มันน่ากลัวยิ่ง และรายงานของสหรัฐ ที่ว่า การรักษาในโรงพยาบาล เป็นสาเหตุหลักในการล้มละลายสูงถึง หกสิบกว่าเปอร์เซ็นต์
ได้ยินและได้ฟัง แล้วน่ารันทดยิ่ง นี่หรือมนุษย์ที่เขาว่าเจริญ
วันอังคารที่ 7 มิถุนายน พ.ศ. 2554
มองต่างมุม
การมองปัญหา เป็นจุดเริ่มของการแก้ปัญหา เมื่อไม่สามารถเข้าใจปัญหาได้ การเลือกวิธีแก้ปัญหา ย่อมไม่มีทางที่จะหาวิธีที่ถูกต้องได้
ปัญหายาเสพติด ในมุมมองของสฤษด์ คือ ต้องปราบปรามผู้เสพ ผู้ค้า ให้สิ้นซาก ใช้กฎหมายที่มีกฎบังคับอย่างรุนแรง
ผลที่ได้คือ ความล้มเหลว การสิ้นเปลืองงบประมาณมากมายมหาศาล ตราบจนในยุคปัจจุบัน วิธีแก้ปัญหาในยุคนี้ ทำโดยการเพิ่มกำลังเจ้าหน้าที่ และใช้กฎหมายเป็นตัวนำเช่นเดิม ผลที่ได้จึงไม่แตกต่างกัน นั่นคือความล้มเหลวอย่างสิ้นเชิง จนทำให้ปรากฎข่าว การจับกุมผู้ค้ารายใหญ่ได้อย่างต่อเนื่อง จนผู้ค้ากลับกลายเป็นคนในวงของนักการเมืองเองเสียแล้วในยุคนี้
ปัญหาโรคเอดส์ ใช้วิธีการปกปิดข้อมูล ไม่ให้ทราบ ไม่ยอมเปิดเผยความอันตรายและรุนแรง จนทำให้การระบาดในประเทศเข้าขั้นวิกฤต ณ ปัจจุบัน คนไทย 1 ใน 60 คน เป็นโรคนี้ แล้วก็ยังไม่มีการกระทำใดๆ ให้ประชาชนตื่นตัว เพื่อป้องกันภัยจากโรคนี้ ทำให้วัยรุ่นคนรุ่นใหม่ กำลังหลงไปในวังวนนี้ เพิ่มมากขึ้น จนน่าตกใจ
แล้วอะไรจะเกิดขึ้นในบ้านเมืองนี้ ถ้าคนติดยาเสพติด คลั่งทั้งเมือง ถ้าคนไข้เอดส์ที่ไม่ได้รับการเหลียวแล รวมตัวกันมาประท้วง ต่อต้าน และเอาเข็มไล่จิ้มคน อย่างที่เคยเป็นข่าว
สถานที่เล็กๆ "มูลนิธิไทยกรุณา" กำลังช่วยคนเหล่านี้อยู่ คนที่ไม่มีทางหรือไม่มีที่ยืนในสังคม ตราบจนปัจจุบัน มีผู้ประสพผลสำเร็จหายจากการติดยาเสพติด และหายจากโรคเอดส์ พอสมควร การดำเนินการเช่นนี้ ของหลวงพ่อนิพนธ์ แม้จะไม่ได้รับการเหลียวแลจากรัฐบาลเลยตลอดมา แต่ก็พยายามพึ่งตนเอง เพื่อช่วยให้ผู้ป่วยเหล่านี้มีทางเลือก และมีโอกาสกลับไปเป็นคนดีของสังคมบ้าน สังคมเมือง และสังคมโลกอีกครั้ง
ผลตอบแทนของรัฐบาลไทยต่อมูลนิธินี้คือ การแจ้งเตือนจากสาธารณสุขว่า "การรับผู้ป่วยมาพักรักษาของมูลนิธิไทยกรุณา ขัดบทบัญญัติของกฎหมาย กระทรวงสาธารณสุข ในการรับผู้ป่วยเข้าพักโดยไม่มีใบอนุญาต มีโทษทั้งจำ ทั้งปรับ"
เราไม่รู้ว่าผู้ใหญ่ในบ้านเมืองนี้ คิดกันอย่างไร หรือท่านๆ คิดกันอย่างไร กับการดำรงอยู่ของมูลนิธินี้ หรือไม่มีความน่าสนใจเท่ากับ รายการประกวดร้องเพลง รายการละคร ที่ต้องนำออกอากาศให้คนรับรู้ รับฟัง ทุกเมื่อเชื่อวัน
วันหนึ่งเราอาจเห็นม็อบแบบใหม่เดินเรียกร้องตามถนนก็เป็นได้ คือม็อบคนไข้ ที่ต้องการทางเลือกใหม่ อย่างที่เขาต้องการ ขออย่าให้เป็นเช่นนั้นเลย แค่ติดอันดับคอรับชั่น ก็อายจะแย่แล้ว ขืนมีข่าวนี้อีก ไม่รู้จะเอาหน้าไปไว้ไหน
ปัญหายาเสพติด ในมุมมองของสฤษด์ คือ ต้องปราบปรามผู้เสพ ผู้ค้า ให้สิ้นซาก ใช้กฎหมายที่มีกฎบังคับอย่างรุนแรง
ผลที่ได้คือ ความล้มเหลว การสิ้นเปลืองงบประมาณมากมายมหาศาล ตราบจนในยุคปัจจุบัน วิธีแก้ปัญหาในยุคนี้ ทำโดยการเพิ่มกำลังเจ้าหน้าที่ และใช้กฎหมายเป็นตัวนำเช่นเดิม ผลที่ได้จึงไม่แตกต่างกัน นั่นคือความล้มเหลวอย่างสิ้นเชิง จนทำให้ปรากฎข่าว การจับกุมผู้ค้ารายใหญ่ได้อย่างต่อเนื่อง จนผู้ค้ากลับกลายเป็นคนในวงของนักการเมืองเองเสียแล้วในยุคนี้
ปัญหาโรคเอดส์ ใช้วิธีการปกปิดข้อมูล ไม่ให้ทราบ ไม่ยอมเปิดเผยความอันตรายและรุนแรง จนทำให้การระบาดในประเทศเข้าขั้นวิกฤต ณ ปัจจุบัน คนไทย 1 ใน 60 คน เป็นโรคนี้ แล้วก็ยังไม่มีการกระทำใดๆ ให้ประชาชนตื่นตัว เพื่อป้องกันภัยจากโรคนี้ ทำให้วัยรุ่นคนรุ่นใหม่ กำลังหลงไปในวังวนนี้ เพิ่มมากขึ้น จนน่าตกใจ
แล้วอะไรจะเกิดขึ้นในบ้านเมืองนี้ ถ้าคนติดยาเสพติด คลั่งทั้งเมือง ถ้าคนไข้เอดส์ที่ไม่ได้รับการเหลียวแล รวมตัวกันมาประท้วง ต่อต้าน และเอาเข็มไล่จิ้มคน อย่างที่เคยเป็นข่าว
สถานที่เล็กๆ "มูลนิธิไทยกรุณา" กำลังช่วยคนเหล่านี้อยู่ คนที่ไม่มีทางหรือไม่มีที่ยืนในสังคม ตราบจนปัจจุบัน มีผู้ประสพผลสำเร็จหายจากการติดยาเสพติด และหายจากโรคเอดส์ พอสมควร การดำเนินการเช่นนี้ ของหลวงพ่อนิพนธ์ แม้จะไม่ได้รับการเหลียวแลจากรัฐบาลเลยตลอดมา แต่ก็พยายามพึ่งตนเอง เพื่อช่วยให้ผู้ป่วยเหล่านี้มีทางเลือก และมีโอกาสกลับไปเป็นคนดีของสังคมบ้าน สังคมเมือง และสังคมโลกอีกครั้ง
ผลตอบแทนของรัฐบาลไทยต่อมูลนิธินี้คือ การแจ้งเตือนจากสาธารณสุขว่า "การรับผู้ป่วยมาพักรักษาของมูลนิธิไทยกรุณา ขัดบทบัญญัติของกฎหมาย กระทรวงสาธารณสุข ในการรับผู้ป่วยเข้าพักโดยไม่มีใบอนุญาต มีโทษทั้งจำ ทั้งปรับ"
เราไม่รู้ว่าผู้ใหญ่ในบ้านเมืองนี้ คิดกันอย่างไร หรือท่านๆ คิดกันอย่างไร กับการดำรงอยู่ของมูลนิธินี้ หรือไม่มีความน่าสนใจเท่ากับ รายการประกวดร้องเพลง รายการละคร ที่ต้องนำออกอากาศให้คนรับรู้ รับฟัง ทุกเมื่อเชื่อวัน
วันหนึ่งเราอาจเห็นม็อบแบบใหม่เดินเรียกร้องตามถนนก็เป็นได้ คือม็อบคนไข้ ที่ต้องการทางเลือกใหม่ อย่างที่เขาต้องการ ขออย่าให้เป็นเช่นนั้นเลย แค่ติดอันดับคอรับชั่น ก็อายจะแย่แล้ว ขืนมีข่าวนี้อีก ไม่รู้จะเอาหน้าไปไว้ไหน
สมัครสมาชิก:
บทความ (Atom)