แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ศาลาขนมไทย แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ศาลาขนมไทย แสดงบทความทั้งหมด

วันอังคารที่ 2 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2559

ที่ชอบกับที่ใช่

ภาพที่ใครๆก็ชอบ นั่นคือ ภาพลักษณ์ที่ดูดี กิริยาที่ดูสุภาพ อ่อนหวาน เรียบร้อย และที่สำคัญที่สุดคือความสะดวกสบาย

จึงไม่แปลกที่ว่า ทำไมศาสนสถานที่มีอยู่กลาดเกลื่อนในโลกนี้ จึงพยายามสร้างให้ใหญ่โต รโหฐาน น่าเชื่อถือ มีสิ่งอำนวยความสะดวก ห้องน้ำสะอาด ห้องปฏิบัติศาสนพิธี ลุกนั่งสบาย มีพัดลม เครื่องปรับอากาศ มีบรรยากาศที่มองแล้วสบายตาสบายใจ

และก็ไม่แปลก ที่สถานที่เหล่านั้น จะมีคนแห่แหนกันไปเรือนแสน มืดฟ้ามัวดิน ยิ่งถ้ามีคำร่ำลือว่า ขออะไรก็ได้ ... คนถล่มทลาย

นั่นคือสิ่งที่มนุษย์ชอบ ถูกจริตนิสัยของตน

มองภาพให้เล็กลง เมื่อพิจารณาว่า หมอ ก็คือ พระเจ้าองค์หนึ่ง ที่สร้างความเชื่อให้กับคน และหมอใดสร้างความน่าเชื่อถือไว้วางใจได้มาก คนก็ไปพึ่งพาอาศัยมากไม่ต่างกับศาสนสถานนั่นเอง

เราท่านจึงเห็นว่า ด้วยความชอบความเห็นของคนป่วยเป็นเช่นไร หมอย่อมรู้ดี ดังนั้น สถานที่จึงมีความสำคัญ ต้องใหญ่โตรโหฐาน โอ่อ่าเสมือนศาสนสถานฉันใดฉันนั้น

ยิ่งมีเครื่องมือทางการแพทย์ก้าวล้ำเพียงใด ยิงสร้างความขลัง ความน่าเชื่อถือของสถานที่ ให้คนแห่แหนกันเข้ามาเท่านั้น

หลวงพ่อนิพนธ์ชี้ให้เห็นความจริง ให้เราท่านได้พิจารณา ไม่ว่าศาสนสถาน หรือ พระเจ้าที่เป็นหมอ สุดท้าย ความจริงจะปรากฎว่ามีอิทธฤทธิ์ ปาฏิหารย์ มีความสามารถหรือไม่เพียงใด ก็ต่อเมื่อเจอของจริง นั่นคือ ทุกข์ โดยเฉพาะทุกข์ที่เกิด กลายเป็นโรคร้าย ที่กำลังจะมาคร่าชีวิต

ทุกข์นี้เป็นของจริง อยู่กับตนทุกเวลานาที และเป็นที่หวังในการไปหาพระเจ้า ไม่ว่าที่ศาสนสถาน หรือ โรงพยาบาล ก็มุ่งหวังให้ทุกข์อันนี้หายไปทั้งหมดทั้งมวล

แต่ผลที่ประจักษ์กับตน เป็นเช่นไร ย่อมรู้แก่ใจตนดี ว่า สิ่งที่ตนหวังพึ่งนั้น เป็นสิ่งชอบหรือสิ่งที่ใช่

กรรมการหลายท่าน กล่าวกับหลวงพ่อนิพนธ์ว่า ทำไมจึงไม่สร้างอาคารดีๆ สะดวกสบาย ให้คนที่มาจะได้รู้สึกดี ไม่ลำบาก นั่งนอนสบาย

หลวงพ่อนิพนธ์กล่าวว่า อาคารแบบนั้น ช่วยให้สบาย แต่ไม่ช่วยชีวิตคน

แลยิ่งไปกว่านั้น สถานที่ช่วยชีวิต หรือศักดิ์สิทธิ์ ควรมีที่มาจากการให การเสียสละ ไม่จำเป็นต้องดูรโหฐาน ไม่จำเป็นต้องสะดวกสบาย หากแต่เมื่อผู้ใดมาถึง แล้วทำได้ ผลคือ ผู้นั้นรอด

อาคารในแต่ละยุคและสถานที่ของหลวงพ่อนิพนธ์ จึงมักมีบุคคลต่างๆ มาร่วมแรงร่วมใจ ตามความสามารถที่มี ทำในสิ่งที่ตนทำได้ รวมกันจนกลายเป็นสถานที่และอาคารขึ้นมา

อาทิ ศาลาขนมไทย ที่เป็นจุดเริ่มของไทยกรุณา อันเป็นที่ตั้งศาลาขนมไทย ที่ถูกรื้อไป เสาไม้ก็มาจากป้าอ๋า ที่นำไม้จากบ้านตนที่รื้อออกมา มาถวาย ไม้อื่นๆ ก็จากบ้านป้าป้อม พี่สาวของหลวงพ่อนิพนธ์ ที่รื้อจากคลองเตย คนก่อสร้าง ก็ได้แรงงานจากคนป่วยยาเสพติด โครงเหล็ก ทั้งอาคาร ก็ได้ช่างเชื่อมมือดีจากอิตัลไทย ที่เป็นเอดส์ การออกแบบก็ได้มาจากลุงวิทย์ ที่ทำงานออกแบบให้วังของกษัตริย์ตะวันออกกลาง ช่างสีก็ได้จากคนที่มาเลิกเหล้า ... เป็นต้น

ภาพแบบนี้ เราท่านก็ยังสามารถพบเห็นได้จนปัจจุบัน และหลายเรื่องหลายราวอาจเป็นตำนานเล่าขานขอคนในอดีต อาทิ คู่แต่งงานที่แต่งงานกันมาหลายปี ไม่มีบุตร หลวงพ่อนิพนธ์ก็ให้มาช่วยกันสร้างอาคารที่ใช้สวดมนต์กันอยู่ทุกวันนี้ มาทำตั้งแต่ยังไม่มี จนแฟนตั้งครรภ์ และทำจนท้องแก่ และคลอดลูก ก็มีเป็นประวัติศาสตร์มาแล้ว

วันนี้ เราท่านก็อาจจะได้ยิน คนป่วยมะเร็งกลุ่มหนึ่ง ที่บางคนอาจจะอาการหนักอยู่ จับกลุ่มกันอาสา ไปพัฒนาที่ดิน ที่ลพบุรี จนกลายมาเป็นอาคารสวดมนต์ จากผืนดินรกชัด กลายมาเป็นสวนที่ใช้ปลูกผลไม้ และต้นสมุนไพร

อาคารอาจไม่สวยงาม ทันสมัย ห้องน้ำอาจไม่เริดหรู เท่าปั๊มน้ำมันบางปั๊ม แต่หลวงพ่อนิพนธ์บอกว่า อันนี้แหละใช่ สถานที่ที่ให้ชีวิตคน

ต้นสายธารของสิ่งที่ชอบ มาจากความคิดของคนโลภ แต่ต้นสายธารของสิ่งที่ใช่ มาจากเมตตาธรรม คุณธรรม ความเสียสละ

คำตอบที่หลวงพ่อนิพนธ์ให้แก่กรรมการ นั่นคือ ก็ในเมื่อสถานที่นี้จะเป็นดินแดนศักดิ์สิทธิ์ มาจากความเสียสละ เดินในรอยธรรมพระภูมีที่แม่ชีเมี้ยนนำมา ก็มาพิสูจน์กันว่า เมื่อทางเลือกนี้ถูกเสนอ จะมีมนุษย์แหแหนกันมาไหม

แล้วเลือกเอา ไปหาที่ชอบ แล้วชีวิตก็ล่มสลายไป หรือจะมาหาสิ่งที่ใช่ เพื่อกอบกู้ชีวิต

บทสรุป หลวงพ่อนิพนธ์จึงชี้ให้เห็นว่า รอยพระภูมีที่ทำไว้ให้ ในการหาสิ่งที่ใช่ นั่นคือ ทิ้งเวียงวัง ความสะดวกสบาย ทิ้งรถ ทิ้งม้า มาเดิน ทิ้งคนโฑทอง มากินน้ำรอยตีนควาย ทิ้งการพึ่งพาผู้อื่น มาอาศัยตนพึ่งตน

จึงเป็นเคล็ดอันหนึ่งที่หลวงพ่อนิพนธ์สอนเสมอ ว่าผู้ที่จะประสพผล ก็ต้องอาศัยตนของตน ดีไปกว่านั้น ก็เป็นฝ่ายให้ นั่นคือ พระเวสสันด จะมาทำตนเป็นผู้รับ แบบมือขอฝ่ายเดียวนั้นไม่ควร เพราะนั่นคือชูชก จุดจบก็มีแต่ท้องแตกตาย ไม่มีทางสำเร็จผล

คนนั้นช่วยกันปลูก คนนั้นช่วยกันเก็บ คนนั้นช่วยกันทำสมุนไพร คนนั้นช่วยกันหา แล้วเราท่านเล่า จะทำตนเป็นชูชก รอทานอย่างเดียว แล้วหวังผล ยิ่งไปกว่านั้น นั่งติอย่างเดียว ทำไมช้าจัง ทำไมให้น้อยจัง ทำไมไม่ทำสถานที่ให้ดีๆ ทำไมไม่รีบแจก จะได้กลับ ไม่ต้องรอใหเสียเวลา ... บางคนก็เลยไปโน่น ดึงเอาไว้จะได้ขายของใช่ไหม ได้เงินเยอะๆ

เราจึงอยากเตือนว่า เมื่อพระพุทธเจ้าประกาศตน ปรากฎโฉม หลายคนอาจปรับตัวไม่ทัน เราท่านอาจจะไปเจอพระพุทธเจ้าเช่นดั่งพระกัสสปะ ที่เป็นชาวกะเหรี่ยง ชนชาติพม่า เยี่ยงในอดีตอีกครั้ง ที่มีวาจาดุดัน ไม่นุมนวลเหมือนพระโคดม อีกครั้งก็ได้ เพราะท่านไม่สนคนชอบ แต่สนคนเชื่อแล้วทำตาม ใครรับไม่ได้ก็ถอยไป

สิ่งที่ใช่ จึงไม่จำเป็นต้องปรับปรุงรูปโฉม สร้างภาพ ให้ชอบ แต่ก็ไม่เกินเลยจนรับไม่ได้ หากแต่พิสูจน์ความใช่ที่ผลงาน ... ใครเชื่อ พิจารณา แล้วทำตาม หากไม่ใช่พรหมลิขิตแล้วไซร้ รอดทุกตัวคน

ตอนนี้นาทีทอง เพราะสถานที่กำลังถุกพัฒนา เสมือนกำลังปลูกมะม่วง เมื่อเสร็จ ก็เสมือนมะม่วงออกลูก เราท่านจะทำตนเป็นคนปลูก หรือ จะเป็นคนรอกิน แล้วรอผลอิ่มท้อง หรือ อิ่มบุญ ในผลมะม่วงที่ให้สุขแก่ผู้ทาน


วันศุกร์ที่ 13 มิถุนายน พ.ศ. 2557

เสียงของกรรมการ

นับตั้งแต่ยุคของ ศาลาขนมไทย ที่ชมรมคนรักสุขภาพ ได้เปิดให้บริการ แลมีผู้คนนับพันหลั่งไหลเวียนกันมาใช้บริการ

คำถามหนึ่ง ที่กลุ่มกรรมการ มักเรียนถามหลวงพ่อนิพนธ์ นั่นคือ หลวงพ่อนิพนธ์จะมาเหนื่อยกับคนเหล่านั้นทำไม ในเมื่อทำไม่หวังผล ไม่เก็บเงิน หากแต่ผลที่ได้จากคนที่มาก็น้อยเหลือเกิน

ทำไมหลวงพ่อนิพนธ์ ไม่จำกัดวงคนที่มาใช้บริการ โดยเฉพาะคัดแต่คนที่เข้าใจ พูดกันรู้เรื่อง กลุ่มเล็กๆ แล้วทำเอาผล ที่สำคัญ คือ สามารถร่วมกันรับผิดชอบในค่าใช้จ่ายที่มี โดยไม่ต้องให้หลวงพ่อนิพนธ์เดือดร้อนแต่ประการใด

หลวงพ่อนิพนธ์ปฏิเสธ แนวทางนี้มาตลอด ด้วยเห็นว่าเป็นการปิดโอกาสคน อาจเข้าข่าย เลือกปฏิบัติ แม้นว่าการให้โอกาสคนส่วนใหญ่ดังที่เป็น จะให้ผลของการสำเร็จน้อย แต่ค่าก็มหาศาล เกินคุ้ม

ผ่านมานับสิบปี มา ณ.วันนี้ คณะกรรมการ ก็เสนอเรื่องนี้มาอีกครั้ง ให้หลวงพ่อนิพนธ์พิจารณา ด้วยวันเวลาที่ต่างไป จากเดิมที่ความต้องการของหลวงพ่อนิพนธ์ อยากให้สมุนไพรแม่ชีเมี้ยน ได้เป็นที่รู้จัก แลเป็นทางเลือกของคน ในการช่วยตน มาบัดนี้ ก็น่าจะเรียกได้ว่า ความมุ่งหมายอันนั้นบรรลุแล้ว

ข้อเสนออันนี้ จึงถูกนำมาให้ทบทวนอีกครั้ง และอยู่ในระหว่างพิจารณา นั่นก็หมายความว่า กติกาเดิมในยุคแรกๆ ของศาลาขนมไทย อาจจะถูกกลับนำมาใช้อีกครั้ง นั่นคือ การไม่รับคนเข้ามา โดยไม่มีสมาชิกดั่งเดิม ที่มีคุณสมบัติครบ เป็นผู้รับรอง

การกลับมาของกติกานี้ นั่นย่อมหมายถึง วันเวลาที่หลวงพ่อนิพนธ์จะเน้นเอาซึ่งผลของผู้ที่มา เป็นสำคัญ ผู้ที่จะเข้ามาจึงต้องเรียนรู้ และเตรียมพร้อมที่จะปฏิบัติตามกฎกติกา หาใช่มาเพราะเสียงลือเสียงเล่าอ้าง มาตามกระแส มาลอง ... มาทานเล่น ... อยากมาก็มา ไม่อยากก็ไปซะงั้น พฤติกรรมเช่นนั้น ไม่ควรจะมาอยู่ในสถานที่นี้

สิ่งนี้ ไม่ว่ากรรมการจะเสนอหรือไม่ แต่ช้าเร็วก็ต้องเกิดขึ้น หลวงพ่อนิพนธ์กล่าวว่า ด้วยธรรมของพระภูมี เริ่มบทบัญญัติจาก เมตตา กรุณา มุทิตา แล้วในที่สุด ก็ต้องถึง อุเบกขา ... เพราะเขาเอาคนทำได้

คนที่เข้ามาได้ จึงมีเฉพาะคนที่อยากได้ .... ฟัง เรียนรู้ เชื่อ แล้วทำตาม... ชั่วครู่ชั่วยาม จนกว่าชีวิตจะปลอดภัย นั่นคือ ช่วยตนจากโรคภัยได้สำเร็จ

วันศุกร์ที่ 11 มกราคม พ.ศ. 2556

เปิดรับบริจาคใบตอง และ สั่งจองขนมเข่ง ขนมเทียน แล้วจ้า

ซินเจียหยู่อี่ ซินนี้ฮวดใช้

เทศกาลตรุษจีน ปี 2556 นี้ (วันไหว้ตรงกับวันเสาร์ที่ 9 กุมภาพันธ์ 2556) ชมรมคนรักสุขภาพ (มูลนิธิไทยกรุณา) ขอเชิญชวนเพื่อนสมาชิก ร่วมกันบริจาค

ใบตองกล้วยน้ำว้า

เพื่อใช้ห่อขนมเข่ง และ ขนมเทียน ซึ่งเป็นอีกกิจกรรมหลักของชมรมคนรักสุขภาพ ในการหาทุนเข้ามาเพื่อดำเนินกิจการ

สมาชิกท่านใดมีความประสงค์ที่จะบริจาค สามารถแจ้งความจำนงค์ได้ที่ตู้ประชาสัมพันธ์ และส่งมอบใบตองได้ ตั้งแต่วันพฤหัสฯ ที่ 31 มกราคม 2556 ถึง 3 กุมภาพันธ์ 2556 นี้


สำหรับสมาชิกท่านใด ที่ประสงค์จะสั่งจอง ขนมเข่ง ขนมเทียน สามารถสั่งจองพร้อมชำระเงินได้ ณ จุดแลกคูปองโรงอาหารใหญ่

ขนมเทียน  ราคาลูกละ 7 บาท
ขนมเข่ง     เข่งเล็ก ราคา 5 บาท
                    เข่งใหญ่ ราคา 10 บาท

กำหนดรับสินค้า มี 2 วัน คือ วันอาทิตย์ที่ 3 กุมภาพันธ์ 2556  และ วันพฤหัสบดีที่ 7 กุมภาพันธ์ 2556

เอกลักษณ์หนึ่งของกิจกรรมของชมรมคนรักสุขภาพ นั่นคือ การทำให้เกิดลักษณะ "เรือล่มในหนอง ทองไม่ไปไหน"

ดังนั้น การทำกิจกรรมใดๆ หลวงพ่อนิพนธ์จึงกำหนดขอบเขต ให้ทำและขายเฉพาะสมาชิกในชมรมเท่านั้น

ปริมาณในการทำขนมไหว้ จึงต้องใช้วิธีให้สมาชิก แจ้งความประสงค์ ยื่นใบจอง แล้วทางเจ้าหน้าที่จะทำให้เฉพาะตามจำนวนใบจอง โดยไม่มีการขายให้คนนอก หรือนำไปขายด้านนอกโดยเด็ดขาด



วันจันทร์ที่ 20 สิงหาคม พ.ศ. 2555

ชุมนุมศิษย์เก่า

จากอดีต จนมาเป็น "ศาลาขนมไทย" อันเป็นเอกลักษณ์ ที่ลูกศิษย์และคนไข้ รู้กันดีว่า แหล่งรายได้ที่สำคัญที่หลวงพ่อนิพนธ์นำมาสนับสนุนกิจกรรม นับตั้งแต่ปี ๓๐ นั่นคือ การทำขนมนั่นเอง

ดังนั้น วัฒนธรรมที่สืบต่อกันมา จนถือว่าเป็นประเพณี และกลายมาเป็นวันชุมนุมศิษย์เก่า ก็คือ เทศกาล ที่หลวงพ่อนิพนธ์จะใช้เพื่อขายขนม เพื่อเป็นรายได้นั่นเอง

นับจากอดีต ทุกคนจึงมีหน้าที่ และรู้ว่า เทศกาลขนม ไม่ว่า ปีใหม่ ที่หลวงพ่อจะจัดให้มีการทำกระเช้า ขนมไทย เทศกาลที่ใช้ขนมเทียน รวมไปถึง กระยาสารท จะกลายเป็นวันรวมพลโดยปริยายนั่นเอง

เราท่านจึงอาจเห็น ศิษย์เก่าเหล่านี้ ทีประสพผลไปแล้ว กลับไปดำเนินกิจการของตน เมื่อถึงวันเหล่านี้ เขาจะไม่ ไม่ฐานะคนมาช่วยทำขนม ก็ในฐานะคนที่ซื้อขนมนั่นเอง

ดังนั้น แม้จะไม่มี "ศาลาขนมไทย" แล้วก็ตาม แต่กิจกรรมนี้ก็ยังคงดำเนินต่อ

และด้วยกิจกรรมที่ทำ เป็นการทำเพื่อชมรม ดังนั้น จึงไม่จำหน่ายให้แก่บุคคลนอก การทำจะจำกัดเฉพาะเท่าที่คนในชมรมสั่งจองเท่านั้น

สัปดาห์นี้ หากเราสังเกต ก็จะเห็นภาพดังกล่าวที่เกิดขึ้นทุกปี นับแต่อดีต คนไหนมีใบตองก็นำมา คนไหนมีกำลัง มีเวลา ก็มาช่วยกันทำขนม

อันหมายความว่า เงินทุกบาทที่ได้มา จะมาด้วยกุศลจิต ที่ทุกคนได้ร่วมแรงร่วมใจ เพื่อนำไปเป็นทุนของชมรมคนรักสุขภาพนั่นเอง

แม้จะไม่มากมาย หรือเพียงพอกับค่าใช้จ่ายที่มีอยู่ แต่เป็นคุณลักษณะของพระเวสสันดร คือ การให้ ที่เด่นชัด และมีคุณค่าต่อตัวผู้ทำมหาศาล

หลวงพ่อนิพนธ์ จึงยกตัวอย่าง อาทิเช่น คุณธานินทร์ อินทรเทพ ที่มีพฤติกรรม ในการมาช่วยทำขนมนี้เป็นประจำทุกปี สิ่งต่างๆ ก็ราบรื่นดี จนปีที่แล้ว ด้วยเหตุอันใดก็ตาม จึงไม่ได้มา ก็ประสพเหตุ

หลวงพ่อนิพนธ์ จึงกล่าวว่า ในเมื่อสิ่งที่เราทำเป็นประจำ แล้วให้ผลดีแก่เรา ทำไมเราไม่รักษาและทำต่อเนื่อง อย่าเห็นเป็นเรื่องเล็กน้อย เพราะสิ่งนี้ทำให้เราพ้นเคราะห์พ้นทุกข์บางอย่างได้

ก็ผลจากการร่วมทำนี้ ไปเป็นสุขให้แก่ผู้อื่นอีกมหาศาลนั่นเอง แลสุขนั้นก็จะย้อนมาสู่ตนของเรา

การทำก็เหมือนสร้างเชือกขึ้นเส้นหนึ่้ง เราท่านยิ่งทำหลายสิ่ง เชือกชีวิตก็ยิ่งเหนียวแน่น ไม่เปื่อยยุ่ย คิดจะไปก็ไป ไม่ลาไม่ไหว้

โดยเฉพาะคนที่เรือชีวิตกำลังจม เชือกแม้เส้นน้อย ก็มีค่ามหาศาล

ด้วยเหตุผลนี้เอง ปัจจุบันเราจึงเห็นคนที่เรือกำลังจม ดังเช่น พวกมะเร็งระยะสุดท้าย ต่างสร้างเชือกของตนขึ้นมา ด้วยการทำซุ้มอาหาร หรือใช้ฝีมือที่ตนมี มาร่วมกิจกรรมกันมากมายนั่นเอง

วันศุกร์ที่ 24 มิถุนายน พ.ศ. 2554

คนมีใจ

หลวงพ่อนิพนธ์ เคยเล่าว่า เมื่อครั้งที่แม่ชีเมี้ยนได้มอบตำราสมุนไพรให้ พร้อมกับกำชับว่า "ให้ไปทำเอาบุญ" นั่นหมายถึง ไม่สามารถขายได้ ต้องทำให้เป็นทานเพียงอย่างเดียว  

หลวงพ่อนิพนธ์ จึงถามว่า แล้วจะทำได้อย่างไร เพราะไม่มีเงิน ถ้ามีคนไข้มากๆ???

คำตอบที่ได้รับ เป็นที่ประจักษ์แก่ท่านในปัจจุบัน เพราะช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา คนไข้เพิ่มจากหลักสิบในสมัยของคุณธานินทร์ คุณสุเทพ นักร้องดัง หรือที่รู้จักดี คือ อาจารย์อร่ามและอาจารย์สุนทร วิทยากรของมูลนิธิไทยกรุณา ในปัจจุบัน  มาเป็นเรือนหมื่น ล้วนแล้วแต่ได้ผู้มีใจ ที่เห็นคุณค่าของสิ่งที่แม่ชีเมี้ยนให้มา จนปัจจุบัน ถึงแม้จะไม่มีองค์กรของรัฐใดๆ มาเหลียวแลถามสารทุกข์สุขดิบ กิจการนี้ยังดำเนินมาด้วยลำแข้งของตัวเอง

ในยุคแรกๆ ของการพึ่งลำแข้งตัวเอง เติบโตมาจาก ร้านรุ้งรวีศาลาขนมไทย ทำขนมไทย สูตรชาววัง และที่เป็นสายเลือดหลักคือ กระยาสารท และขนมเทียน จนจวบยุคปัจจุบัน ได้มีน้ำใจจากคนไข้ที่มีฝีมือทำอาหาร ขนม ได้มาช่วยปรุงอาหารขาย เพื่อเป็นรายได้เลี้ยงกิจกรรม และล่าสุด ได้มีคนมีใจ ในคณะกรรมการได้เล็งเห็นว่า น้ำดื่มเดิมที่ซื้อจากแหล่งอื่นมาขาย มีปริมาณมากพอ น่าจะจัดดำเนินการเองเพื่อมาเป็นรายได้อีกทางหนึ่ง จึงก่อกำเนิน น้ำดื่ม "กรุณา" ขึ้น  โดยการบริจาคเครื่องของเหล่าคณะกรรมการ
ที่สำคัญและละเลยไม่ได้เลย หลวงพ่อนิพนธ์ได้กล่าวย้ำอยู่บ่อยๆ คือ เพื่อนสมาชิก ที่ได้หอบหิ้ว มะกรูด มะนาว มะพร้าว ตัวยาสมุนไพร คนละเล็กละน้อย มารวมกันในโรงทานของท่าน เพื่อจัดทำเป็นสมุนไพรแจก ท่านเรียกสิ่งนี้ว่า "กองทัพมด"

คนมีใจเหล่านี้ กำลังสร้างประวัติศาสตร์ หน้าใหม่ จารึกลงในแผ่นดิน ที่เรียกว่าประเทศไทย ว่าแผ่นดินนี้ คือแผ่นดินที่มีคุณธรรม มีไว้เพื่อช่วยเหลือเพื่อนมนุษย์ ด้วยกัน ตามปณิธานของแม่ชีเมี้ยน ที่หลวงพ่อนิพนธ์นำมา

เราจึงยังสงสัยและถามตัวเองเสมอ คนไทยลืมชื่อ "แม่ชีเมี้ยน" ไปได้อย่างไร สำหรับคนอื่นเราไม่รู้ สำหรับเรา มันเป็นความเศร้าที่เกินบรรยาย

วันพฤหัสบดีที่ 2 ธันวาคม พ.ศ. 2553

ก่อกำเนิด ชมรมคนรักสุขภาพ

ในการมาของ คุณเปี๊ยก พิศาล อัครเสนี ซึ่งรู้จักกับหลวงพ่อมานานแล้ว ได้พาเพื่อนสนิท คือ คุณธานินทร์ อินทรเทพ ซึ่งหมอนัดทำบายพาสหัวใจ ตอน ๗ โมงเช้า คุณพิศาล ได้ไปนำตัวจากเตียงคนไข้ตอน ๖ โมง และพามาหาหลวงพ่อนิพนธ์ เพื่อรักษา  หลังจากนั้นไม่นาน ก็ตามติดมาด้วย อาจารย์สุนทร เฉลิมสันต์ อาจารย์นิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยรามคำแหง ซึ่งคุณพิศาล ได้ไปเรียนที่นั้น จึงแนะนำมา จนมาถึงอาจารย์อร่าม ศิริพันธ์ ซึ่งสอนรัฐศาสตร์จุฬา คุณบุญเติม ติวานนท์ เจ้าของกิจการสิ่งพิมพ์ยักษ์ใหญ่ของเมืองไทย ย่านนนทบุรี คุณประสิทธิ์ ศรีสุวรรณ ซึ่งเป็นนักเล่นหุ้นหนุ่ม ที่อยู่ในอันดับต้นๆ ของเมืองไทย รวมถึงกลุ่ม คุณสุเทพ วงศ์กำแหง คนเหล่านี้ได้มารวมตัวกันทานสมุนไพร และมีแนวคิดที่จะขยายขอบเขตการให้การรักษา แนวทางของแม่ชีเมี้ยน ให้กว้างขวางยิ่งขึ้น จึงได้ริเริ่มจัดตั้งชมรมคนรักสุขภาพขึ้น และเริ่มเปิดให้การรักษามากยิ่งขึ้น โดยยังใช้สถานที่ คือ ศาลาขนมไทย เป็นที่ดำเนินการอยู่  จนต่อมาได้มีการขยายไปยัง ต.หนองกุ่ม อ.บ่อพลอย จึงต้องมีการย้ายพระจากศรีสวัสดิ์ มาจำวัดที่หนองกุ่ม เพื่อเป็นผู้ดำเนินการ แค่เพียงไม่กี่เดือน สถานที่กลางป่า ที่ไม่มีคนคิดแม้แต่จะเดินผ่าน ได้กลายเป็นเมืองที่มีผู้คนนับพัน มารวมตัวกันอย่างไม่น่าเชื่อ

วันพุธที่ 1 ธันวาคม พ.ศ. 2553

การย้ายสำนักสงฆ์ถ้ำกระบอก

หลังจากการเปิดสำนักที่ลพบุรีได้ไม่นาน จำนวนผู้คนที่แห่มารักษาโรคได้ทวีขึ้นอย่างรวดเร็ว จนรอบด้านสำนักสงฆ์ เต็มไปด้วยร้านค้า และที่พัก เพื่อบริการให้แก่ผู้ป่วย มีการมาตรวจสอบโดยสาธารณสุขหลายครั้ง หลายครา เพื่อพิสูจน์สมุนไพร ว่ามีอันตรายต่อมนุษย์หรือไม่ มีสารสตียรอยด์หรือไม่ และมีการจะให้ปิดสำนักอยู่หลายครั้ง ด้วยเหตุเดียวคือ ไม่มีใบอนุญาต หรือที่เรียกกันว่า ใบประกอบโรคศิลป์  ผลการตรวจทุกครั้ง ก็ไม่เคยมีปัญหาใดๆ และเนื่องจาก มีประชาชนจำนวนมากที่มารับการรักษา และได้ผล ทำให้สำนักสงฆ์แห่งนี้ยังคงเปิดอยู่ได้

กระนั้นก็ตาม สิ่งที่เป็นปัญหาอีกประการก็คือ วัตรปฏิบัติของท่าน ทำให้วัดข้างเคียงได้รับผลกระทบ จนประกาศไม่รับบวชพระให้แก่สำนักสงฆ์นี้ และที่สำคัญ พระที่จะบวชวัดนี้ส่วนใหญ่แล้วล้วนแล้วแต่พระอาพาธ หรือไม่ก็ติดยาเสพติดมาก่อนล้วนแล้วทั้งสิ้น จึงเป็นเหตุให้ปฏิเสธโดยง่าย

ฟ้ามีตา สำนักสงฆ์แห่งนี้ จึงได้อุปัชฌาย์ที่เป็นกำลังหลักที่สำคัญ คือ พระครูสุวรรณเจดีย์ แห่งวัดสุวรรณเจดีย์ ต.มหาราช อยุธยา ท่านได้เล็งเห็นคุณค่าในสิงที่หลวงพ่อนิพนธ์ทำ จึงอนุญาตให้ผู้ป่วยที่เลิกยาเสพติดแล้ว หรือเริ่มฟื้นตัวและมีความประสงค์จะบวช มาบรรพชาได้ที่วัดของท่าน  สำหรับผู้ป่วยที่ยากจนก็บวชให้ฟรี บางครั้งท่านเจ้าอาวาสเองก็จะเป็นผู้ออกค่าใช้จ่ายให้ ท่านกระทำอย่างนี้ จนปัจจุบัน มีตำแหน่งเป็นรองเจ้าคณะจังหวัด ก็ยังทำให้อยู่ โดยไม่เคยมีพระที่ท่านบวชให้สำนักสงฆ์แห่งนี้ ทำให้เสื่อมเสียถึงตัวท่านแม้แต่สักครั้ง  ท่านถึงกับกล่าวว่า ท่านไม่นึกว่า สถานที่นี้จะช่วยคนมากมายถึงขนาดนี้ ไม่เคยเห็นที่ใดมาก่อนในชีวิต ถือเป็นความภาคภูมิใจที่ได้มีส่วนสนับสนุนกิจกรรมของที่นี่

กระนั้นก็ตาม เพื่อหลีกเลียงการกระทบกระทั่งกัน ในที่สุด หลวงพ่อนิพนธ์ จำต้องย้ายสำนัก ไปที่อำเภอศรีสวัสดิ์ จังหวัดกาญจนบุรี กระนั้นก็ตาม ก็จะมีชาวกระเหรี่ยง มอญ และชาวบ้านแถวนั้น มารับการรักษามากมายเช่นเดิม

หลังจากการย้ายสำนักจากศรีสวัสดิ์ กลับมาที่ลพบุรีอีกครั้ง ก็ไม่มีการเปิดรับรักษาเป็นทางการ จะมีก็แต่ลูกศิษย์เพียงไม่กี่สิบครอบครัว ที่ยังเวียนไปมา และแนะนำผู้ใกล้ชิด ซึ่งส่วนใหญ่ก็เป็นผู้ติดยาเสพติดมาเลิก และเริ่มมีผู้ป่วยเอดส์เข้ามา  ในยุคแรกๆของผู้ป่วยเอดส์นี้ หลวงพ่อจะทำการรักษาจนฟื้นตัว และให้บวชทุกคน  ผลที่ปรากฏ พระรุ่นนั้น เมื่อสึกแล้วยังมีชีวิตอยู่ครบทุกคน แถมบางรายกลับไปแต่งงานมีลูกได้เป็นปกติอย่างน่าอัศจรรย์  ส่วนตัวหลวงพ่อนิพนธ์เอง ก็ย้ายจากบ้านที่ตำบลท่าเรือ มาเริ่มสร้างศาลาขนมไทย เพื่อขยายการรักษาให้เพิ่มมากขึ้น  โดยอาศัยการขายขนมไทย และขนมในเทศกาลต่างๆ เป็นหลัก ในการนำมาจัดซื้อสมุนไพรให้ผู้ป่วย และต่อมาอีกไม่นาน พระก็ย้ายกลับไปยังศรีสวัสดิ์อีกครั้ง เพื่อเตรียมสร้างสถานที่ไว้รองรับผู้ป่วยในอนาคต โดยมีเหตุผลหลักคือ เพื่อให้ผู้ป่วยเอดส์มีสถานที่ที่เหมาะแก่การฟื้นฟูสุขภาพ ในช่วงนี้หลวงพ่อนิพนธ์ ได้รับผู้ป่วยเอดส์กลุ่มหนึ่ง ทดลองให้ไปอยู่ ณ.สถานที่นี้ ซึ่งดูแล้วจะโหดร้ายเพราะเป็นเขา และห่างไกลผู้คน แต่ผู้ป่วยเหล่านั้นกลับมีอาการดีวันดีคืน และได้แยกย้ายกลับบ้านบ้าง จะยังคงมีเหลือมาช่วยงานของชมรมจนปัจจุบันอยู่บ้างไม่กี่คน ซึ่งถ้าไม่บอก คงไม่มีใครรู้เลยว่าเขาเหล่านั้นได้เคยประสพอะไรมาบ้าง

ติดต่อสั่งซื้อสินค้า หาโปรโมชั่น Sesamix-Z และ สารสกัดเซซามินสูตรที่ดีที่สุด โทรหาเรา 086 6O4 7O44