นับตั้งแต่ยุคของ ศาลาขนมไทย ที่ชมรมคนรักสุขภาพ ได้เปิดให้บริการ แลมีผู้คนนับพันหลั่งไหลเวียนกันมาใช้บริการ
คำถามหนึ่ง ที่กลุ่มกรรมการ มักเรียนถามหลวงพ่อนิพนธ์ นั่นคือ หลวงพ่อนิพนธ์จะมาเหนื่อยกับคนเหล่านั้นทำไม ในเมื่อทำไม่หวังผล ไม่เก็บเงิน หากแต่ผลที่ได้จากคนที่มาก็น้อยเหลือเกิน
ทำไมหลวงพ่อนิพนธ์ ไม่จำกัดวงคนที่มาใช้บริการ โดยเฉพาะคัดแต่คนที่เข้าใจ พูดกันรู้เรื่อง กลุ่มเล็กๆ แล้วทำเอาผล ที่สำคัญ คือ สามารถร่วมกันรับผิดชอบในค่าใช้จ่ายที่มี โดยไม่ต้องให้หลวงพ่อนิพนธ์เดือดร้อนแต่ประการใด
หลวงพ่อนิพนธ์ปฏิเสธ แนวทางนี้มาตลอด ด้วยเห็นว่าเป็นการปิดโอกาสคน อาจเข้าข่าย เลือกปฏิบัติ แม้นว่าการให้โอกาสคนส่วนใหญ่ดังที่เป็น จะให้ผลของการสำเร็จน้อย แต่ค่าก็มหาศาล เกินคุ้ม
ผ่านมานับสิบปี มา ณ.วันนี้ คณะกรรมการ ก็เสนอเรื่องนี้มาอีกครั้ง ให้หลวงพ่อนิพนธ์พิจารณา ด้วยวันเวลาที่ต่างไป จากเดิมที่ความต้องการของหลวงพ่อนิพนธ์ อยากให้สมุนไพรแม่ชีเมี้ยน ได้เป็นที่รู้จัก แลเป็นทางเลือกของคน ในการช่วยตน มาบัดนี้ ก็น่าจะเรียกได้ว่า ความมุ่งหมายอันนั้นบรรลุแล้ว
ข้อเสนออันนี้ จึงถูกนำมาให้ทบทวนอีกครั้ง และอยู่ในระหว่างพิจารณา นั่นก็หมายความว่า กติกาเดิมในยุคแรกๆ ของศาลาขนมไทย อาจจะถูกกลับนำมาใช้อีกครั้ง นั่นคือ การไม่รับคนเข้ามา โดยไม่มีสมาชิกดั่งเดิม ที่มีคุณสมบัติครบ เป็นผู้รับรอง
การกลับมาของกติกานี้ นั่นย่อมหมายถึง วันเวลาที่หลวงพ่อนิพนธ์จะเน้นเอาซึ่งผลของผู้ที่มา เป็นสำคัญ ผู้ที่จะเข้ามาจึงต้องเรียนรู้ และเตรียมพร้อมที่จะปฏิบัติตามกฎกติกา หาใช่มาเพราะเสียงลือเสียงเล่าอ้าง มาตามกระแส มาลอง ... มาทานเล่น ... อยากมาก็มา ไม่อยากก็ไปซะงั้น พฤติกรรมเช่นนั้น ไม่ควรจะมาอยู่ในสถานที่นี้
สิ่งนี้ ไม่ว่ากรรมการจะเสนอหรือไม่ แต่ช้าเร็วก็ต้องเกิดขึ้น หลวงพ่อนิพนธ์กล่าวว่า ด้วยธรรมของพระภูมี เริ่มบทบัญญัติจาก เมตตา กรุณา มุทิตา แล้วในที่สุด ก็ต้องถึง อุเบกขา ... เพราะเขาเอาคนทำได้
คนที่เข้ามาได้ จึงมีเฉพาะคนที่อยากได้ .... ฟัง เรียนรู้ เชื่อ แล้วทำตาม... ชั่วครู่ชั่วยาม จนกว่าชีวิตจะปลอดภัย นั่นคือ ช่วยตนจากโรคภัยได้สำเร็จ
ศาลารักษาโรค แนวทางการรักษาด้วยสมุนไพรควบคู่ไปกับธรรมะ เผยแพร่กิจกรรมของมูลนิธิไทยกรุณา และให้ความรู้ด้านสมุนไพรรักษาโรค
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ กรรมการมูลนิธิไทยกรุณา แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ กรรมการมูลนิธิไทยกรุณา แสดงบทความทั้งหมด
วันศุกร์ที่ 13 มิถุนายน พ.ศ. 2557
วันศุกร์ที่ 16 สิงหาคม พ.ศ. 2556
แผ่นดินเดียวกัน
แม้นปัจจุบันพม่าจะเปิดพรมแดนด้านพุน้ำร้อน จ.กาญฯแล้วก็ตาม หากแต่การผ่านเข้าไปในดินแดนพม่า ก็ยังมีขีดจำกัด ด้วยแต่ละพื้นที่ ยังไม่มีการควบคุมได้อย่างเบ็ดเสร็จนั่นเอง
การจุดประกายในการเข้าพม่า เพื่อจัดหาวัตถุดิบ เริ่มเปิด เมื่อผู้บริหารของบริษัท อิตัลไทย ที่เป็นกรรมการของมูลนิธิไทยกรุณา ได้อนุญาตให้ใช้เส้นทางที่บริษัทกำลังก่อสร้าง เพื่อเดินทางเข้าออกได้
หากแต่ มีคำขอ คือ ห้ามเดินทางออกนอกเส้นทางของบริษัท ด้วยเกรงว่าอาจจะไม่ปลอดภัย
มาวันนี้ จู่ๆ ก็มีนักธุรกิจ เป็นคนสองสัญชาติ คือ ไทยพม่า ด้วยพื้นฐานดั่งเดิม บรรพบุรุษเป็นคนพม่า แล้วย้ายมาตั้งรกรากในประเทศไทยได้ระยะหนึ่ง ได้รับรู้เรื่องราวของหลวงพ่อนิพนธ์ จึงเกิดความศรัทธา และให้การสนับสนุน
เขาจึงขอพบ และแสดงตน ว่าตัวเป็นหลานของนายกรัฐมนตรีพม่า มีความสัมพันธ์อันดีกับเหล่านายทหาร และข้าราชการของพม่า สามารถร้องขอ เพื่อเข้าพื้นที่ต่างๆที่หลวงพ่อนิพนธ์ต้องการได้
และได้ทำการคุยกับฝ่ายทหาร ซึ่งทั้งหมดก็เห็นด้วยกับแนวความคิดของหลวงพ่อนิพนธ์
ไม่ต้องเข้าไปไกลจากชายแดนไทยนัก เพราะมีพื้นที่หนึ่ง ที่ใกล้กับชายแดนไทย เข้าไปประมาณ ๑๑ กิโลเมตร มีหมู่บ้านหนึ่ง ที่มีพื้นที่อุดมสมบูรณ์มาก หากแต่ประชากรยังไม่มีรายได้ที่แน่นอน หากชมรมจะจัดพันธ์ไม้ที่ต้องการไปให้ แล้วให้ชาวบ้านปลูก เพื่อนำกลับมาขายแก่ชมรม น่าจะเป็นประโยชน์ทั้งสองฝ่าย
วันพฤหัสที่ผ่านมา คุณปรียานุช จึงอาสาเป็นตัวแทน เข้าไปดูพื้นที่
และยังเสนอหมู่บ้านอีกหลายแห่ง ที่มีวัตถุดิบที่หลวงพ่อนิพนธ์ต้องการ รวมทั้งสิ่งที่หายากในประเทศไทย นั่นคือ น้ำผึ้งเดือนห้า แท้ๆ นั่นเอง
จากผืนแผ่นดินที่ติดกัน หากแต่ยังมีกำแพงขวางกั้น ไปมาลำบาก เมื่อฟ้าเปิด ก็ส่งคนมาทลายกำแพง ทำให้เดินไปมาหาสู่กัน เกื้อกูลกัน
อนาคต ก็คงใกล้เข้าครรลอง ของความเป็นมงคลมากเข้าทุกที นั่นคือ วัตถุดิบที่เป็นมงคล ไม่ผ่านความโลภของพ่อค้า คนทำเป็นมงคล ทำให้ และ เจ้าของสูตรคือพระภูมี ที่แม่ชีเมี้ยนนำมาให้เป็นมงคล ผลของสมุนไพรก็จักบังเกิดมหาศาล
วันใดเมื่อมีความพร้อม ในด้านเครื่องจักรและวัตถุดิบ ที่สามารถทำเก็บได้ เราท่านก็จักเห็นสมุนไพร แตกตัวไปอยู่ตามที่ต่างๆ ของประเทศ ไม่ว่า ชุมพร เชียงใหม่ ขอนแก่น ตาก ที่ซึ่งตอนนี้เจ้าของพื้นที่ได้เตรียมตัวตั้งตารอแล้ว
ใครบอกว่าที่มูลนิธิคนมาเยอะ หลายพันคน หลวงพ่อนิพนธ์กล่าวว่า นี่แค่โหมโรง ยังไม่เปิดฉากเลย ...
การจุดประกายในการเข้าพม่า เพื่อจัดหาวัตถุดิบ เริ่มเปิด เมื่อผู้บริหารของบริษัท อิตัลไทย ที่เป็นกรรมการของมูลนิธิไทยกรุณา ได้อนุญาตให้ใช้เส้นทางที่บริษัทกำลังก่อสร้าง เพื่อเดินทางเข้าออกได้
หากแต่ มีคำขอ คือ ห้ามเดินทางออกนอกเส้นทางของบริษัท ด้วยเกรงว่าอาจจะไม่ปลอดภัย
มาวันนี้ จู่ๆ ก็มีนักธุรกิจ เป็นคนสองสัญชาติ คือ ไทยพม่า ด้วยพื้นฐานดั่งเดิม บรรพบุรุษเป็นคนพม่า แล้วย้ายมาตั้งรกรากในประเทศไทยได้ระยะหนึ่ง ได้รับรู้เรื่องราวของหลวงพ่อนิพนธ์ จึงเกิดความศรัทธา และให้การสนับสนุน
เขาจึงขอพบ และแสดงตน ว่าตัวเป็นหลานของนายกรัฐมนตรีพม่า มีความสัมพันธ์อันดีกับเหล่านายทหาร และข้าราชการของพม่า สามารถร้องขอ เพื่อเข้าพื้นที่ต่างๆที่หลวงพ่อนิพนธ์ต้องการได้
และได้ทำการคุยกับฝ่ายทหาร ซึ่งทั้งหมดก็เห็นด้วยกับแนวความคิดของหลวงพ่อนิพนธ์
ไม่ต้องเข้าไปไกลจากชายแดนไทยนัก เพราะมีพื้นที่หนึ่ง ที่ใกล้กับชายแดนไทย เข้าไปประมาณ ๑๑ กิโลเมตร มีหมู่บ้านหนึ่ง ที่มีพื้นที่อุดมสมบูรณ์มาก หากแต่ประชากรยังไม่มีรายได้ที่แน่นอน หากชมรมจะจัดพันธ์ไม้ที่ต้องการไปให้ แล้วให้ชาวบ้านปลูก เพื่อนำกลับมาขายแก่ชมรม น่าจะเป็นประโยชน์ทั้งสองฝ่าย
วันพฤหัสที่ผ่านมา คุณปรียานุช จึงอาสาเป็นตัวแทน เข้าไปดูพื้นที่
และยังเสนอหมู่บ้านอีกหลายแห่ง ที่มีวัตถุดิบที่หลวงพ่อนิพนธ์ต้องการ รวมทั้งสิ่งที่หายากในประเทศไทย นั่นคือ น้ำผึ้งเดือนห้า แท้ๆ นั่นเอง
จากผืนแผ่นดินที่ติดกัน หากแต่ยังมีกำแพงขวางกั้น ไปมาลำบาก เมื่อฟ้าเปิด ก็ส่งคนมาทลายกำแพง ทำให้เดินไปมาหาสู่กัน เกื้อกูลกัน
อนาคต ก็คงใกล้เข้าครรลอง ของความเป็นมงคลมากเข้าทุกที นั่นคือ วัตถุดิบที่เป็นมงคล ไม่ผ่านความโลภของพ่อค้า คนทำเป็นมงคล ทำให้ และ เจ้าของสูตรคือพระภูมี ที่แม่ชีเมี้ยนนำมาให้เป็นมงคล ผลของสมุนไพรก็จักบังเกิดมหาศาล
วันใดเมื่อมีความพร้อม ในด้านเครื่องจักรและวัตถุดิบ ที่สามารถทำเก็บได้ เราท่านก็จักเห็นสมุนไพร แตกตัวไปอยู่ตามที่ต่างๆ ของประเทศ ไม่ว่า ชุมพร เชียงใหม่ ขอนแก่น ตาก ที่ซึ่งตอนนี้เจ้าของพื้นที่ได้เตรียมตัวตั้งตารอแล้ว
ใครบอกว่าที่มูลนิธิคนมาเยอะ หลายพันคน หลวงพ่อนิพนธ์กล่าวว่า นี่แค่โหมโรง ยังไม่เปิดฉากเลย ...
วันพุธที่ 29 พฤษภาคม พ.ศ. 2556
ทำไมได้ก่อน และได้เยอะอย่างนั้น
สมาชิกหลายคน มองเห็นคณะกรรมการที่นั่งในห้องหลวงพ่อนิพนธ์ ก็อดคิดต่างๆ นานาไม่ได้ ...
อาจจะมีความคิดเลยเถิดไปก็มากหลาย
ในขณะที่วันพฤหัสที่ผ่านมานั้น ก็มีความคิดนี้เกิดขึ้น ในห้องกรรมการเช่นกัน
อันเป็นคำถามที่ยิงมาจาก ภรรยาท่านรัฐมนตรี ท่านหนึ่ง
ขณะที่ตัวเอง ต้องนั่งรอสมุนไพรในห้องหลวงพ่อนิพนธ์ นั่นเอง
ภาพที่เธอเห็น นั่นคือ ชาวบ้านที่มาจากภาคใต้ กลับได้รับสมุนไพรก่อนเธอ และที่สำคัญ หลวงพ่อนิพนธ์จะตรวจดูสมุนไพรของคนเหล่านั้น แล้วหยิบสมุนไพรเพิ่มเข้าไปอีก เกือบทุกคน
เมื่อมีโอกาส เธอจึงถามหลวงพ่อนิพนธ์ว่า ตัวเธอเองเป็นคณะกรรมการ ทำไมถึงได้ทีหลังคนเหล่านั้น แถมยังได้สมุนไพรน้อยกว่าเสียอีก
ภาพที่เกิด พฤติกรรมที่เห็น มันฟ้อง
เมื่อคนทำ รวบรวมคนที่เชื่อได้ แล้วมาร่วมกันทำกิจกรรม โดยไม่หวังผลตอบแทน ที่เป็นตัวเงิน หรือสิ่งใด จะพึงหวังเพียงอย่างเดียวเพื่อเป็นที่พึ่งแห่งตน นั่นคือ "บุญ"
หากแต่ผลบุญที่จะได้ ย่อมเกิดไม่ได้เลย หากผลแห่งสมุนไพรไม่เกิดแก่ผู้ที่ทานนั้นๆ
เมื่อมีกลุ่มคนใด ที่ให้ความสำคัญ ทานเอาจริงเอาจัง หวังผลในการทานอย่างเต็มที่ ผู้ทำ ก็ต้องทุ่มเทไปในทางนั้น มากเป็นธรรมดา ก็เพราะหวังในบุญที่จะกลับมาเช่นกัน
สมุนไพร ไม่ใช่ไก่รองบ่อน ที่นึกจะมาก็มา นึกจะไปก็ไป อยากทานก็ทาน ไม่อยากก็เลิก
และที่สำคัญยิ่งไปกว่านั้น ไม่ใช่ต้องการปริมาณาคนทาน เพราะนั่นเป็นการเหนื่อยเปล่า อุปมาเช่น ปลูกข้าวบนพื้นปูน จะหาผลได้เช่นไร ลงแรงไปเท่าไร ก็สูญ
ความต่างที่เห็นได้ชัด นั่นคือ การฟังคำสอนแล้วนำไปปฏิบัติ
แค่ปฐมบท ในการครองสติ เมื่อเข้ามาในห้องสวดมนต์ ให้ลดกิริยา ควบคุม กาย วาจา ให้สงบ เพื่อช่วยตน พูดจนปากเปียก ปากแฉะ ภาพนี้ก็ยังไม่เกิด
ในขณะที่คนใต้ เงียบกริบ ตั้งใจฟัง ไม่ต้องมีเจ้าหน้าที่สักคน
ผลมันจึงเกิดแก่ชาวใต้มหาศาล แล้วจะไม่ให้ทำเหมือนลำเอียงได้อย่างไร
คนเหล่านั้น จึงสำคัญกว่าด้วยประการฉะนี้
หลวงพ่อนิพนธ์จึงกล่าวว่า ก็ด้วยเหตุที่คนเหล่านั้น เมื่อเห็นตัวอย่างของเพื่อนชาวใต้ ก็มุ่งมั่นทานสมุนไพร และปฏิบัติตน เรียกง่ายๆ ก็คือ "ทานอย่างเอาผล"
ด้วยเหตุนี้ จึงต้องส่งเสริม เพราะเมื่อผลเกิดแก่เขา บุญก็ย่อมเกิดแก่ผู้ให้
ในขณะที่คณะกรรมการ หรือแม้กระทั่ง คนที่มา ณ ชมรมแห่งนี้ก็ตาม ส่วนใหญ่แล้ว เรียกว่า ทานเล่น ไม่หวังผล
เพราะตัวท่านเป็นผู้บริหาร สิ่งที่ผู้คนนำมา เพื่อก่อให้เกิดบุญ ไปเลี้ยงแก่คนเหล่านั้น และตัวท่าน
แม้ตัวคุณ จะเป็นท่านผู้หญิง เป็นภรรยารัฐมนตรี แต่ก็ยังทานแบบลังเล
อาจจะมีความคิดเลยเถิดไปก็มากหลาย
ในขณะที่วันพฤหัสที่ผ่านมานั้น ก็มีความคิดนี้เกิดขึ้น ในห้องกรรมการเช่นกัน
อันเป็นคำถามที่ยิงมาจาก ภรรยาท่านรัฐมนตรี ท่านหนึ่ง
ขณะที่ตัวเอง ต้องนั่งรอสมุนไพรในห้องหลวงพ่อนิพนธ์ นั่นเอง
ภาพที่เธอเห็น นั่นคือ ชาวบ้านที่มาจากภาคใต้ กลับได้รับสมุนไพรก่อนเธอ และที่สำคัญ หลวงพ่อนิพนธ์จะตรวจดูสมุนไพรของคนเหล่านั้น แล้วหยิบสมุนไพรเพิ่มเข้าไปอีก เกือบทุกคน
เมื่อมีโอกาส เธอจึงถามหลวงพ่อนิพนธ์ว่า ตัวเธอเองเป็นคณะกรรมการ ทำไมถึงได้ทีหลังคนเหล่านั้น แถมยังได้สมุนไพรน้อยกว่าเสียอีก
ภาพที่เกิด พฤติกรรมที่เห็น มันฟ้อง
เมื่อคนทำ รวบรวมคนที่เชื่อได้ แล้วมาร่วมกันทำกิจกรรม โดยไม่หวังผลตอบแทน ที่เป็นตัวเงิน หรือสิ่งใด จะพึงหวังเพียงอย่างเดียวเพื่อเป็นที่พึ่งแห่งตน นั่นคือ "บุญ"
หากแต่ผลบุญที่จะได้ ย่อมเกิดไม่ได้เลย หากผลแห่งสมุนไพรไม่เกิดแก่ผู้ที่ทานนั้นๆ
เมื่อมีกลุ่มคนใด ที่ให้ความสำคัญ ทานเอาจริงเอาจัง หวังผลในการทานอย่างเต็มที่ ผู้ทำ ก็ต้องทุ่มเทไปในทางนั้น มากเป็นธรรมดา ก็เพราะหวังในบุญที่จะกลับมาเช่นกัน
สมุนไพร ไม่ใช่ไก่รองบ่อน ที่นึกจะมาก็มา นึกจะไปก็ไป อยากทานก็ทาน ไม่อยากก็เลิก
และที่สำคัญยิ่งไปกว่านั้น ไม่ใช่ต้องการปริมาณาคนทาน เพราะนั่นเป็นการเหนื่อยเปล่า อุปมาเช่น ปลูกข้าวบนพื้นปูน จะหาผลได้เช่นไร ลงแรงไปเท่าไร ก็สูญ
ความต่างที่เห็นได้ชัด นั่นคือ การฟังคำสอนแล้วนำไปปฏิบัติ
แค่ปฐมบท ในการครองสติ เมื่อเข้ามาในห้องสวดมนต์ ให้ลดกิริยา ควบคุม กาย วาจา ให้สงบ เพื่อช่วยตน พูดจนปากเปียก ปากแฉะ ภาพนี้ก็ยังไม่เกิด
ในขณะที่คนใต้ เงียบกริบ ตั้งใจฟัง ไม่ต้องมีเจ้าหน้าที่สักคน
ผลมันจึงเกิดแก่ชาวใต้มหาศาล แล้วจะไม่ให้ทำเหมือนลำเอียงได้อย่างไร
คนเหล่านั้น จึงสำคัญกว่าด้วยประการฉะนี้
หลวงพ่อนิพนธ์จึงกล่าวว่า ก็ด้วยเหตุที่คนเหล่านั้น เมื่อเห็นตัวอย่างของเพื่อนชาวใต้ ก็มุ่งมั่นทานสมุนไพร และปฏิบัติตน เรียกง่ายๆ ก็คือ "ทานอย่างเอาผล"
ด้วยเหตุนี้ จึงต้องส่งเสริม เพราะเมื่อผลเกิดแก่เขา บุญก็ย่อมเกิดแก่ผู้ให้
ในขณะที่คณะกรรมการ หรือแม้กระทั่ง คนที่มา ณ ชมรมแห่งนี้ก็ตาม ส่วนใหญ่แล้ว เรียกว่า ทานเล่น ไม่หวังผล
เพราะตัวท่านเป็นผู้บริหาร สิ่งที่ผู้คนนำมา เพื่อก่อให้เกิดบุญ ไปเลี้ยงแก่คนเหล่านั้น และตัวท่าน
แม้ตัวคุณ จะเป็นท่านผู้หญิง เป็นภรรยารัฐมนตรี แต่ก็ยังทานแบบลังเล
วันศุกร์ที่ 29 มีนาคม พ.ศ. 2556
มองต่างมุม
ในขณะที่หลายคน มองกรรมการ หรือที่เรียกว่า คนไข้วีไอพี ด้วยความคิดไปต่างๆ นานา
รวมไปถึงความคิดว่า เป็นกรรมการ ได้สมุนไพรเยอะ ได้กลับบ้านก่อน ได้.... แล้วสรุปว่า อยากเป็นมั่ง
แต่ผู้หญิงคนหนึ่ง ที่มาจากตระกูลใหญ่ ที่สำคัญ เป็นตระกูลนักการเมือง ถึงระดับรัฐมนตรี เธอกลับมีความคิดที่สวนทาง
เธอใช้นามสกุลเดิมของแม่ มาสมัคร แม้นจะมีเพื่อนเป็นกรรมการ แต่เธอก็ไปยืนเข้าแถว และยื่นใบสมัครแบบคนทั่วไป
เธอใช้ทุกเศษเสี้ยววินาที พยายามใช้โสตประสาทที่มีทั้งหมด เพื่อเค้นหาความจริง เพื่อที่จะสรุปว่า สถานที่นี้ จะเป็นที่เธอวางใจ แล้วตัดสินว่า ชีวิตที่จะดำเนินต่อไป จะทิ้งยาเคมี ทิ้งหมอ ได้จริงหรือไม่ หรือสถานที่นี้ก็แค่ต้มตุ๋น หลอกคน หากินกับชีวิตมนุษย์
เมื่อเธอพิสูจน์และแน่ใจ เธอจึงเปิดเผยตน แล้วก็มุ่งมั่นที่จะเดินในแนวทางนี้ โดยมีเดิมพันด้วยชีวิตของเธอ
ใครๆ ก็อยากเป็นกรรมการ แต่เธอกับกล่าวว่า การเป็นคนไข้ทั่วไป ทำให้เธอได้เห็นความมหัศจรรย์ ที่เธอไม่เคยพบจากที่ใดในโลก ได้อย่างชัดเจน
เธอจึงซาบซึ้ง และศรัทธาแม่ชีเมี้ยน หลวงพ่อนิพนธ์ จนเสนอตนเป็นผู้อุปถัมภ์ หากแต่ความตั้งใจของเธอ ได้รับคำตอบจากหลวงพ่อนิพนธ์ว่า "เรื่องอื่นไว้ก่อน ขอให้เธอรักษาตนได้ แล้วค่อยว่ากัน"
นี่ยิ่งทำให้เธองงงัน เพราะไปที่ไหน เมื่อเธอกล่าว มีแต่รีบกุลีกุจอ ต้อนรับ และร้องขอ ..... แผ่นดินอย่างนี้ก็มีด้วยเหรอ
รวมไปถึงความคิดว่า เป็นกรรมการ ได้สมุนไพรเยอะ ได้กลับบ้านก่อน ได้.... แล้วสรุปว่า อยากเป็นมั่ง
แต่ผู้หญิงคนหนึ่ง ที่มาจากตระกูลใหญ่ ที่สำคัญ เป็นตระกูลนักการเมือง ถึงระดับรัฐมนตรี เธอกลับมีความคิดที่สวนทาง
เธอใช้นามสกุลเดิมของแม่ มาสมัคร แม้นจะมีเพื่อนเป็นกรรมการ แต่เธอก็ไปยืนเข้าแถว และยื่นใบสมัครแบบคนทั่วไป
เธอใช้ทุกเศษเสี้ยววินาที พยายามใช้โสตประสาทที่มีทั้งหมด เพื่อเค้นหาความจริง เพื่อที่จะสรุปว่า สถานที่นี้ จะเป็นที่เธอวางใจ แล้วตัดสินว่า ชีวิตที่จะดำเนินต่อไป จะทิ้งยาเคมี ทิ้งหมอ ได้จริงหรือไม่ หรือสถานที่นี้ก็แค่ต้มตุ๋น หลอกคน หากินกับชีวิตมนุษย์
เมื่อเธอพิสูจน์และแน่ใจ เธอจึงเปิดเผยตน แล้วก็มุ่งมั่นที่จะเดินในแนวทางนี้ โดยมีเดิมพันด้วยชีวิตของเธอ
ใครๆ ก็อยากเป็นกรรมการ แต่เธอกับกล่าวว่า การเป็นคนไข้ทั่วไป ทำให้เธอได้เห็นความมหัศจรรย์ ที่เธอไม่เคยพบจากที่ใดในโลก ได้อย่างชัดเจน
เธอจึงซาบซึ้ง และศรัทธาแม่ชีเมี้ยน หลวงพ่อนิพนธ์ จนเสนอตนเป็นผู้อุปถัมภ์ หากแต่ความตั้งใจของเธอ ได้รับคำตอบจากหลวงพ่อนิพนธ์ว่า "เรื่องอื่นไว้ก่อน ขอให้เธอรักษาตนได้ แล้วค่อยว่ากัน"
นี่ยิ่งทำให้เธองงงัน เพราะไปที่ไหน เมื่อเธอกล่าว มีแต่รีบกุลีกุจอ ต้อนรับ และร้องขอ ..... แผ่นดินอย่างนี้ก็มีด้วยเหรอ
วันจันทร์ที่ 25 มีนาคม พ.ศ. 2556
บทความที่สาบสูญ
กรรมการท่านหนึ่งที่เป็นวงในด้านการแพทย์ ได้นำบทความต่างประเทศฉบับหนึ่งมาให้หลวงพ่อนิพนธ์
เนื้อหาของบทความ กล่าวถึงการล็อบบี้นักวิชาการทางการแพทย์ของโลก เพื่อให้ปรับเปลี่ยนมาตรฐานของระดับคลอเลสตอเรล ในร่างกาย อันเป็นเหตุวินิจฉัยว่าเป็นโรค
สาระย่อๆ มีใจความว่า จากอดีตที่ผ่านมา วงการแพทย์ ได้ตรวจพบและกำหนดเกณฑ์มาตรฐานระดับคลอเรสตอเรล ที่คนปกติทั่วไปต้องมี เพื่อนำสารนี้ไปใช้ในการสร้างเยื่อหุ้มสมอง และอื่นๆ ในร่างกาย อันมีเกณฑ์ที่กำหนดว่า คนปกติ คือมีระดับไม่เกิน ๑๕๐
บริษัทยาได้ทำการล็อบบี้ ให้เปลี่ยนมาตรฐานดังกล่าว เหลือ เป็นค่าปกติ คือ ๑๑๐
ผลก็คือ ในคืนเดียว เช้าวันต่อมามีชาวอเมริกัน ที่ต้องกลายเป็นโรค และรับยาควบคุมถึง ๖๕ ล้านคน
ผลจากการล็อบบี้นี้เอง ทำให้บริษัทยา มีรายได้เพิ่มขึ้นเพียงเดือนเดียว ถึง ๕๐๐๐ ล้านเหรียญ
ทั้งนี้ คาดว่ารายได้จะเพิ่มขึ้นมหาศาล เมื่อเกณฑ์นี้ถูกนำไปใช้ทั่วโลก
สิ่งนี้แหละที่แม่ชีเมี้ยนทรงตรัสว่า ยาเคมีไม่มีทางรักษาโรคได้เลย และมนุษย์ไม่มีวันค้นพบยารักษาโรคตายได้ เพราะพื้นฐานที่เริ่ม มันเริ่มมาจากความโลภจากจิตใจของพ่อค้านั่นเอง ที่ใช้ชีวิตมนุษย์เป็นเครื่องมือหาความร่ำรวย
วันอังคารที่ 1 มกราคม พ.ศ. 2556
ของมันแรง
การกระทำที่เป็นบาป ไม่ว่าจะที่ใดในโลก ทำเท่าไหร่ ก็ได้ผลเท่านั้น
หากแต่ที่หนึ่ง ที่ประวัติศาสตร์ ได้จารึก ถึงผลของการทำบาป ว่า ทำหนึ่ง อาจได้บาปถึงสิบ นั่นคือ การมาทำในดินแดนของพระพุทธศาสนา อันจะเห็นได้จากพูทธประวัติ
การกระทำใดในโลกที่ว่าบาปหนัก ก็ยังไม่ทำให้แผ่นดินรับไม่ไหว หากแต่การกระทำต่อพระพุทธศาสนา น้ำหนักบาปที่จะพึงเกิด มากจนแผ่นดินรับไม่ไหว นั่นคือ "ธรณีสูบ"
หลวงพ่อนิพนธ์ จึงกล่าวว่า เมื่อพระพุทธเจ้าใกล้เกิด สถานที่นี้ ถือได้ว่าเป็นส่วนหนึ่งของพระพุทธศาสนา ย่อมมีอำนาจส่งผลที่แรงเพิ่มขึ้นเป็นเงาตามตัวด้วย อย่างแน่นอน
จึงได้ยกตัวอย่าง กรรมการบางคน ที่รอดพ้นจากวิกฤติร้ายแรงของชีวิต จนกลับมาใช้ชีวิตปกติได้เหมือนคนทั่วไป แต่ด้วยนิสัย และกรรมของตน ทำให้การมาทำกิจกรรม จึงเดินตามนิสัยตน กลายเป็นเพื่อธุรกิจ เพื่อพวกของตน ส่งผลให้ กรรมการหลายคน ระอาและเบื่อหน่าย และหลีกลี้หนีไป
กิจกรรมของที่นี่ มีเพื่อให้ชีวิต แต่กรรมการหลายคนเหล่านี้ ที่รอดมาจากสถานที่นี้ กลับใช้นิสัยตน ทำลายชีวิตและโอกาสของผู้อื่นเสีย
ด้วยเหตุแห่งทำถูกผลถูกก็เกิด ทำผิดผลผิดก็เกิด อย่างรุนแรงและรวดเร็วเช่นกัน
อาทิเช่น กรรมการท่านหนึ่ง ที่มีพฤติกกรรมดั่งกล่าว พ้นจากโรคเก๊าต์ที่เป็นมาเกือบสามสิบปี นั่นคือ พ้นจากเสือ แต่ต้องไปปะจรเข้ จากพฤติกรรมดังกล่าว ด้วยการถูกของหนักล้มมาทับขา
หลวงพ่อนิพนธ์ ชี้ให้เห็นว่า กรรมของเขาต้องเดินไม่ได้ เมื่อพ้นจากเก๊าต์กลับมาเดินได้ ทานสมุนไพรจนโรคร้ายหาย แต่กรรมมันยังอยู่ แลไม่จำเป็นต้องใช้โรคเก๊าต์ ก็ทำให้เขาเดินไม่ได้เช่นกัน
แม้เขาจะไม่กลับไปเป็นโรคเก๊าต์อีก แต่ผลของการทำผิด ก็ทำให้หนีไม่พ้นกรรมเดินไม่ได้อยู่นั่นเอง
กรรมการอีกท่านหนึ่ง หลังจากพ้นวิกฤติ แต่ด้วยมีนิสัยชอบเล่นพระเครื่อง จึงทำให้การมาร่วมกิจกรรม ก็เพื่อประโยชน์ตนในส่วนนี้ แม้นหลวงพ่อนิพนธ์จะกล่าวเตือน ก็ยังคงทำอยู่
ก่อนปีใหม่ กรรมไม่รอโรคแล้วเพราะมันช้า ทีนี้มันเล่นเส้นเลือดในสมองเลย หลับกลางอากาศ ไม่รู้ว่าผลจะเป็นเช่นไร
หลวงพ่อนิพนธ์ จึงร้องขอว่า สถานที่นี้เป็นที่ให้ชีวิต จะทำบาปที่ไหนก็ไปเถอะ อย่ามาทำที่นี้เลย ไม่คุ้มหรอก เพราะสถานที่ของแม่ชีเมี้ยน ของพระภูมี ผลของการกระทำ มันเป็นทวีคูณ
หากแต่ที่หนึ่ง ที่ประวัติศาสตร์ ได้จารึก ถึงผลของการทำบาป ว่า ทำหนึ่ง อาจได้บาปถึงสิบ นั่นคือ การมาทำในดินแดนของพระพุทธศาสนา อันจะเห็นได้จากพูทธประวัติ
การกระทำใดในโลกที่ว่าบาปหนัก ก็ยังไม่ทำให้แผ่นดินรับไม่ไหว หากแต่การกระทำต่อพระพุทธศาสนา น้ำหนักบาปที่จะพึงเกิด มากจนแผ่นดินรับไม่ไหว นั่นคือ "ธรณีสูบ"
หลวงพ่อนิพนธ์ จึงกล่าวว่า เมื่อพระพุทธเจ้าใกล้เกิด สถานที่นี้ ถือได้ว่าเป็นส่วนหนึ่งของพระพุทธศาสนา ย่อมมีอำนาจส่งผลที่แรงเพิ่มขึ้นเป็นเงาตามตัวด้วย อย่างแน่นอน
จึงได้ยกตัวอย่าง กรรมการบางคน ที่รอดพ้นจากวิกฤติร้ายแรงของชีวิต จนกลับมาใช้ชีวิตปกติได้เหมือนคนทั่วไป แต่ด้วยนิสัย และกรรมของตน ทำให้การมาทำกิจกรรม จึงเดินตามนิสัยตน กลายเป็นเพื่อธุรกิจ เพื่อพวกของตน ส่งผลให้ กรรมการหลายคน ระอาและเบื่อหน่าย และหลีกลี้หนีไป
กิจกรรมของที่นี่ มีเพื่อให้ชีวิต แต่กรรมการหลายคนเหล่านี้ ที่รอดมาจากสถานที่นี้ กลับใช้นิสัยตน ทำลายชีวิตและโอกาสของผู้อื่นเสีย
ด้วยเหตุแห่งทำถูกผลถูกก็เกิด ทำผิดผลผิดก็เกิด อย่างรุนแรงและรวดเร็วเช่นกัน
อาทิเช่น กรรมการท่านหนึ่ง ที่มีพฤติกกรรมดั่งกล่าว พ้นจากโรคเก๊าต์ที่เป็นมาเกือบสามสิบปี นั่นคือ พ้นจากเสือ แต่ต้องไปปะจรเข้ จากพฤติกรรมดังกล่าว ด้วยการถูกของหนักล้มมาทับขา
หลวงพ่อนิพนธ์ ชี้ให้เห็นว่า กรรมของเขาต้องเดินไม่ได้ เมื่อพ้นจากเก๊าต์กลับมาเดินได้ ทานสมุนไพรจนโรคร้ายหาย แต่กรรมมันยังอยู่ แลไม่จำเป็นต้องใช้โรคเก๊าต์ ก็ทำให้เขาเดินไม่ได้เช่นกัน
แม้เขาจะไม่กลับไปเป็นโรคเก๊าต์อีก แต่ผลของการทำผิด ก็ทำให้หนีไม่พ้นกรรมเดินไม่ได้อยู่นั่นเอง
กรรมการอีกท่านหนึ่ง หลังจากพ้นวิกฤติ แต่ด้วยมีนิสัยชอบเล่นพระเครื่อง จึงทำให้การมาร่วมกิจกรรม ก็เพื่อประโยชน์ตนในส่วนนี้ แม้นหลวงพ่อนิพนธ์จะกล่าวเตือน ก็ยังคงทำอยู่
ก่อนปีใหม่ กรรมไม่รอโรคแล้วเพราะมันช้า ทีนี้มันเล่นเส้นเลือดในสมองเลย หลับกลางอากาศ ไม่รู้ว่าผลจะเป็นเช่นไร
หลวงพ่อนิพนธ์ จึงร้องขอว่า สถานที่นี้เป็นที่ให้ชีวิต จะทำบาปที่ไหนก็ไปเถอะ อย่ามาทำที่นี้เลย ไม่คุ้มหรอก เพราะสถานที่ของแม่ชีเมี้ยน ของพระภูมี ผลของการกระทำ มันเป็นทวีคูณ
วันเสาร์ที่ 11 สิงหาคม พ.ศ. 2555
พิธีกรรม
เมื่อคิดเป็นสัดส่วนกันแล้ว ระหว่างบุคคลสองกลุ่ม นั่นคือ คนไข้ทั่วไป กับกรรมการ กลุ่มใดมีสัดส่วนในการหายมากกว่ากัน
หลายคนก็รู้และเห็นเสมอว่า คนที่เป็นกรรมการ จะได้รับสมุนไพรมากกว่าคนไข้ทั่วไป นั่นคือ ทานได้อย่างเต็มที่
ดังนั้นจึงไม่แปลก หากจะคิดว่า สัดส่วนของกรรมการ จะต้องหายมากกว่าอย่างแน่นอน
แต่ในความเป็นจริง หาเป็นเช่นนั้นไม่
หลวงพ่อนิพนธ์กล่าวว่า เป็นเพราะเหล่ากรรมการทั้งหลาย เป็นบุคคลที่ชอบความสบาย จึงมักหลบเลี่ยงไม่เข้าพิธีกรรม คือ ไม่อยากสวดมนต์ ไม่อยากฟังคำสอน
พฤติกรรมจึงกลายเป็น มาสาย เข้ากระโจม รับสมุนไพรก่อน แล้วกลับเร็ว
ความเป็นจริงก็ปรากฎ ว่า "ไม่ใช่สมุนไพรอย่างเดียว"
นั่นจึงเป็นเหตุให้สัดส่วนการหายของกรรมการต่ำกว่าคนไข้ทั่วไป
ดังนั้น ใครที่คิดว่า อยากเป็นกรรมการ จะได้สมุนไพรเยอะ กลับไว แล้วดี คิดผิดอย่างแน่นอน
ช่วงนี้เราจึงเห็นว่า ในอดีตห้องหลวงพ่อนิพนธ์จะว่าง จนต้องนำคนไข้ทั่วไปเข้าไปนั่ง
หากแต่ในวันนี้ ห้องกลับเต็มไปด้วยเหล่ากรรมการ จนแน่นขนัด
เพราะความเป็นจริง องค์ประกอบในการช่วยตน ก็ต้องมีสองสิ่ง คือ "สมุนไพรรักษาโรค ธรรมรักษากรรม"
หลวงพ่อนิพนธ์จึงกล่าวว่า ใครจะทำตนเป็นคนฉลาด ไม่เอาพิธีกรรม ทำตนรอเข้ากระโจม ทานสมุนไพรมะพร้าว รับสมุนไพร กลับบ้าน ก็ตามแต่ไม่ว่ากัน แต่คงยากที่จะประสพผลสำเร็จ
ก็เพราะสมุนไพรของพระภูมี ไม่ใช่มัมมี่ ที่ไม่มีชีวิต หากแต่เขามีวิญญาณ รับรู้ใจคนทำและคนทานได้นั่นเอง
กรรมการ เขาเป็นคนมีความคิด เมื่อรู้เหตุและผล เราท่านจึงเห็นเหล่ากรรมการมาเข้าพิธีกรรมกันอย่างเนืองแน่น เพราะเขาหวังผลนั่นเอง
หลวงพ่อนิพนธ์จึงมักย้ำ และร้องขอเสมอว่า "ไม่ชอบ ไม่อยากทำ อย่ามาเลย" เสียเงิน เสียเวลาเปล่า
หลายคนก็รู้และเห็นเสมอว่า คนที่เป็นกรรมการ จะได้รับสมุนไพรมากกว่าคนไข้ทั่วไป นั่นคือ ทานได้อย่างเต็มที่
ดังนั้นจึงไม่แปลก หากจะคิดว่า สัดส่วนของกรรมการ จะต้องหายมากกว่าอย่างแน่นอน
แต่ในความเป็นจริง หาเป็นเช่นนั้นไม่
หลวงพ่อนิพนธ์กล่าวว่า เป็นเพราะเหล่ากรรมการทั้งหลาย เป็นบุคคลที่ชอบความสบาย จึงมักหลบเลี่ยงไม่เข้าพิธีกรรม คือ ไม่อยากสวดมนต์ ไม่อยากฟังคำสอน
พฤติกรรมจึงกลายเป็น มาสาย เข้ากระโจม รับสมุนไพรก่อน แล้วกลับเร็ว
ความเป็นจริงก็ปรากฎ ว่า "ไม่ใช่สมุนไพรอย่างเดียว"
นั่นจึงเป็นเหตุให้สัดส่วนการหายของกรรมการต่ำกว่าคนไข้ทั่วไป
ดังนั้น ใครที่คิดว่า อยากเป็นกรรมการ จะได้สมุนไพรเยอะ กลับไว แล้วดี คิดผิดอย่างแน่นอน
ช่วงนี้เราจึงเห็นว่า ในอดีตห้องหลวงพ่อนิพนธ์จะว่าง จนต้องนำคนไข้ทั่วไปเข้าไปนั่ง
หากแต่ในวันนี้ ห้องกลับเต็มไปด้วยเหล่ากรรมการ จนแน่นขนัด
เพราะความเป็นจริง องค์ประกอบในการช่วยตน ก็ต้องมีสองสิ่ง คือ "สมุนไพรรักษาโรค ธรรมรักษากรรม"
หลวงพ่อนิพนธ์จึงกล่าวว่า ใครจะทำตนเป็นคนฉลาด ไม่เอาพิธีกรรม ทำตนรอเข้ากระโจม ทานสมุนไพรมะพร้าว รับสมุนไพร กลับบ้าน ก็ตามแต่ไม่ว่ากัน แต่คงยากที่จะประสพผลสำเร็จ
ก็เพราะสมุนไพรของพระภูมี ไม่ใช่มัมมี่ ที่ไม่มีชีวิต หากแต่เขามีวิญญาณ รับรู้ใจคนทำและคนทานได้นั่นเอง
กรรมการ เขาเป็นคนมีความคิด เมื่อรู้เหตุและผล เราท่านจึงเห็นเหล่ากรรมการมาเข้าพิธีกรรมกันอย่างเนืองแน่น เพราะเขาหวังผลนั่นเอง
หลวงพ่อนิพนธ์จึงมักย้ำ และร้องขอเสมอว่า "ไม่ชอบ ไม่อยากทำ อย่ามาเลย" เสียเงิน เสียเวลาเปล่า
สมัครสมาชิก:
บทความ (Atom)
