วันศุกร์ที่ 30 กันยายน พ.ศ. 2554

ความจริงที่กลัวคนรู้

ในปี ค.ศ. 1999 มีงานวิจัยชิ้นหนึ่ง ของคณะวิจัยแห่งสหรัฐอเมริกา ได้รับรางวัลโนเบล หัวข้องานวิจัย เกี่ยวกับการศึกษาธรรมชาติของมนุษย์ว่า อะไรคือสาเหตุทำให้เกิดโรค? เนื้อหาโดยย่อของงานวิจัย ระบุว่า ร่างกายของมนุษย์ จะมีรหัสที่ใช้ในการรับสารธรรมชาติทั้งหลาย ทำหน้าที่ดุจดังบ้านเลขที่ เมื่อร่างกายมนุษย์ได้รับสารธรรมชาติ และผ่านกระบวนการย่อยสลาย สารธรรมชาติ เช่นอาหาร หรือสมุนไพร จะมีรหัสเพื่อชี้ไปยังตำแหน่งที่ร่างกาย ใช้เป็นแหล่งสะสม ดังนั้น สารธรรมชาติ คืออาหารและสมุนไพร จะสามารถส่งไปยังส่วนต่างๆ ของร่างกายได้อย่างถูกต้องและแม่นยำ เปรียบกระบวนการทำงานนี้ เฉกเช่นอาหารธรรมชาติและสมุนไพร ดั่งจดหมายที่มีการจ่าหน้าซอง และคลังเก็บของร่างกายเหมือนบ้านที่มีเลขที่ ซึ่งกระบวนการนี้อาจทำงานผิดปกติได้ อันเนื่องจากสาเหตุของความเครียด หรืออารมณ์ของมนุษย์ ในขณะที่ สารเคมีทางวิทยาศาสตร์ จะไม่มีรหัสการจ่าหน้าซอง เหมือนธรรมชาติ  ดังนั้น สารเคมีจึงก่อให้เกิดอันตรายแก่ร่างกาย เพราะไม่สามารถคาดได้ว่าจะไปส่งตรง ณ จุดใด ที่สำคัญจะเป็นตัวก่อให้เกิดโรค ทำให้เสียชีวิตได้

หลังจากงานวิจัยนี้ถูกเผยแพร่ และได้รับรางวัลโนเบล ในปีนั้นเอง ปีถัดมา สหรัฐอเมริกา ได้แก้ไขกฏหมายอนุญาตให้สามารถนำสมุนไพรเข้าประเทศเพื่อวิจัยได้ และต่อมาอีกไม่นาน ประเทศที่ผลิตยาได้ปรับเปลี่ยนกฎหมาย โดยเฉพาะสวิสเซอร์แลนด์ ได้เป็นผู้นำในการร่างกฎหมาย เพื่อควบคุมประชากรในการใช้ยาเคมี โดยตรากฎหมายว่า บุคคลใดจะซื้อยา ต้องซื้อยาเคมีและสมุนไพร ไปพร้อมๆ กัน จะใช้ยาเคมีเพียงอย่างเดียวไม่ได้ หลังจากนั้นการตื่นตัวเรื่องสมุนไพรในประเทศแถบนี้ ทำให้ปัจจุบัน สมุนไพร กลายเป็นสินค้าที่มีมูลค่าเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ แก่ประเทศผู้ส่งออกสมุนไพร

ความจริงอันนี้ เรายังไม่เห็นใครเอามาเผยแพร่ ทั้งๆ ที่มีผลกับมนุษย์ชาติอันมหาศาล ก็คงคิดเป็นอื่นไม่ได้นอกจาก อำนาจเงินมันจุกอก นั่นแล

แม่ชีเมี้ยนได้เห็นความจริงอันนี้ และถ่ายทอดมาให้หลวงพ่อนิพนธ์ตั้งแต่ 50 กว่าปีแล้ว ดังนั้น เมื่อมีคนไข้มาถามท่านว่า ตัวเขาเองเป็นคนใจบุญ รักสัตว์ ไม่เคยทำร้ายหรือฆ่าใครเลย ช่วยเหลือผู้อื่นมาตลอดชีวิต ทำไมเขาจึงต้องมาเป็นโรคร้ายแรงเยี่ยงนี้ ก็ไหนบอกว่าพระพุทธเจ้าตรัสว่า "ทำดีได้ดี" เขาทำความดีมาตลอดชีวิต ทำไมจึงได้รับผลอันนี้ คำอธิบายที่ท่านให้ ไปตรองดู ก็ตัวท่านเองเชื่อหมอมาตลอดชีวิต ทานยาเคมีตั้งแต่หนึ่งเม็ดจนกลายเป็นกำแล้ว จากหนึ่งโรคมาเป็นหลายโรค ตัวท่านเองก็ชีวิตหนึ่ง ยาเคมีที่ทานเข้าไป ธรรมชาติของร่างกายท่านมีขีดจำกัด เมื่อเกินกว่านั้น ร่างกายไม่สามารถขับออกได้ ก็ค่อยๆ สะสม จากวันเป็นเดือนจนหลายๆ ปี สารเคมีเหล่านั้น เข้าไปทำลายอวัยวะของท่านจนเสียหาย ก่อให้เกิดโรคแทรก พฤติกรรมอันนี้แหละพระพุทธเจ้าตรัสว่า เป็นการทำร้ายตน จัดว่าเป็นอนันตริยกรรม หรือ กรรมฆ่าตัวเองตาย ในเมื่อท่านเป็นเจ้าของ ท่านต้องรับผิดชอบ ต่อร่างกายของท่านที่ยืมมา ดังนั้น ด้วยกรรมอันนี้ ผลของกรรมดีอื่นๆ ที่ทำมา ก็ไร้ค่า ท่านจึงเป็นโรค และโรคอันนี้จึงมาทำให้ท่านตายก่อนพรหมลิขิต ท่านจึงเรียกว่า โรคอุบัติเหตุ

เมื่อมาใช้แนวทางของแม่ชีเมี้ยน ท่านจึงให้หยุดยาเคมีก่อน ก็เพื่อหยุดกรรมอันนี้แล ทำให้งานที่เหลือก็เป็นงานเบา เหลือเฉพาะโรค และเนื่องการต้องหยุดเคมีนี้เอง การมาทานสมุนไพร จึงต้องมีการลงแดง เพราะร่างกายขาดสารเคมีนั่นเอง อาการจึงปะทุ ไม่ใช่เกิดจากการทานสมุนไพร ความเข้าใจนี้มีผลในการมีน้ำอดน้ำทน และถ้าคนนั้น สามารถอดทนอาการ พร้อมทั้งมีการทานสมุนไพร ก็จะทำให้ร่างกายกลับมาต่อสู้กับโรค เมื่อร่างกายสามารถเอาชนะได้ เขาก็จะหายจากโรคได้นั่นเอง

ความมหัศจรรย์ในความรู้ของแม่ชีเมี้ยน ทำให้เราเห็นว่า ท่านรู้จริง สูตรสมุนไพรของท่าน จึงมีผลในการฟื้นฟู เจาะเข้าตรงเป้าหมาย เหนือชั้นกว่าวิทยาศาสตร์สมัยนี้นัก หากเพียงแต่ท่านเป็นลูกชาวนา เป็นเพียงผู้หญิง ไม่เคยเข้าโรงเรียน จะพูดสักฉันใด คนก็ไม่ยอมรับ สู้นักวิจัยพูดไม่ได้ แต่กาลเวลาได้พิสูจน์ว่า แนวทางของท่านคือแนวทางที่ถูก การรักษาโรคต้องใช้สมุนไพร ซึ่งเป็นสารธรรมชาติที่ร่างกายรับและคุ้นเคย และไม่มีทางที่สารเคมีจะสามารถพิชิตโรคได้

เราอยากรู้ว่าจะมีใครกล้าเอางานวิจัยนี้ขึ้นหน้าหนึ่งหนังสือพิมพ์ เพื่อให้ประชาชนคนไทยได้ตาสว่าง มีใครกล้าหือกับนายทุนบ้าง ..... เราเชียร์หมดใจเลย ขอคาราวะผู้กล้าคนนั้น เราคงยุไม่ขึ้นหรอก ยุไปงั้นเอง รู้คำตอบอยู่แล้ว

สิ่งที่คุณไม่ทราบ

พวกเราทุกคนต่างทราบดีว่าอาหารมากมายที่เรากำลังบริโภคนั้น ให้คุณค่าทางโภชนาการไม่เพียงพอ จึงทำให้ผู้คนหันมาพึ่งพาผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร แต่ทว่า “สิ่งที่คุณไม่ทราบ” จะเป็นตัวการสร้างความเสียหายแก่พวกเรา... กิจการธุรกิจยารายใหญ่ ได้เก็บงำความเป็นจริงที่ว่าแท้จริงบริษัทยายักษ์ใหญ่เหล่านี้ ได้เคยดำเนินการทางศาลเพื่อทำให้แน่ใจว่าคุณจะไม่ได้สดับรับฟังความจริงที่จะกล่าวต่อไป!

ทราบหรือไม่ว่ากว่าร้อยละ 90 ของวิตามินและแร่ธาตุที่มีอยู่ในผลิตภัณฑ์เสริมอาหารนับพันชนิดที่คุณซื้อหา มีส่วนผสมของแร่ธาตุที่ถูกขุดขึ้นมาจากเหมืองทั่วโลก และ “หินบดละเอียด” (Crushed Rocks) เหล่านี้ก็คือสิ่งเดียวกันกับที่คุณได้รับประทานในอาหารเช้าประเภทซีเรียล หรือวิตามินประจำวันของคุณ

สิ่งที่คุณไม่ทราบก็คือ เคมีภัณฑ์และหินเหล่านี้ นอกจากร่างกายจะไม่ยอมรับเป็นโภชนาหารแล้ว ในบางกรณียังก่อให้เกิดพิษภัยอีกด้วย นั่นเท่ากับว่าในความพยายามทำสิ่งที่เป็นคุณแก่ร่างกาย กลับอาจก่อให้เกิดอันตรายอย่างแท้จริงแก่ตัวเอง โดยสารเคมีและหินปูนที่ล่องลอยอยู่ในกระแสโลหิตของคุณนี่เอง คือ ต้นเหตุแห่งหายนะดังกล่าว

บางส่วนของบทความ จากเจ้าของรางวัลโนเบล

งานนี้ถือว่า "มหาโหด" ที่โรงพยาบาลรัฐบาลอย่าง "ราชวิถี" ปรับราคาค่าห้องคนป่วยแบบพิเศษ ต่ำสุด 31 เปอร์เซ็นต์และสูงสุดถึง 46เปอร์เซ็นต์ ยกตัวอย่าง เช่น ห้องราคา 1750 บาทเพิ่มเป็น 2300 บาท/ห้อง 2050 บาทปรับเป็น 2800 บาทและห้อง 2250 บาทปรับเป็น 3300 บาท ฟังข่าวแล้วเศร้า อย่างนี้หรือจะเป็นที่พึ่งได้ คนเป็นโรคก็ทุกข์แย่ ต้องกู้มาจ่ายอีกเท่าไร ฤาเมตตาธรรม มันเลือนลางจางหายไปจากแผ่นดินแล้ว จะเอารวยกันไปถึงไหนคุณท่าน

วันพฤหัสบดีที่ 29 กันยายน พ.ศ. 2554

วางเฉย

หลวงพ่อนิพนธ์ได้อรรถธิบายว่า คนเรามีสองจำพวก พวกแรกชอบอ่านประวัติศาสตร์ พวกที่สองคือพวกชอบทำตัวเป็นประวัติศาสตร์ ถ้าเปรียบเทียบในพุทธศาสนา คือ พวกแรกก็คือชูชก พวกหลังก็คือพระเวสสันดร

ท่านจึงมักถามคนป่วยบ่อยๆ ว่า ท่านชอบฝ่ายไหน ทุกคนล้วนแล้วแต่อยากเป็นพระเวสสันดร หรือผู้ให้ด้วยกันทั้งสิ้น แต่ในความจริง เราท่านกำลังทำอะไรอยู่ ท่านจึงอุปมา มีคนปลูกต้นมะม่วง เขาดูแลรดน้ำ พรวนดิน เราก็วางเฉย ครั้นพอต้นมะม่วงโต จนออกผล มีรสชาดดี เราก็ไปเด็ดมากิน ทั้งที่เราไม่เคยเลยแม้แต่จะไปรดน้ำ หรือทำอะไรให้มะม่วงนี้งอกงามเลย ยิ่งมะม่วงทานอร่อย ก็เก็บมาทานเยอะๆ มีความสุข หมายความว่าอย่างไร เรากำลังเสวยสุข บนน้ำเหงื่อน้ำแรงของผู้อื่น อุปมาก็คือ เราเป็นชูชกนั่นเอง ซ้ำร้ายไปกว่านั้น เมื่อทานเสร็จ ก็ยังทิ้งเปลือกและเมล็ดไว้ ให้เจ้าของมาเก็บกวาดอีก พฤติกรรมเช่นนี้ เห็นกันอยู่ดาษดื่น ในขณะที่เราท่านตอบว่าอยากเป็นพระเวสสันดร

วันนี้ มูลนิธิไทยกรุณา นำโดยหลวงพ่อนิพนธ์ กำลังปลูกต้นมะม่วงอยู่ ต้นเริ่มโต เริ่มมีผลออกมาบ้างแล้ว สิ่งที่เราเห็น คนบางคนแค่หน้าตาดี เสียงดี ผู้คนแห่แหนกันไป อยากดู อยากรู้จัก ซื้อช่อดอกไม้สิ่งของไปให้ ส่งข้อความ กันมากมาย และที่บาดตาบาดใจเรา คือ พวกเขาเหล่านัันมีมานะ ไปจองที่ จองตั๋ว เพื่อดูสิ่งเหล่านั้น รอคอยโดยไม่ปริปาก ลงทุนโดยไม่เสียดาย เพื่ออะไร เพื่อความสุขเพียงเล็กน้อยไม่กี่ชั่วโมงของเขา และรู้สึกปลาบปลื้มมิรู้ลืม กลับมายังคุยไม่หยุด ในขณะที่่กิจกรรมของมูลนิธิไทยกรุณา กำลังเติบใหญ่ จะหาคนเหลียวแล ช่วยกันรดน้ำ พรวนดิน ใส่ปุ๋ย หรือป้องกันแมลงมาทำลาย แทบจะหาไม่ได้เลย กลายเป็นสิ่งที่คนรับรู้ว่า มะม่วงต้นนี้ พันธุ์พิเศษ มีต้นเดียว กินแล้วอร่อยมาก แล้วก็วางเฉย ปล่อยเจ้าของ ไม่เกี่ยวกับเรา พูดง่ายๆ มีคนรู้ มากมาย แต่ก็วางเฉย ไม่คิดจะทำอะไร กับสิ่งนี้เลย

ไม่น่าแปลกใจ ที่แม้คนมากมายจะรู้ว่ามะม่วงต้นนี้วิเศษ แต่ก็วางเฉย เพราะตั้งแต่อดีตที่ผ่านมา ด้วยคำสั่งของแม่ ทำให้ท่านต้องง้อคนเพื่อให้มาลองชิม คนจะได้รับรู้ว่า มะม่วงต้นนี้มันวิเศษยิ่งนัก นับตั้งแต่รุ่นแรกๆ ที่เริ่ม ไม่ว่า คุณสุเทพ วงศ์กำแหง คุณพิศาล อัครเศรณี อ.อร่าม ศิริพันธ์ อ.สุนทร เฉลิมสันต์ คุณธานินทร์ อินทรเทพ ที่ได้ผ่านมาเมื่อสิบปีก่อน จนมาถึงปัจจุบัน มีผู้ผ่านมาชิมหลายหมื่นคน วันเวลาเปลี่ยน เหตุการณ์ก็เปลี่ยน มะม่วงต้นนี้ ตอนนี้ มีคนรู้ค่าแล้ว ไม่จำเป็นต้องงอนง้อคนมาชิมอีกต่อไป

คำสั่งเสียที่แม่ชีเมี้ยนมีไว้ให้ ในการนำสมุนไพรมาใช้ ท่านได้กล่าวว่า ควรจะใช้กับผู้ที่ไม่มีทางเลือกแล้ว จึงจะทำให้เราสอนเขาได้ง่าย ท่านจึงบอกว่า สมุนไพรของท่านเหมาะแก่คนสองจำพวก หนึ่งคือพวกติดยาเสพติด สองคือพวกที่ติดเชื้อเอดส์ เพราะคนเหล่านี้ เขาไม่มีทางเลือก เมื่อนำมาใช้ และบอกกล่าวสิ่งใด ที่จะทำให้เขาพ้นจากภัยอันนี้ได้ คนเหล่านั้น จะไม่ปฏิเสธ ถ้าเขาต้องการหาย วันนี้ เราจึงไม่แปลกใจที่หลวงพ่อนิพนธ์พูดเปรยๆ ว่า เราไม่จำเป็นต้องง้อคนป่วยที่ไม่ใช่สองโรคนี้แล้ว เพราะคนป่วยเหล่านี้ส่วนใหญ๋พูดยาก ทำให้หวังผลได้น้อย พูดง่ายๆ ก็คือ จะหาคนทำตามยาก เพราะเขามีทางเลือก

กระนั้นก็ตาม คำพูดทีเล่นทีจริง ในการเบื่อหน่ายคนป่วยทั่วไป และเบนเข็มกลับไปทำงานหลัก คือ ผู้ป่วยยาเสพติด และเอดส์ ในความคิดเราก็คงขึ้นกับคนป่วยทั่วไปว่ามีพฤติกรรมเช่นไร เพราะหวังพึ่งคนภายนอกคงไม่ได้ เขาอยู่ฝ่ายวางเฉยแน่ชัด ในขณะที่คนป่วยเอง ถ้าไม่เปลี่ยนพฤติกรรมมาช่วยกัน รดน้ำพรวนดิน ต้นมะม่วงต้นนี้ก็คงแห้งเฉา ไม่สามารถออกดอกผลได้อย่างแน่นอน สถานที่นี้ไม่มีรัฐเหลียวแล หากคนที่จะมา ไม่ร่วมด้วยช่วยกัน ไม่ต้องนำเงินมาบริจาค เพราะที่นี่ไม่ต้องการ ขอเพียงท่านทำหน้าที่ นำสมุนไพรที่พอหาได้ ติดไม้ติดมือมา คนละนิดหน่อย และสนับสนุนกิจกรรมของมูลนิธิไทยกรุณา ช่วยเขาเหมือนช่วยเรา สถานที่นี้ก็จะอยู่ได้ ไม่มีเงินบริจาค ไม่เดือดร้อน ถ้าไม่มีคนทิ้งขยะจนต้องจ้างคนเก็บ ไม่ต้องจ้างคนมาให้บริการ ไม่ต้องจ้างคนมาช่วยทำสมุนไพร และ .... สถานที่นี้อยู่ได้ ถ้ามีพระเวสสันดรเดินกันเกลื่อน ช่วยกันทำ และช่วยกันรอด ไม่ต้องง้อรัฐ ไม่ต้องง้อเศรษฐีมาบริจาก นำหลัก "ตนพึ่งตน" มาใช้ ถ้ามีแต่คนวางเฉย คนนอกเขาวางเฉยก็พอไหว แต่ถ้าผู้ป่วยมาแล้ววางเฉย ไม่ทำอะไรเลย รอสมุนไพรอย่างเดียว วันหนึ่ง คงได้เห็นป้าย "ปิด" เพราะไม่ไหวแล้ว

เราจึงได้แต่คิดเล่นๆ ว่า "อย่าให้หลวงพ่อนิพนธ์ ท่านเลิกรับคนป่วยทั่วไป หันกลับไปสู่ทางที่แม่ชีเมี้ยน คือ รับเฉพาะผู้ป่วยยาเสพติด กับผู้ป่วยเอดส์เลย" แต่ถ้าทุกคน หรือส่วนใหญ่ กลายเป็นชูชก รอแต่รับ เอาแต่วางเฉย เราก็ว่า อย่าให้ท่านลำบากกับคนไม่รู้ค่าเลย ท่านควรกลับไปช่วยคนสองจำพวกนั้นดีกว่า พูดง่าย รักษาง่าย สบายใจสำหรับท่านกว่า และลงทุนลงแรงและเห็นผลแทบจะร้อยเปอร์เซ็นต์ ไม่ต้องเหนื่อยแบบนี้

บาดหูบาดใจจริงๆ สำหรับเรา ที่ได้เห็นได้ยิน คนบ่น ว่า รอนาน ในขณะที่ตัวเองนั่งเฉยๆ เขาคงไม่พูดเช่นนั้น ถ้าเขาแค่เดินไปโรงยา เห็นกองสมุนไพรที่ต้องทำให้ ไม่ว่ามะกรูด มะนาว ใบไม้สมุนไพรต่างๆ และกองมหึมาของมะพร้าว รวมทั้งกองขวดนับหมื่นใบที่ต้องรอกรอก เราจึงเข้าใจแล้วว่า ทำไมหลวงพ่อนิพนธ์จึงกล่าวว่า ไม่ต้องนำเงินมาบริจาค แค่เปลี่ยนนิสัยจากชูชกที่วางเฉยรอคนอื่นทำให้ มาเป็นพระเวสสันดร ทำให้ผู้อื่น แค่นี้โรคก็แทบจะวิ่งป่าราบแล้ว คนหนึ่งคนขวดหมื่นใบ แค่เห็นงานก็ลมจับ แต่คนร้อยคน กับขวดหมื่นใบ ไม่ยากเลย เราจะมานั่งเสวยสุข และกินน้ำเหงื่อน้ำแรงคนอื่น ให้หายโรค มันจะเป็นไปได้หรือ ที่นี่จึงมีโรงทาน และกิจกรรมให้ทุกคนได้แสดงตน ว่ามิใช่แค่อยากเป็นพระเวสสันดร แต่ต้องทำตนให้เป็นพระเวสสันดรด้วย เพราะเชื่อในคำของพระภูมี "ให้สุขแก่ท่าน สุขนั้นถึงตัว" เราท่านเมื่อได้กลายเป็นผู้ให้ สุขที่ได้กลับมา คือ ไม่มีโรค นั่นและคือความจริง และเป็นไปได้ แล้วเราจะวางเฉย....... อยู่ทำไม

ท่านจึงให้สติทุกครั้งว่า "ก็เพราะไอ้วางเฉย พึ่งผู้อื่น เอาเปรียบเขาอยู่ร่ำไป ไม่ใช่หรือ วันนี้มันกลายมาเป็นโรคทำลายเราแล้ว ก็แล้วเราจะใช้วิธีนั้น ในการทำให้หายจากโรค มันจะเป็นไปได้อย่างไร"

ใครสนใจจะมาเขียนประวัติ จารึกไว้ในแผ่นดินของแม่ชีเมี้ยนมั่ง เราเชิญ

วันจันทร์ที่ 26 กันยายน พ.ศ. 2554

ผลแพ้ชนะ วัดกันที่ใจ

เกือบสี่เดือนก่อน ผู้คนเล่าขานถึงคุณปรียานุช ในการรักษาตัวด้วยวิถีทางสมุนไพรกันมากมาย หนึ่งในนั้น ที่รู้ดีถึงรายละเอียดเพราะเป็นเพื่อนกันมานาน กับคุณนุชนั่นเอง จึงอยากจะทดลองเส้นทางสายนี้ เพราะรู้แก่ใจดีว่า สภาพคุณนุชย่ำแย่กว่าเขาสักปานใด ตัวเขาเองเป็นแค่โรคเก๊าต์ เบากว่ากันเยอะ หลังจากไตร่ตรองแล้วจึงให้คุณนุชพามาหาหลวงพ่อนิพนธ์

ชายรูปร่างสูงใหญ่เดินทะมัดทะแมง ที่ผ่านการเป็นโรคเก๊าต์มานับสิบปี ได้เข้าพบหลวงพ่อนิพนธ์ เพื่อขอรับการรักษาด้วยสมุนไพร คำถามแรกที่หลวงพ่อนิพนธ์ถามเขาคือ แน่ใจหรือที่จะใช้วิธีนี้ เขาตอบว่าแน่ใจ หลวงพ่อนิพนธ์จึงบอกเขาว่า ถ้าแน่ใจและเอาแน่ ก็ไปซื้อรถเข็นเตรียมไว้ได้เลย ชายร่างสูงใหญ่ร้องเอ้ย ขึ้นมาทันใด พร้อมพูดสวนออกไปว่า ทำไมผมต้องใช้รถเข็น ในเมื่อผมเองก็เดินได้ปกติ

คำตอบที่ได้รับคือ ก็คุณกินยาระงับอาการเอาไว้ ทำให้ร่างกายไม่สามารถช่วยตัวเอง โรคก็ยังไม่รุนแรง ยาที่ทานเข้าไปคุมยูลิคของคุณ ก็สามารถยังสามารถกดอาการไว้ได้อยู่่ แต่ถ้าอยากรู้จริงๆ ก็ต้องหยุดยาเคมี และทีนี้ร่างกายก็จะแสดงปฏิกิริยา อาการก็จะปรากฎ ยิ่งทานสมุนไพรเข้าไปคุ้ยด้วยแล้ว อาการลงแดงจะเกิดขึ้น เขาก็เก็บความสงสัยนี้ไว้ ว่ามันจะเป็นไปได้อย่างไรที่เขาต้องนั่งรถเข็น ซึ่งไม่เคยเลยในชีวิต แต่ก็ไปซื้อหามาไว้

ด้วยวัยที่ยังไม่มากนัก และสภาพร่างกายที่ยังสมบูรณ์ การตอบสนองของร่างกายกับสมุนไพรของเขา ใช้เวลาเพียงเดือนกว่าๆ อาการลงแดงก็ปะทุ เขาต้องนั่งรถเข็นจริงๆ และมีอาการปวดรุนแรง ขนาดที่เจ้าตัวบอกว่า แม้แต่ลมพัดผ่านยังเจ็บ หลวงพ่อนิพนธ์ให้สติว่า หลักของพระภูมี คือ ทุกข์วันนี้ เพื่อสุขวันหน้า ในขณะที่หลักของวิทยาศาสตร์ เขาสุขวันนี้ เพื่อทุกข์วันหน้า ดังนั้น หายหรือไม่หายไม่มีใครช่วยได้ วัดกันที่ใจ ถ้าทนไม่ไหว ก็กลับไปให้หมอฉีดยา อาการปวดก็จะหายไป ด้วยความมุ่งมั่น และอดทน ต่ออาการลงแดง เขาต้องนั่งอยู่บนรถเข็น สองสัปดาห์ หลังจากนั้น จึงเริ่มหัดเดิน ด้วย walker อีก 15 วัน จึงทิ้ง walker เปลี่ยนมาใช้ไม้เท้าธรรมดา อีกสองสัปดาห์

ทุกวันนี้ เริ่มกลับมาเดินได้ปกติ แม้ยังมีอาการเสียวคงอยู่นิดหน่อย แต่เมื่อเทียบกับตอนลงแดง ก็ผิดกันราวกับฟ้าดิน ธรรมชาติของเขาเริ่มกับมา พร้อมกับการหวนไปกินเป็ด กินไก่ ได้อีกครั้ง เขาได้ความสุขทั้งสุขภาพ และความสุขจากการกิน พร้อมกับดีใจที่ตัดสินใจถูก ไม่กลับไปพึ่งยาเคมีอีกครั้ง ในขณะที่ความปวดแล่นไปทั่วร่างกาย แม้ยามขยับตัว

วันนี้ เขาได้เป็นตัวอย่างแก่คนที่จะเดินตามมา บอกให้ทุกคนที่ได้เห็น และได้รู้ในสิ่งที่เขาผ่านมา ว่า คำของหลวงพ่อนิพนธ์ที่ว่า สัญญาณที่จะบอกเราว่า โอกาสหายมาถึงแล้ว คือเมื่อประตูนรกของการลงแดงเปิด ความเข้าใจที่เรียนรู้จากหลวงพ่อนิพนธ์มา จำทำให้เรามีน้ำอดน้ำทน และเห็นประตูสวรรค์ เมื่อนั่น เราจะเป็นอิสรภาพอีกครั้ง ไม่ต้องเป็นทาสของเคมีอีกต่อไป เราจะได้สัมผัส สุขของพระพุทธเจ้า "กินเป็นสุข นอนเป็นสุข จากความไม่มีโรค เป็นฉันใด" ใครก็ช่วยเขาไม่ได้ เขาต้องพึ่งตัวเอง แพ้ชนะ จึงวัดกันที่ใจตัว

 แต่สิ่งหนึ่งที่ผู้คนอาจไม่รู้ คือความมุ่งมั่นในความอยากหายของเขา ทำให้เขามาทุก พฤหัส และอาทิตย์ และทำกิจกรรมทุกอย่าง ตามที่เรียนรู้มาจากเพื่อน คือ คุณปรียานุช ไม่ปล่อยให้เวลาที่เขามาผ่านไปโดยไร้ค้า ในขณะที่บางคน มาทานสมุนไพรสักพัก ก็ถามว่า หยุดได้ไหม ไม่มีเวลา รอนาน ซึ่งก็ไม่แปลก ที่เขาจะคิดเช่นนั้น สิ่งที่เราเห็นในคนๆ นี้คือ เขาประสพผลสำเร็จ เพราะเขาคิดว่า ชีวิตเขามีค่า เขาจึงทุ่มเทในการกอบกู้ เรียนรู้และทำทุกอย่าง เพื่อให้ได้สิ่งที่ต้องการ และก็ไม่น่าแปลกที่เขาจะประสพผลสำเร็จ หลวงพ่อนิพนธ์ จึงมักย้ำว่า ต้องเรียนรู้ และเอาเหตุผลไปไตร่ตรอง เมื่อคิดได้ เราจะมีน้ำอดน้ำทน และมีมานะในการทานสมุนไพร รวมทั้งต่อสู้กับอาการที่พึงจะเกิดในอนาคต ผู้ที่เรียนรู้และทำได้ ย่อมประสพผลด้วยตัวเขาเองอย่างแน่นอน พระพุทธเจ้าจึงเรียนหลักนี้ว่า ตนพึ่งตน

ติดต่อสั่งซื้อสินค้า หาโปรโมชั่น Sesamix-Z และ สารสกัดเซซามินสูตรที่ดีที่สุด โทรหาเรา 086 6O4 7O44