แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ดารา แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ดารา แสดงบทความทั้งหมด

วันศุกร์ที่ 23 มกราคม พ.ศ. 2558

ยกจิตยกใจขึ้น

ปัญหาสำคัญประการหนึ่งของผู้ป่วย นั่นคือ หมดจิตหมดใจ เพราะอาการที่เป็นมันนาน หรือรู้ว่าบทสุดท้ายจะลงเอยอย่างไร ก็เลยถอดใจ คำปรารภที่มักจะได้ยินบ่อย ก็คือ อยู่ไปก็เป็นภาระของลูกหลาน ครอบครัว

ดังนั้น การกอบกู้หรือฟื้นฟู จึงมิใช่เพียงแต่แค่การทานสมุนไพร หากแต่สิ่งสำคัญประการแรก ก็คือการสร้างกำลังใจ ยกระดับจิตใจขึ้นมาก่อน เพื่อให้ตื่นตัว มีกำลังต่อสู้

หลวงพ่อนิพนธ์ จึงได้เริ่มบทพระมาลัย ให้คนที่มีอาการเลวร้าย เรียกว่าวิกฤตในโรคต่างๆ ประเภทหมอทิ้งแล้วทั้งนั้น ที่ผ่านการฟื้นฟูตนจนสำเร็จ มาทำหน้าที่เป็นพระมาลัยโปรดสัตว์ เล่าประวัติของตน ในอดีตที่เป็นมา และประสพการณ์ในการทานสมุนไพร จนกระทั่งฟื้นฟูตนจนสำเร็จ

กิจกรรมนี้ ก็จะทำให้คนส่วนใหญ่ที่อาการไม่เลวร้ายเท่า เมื่อได้ยินได้ฟัง ก็จะได้มีกำลังใจ และเชื่อมั่น เป็นการยกระดับจิตใจให้อยากต่อสู้ ที่สำคัญ เห็นหนทางแล้วว่า สู้แล้วชนะได้

วันพฤหัสที่ผ่านมา ก็ได้รับฟังจากหลายท่าน ท่านหนึ่งที่น่าสนใจคือ ป้าก้อย ผู้ซึ่งเป็นหลานของคุณหญิงบุญเรือน ชุณหวัณ ภรรยาท่านนากยกชาติชาย

ป้าก้อยเล่าให้ฟังว่า วิธีการรักษาใดๆในโลก ที่ว่าดี หมอไหนที่ว่าเจ๋ง ไปมาหมดแล้ว ทุกแบบ ทุกแผน ฝรั่ง ไทย จีน พระเจ้า ... ผลก็คือ อาการรูมาตอยด์ มีแต่หนักขึ้น สภาพสุดท้ายที่หมอทิ้ง นั่นคือ การต้องนั่งรถเข็น เดินไม่ได้ มือเท้าหงิก หมดแรงลงทุกวัน

มาวันนี้ ป้าก้อยกลับมาเดินได้ ขับรถเองได้ เหลือเพียงอย่างเดียวที่เป็นสิ่งที่รักแต่ยังทำไม่ได้ คือ การกลับไปเป็น นักเต้นเท้าไฟ

แต่สิ่งหนึ่งที่ป้าก้อยประหลาดใจ และดีใจมาก นอกจากการหายจากรูมาตอยด์ นั่นก็คือ เล็บที่เคยเปราะ แตกหัก เสียรูปง่าย กลับมางอก และแข็งแรงดังเดิม พูดง่ายๆ ก็กลับมาทำสวยได้แบบเดิม นี่เป็นของแถมที่ป้าก้อยไม่คาดฝัน

บทสรุปที่หลวงพ่อนิพนธ์ชี้ให้เห็น หลายคนจะมุ่งเน้นที่สมุนไพร แต่คนไข้บางประเภท โดยเฉพาะพวกอัมพฤกต์ อัมพาต สิ่งที่สำคัญไม่แพ้กันก็คือ กำลังใจ เพราะคนเหล่านี้ ถูกอาการกัดกินไม่เพียงแต่กาย ใจก็หมดไปด้วย เรียกว่าหมดอาลัยตายอยากกับชีวิต

คนไข้ที่สาหัส เช่น มะเร็ง เอดส์ ก็เช่นกัน เมื่อรู้ว่าเป็นแล้วตาย บางคนก็เลยเบื่ออาหารไปเลย

คนที่ฟื้นฟูตนแล้วเสร็จ หลวงพ่อนิพนธ์จึงกล่าวว่า ตอนนี้ก็มีโอกาส ที่จะทำตนเป็นพระมาลัย ให้คนรุ่นหลังได้ยิน ได้ฟัง แล้วรู้ว่า แนวทางสมุนไพรของพระภูมี ที่แม่ชีเมี้ยนนำมา ... ผู้ใดทำได้ ผู้นั้นย่อมได้ผลเลิศ ตามปรารถนา นั่นคือ หายโรคได้

ดังนั้น ตั้งแต่เดือนหน้าเป็นต้นไป คนไข้มะเร็งที่อาการสาหัส เมื่อสมัครใจเข้าคอร์ส หน้าที่หนึ่งที่จะต้องพึงมี นั่นคือ การให้ข้อมูล ในอาการที่เป็น ถ่ายรูปหรือวิดิโอเก็บไว้ ทุกสัปดาห์ ดูความก้าวหน้าของอาการ เพื่อที่จะให้คนรุ่นหลังที่มา ได้เรียนรู้ ได้ยิน ได้ฟัง ... แล้วยกระดับจิตใจตนขึ้นมา กระตุ้นให้ฮึกเหิม ในการฟื้นฟูตน เรียนรู้แบบอย่าง แล้วทำตาม เพื่อผลแห่งตัวเอง

พระมาลัยเหล่านี้ ทำให้เราเชื่อว่าสถานที่นี้มีสิ่งศักดิ์สิทธิ์เกื้อหนุน เราท่านจึงเห็นในสิ่งที่คนทั้งโลกทำไม่ได้ นั่นคือ คนหายจากมะเร็งสมอง โรคหัวใจ โรคไต โรคกระดูก .... เดินกันให้ไขว่

เสียดายที่คนส่วนใหญ่ไม่เห็นแบบเรา จึงไม่ให้ความสำคํญ ทำตนเป็นไทยเฉย ... เพราะสิ่งศักดิ์สิทธิ์ของเขาต้องเหาะลงมา

ไม่สงสัยเลยว่า ที่กรรมการท่านหนึ่งหลวงพ่อนิพนธ์พูดสักฉันใด ร้องขอให้ซื้อสมุนไพรมา ก็นั่งเฉย แล้วบอกว่าสิ่งนี้กระจอก สิ่งที่ตนทำเป็นบุญใหญ่ โน่น ธรรมจักรเพชร ราคา ๑๕ ล้าน ...

ตอนทำ บอกว่าธรรมจักร ได้บุญ ที่นั่นศักดิ์สิทธิ์ แต่ตอนเจ็บมะเร็ง ไม่ไปหาธรรมจักร หาวัดนั้น กลับวิ่งมาทานสมุนไพรแม่ชีเมี้ยนซะนี่ ที่ๆบอกว่ากระจอก

ก็แล้วขวดใบหนึ่ง พริกไทยขีดหนึ่ง เทียบกับธรรมจักร อะไรให้ค่าแก่ชีวิตมากกว่ากัน ในเมื่อธรรมจักรช่วยอะไรไม่ได้ แต่ขวด ... พริกไทย หยุดอาการปวดมะเร็งได้

ทานสมุนไพรให้ตายก็ไร้ผล หากคนป่วยหมดใจ ไม่ทานอาหาร ...

นี่จึงเป็นทางเลือก ที่หลวงพ่อนิพนธ์เสนอ ที่ซึ่งมิใช่เป็นแต่ทางเลือก หากแต่เป็นทางเลือกที่มีโอการรอดได้ด้วยอีกต่างหากถ้าทำได้

วันศุกร์ที่ 9 มกราคม พ.ศ. 2558

ปฏิมากรรม

แม้นหลวงพ่อนิพนธ์จะเปิดการรักษาคนมาตั้งแต่ปี ๓๐ ผลงานที่ผ่านมาของผู้ที่ประสพผลสำเร็จ ก็มีมาก แต่สิ่งเหล่านั้นไม่เคยได้เปิดเผยให้คนส่วนใหญ่ได้รู้เลย

ประการสำคัญก็คือ หลวงพ่อนิพนธ์อยากปล่อยให้การเติบโตเป็นไปตามธรรมชาติ สิ่งที่ต้องแลกมาก็คือ จำนวนคนที่จะประสพผล ก็จะมีสัดส่วนที่ค่อนข้างน้อย ส่วนใหญ่ก็จะหลุดลอยไป

มาวันนี้ ศกนี้ เมื่อประกาศศึกเต็มตัว การกระทำอย่างเช่นเดิม ก็คงทำไไม่ได้แล้ว ปฏิมากรรมชั้นเลิศในการฟื้นฟูคน ที่ทำแล้วไม่เคยเอามาให้คนดูเลย ก็ถึงเวลาปัดฝุ่น แล้วกระตุ้นให้มาทำตนเป็นพระมาลัย ไม่ใช่ ตนเองรอดแล้ว ไม่สนผู้อื่น

นี่คือจิตวิทยา ที่แม่ชีเมี้ยนสอนให้ใช้มาตั้งแต่ครั้งถ้ำกระบอก ไม่ได้ใช้เพื่อทำให้มีชื่อเสียง หรือหาประโยชน์ แต่การโชว์ปฏิมากรรมชิ้นสุดยอด จักทำให้คนที่มาใหม่ มีกำลังใจ และรู้ว่า สิ่งที่ตนอยากได้ คือการหายโรคนั้นเป็นไปได้

เริ่มจากต้นศักราช ทุกพฤหัสและอาทิตย์ ต่อไปนี้ เราท่านจะได้เห็นปฏิมากรรมเหล่านั้น คนแล้วคนเล่า หมุนเวียนมาทำหน้าที่ ในการเป็นพระมาลัย สิ่งที่เหมือนกันของคนเหล่านี้นั่นคือ ผ่านการเป็นโรคที่เรียกว่าสุดยอดของอาการของโรคนั้นๆ มาแล้วทั้งหมดทั้งปวง

คนเส้นเลือดหัวใจตีบ วันอาทิตย์ที่ผ่านมา ก็ได้เห็นคุณธานินทร์ อินทรเทพ มาเล่าอาการให้ฟังเป็นประเดิมของศักราช เริ่มจาก อาการเส้นเลือดหัวใจตีบ ๔ เส้น นอนบนเขียงโรงพยาบาล นัดผ่าตัดทำบายพาสตอนสาย แล้วก็ถูกคุณพิศาล อัครเศรณี เพื่อนรัก ที่รู้จักสนิทสนมกับหลวงพ่อนิพนธ์เป็นอย่างดี ลากตัวลงจากเตียงหนีหมอตอน หกโมงเช้า นับจากวันนั้น มาวันนี้ จากอาการที่ร้องเพลงแค่เพลงสองเพลง ก็แทบจะตาย เล็บเขียว จนวันนี้ ทุกวันสูบบุหรี่ ทานกาแฟ ก็เป็นเวลา ๑๕ ปีแล้ว

พฤหัสที่ผ่านมา เริ่มประเดิมจากคุณปรียานุช ปานประดับ ได้มาเล่าประสพการณ์ ในการเป็นสารพัดโรคของเธอ จนทำให้เธอเดินไม่ได้ นั่งรถเข็น หมอบอกว่าพร้อมตายได้ทุกนาที หากมีอุบัติเหตุ

คนเหล่านี้ ปฏิมากรรมเหล่านี้ จะเวียนมาทุกโรค ให้ได้ยินได้ฟัง เพื่อสร้างความมั่นใจ ความเชื่อมั่น และกำลังใจ อันเป็นจิตวิทยาที่แม่ชีเมี้ยนให้หลวงพ่อนิพนธ์ใช้มาแต่ถ้ำกระบอก

สัปดาห์ต่อๆไป เราท่านจะได้เห็นคนเป็นโรคไต ที่หมอบอกไม่ผ่าเปลี่ยนต้องตายสถานเดียว เพราะสภาพของไตเรียกว่าเหลือแค่ ๑ เปอร์เซ้นต์ หรือ โรคมะเร็งสมอง ที่โตจนเบียดประสาทตาจนมองไม่เห็น แลโรคอื่นๆตามมา มีตัวมีตน ให้เห็นให้สัมผัส

ปฏิมากรรมเหล่านี้ จะหมุนเวียนมา สร้างความเชื่อมั่น กำลังใจ ไม่ใช่มาเพื่อสร้างชื่อเสียง เพราะด้วยสภาพทุกวันนี้ หลวงพ่อนิพนธ์ก็รับไม่ไหวแล้ว หาสมุนไพรให้แทบไม่ทัน ... แต่เพื่อให้จำนวนคนที่ประสพผลมากขึ้น เพราะมีน้ำอด น้ำทน มีกำลังใจ เห็นตัวอย่างที่เขาหนักกว่าตนเองหลายเท่า แลคนเหล่านั้นยังประสพความสำเร็จได้ ตนเองก็ทำได้เช่นกันนั่นเอง

ในส่วนของโรคมะเร็ง ตอนนี้อยู่ในขั้นตอนรวบรวมข้อมูลสมาชิก เพื่อแยกกลุ่ม แยกแยะระดับอาการ เพื่อการจัดสมุนไพรให้เหมาะสม หลังจากนี้ สมาชิกมะเร็งเหล่านี้ ก็จะเข้าสู่กระบวนการที่จะต้องตัดสินใจ ว่าตนเองจะเข้าคอร์สหรือไม่ ใช้ระยะเวลาสองสัปดาห์ นั่นหมายความว่า ผู้ที่จะเข้าคอร์สมะเร็ง ต้องทำกิจกรรมอย่างเต็มรูปแบบตามที่หลวงพ่อนิพนธ์กำหนด

นั่นคือ การทำเพื่อหวังผล หลวงพ่อนิพนธ์รับประกันว่า ผู้ที่ทำตามได้ ต้องประสพผลในการหายเกินครึ่งอย่างแน่นอน

สำหรับ ผู้ที่ไม่อยากเข้าคอร์ส ก็ไม่ว่ากัน หากอยากจะรับสมุนไพร ก็อนุญาติให้รับได้ปกติเหมือนคนทั่วไป โดยจัดไปอยู่ในสมาชิกทั่วไป ทั้งนี้ทั้งนั้น ไม่มีการรับเข้ามาอีก และอาจจะมีการหยุดรับสมาชิกมะเร็งชั่วคราว เพื่อจัดระบบชุดแรกนี้ให้เข้าที่ อันจะทำให้ผลบังเกิด หรืออาจรับเข้ามาเสริมตามจำนวนที่ขาดหายไป

ปฏิมากรรมนำมาโชว์ และกำลังสร้างปฏิมากรรมใหม่ โดยเฉพาะสมาชิกมะเร็ง ให้เห็นเป็นผลเด่นชัด มีมาตรฐาน คนที่มาทีหลังจะได้รู้ว่าทางเลือกนี้ต้องทำอย่างไร จึงจะเกิดผล ให้ได้ชั่งใจว่าจะวางชีวิตไว้ทางใด ในยามที่ประสพปัญหาชีวิตด้วยโรคนี้

แลด้วยความเป็นหลักปราชญ์ ผลแห่งการกระทำจึงมักมีมากกว่าหนึ่งเสมอ .. เช่นกัน การกระทำแบบนี้ เราก็เล็งว่า ผลเลิศอันหนึ่งที่จะพึงบังเกิดนั่นคือ การแก้สภาพการเป็นลูกเมียน้อย นั่นคือ คนทั่วไปที่เป็นมะเร็งได้มีโอกาสเลือก ตั้งแต่รู้ว่าตนเองเป็น ว่าจะใช้ทางเลือกนี้ไหม ไม่ใช่รอให้หมอ หรือไปใช้วิธีการอื่นใด ปู้ยี่ปู้ยำจนร่างกายไม่ไหวแล้วจึงมา เรียกว่าไม่เห็นโลง ก็ยังไม่มา พอมาแล้วสภาพก็ทำอะไรไม่ได้แล้ว การกู้ก็เรียกว่าเหนื่อยหนัก หรือทำไม่ได้เลย .. เช่นทุกวันนี้

รู้ปุ๊บ มาทานสมุนไพรปั๊บ งานเบา จบเร็ว เหมือนโฆษณา มาเร็ว เคลมเร็ว คนช่วยก็ไม่ต้องหนัก ไม่ต้องลุ้น อะไรกันมากมาย

ประมาณการณ์ว่า นับตั้งแต่เดือนกุมภาพันธ์เป็นต้นไป ผู้ที่เข้าคอร์ส ก็จะได้รับสมุนไพรเต็มอัตราศึก และมีการติดตามผลทุกสัปดาห์ มีกิจกรรมให้ทำ และเมื่อร่างกายพร้อม ก็เข้าขั้นตอนสุดท้าย นั่นคือ การทดสอบด้วย ยาตัด ... เป็นอันจบกระบวนการ ซึ่งไม่น่าจะเกินหกเดือน ควรจะเห็นผล ... ไม่ใช่บรรเทา ไม่ใช่ดีขึ้น แต่เป็นการหายขาด

ขอย้ำอีกครั้ง หลวงพ่อนิพนธ์กล่าวว่า โอกาสมีให้ทุกคน ไม่สนว่าจะสาหัสสักเพียงใด แต่มีได้แค่ครั้งเดียว

วันอังคารที่ 26 มีนาคม พ.ศ. 2556

เทียบเชิญ ๒


คนไข้ชาวสวิส ซึ่งได้กล่าวว่า ตัวเขามีเพื่อนคนหนึ่ง เป็นดาราฮอลีวู๊ด และป่วยด้วยโรคพาร์กินสันเช่นกัน แต่ไม่บอกว่าเป็นใคร

มาวันนี้ เขาได้ส่งรายละเอียด พร้อมเทียบเชิญ จากมูลนิธิของเพื่อนเขา ซึ่งได้แก่ ไมเคิล เจ ฟอกส์

พร้อมกับแจ้งรายละเอียดให้ทราบว่า เพื่อนคนนี้ได้จัดตั้งมูลนิธิ ไมเคิล เจ ฟอกส์ ขึ้น เมื่อสิบปีก่อน เพื่อจัดสรรทุนแก่นักวิจัย และแพทย์ เพื่อค้นหายารักษาโรคพาร์กินสัน จนปัจจุบัน ให้เงินแก่นักวิจัยไปแล้วทั้งสิ้น ๓๒๕ ล้านดอลล่าร์สหรัฐ แต่ไม่ได้อะไรกลับมาเลย

จนปัจจุบัน เพื่อนของเขาได้ว่าจ้างหมอ จำนวน ๑๐ คน เดือนละล้านกว่าบาท บินไปทั่วโลก เพื่อตรวจสอบดูว่า มีวิธีใดบ้างในการรักษาโรคพาร์กินสัน แต่ก็คว้าน้ำเหลว

เขาส่งรายงานปีที่แล้วของมูลนิธิ ไมเคิล เจ ฟอกส์ มาให้ทราบรายละเอียดเบื้องต้น ว่า ปีที่แล้ว มีนักวิจัย และหมอ มาร่วมชุมนุมประจำปีของมูลนิธิ จำนวน กว่า ๑๒,๐๐๐ คน เพื่อเสนอผลงาน และขอทุนวิจัย ผลปรากฎว่า มีงานวิจัยเด่น ๔ เรื่อง ที่ได้รับการคัดสรร หากแต่ไม่ใช่ยารักษาโรคพาร์กินสัน เป็นเพียงยาที่ลดอาการ หรือระงับอาการของโรคเท่านั้น

พร้อมกันนี้ เขาได้เน้นให้หลวงพ่อนิพนธ์ทราบว่า จากการประชุมที่ผ่านมา ไม่เคยมีรายงานสมุนไพรไทย ในการรักษาโรคพาร์กินสัน เข้ามาในที่ประชุม ของมูลนิธิ ที่ซานดิเอโก้ ของสหรัฐ เลยแม้แต่ครั้งเดียว

หมอและเพื่อน จึงได้ลงความเห็น ส่งเทียบเชิญ ให้หลวงพ่อนิพนธ์ เข้าร่วมการประชุมที่จะจัดขึ้นในปีนี้ โดยให้ตัวคนไข้ชาวสวิสท่านนี เป็นผลงานในการนำเสนอ

พร้อมกันนี้ ได้เตรียมจัดเครื่องบิน เพื่อให้หลวงพ่อนิพนธ์และทีมงานล่าม ผู้ติดตาม บินไปฟรีโดยไม่เสียค่าใช้จ่ายใดๆ เพื่อร่วมการประชุมนี้

หลวงพ่อนิพนธ์กล่าวว่า อาจจะทำโชว์เล็กๆ ให้ดูก่อนของจริง โดยอาจจะมีการร่วมมือระหว่าง "มูลนิธิไทยกรุณา กับ มูลนิธิ ไมเคิล เจ ฟอกส์ เพื่อโรคพาร์กินสัน"

หลวงพ่อนิพนธ์กล่าวว่า พาร์กินสัน เป็นโรคที่มีความร้ายแรงน้อย เมื่อเทียบกับมะเร็ง และโรคอื่นๆ

หากแต่เมื่อหมอ และนักวิชาการได้เห็น ก็แตกตื่นตกใจ เห็นเป็นสิ่งมหัศจรรย์ ด้วยเหตุที่ไม่เชื่อว่า "สมุนไพรแม่ชีเมี้ยนจะทำได้"

หลวงพ่อนิพนธ์ กล่าวว่า ต้องรอดูคุณสมบัติของคนไข้ชาวสวิสคนนี้ให้แน่ใจเสียก่อน ในหนึ่งเดือนนี้ หากคุณสมบัติใช้ได้ ก็จะทำให้โลกได้เห็นว่า ทางตันของวิทยาศาสตร์ สำหรับสมุนไพรสูตรพระภูมี ที่แม่ชีเมี้ยนทรงนำมา เป็นเพียงปัญหาเล็กๆ แก้ได้ไม่ยาก

สิ่งที่สำคัญ คงไม่โลภแล้วกระโดดเข้าไป เพราะไม่อยากให้เป็นถ้ำกระบอก ๒

เหมือนที่เคยปฏิเสธ เจ้าหน้าที่ระดับสูงของสหประชาชาติ ที่ขอยาตา ๑ ล้านขวด เพื่อให้สหประชาชาติไปแจก โดยจะให้เงินสนับสนุน นับพันล้านบาท หลังจากที่ตัวเขาหายจากโรคตา ที่หมอระดับโลกลงความเห็นว่า บอดแน่นอน หมดทางรักษา

คนไทยเล่นตัวนัก ฝรั่งเขาจะมาหิ้วตัวท่านไปแล้ว ....

คำร้องขอสุดท้าย ของคนไข้ชาวสวิสนี้ คือ ขอเพื่อนตามมาด้วย ๒ คน ได้ไหม เมื่อครบกำหนด ๑ เดือน

หากหลวงพ่อนิพนธ์อนุุญาต อาจได้เห็น ดาราฮอลีวู๊ด ไมเคิล เจ ฟอกส์ มาเดินที่ชมรมอย่างแน่นอน

วันศุกร์ที่ 7 กันยายน พ.ศ. 2555

เมตตา หรือ เหี้ยม

หลักใหญ่ใจความของพระพุทธศาสนา คือ "การเอาเหตุเอาผล"

ด้วยเหตุนี้ การทำอะไร จะต้องดูที่ผลที่เกิด แล้วจึงค่อยวิจารณ์ หากดูแค่เหตุแล้วไซร้ ก็มาตัดสิน วิพากวิจารณ์ในสิ่งที่ทำ ว่าไม่ถูกไม่ต้อง ไม่ได้เลย โดยเฉพาะเรื่องของศาสนา ที่มักสวนกระแส เรียกได้ว่า มักมีพฤติกรรม เสมือนปลาว่ายทวนน้ำ

หลวงพ่อนิพนธ์จึงยกตัวอย่างให้เห็น ดังเช่น หากคนผู้หนึ่งมีพ่อแม่ที่แก่ชรา เดินเหินไม่สะดวก มือไม้สั่น คนผู้นั้นปล่อยให้พ่อแม่ เดินอย่างลำบากไปหยิบยา รินยา แล้วทานเองอย่างลำบาก กว่าจะอุ่นยาได้ ก็เสียเวลาเนิ่นนาน ครึ่งค่อนวันกว่าจะได้ทาน เพราะสภาพที่เป็นไม่เอื้ออำนวยนั่นเอง

ภาพนี้ หากปรากฎให้ผู้อื่นเห็น ย่อมวิพากษ์วิจารณ์ และเรียกคนผู้นั้นว่า "ไอ้ลูกอกตัญญู ไม่ปรนนิบัติพ่อแม่ ไอ้ลูกเลว"

ด้วยเพราะคนเหล่านั้นวิจารณ์จากเหตุที่ปรากฎ ไม่เอาซึ่งผล

ตัวอย่างที่คลาสสิคที่หลวงพ่อนิพนธ์มักยกมาให้พิจารณา นั่นคือ คุณสมศักดิ์ เพื่อนสนิทคุณพิศาล อัครเศรณี ผู้ซึ่งสมองไหม้จากไข้มาเลเรีย ขึ้นสมอง จนขับรถชนราวสะพานพุทธ

อาการของเขา วันที่มา ช่วยตัวเองไม่ได้ มีลักษณะหนักกว่าอัมพาต มือไม้สั่น อุปมาเหมือนโรคพากินสัน ไม่สามารถตักข้าวเข้าปากได้เอง

หลวงพ่อนิพนธ์ ให้คนดูแล จัดสมุนไพร และข้าวน้ำให้ โดยสั่งว่า ให้เทใส่จาน เขาตักทานไม่ได้ ก็ให้ใช้ลิ้นเลียเอาเอง ห้ามช่วยโดยเด็ดขาด

คนทั่วไป เห็นภาพที่ปรากฎ สภาพคนไข้ ต้องคลานไปทานข้าว น้ำ และสมุนไพร อุปมาเหมือนหมาก็ปานนั้น ทุกคนจึงลงความเห็นเป็นเสียงเดียวว่า "โหตฉิบหาย ไร้เมตตา ไร้คุณธรรม"

หลวงพ่อนิพนธ์กล่าวว่า ถ้าเราไม่ใจแข็ง เราก็ช่วยเขาไม่ได้ เพราะหลักของพระภูมี เป็นหลัก พึ่งตนเอง ถ้าเราทำให้เขา เขาจะไม่มีวันหายได้เลย

คุณสมศักดิ์ ก็มีมานะ ทำด้วยตนเองตามหลวงพ่อนิพนธ์สั่งทุกประการ

เวลาผ่านไป ๑ ปี ๗ เดือน คุณสมศักดิ์กลับมาเดินได้ และมีสภาพเป็นปกติ ความจำดีเยี่ยม จนท้ายที่สุด มาขออนุญาตหลวงพ่อนิพนธ์กลับไปแต่งงานอีกครั้ง

ลูกที่รักพ่อแม่ ต้องใจแข็ง และทนต่อการเสียดสี นั่นแหละคือลูกที่ดี เอาเหตุเอาผล และจะได้เห็นพ่อแม่กลับมาเหมือนเดิม

หากทนเสียดสีไม่ได้ ทนใจแข็งไม่ได้ ทำตัวเหมือนกตัญญู คอยป้อนข้าว ป้อนน้ำ ป้อนสมุนไพร ทำตนอุปมาเป็นคนดี ผลที่ได้กลับกลายเป็นฆ่าพ่อและแม่ และจะไม่มีโอกาสให้พ่อและแม่กลับมาเป็นปกติดังเดิมได้เลย

รอยของพระภูมีที่ทำไว้ เมื่อเริ่มก่อเหตุ เปลี่ยนองค์จากกษัตริย์มาเป็นพระ ก็ต้องรับคำเสียดสี ด่าทอ จากชาวเมืองกบิลพัสด์ และโดยเฉพาะแม่น้าโคตมี มากมาย จวบจนสำเร็จเป็นพระพุทธเจ้า ผลเกิดแล้ว จึงได้รับสรรเสริญว่าเป็น "เอกบุรุษของโลก"

ก็เดินรอยเดียวกัน จะให้เป็นอื่นได้อย่างไร เพราะเรา ต้องเอาเหตุ เพื่อที่จะเอาผล ....

เรื่องอื่น จะใช้ใครก็ได้ แต่เรื่องของชีวิต "ต้องทำเอง" เป็นไม้ไผ่ลำเดียว ที่เป็นทางรอด

วันอังคารที่ 24 กรกฎาคม พ.ศ. 2555

เสีย หรือ ได้

หลายต่อหลายคน มักบ่นและกล่าวว่า การที่มารักษาตัวด้วยสมุนไพรแม่ชีเมี้ยนนั้น ทำให้ขาดเสียซึ่งรายได้ เสียเวลา เสียอะไรอีกจิปาถะ ....

ก็คงปฏิเสธไม่ได้ว่า คำกล่าวนั้นมีส่วนถูก หากแต่เป็นการพิจารณาแค่ผิวเผินไม่ตลอดรอดฝั่ง

ก็คงปฏิเสธไม่ได้ว่า คำกล่าวนั้นมีส่วนถูก หากแต่เป็นการพิจารณาแค่ผิวเผินไม่ครบถ้วนกระบวนความ เพราะมองแค่ระยะสั้น

หลวงพ่อนิพนธ์จึงยกตัวอย่างให้เราเห็นภาพ

กรณีแรก คือ คุณปรียานุช ผู้ซึ่งต้องช่วยคุณนพพล ดูแลเบื้องหลังในการถ่ายทำละคร หรือแม้แต่เขียนบท เมื่อต้องทิ้งมาพำนักพักที่ชมรม นั่นหมายถึงนอกจากไม่มีรายได้แล้ว ยังต้องจ่ายเพิ่มขึ้นในการหาคนมาทำหน้าที่แทน นับดูแล้วก็เป็นเงินไม่ใช่น้อย

ผ่านไปครึ่งปี คุณปรียานุช เริ่มกลับมามีสุขภาพที่ดีขึ้น จนช่วยตัวเองได้ กลับมาเดินได้ มาจนวันนี้ สามารถกลับไปอยู่หน้าจอได้ มีรายได้เพิ่มมากขึ้น รายจ่ายจากการต้องรักษาตัวก็ไม่มี จากสภาพที่ต้องจำใจบอกขาย "บ้านตาหลา" ที่เชียงราย ก็ไม่ต้องขาย เพราะตอนนี้สามารถกลับมาหารายได้เป็นกอบเป็นกำ

กรณีที่สอง คุณธานินทร์ หรือที่ชมรมมักเรียกกันว่า อาเล็ก ที่ต้องหยุดมาฟื้นฟู พำนักที่ชมรมสองเดือนเต็ม โดยมีหนี้สินที่รอเคลียเป็นล้านบาท รวมทั้งต้องหลบหน้า เจ้าของห้องอัด เพราะไปรับเงินค่าร้องเพลงมาแล้ว แต่ไม่สามารถร้องให้เขาได้ ด้วยสุขภาพไม่เอื้อนั่นเอง

คิดค่าตัวคืนหนึ่งก็หลายตังค์ หยุดไปสองเดือน ก็นับไม่ถูก แต่ก็ต้องทำใจ ผ่านมาวันนี้ ก็นับสิบปี คุณธานินทร์ หายกลับไปร้องเพลงให้ห้องอัดได้ กลับไปทำคอนเสริต์ได้ หาเงินได้นับสิบล้านบาท

การสูญเสีย เพื่อรักษาตัว แล้วมีชีวิต มีสุขภาพที่ดี พร้อมที่จะกลับไปหาเงินอีกครั้ง คิดอย่างไรก็คุ้มเกินคุ้ม

น่าเสียดาย แม้นจะสอนและบอกกล่าวสักฉันใด ก็ยังมีคนที่ทำใจไม่ได้ แม้กระทั่งในเวลาที่ต้องทำเพื่อช่วยตน คือ การสวดมนต์ ก็ยังรับโทรศัพท์หรือพูดคุย ทำธุรกิจ คุยฟุ้งเรื่องสัพเพเหระ ให้ได้ยิน ได้เห็นกันทุกครั้ง

คำที่เปรียบเปรย จึงดังก้อง "เสียน้อย เสียยาก เสียมาก เสียง่าย"

หลวงพ่อนิพนธ์จึงชี้ให้เห็นเสมอว่า หากเราเห็นกระเป๋าเงินตก มีเงินอยู่ อยากได้ เราได้เงินนั้นในวันนี้ แต่เราจะมีมะเร็งในวันข้างหน้ารออยู่ หากเรายอมเสียนิสัย นำกระเป๋าไปคืนเจ้าของ เราไม่ได้เงินนั้น แต่เราจะพ้นกรรมมะเร็งในอนาคต คุ้มหรือไม่

จึงไม่น่าแปลก ผู้ที่จบหลักสูตรแม่ชีเมี้ยน และยึดธรรมของพระภูมีไว้ช่วยตน จึงกลายเป็นคนดี เพราะเขารู้ซึ้งถึงกรรม และทราบดีว่า เมื่อกรรมมันบันดาลทุกข์ ต้องทรมาน และใช้ขันติอดทน ต่อสู้ หนักหนาสักเพียงไหน แค่คิดก็หนาวแล้ว

คนที่ไม่รู้ ไม่กลัว จึงทำ แต่คนรู้ เขาจึงยอมเสียวันนี้ดีกว่า...

ปาฎิหารย์

ครั้งสมัยถ้ำกระบอก คำถามหนึ่งที่พระใคร่รู้และถามแม่ชีเมี้ยน นั่นคือ "ปาฎิหารย์"

หลายต่อหลายคน มุ่งมาดวาดฝัน ด้วยเหตุฟังเขาเล่า หรืออ่านหนังสือ ทำให้คาดคิดกันไปต่างๆ นานาในเรื่องนี้

แม่ชีเมี้ยนฟังคำถาม ก็อ่านใจพระออก

จึงตรัสว่า หากท่านคิดว่าเมื่อท่านได้พบผู้มีบุญญาธิการ มีอำนาจ หรือที่เรียกกันว่าสิ่งศักดิ์สิทธิ์ ก็คงเห็นท่านหายตัว หรือ เหาะมาจากฟ้าเป็นแน่แท้ ดั่งในภาพยนต์หรือทีวี

เมื่อท่านได้เห็นดั่งนั้น ท่านจึงยอมรับและกราบไหว้

หากในความเป็นจริง ไม่ได้เป็นเช่นนั้น แม้สิ่งศักดิ์สิทธิ์จะมีฤทธิ์ทำได้ ก็ไม่ทำเช่นนั้นอย่างแน่นอน

เพราะอะไรหรือ เพราะสิ่งศักดิ์สิทธิ์ ต้องการผู้มีปัญญา เอาเหตุและเอาผล พูดง่ายๆ ก็คือ คนฉลาดนั่นเอง

การแสดงฤทธิ์จะทำให้ได้คนกราบไหว้ แต่ไม่ได้ซึ่งคนทำตาม หรือ ศรัทธาที่แท้จริง เพราะหวังพึ่งฤทธิ์ และขอพร นั่นเอง

แม่ชีเมี้ยนจึงตรัสว่า เมื่อคนมีปัญญาเห็นสิ่งที่ผิดปกติ นั่นคือ สิ่งที่มนุษย์ธรรมดาทำไม่ได้ ปรากฎขึ้น สิ่งนั้นจะก่อให้เกิดศรัทธา และปฏิบัติตาม

เมื่อเราไม่รู้ ก็เวียนว่ายหาสิ่งศักดิ์สิทธิ์ อุปโลกโน่นนี่ว่าศักดิ์สิทธิ์ หากแต่ชีวิตก็ด่ำดิ่งลงบนกองทุกข์ จนชีวิตดับ จึงพึงรู้ว่า สิ่งที่หาสิ่งที่ยึด หาใช่ไม่ ช่วยอะไรตนไม่ได้เลย

ใครจะว่าไรก็เรื่องของเขา แต่หลวงพ่อนิพนธ์กล่าวว่า สถานที่นี้ มีสิ่งศักดิ์สิทธิ์ คือ แม่ชีเมี้ยน พระพุทธเจ้าและสมุนไพร

ภาพที่ปรากฎให้เห็น จึงเป็นสิ่งที่มนุษย์ทั่วไปทำไม่ได้

เราจึงเห็นคุณอ้อ ผู้ซึ่งแขนข้างซ้าย ถูกเครื่องโม่แป้ง หักกระดูก ๗ ท่อน เส้นเอ็นยืด และขาดเป็นระยะถึงคืบ เนื้อหลุด มองทะลุแขนได้ หมอบอกว่าแม้นจะต่อเส้นเอ็นได้ ก็ไม่สามารถใช้จับสิ่งของ หรือ กำมือ ได้อย่างเดิม

แต่วันนี้ คุณอ้อยังใช้แขนซ้ายทำงาน ทั้งๆ ที่ไม่ได้ต่อเส้นเอ็น

เราจึงเห็น เส้นเลือดหัวใจของคุณธานินทร์ ที่ตีบตัน จนเลือดแทบจะเดินไม่ได้ เกิดเส้นเลือดฝอยแตกแขนงออกมา ทำหน้าที่บายพาสเลือด แทนเส้นเลือดเดิม โดยที่ไม่มีการผ่าตัด

เราจึงเห็นคุณซุ้ยเหรียญ แม่บ้าน ผู้ผอมบาง ด้วยเป็นโรคมะเร็งเม็ดเลือด หรือเลือดแห้ง ยังคงเป็นแม่บ้านอยู่เกือบ ๒๐ ปีแล้ว

เราเห็นคุณแตน ผู้ที่เป็นมะเร็งปอด จนต้องตัดปอดทิ้ง ที่แม้จะเดินสักสิบก้าวก็ยังลำบาก หากแต่วันนี้ สามารถเดินขึ้นเขา เป็นหัวหน้าทีมเก็บใบยา มาให้เหล่าสมาชิกทานทุกสัปดาห์ได้ และทุกปีของการตรวจประจำปีที่ศิริราช จะต้องถูกหมอแซวว่า คนไข้รุ่นเดียวกัน ตายไปหมดแล้ว และต่อด้วย เก่งมากที่ยังเดินขึ้นชั้น ๒ มาหาหมอได้จนทุกวันนี้

จะเรียกสิ่งเหล่านี้ว่าอะไร ถ้าไม่ใช่ปาฏิหารย์

เมื่อมองไม่เห็น ก็ไม่ขนลุกขนพอง ไม่รู้สึกอันใด หรือมีการเปลี่ยนแปลงตนอย่างใด อย่างที่หลายคนเป็นนั่นเอง

คำที่แม่ชีเมี้ยนกล่าวกับหลวงพ่อนิพนธ์ ว่า เมื่อคนมีตาไร้แวว นั่นคือขาดปัญญา พิจารณา และเอาเหตุเอาผล คนพวกนี้ ก็อุปมาเหมือน "เข้าป่า ไม่เห็นไม้ อยู่ใกล้ช้าง ไม่เห็นงา"

แม้เขาจะเข้ามาอยู่ในแดนดินของสิ่งศักดิ์สิทธิ์ ก็มองไม่เห็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์ เพราะเขาเหล่านั้น รอที่จะเห็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์ลอยลงมานั่นเอง

ต่อให้รอจนตายแล้วตายอีก เขาก็ไม่มีวันได้เห็นอย่างแน่นอน

วันศุกร์ที่ 20 กรกฎาคม พ.ศ. 2555

โฟล์คซองวงเล็ก

พฤหัส ที่ผ่านมา หลังจากทานสมุนไพรมะพร้าวแล้ว คนไข้ก็จะมานั่งกันในศาลา

ก็เพราะว่า จะมีวงดนตรีวงเล็กๆ มาร้องขับกล่อมบรรเลงให้ฟัง

ศิลปิน ที่ขับกล่อม คือ มงคล อุทก และผองเพื่อน

หลังจากที่ฟื้นฟูกลับมาช่วยตัวเองได้ และสามารถกลับไปทำมาหากินเลี้ยงครอบครัวได้อีกครั้ง

จึงเป็นที่มาของวงดนตรีเล็กๆ นี้ เพื่อนำสิ่งที่ได้กลับคืนมา มาสร้างสุขให้แก่คนทุกข์จากโรคภัย ได้ผ่อนคลาย และรอวันฟื้นคืนกลับดั่งเช่นตัวเขานั่นเอง

วันนี้ เราจึงเห็นนักร้อง อย่างคุณธานินทร์ มาช่วยปั้นขนมในเทศกาลขนมเทียน ได้เห็น คุณมงคล อุทก มาร้องเพลงให้คนไข้ฟัง ได้เห็นคุณแชมเปญ เอ็กซ์ มาตำส้มตำขายให้คนไข้ ได้เห็นคุณศิรินทรา นิยากร มาเป็นผู้นำสวดมนต์ ได้เห็นดาราหลายๆ คน ที่มาทำงานในชมรมคนรักสุขภาพแห่งนี้

การมา คือ การเสียซึ่งรายได้

หากแต่การเสียรายได้นี้ จะนำพามาซึ่งรายได้บุญไว้หล่อเลี้ยงชีวิต

แลรายได้บุญนี้เอง ทำให้คนเหล่านี้นำไปใช้แก้ปัญหาสุขภาพและชีวิต

จึงมีภาพ คุณยุ้ยจีระนันท์ และคุณทัน มายืนขายน้ำ ได้เห็นคุณปรียานุช และคุณนพพล มายืนขายกาแฟ ให้เห็น

สิ่งนี้ย่อมเป็นเครื่องยืนยัน บุญ ไม่ได้มาด้วยเงิน อยากได้ต้องทำด้วยตนเอง และต้องทำให้ถูกจึงจะได้

แม่ชีเมี้ยนตรัสถึงหนทางบุญไว้ว่า "ที่ใดมีคนทุกข์ ที่นั่นแลคือแหล่งบุญ"

วันจันทร์ที่ 9 กรกฎาคม พ.ศ. 2555

กู้ชาติ

หลายปีก่อน หลวงพ่อนิพนธ์ได้เคยกล่าวไว้ว่า ตำราสมุนไพรที่ให้ไว้ ให้เพื่อที่จะทำแทนแม่ ในการตอบแทนแผ่นดินเกิด สิ่งนี้จะช่วยกู้ชาติ

ในขณะนั้น ก็ยังงงงงง ..... มันจะกู้ยังงัย

ต่อมาเมื่อสิบปีก่อน ก็เริ่มมีคนไข้แบบ อ.อร่าม อ.สุนทร ผู้ซึ่งกลายมาเป็นวิทยากรในปัจจุบันเข้ามา

และเมื่อได้เห็นข่าว

นพ.สุวิทย์ วิบุลผลประเสริฐ ประธานคณะกรรมการกำกับทิศทางการวิจัยและพัฒนาระบบยา สถาบันวิจัยระบบสาธารณสุข (สวรส.) แถลงว่า ปัจจุบันแนวโน้มการบริโภคยาในประเทศไทยเพิ่มขึ้นโดยในปี 2553 ถึง 134,482,077,585 บาท คิดเป็นประมาณ 35% ของค่าใช้จ่ายด้านสุขภาพ เป็นยาที่ผลิตในประเทศมูลค่า 46,895.7 ล้านบาท นำเข้า 99,663.8 ล้านบาท มูลค่าส่งออก 12,077.5 ล้าน

หลวงพ่อนิพนธ์กล่าวว่า เฉพาะปัจจุบัน ทุกวันที่เปิดทำการ พฤหัส และอาทิตย์ มีคนไข้เวียนมาประมาณวันละสามพันคน จนต้องสวดมนต์สามรอบแล้ว

เมื่อย้อนไปในอดีต อ.อร่าม ต้องทำการเบิกค่ายาจาก ม.จุฬาฯ เดือนละประมาณสามหมื่นบาท ทุกเดือน อ.สุนทร ก็เบิกจาก ม.รามคำแหง พอๆ กัน

คนกว่าครึ่งหมื่น ไม่ต้องใช้ยานำเข้าจากต่างประเทศ ประการหนึ่ง คนกว่าครึ่งหมื่น ต้องหันมาบริโภค สินค้าในประเทศที่ใช้เพื่อการทำสมุนไพร ประการหนึ่ง แลคนกว่าครึ่งหมื่น สามารถกลับไปทานของที่ต้องห้าม หรือ แสลง อาทิเช่น เนื่้อสัตว์ ผลไม้ที่ให้ความหวาน เช่น ทุเรียน ได้

แลที่สำคัญ คนเหล่านี้ กำลังกลายเป็นคนดีของสังคม และทำให้คนรอบข้างเป็นสุข กระจายไปในสังคมไทย

ภาพการกู้ชาติจึงค่อยๆ ปรากฎให้เห็นเด่นชัด

และยิ่งสถานทูตหลายแห่ง โดยเฉพาะทางยุโรป ได้ทำเรื่องร้องขอให้พิจารณา ในเรื่องที่เป็นปัญหากับประชากรของเขาอย่างยิ่ง เพราะตรวจพบว่า ได้มีคนของเขาผู้ซึ่งเป็นโรคดังกล่าว คือ "เซลล์สมองเสือมเร็วกว่าปกติ" อันส่งผลให้ผู้เป็นเสียชีวิตในห้าปี นับจากอาการครั้งแรกปรากฎ ทุกราย

จากการตรวจสอบของสถานทูตประเทศนั้น พบผู้ที่หายจากการใช้แนวทางสมุนไพรแม่ชีเมี้ยน จากผู้ที่มารักษาทั้งสี่ราย ปัจจุบันยังมีชีวิตอยู่อย่างปกติ

จึงร้องขอให้พิจารณา เพราะโรคดังกล่าวเป็นกันมากในยุโรป

และปัจจุบันยังไม่สามารถรักษาหรือชะลอการเสียชีวิต โดยทางการแพทย์ได้

หลวงพ่อนิพนธ์ได้กล่าวว่า ยุโรปเขาเป็นแค่ระดับเสื่อม แต่คุณสมศักดิ์ เพื่อนรักคุณพิศาล อัครเศรณี นั้นเป็นถึงระดับ สมองไหม้ เพราะพิษไข้มาเลเรียขึ้นสมอง จนสิ้นสติ ขับรถชนสะพานพุทธ และหัวใจหยุดเต้น จนหมอแทงเรื่องตาย

หากแต่โชคดี ที่หมออำนาจ ผ.อ. รพ.ศิริราช ในขณะนั้น ผู้เชี่ยวชาญโรคหัวใจ ซึ่งก็เป็นเพื่อนรักเช่นกัน ไม่ยอมแพ้ ดึงร่างออกจากห้องแช่ มาผ่าอก แล้วใช้ไฟช็อตหัวใจ จนฟื้นขึ้นมา

หากแต่การฟื้นขึ้นมา ก็ช่วยตัวเองไม่ได้ จนผ่านไปเกือบสิบปี จึงยอมให้หมอผี คือหลวงพ่อนิพนธ์ รักษา

ปัจจุบัน คุณสมศักดิ์ กลับไปแต่งงาน มีภรรยา และทำงานเป็นปกติ

หลวงพ่อนิพนธ์จึงกล่าวว่า จึงไม่เป็นการยากเลยในการใช้ตำราสมุนไพรแม่ชีเมี้ยน ในการกู้ชาติ แม้ประเทศไทยจะไม่ยอมรับ แต่ต่างชาติเขายอมรับในผลงานนั่นเอง

เมื่อมีความพร้อม และใช้สิ่งนี้เป็นประตูเบิกทางให้กับประเทศชาติในการต่อรองเรื่องสำคัญของชาติ ย่อมเป็นไปได้โดยง่าย

แต่ตอนนี้ สิ่งที่กำลังทำ คือ การที่ให้คนป่วยทุกคน ทำตนเป็นประวัติศาสตร์ ให้คนเหล่านั้นมาเรียนรู้ และพึงภาคภูมิใจ ที่วันหนึ่ง ลูกหลานจะได้กล่าวอ้างว่า

คนนั้นแม่ฉัน คนนั้นพ่อฉัน ที่เป็นต้นแบบเขียนในประวัติศาสตร์ ให้คนทั้งโลก ได้เรียนรู้ แล้วทำตาม

การกระทำของทุกคนในวันนี้ จึงมีผลไม่เพียงแต่คน หากแต่กำลังทำตนเป็นประวัติศาสตร์ให้คนทั่วโลกได้มาอ่าน ศึกษา แล้วเดินตาม เรียกได้ว่า "ทำตนเป็นพระมาลัยโปรดสัตว์"

แลเมื่อผลที่ทุกคนพยายาช่วยตนนี้เอง จะเป็นปัจจัยที่ส่งผลเกื้อกูลต่อประเทศชาติ ทั้งทางตรง และทางอ้อม

ประวัติศาสตร์อย่าง "ฟรังโก้" ชาวอิตาลี ที่มีภรรยาไทย แลได้เวียนมายังทางเลือกสมุนไพรแม่ชีเมี้ยน ก็จะกลายเป็นหน้าที่ถูกบันทึก แลให้คนชาวอิตาลี แลยุโรป ที่มีปัญหาเช่นเดียวกัน ได้มาศึกษา เรียนรู้

และเราท่านคนป่วยทั้งหลาย ที่ได้ทำตนเป็นหน้าประวัติศาสตร์ ก็ภูมิใจเถิดว่า สิ่งหนึ่งที่เรากำลังทำโดยไม่รู้ตัว นั่นคือ การกู้ชาติ ที่ทำให้ชาติเราไม่ต้องเสียเงินไปซื้อยาปีละแสนล้าน ที่ทำให้คนไทยแลสังคมไทย มีสุขภาพ มีคนดีเพิ่มมากขึ้น เป็นกำลังสร้างประเทศให้เจริญ

ว่าแต่ เราท่าน อยากทำตนเป็นประวัติศาสตร์ให้คนอ่าน หรือทำตนเป็นผู้อ่านประวัติศาสตร์

วันศุกร์ที่ 29 มิถุนายน พ.ศ. 2555

ข้อห้าม - การทานสมุนไพรแม่ชีเมี้ยน


คำถามหนึ่ง ที่คนไข้มักถามวิทยากร นั่นก็คือ มีข้อห้ามอะไรบ้างในการใช้แนวทางสมุนไพรแม่ชีเมี้ยน

วิทยากรทุกท่าน ให้คำตอบว่า แนวทางนี้เป็นการฟื้นฟูธรรมชาติ ให้กลับไปเหมือนดั่งเดิม ดังนั้น ยามปกติเราท่าน สามารถทำอะไรได้ ก็ทำไป

โดยเฉพาะในประเด็นของแสลงด้วยแล้ว วิทยากรมักจะเน้นว่า เมื่อทานสมุนไพรได้สักพัก อันใดที่ถูกสั่งห้ามกินห้ามทาน ให้ทานก่อน

ด้วยเหตุผลที่ว่า สิ่งที่เรียกว่า ของแสลง อันหมายถึงสิ่งนั้น มีสารที่สามารถเข้าถึงต้นกำเนิดของโรคได้อย่างรวดเร็ว และเป็นธรรมชาติ ดังนั้น จึงมีคุณสมบัติ ที่สมุนไพรจะใช้เกาะและนำพาไปยังต้นตอของปัญหานั่นเอง

พูดภาษาง่ายๆ ของแสลงก็คือตัวชี้เป้านั่นเอง ดังนั้น เมื่อทานสมุนไพรได้สักพัก วิทยากรจึงแนะนำว่าให้เริ่มทานของแสลงนั้นๆ ปริมาณน้อยๆก่อน เช่น เป็นเบาหวาน ก็ทานทองหยิบ ทองหยอดสักกระทง เป็นเก๊าต์ ก็ทานไก่สักน่อง อะไรประมาณนี้

และโดยเฉพาะโรคมะเร็ง รีบกลับไปทานเนื้ออย่างเร็วด่วน

คำถามที่คนไข้มักสวนมาทันที คือ อัลกอฮอร์ละครับ และก็บุหรี่ด้วย

หลวงพ่อนิพนธ์ มักยกตัวอย่าง คุณธานินทร์ อินทรเทพ ที่ป่วยด้วยโรคหัวใจตีบ ๔ เส้น และเป็นคำถามแรกที่ยิงมา พร้อมกับกล่าวว่า ถ้าให้เลิก ผมยอมตาย

หลวงพ่อนิพนธ์ กล่าวว่า ถ้าทานสมุนไพรถึง จะสูบหรือจะดื่ม ก็ไม่เป็นไร อย่าให้มากจนเกินไป

เราจึงได้ยินวิทยากร โดยเฉพาะท่าน อ.อร่าม มักหัวเราะ และยิ้ม เพราะตัวท่านเอง หมอห้ามไว้เยอะ ว่า สิ่งนี้เป็นสิ่งที่ชอบมากที่สุด ในการใช้ทางเลือกสมุนไพรแม่ชีเมี้ยน

วันจันทร์ที่ 21 พฤษภาคม พ.ศ. 2555

ตัดสินใจ - ทานสมุนไพรอย่างเดียว เสียเวลาเปล่าๆ


ในขณะที่ยอดคนไข้เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ และการหวังผล ก็ต้องการปริมาณของสมุนไพร รวมทั้งพฤติกรรมที่สอดคล้อง เพื่อต่อสู้กับความแรงของโรคและของกรรม

ด้านสมุนไพร หลวงพ่อนิพนธ์ ก็ดิ้นรนแสวงหาแหล่งสมุนไพรที่ดี และมีราคาถูก มาตลอด จนได้แหล่งน้ำผึ้งดี จากแม่สอด ได้แหล่งสมุนไพรบางตัวจากชาวเขาในจังหวัดเชียงราย และล่าสุด ได้แหล่งปลูกสมุนไพร เพื่อส่งให้แก่ชมรม ในแผ่นดินพม่า ที่ติดกับไทย ในบริเวณพุน้ำร้อน ของจังหวัดกาญจนบุรี

หลวงพ่อนิพนธ์ จึงกล่าวย้ำว่า ผู้ที่จะประสพความสำเร็จ ในทางเลือกสมุนไพรแม่ชีเมี้ยน โดยการทานสมุนไพรเพียงอย่างเดียวเป็นไปได้ยากยิ่ง ต้องมีการปรับพฤติกรรมให้สอดคล้อง กับคำสอนของพระภูมีด้วย

ดังนั้น ทุกคนที่มาแล้ว สิ่งต่างๆ ที่ได้ยินได้ฟังมาก่อนหน้า ให้วางเสีย แล้วฟังเหตุและผลที่ท่านได้อรรถาธิบาย แล้วตัดสินใจ หากสิ่งที่ท่านกล่าว ไม่ถูกใจ หากสิ่งที่ท่านให้ทำ ไม่อยากทำตาม และที่สำคัญไม่ชอบ มุ่งมาเพื่อสมุนไพรเพียงอย่างเดียว ท่านจึงกล่าวว่า อย่ามาเสียเวลา เสียค่าน้ำมันเลย เพราะเป็นไปไม่ได้

สถานที่นี้ มีคำสอนแม่ชีเมี้ยน พูดจริงทุกอย่าง ไม่กลอกกลิ้ง จึงควรตัดสินใจว่า เมื่อฟังแล้ว ไม่ทำตาม ก็เลิกเสียไปในทางที่ชอบ หากชอบ ก็ทำตนให้สอดคล้อง เพราะผู้ประสพผล คือ "ผู้ที่ทำได้" และการหายโรคก็ยังไม่เพียงพอ เพราะต้นเหตุคือนิสัยกรรม ยังมีอยู่ ท้ายที่สุดก็ไม่พ้นซึ่งความตายอยู่ดี การช่วยก็ไม่นับว่าประสพผล

เรามีตัวอย่าง คุณปรียานุช ปานประดับ คุณธานินทร์ อินทรเทพ และอีกมากมาย ที่เป็นประจักษ์ให้เห็นว่า เส้นทางนี้ ผู้ทำได้ ย่อมประสพผล

ในเมื่อ ไม่ชอบ ไม่เห็นด้วยกับคำสอน ไม่อยากทำ ก็หยุดไป ไม่ว่ากัน พร้อมกับขอขอบคุณ ที่ได้สละสมุนไพร ให้ผู้ชอบ อยากทำตาม ได้มีโอกาสเต็มที่ ....

ตัดสินใจเสียเถอะ สถานที่นี้ จะได้เหลือเฉพาะ คนอยากได้ อยากทำ และเมื่อทำตนได้ ก็จะได้เป็นทางเลือกให้คนรุ่นหลังอีกต่อไป

วันพฤหัสบดีที่ 29 มีนาคม พ.ศ. 2555

สามสี่ชั่วอายุคน

นับตั้งแต่ยุคถ้ำกระบอกที่เริ่มเปิดให้การรักษา จวบจนปัจจุบัน ก็ผ่านร้อนผ่านหนาวมากว่าครึ่งศตวรรษแล้ว

ทางเดินเส้นนี้ บางคนกล่าวว่าต้องใช้ดารามาเพื่อโปรโมต หรือมองว่าเป็นการหลอกลวง เพื่อหวังผลประโยชน์

แม่ชีเมี้ยนกล่าวว่า "สิ่งที่ท่านกล่าว ล้วนแล้วแต่ความจริง ไม่กลิ้งกลอก พูดความจริงทุกอย่าง"

สิ่งที่เราเห็น บางคนอาจจะมาเพราะดารา แต่นั่นไม่ใช่บทพิสูจน์ที่จะทำให้เราท่านเชื่อและวางใจ ในการเลือกทางเดินนี้ได้อย่างมั่นใจ

สิ่งที่เราเห็นว่า ทางเลือกสมุนไพรของแม่ชีเมี้ยน ที่ยืนยันผลได้ดีที่สุด ก็คือ ครอบครัวที่ติดตาม และรับผลจากทางเลือกนี้ต่างหาก ว่าผลเป็นเช่นไร

เมื่อเราสอดส่อง ดูผู้ที่ติดตามหลวงพ่อนิพนธ์มาตั้งแต่ในอดีต เราจะเห็นครอบครัวเหล่านั้น ผูกพันกับแม่ชีเมี้ยนและหลวงพ่อนิพนธ์อย่างมาก

ตัวอย่างครอบครัวที่ใกล้ชิด นับตั้งแต่รุ่นพ่อ มาถึงรุ่นของตัวของเขาเอง และมาจนปัจจุบัน คือ ลูกและหลาน นับไปนับมา ก็สามสี่ชั่วอายุคน ที่ยังยืนหยัดในแนวทางนี้ ก็คือ ครอบครัว ของพลเอกวัธนชัย ฉายเหมือนวงศ์ และครอบครัวของ พลเอกณรงค์ จารุเศรณี

ทั้งสองท่าน ตามพ่อและแม่ ไปถ้ำกระบอก ตั้งแต่สมัยเป็นนักเรียนนายร้อย ได้ซึมซับด้วยเหตุที่เป็นผู้ที่ได้เป็นลูกมือให้แก่พระนิพนธ์เมื่อครั้งในอดีต

จวบจนปัจจุบัน ทั้งสองท่าน ได้เป็นกรรมการของมูลนิธิไทยกรุณา และยังคงยืนหยัดในเส้นทางนี้

ยิ่งไปกว่านั้น ครอบครัว และรุ่นลูกหลาย ก็ยังส่งเสริมให้เดินในเส้นทางนี้

สิ่งนี้ต่างหากที่เราคิดว่า น่าจะเป็นเครื่องยืนยันได้ดีว่า ผลของการใช้แนวทางสมุนไพรของแม่ชีเมี้ยน และธรรมของพระภูมี ที่หลวงพ่อนิพนธ์นำมาให้ เป็นของจริง มิฉะนั้นแล้ว คงไม่สามารถที่จะทำให้สองครอบครัวนี้ ยืนหยัดมาได้ถึงสามสี่ชั่วอายุคน ในเส้นทางนี้

ไม่เฉพาะสองครอบครัวนี้ ยังมีอีกหลายครอบครัว ที่เดินเส้นทางนี้ตามหลวงพ่อนิพนธ์ และประสพผล

ดังนั้น เราจึงเห็นว่า สิ่งนี้ต่างหากที่เป็นเรื่องมหัศจรรย์ เป็นผลงานที่โดดเด่น ของทางเลือกนี้ ทำให้ผู้วางใจและเลือก มีชีวิตที่มั่นคงและปลอดภัย จนวางชีวิตของตนและครอบครัวไว้ อย่างวางใจ

ของหลอกลวง คงทำอย่างนี้ไม่ได้อย่างแน่นอน เพราะคงไม่มีใครสามารถหลอกคนได้ มาหลายชั่วคนเป็นแน่แท้ โดยเฉพาะครอบครัวที่จัดว่าเป็นปัญญาชน เป็นมันสมองของประเทศ

สิ่งที่เราเสียดาย คนไทยดีใจกับการจับยาบ้า ยาเสพติดได้รายวัน แล้วเก็บสิ่งดีนี้ไว้ใต้ดิน ด้วยการจับนั้นมิได้ทำให้คนเสพลดลงเลย หากแต่เป็นการซ่อนระเบิดเวลา ที่วันหนึ่งจะระเบิดออก เมื่อคนเหล่านั้นถูกบีบ และลงแดงพร้อมกันหลายร้อย หลายพันคน จะเกิดอะไรขึ้น

และอะไรจะเกิดขึ้น ถ้าคนที่ติดเชื้อเอดส์ที่กระทรวงสาธารณสุขรายงานว่า คนไทยมีผู้ติดเชื้อราวหนึ่งล้านคน เกิดอารมณ์ร่วมในการที่สังคมรังเกียจ แล้วเอาเข็มมาไล่จิ้มคนตามถนน พร้อมกันเป็นพันๆคน เพื่อให้เป็นอย่างเช่นเขา

ระเบิดเวลากำลังทำงาน รอเวลาปะทุ .....

ความปลอดภัยของครอบครัวหลายชั่วอายุคน น่าจะเกิดกับคนไทยทุกคน แต่กรรมอะไรเล่า คนไทยจึงไม่ได้สัมผัส

แล้วอะไรจะเกิดกับท่าน ถ้าเหยื่อของคนเหล่านั้น เป็นตัวท่านหรือคนที่ท่านรัก ..... คำถามที่เราไม่อยากรู้คำตอบเลย

วันจันทร์ที่ 28 พฤศจิกายน พ.ศ. 2554

แผ่นดินมหัศจรรย์

แผ่นดินที่ดูธรรมดา อาคารยิ่งดูธรรมดา และถ้าเทียบกับโรงแรม หรือ คฤหาสถ์ใหญ่ๆ ยิ่งดูแล้วด้อย ไม่มีแม้แต่ช่อฟ้า ใบระกา แต่แผ่นดินนี้ หลวงพ่อนิพนธ์ เรียกว่า ธรณีสงฆ์ ของแม่ชีเมี้ยน

เมื่อคนเข้ามาในสถานที่นี้ ย่อมเปรียบได้ดั่ง คนมีมองลอดช่อง ของรูสังกะสี มันจึงมีความแตกต่างกันมากมาย เราจึงเห็นบางคนมาสถานที่นี้ ทำประหนึ่ง เป็นวัดอันศักดิ์สิทธิ์ มีแม่ชีเมี้ยน และพระพุทธเจ้า ไว้ให้บูชากราบไหว้ เป็นที่พึ่งของชีวิต ในขณะที่มีอีกมากมาย มาที่นี่ ก็ดูเป็นที่ชุมชน มีร้านขายของราคาถูกไว้จับจ่าย แถมได้สมุนไพรกลับไปทานฟรี

มันจึงไม่แปลกอะไร ที่หลังจากผู้คนกลับหมด เราจึงเห็นร่องรอยการกระทำของคนเหล่านั้นให้เห็น ถึงความคิดที่มีต่อสถานที่นี้ เราเห็นคนทิ้งขยะเกลื่อนกลาด ทิ้งขว้างสิ่งของ ซึ่งมีผู้นำมาบริจาคให้ได้ใช้ เมื่อไปหยิบยืมมา ทิ้งขว้างไม่สนใจใยดี ที่จะนำไปเก็บ เพื่อให้คนอื่นได้ใช้กันในคราวต่อไป เราเห็นคนเปิดก็อกน้ำแล้วไม่ปิด ปล่อยให้น้ำล้นออก อย่างน่าเสียดาย และอื่นๆอีก ในขณะเดียวกัน เราก็เห็นคนอีกกลุ่มหนึ่ง หลังจากรับสมุนไพร คนเหล่านั้น เดินเก็บขยะที่คนอีกพวกทิ้งไว้ เก็บข้าวของที่ถูกทิ้งขว้าง เก็บกวาดสถานที่รอคนมาใช้บริการใหม่ ซึ่งทำโดยไม่มีค่าจ้าง ไม่มีคนบอก แต่เขาทำเพื่ออะไร เราคิดว่า เขาคงมีคำตอบในใจ

คนที่ผ่านมา นับพันนับหมื่น สิ่งหนึ่งที่คนอาจไม่เคยนึก ก็คือ จะมีคู่อริ ที่คิดจะเอาเป็นเอาตายกัน จะมาเจอกันในสถานที่นี้ แล้วพวกเขาจะทำกันอย่างไร คู่หนึ่ง ที่เราเห็น และเป็นภาพเด่นชัด คือ ระหว่างคุณธานินทร์ อินทรเทพ รวมกับ คุณสุเทพ วงศ์กำแหง ซึ่งมีคดีความ ในกรณีของพื้นที่ ที่ศูนย์วัฒนธรรมแห่งชาติ อันถูกไล่ที่เนื่องจากมีผู้ประมูลใหม่ได้สิทธิ์ คือ คุณปรียา รองรัตน์ ในสมรภูมิของการขึ้นศาล ทั้งสองฝ่ายต่างไม่ยอมซึ่งกันและกัน ด้วยคิดว่าตนเป็นฝ่ายถูกด้วยกัน อันต้องว่าไปตามกฎหมาย

คนในวงการรู้กันดีว่า การบาดหมางนี้ใหญ่นัก เรียกว่า ไม่เผาผีกันเลย แต่ทั้งคู่ได้วนเวียนเหมือนฟ้าแกล้ง เพราะต่างมาเจอกันโดยไม่ได้นัดหมาย ที่มูลนิธิไทยกรุณา ซ้ำร้ายกว่านั้น บุคคลเหล่านี้ ล้วนแล้วกลายเป็นกรรมการของมูลนิธิไทยกรุณาทั้งสองกลุ่ม ไม่น่าเชื่อได้ว่า บุคคลเหล่านี้กลับร่วมมือกัน ทำให้การดำเนินการของชมรมคนรักสุขภาพ และมูลนิธิดำเนินไปด้วยดี ร่วมมือร่วมใจกันสนับสนุนกิจกรรมกันเป็นอย่างดี เมื่ออยู่ในแผ่นดินนี้

แต่ครั้นออกจากสถานที่นี้ไป ทั้งสองกลุ่มก็กลับไปฟาดฟันกันเหมือนเดิม ต่างไม่ยอมกันในคดีความที่มีกันอยู่ สิ่งนี้หลวงพ่อนิพนธ์ ได้กล่าวสอนเสมอๆ ว่า เมื่อเรามาอยู่ในแผ่นดินของแม่ชีเมี้ยน ต้องหยุดเรื่องอื่นไว้ และทำตามคำสอน รวมใจเป็นหนึ่ง คนจะโกรธกันปานใด มารวมกันทำกิจกรรม รวมเสียงมาสวดมนต์ด้วยกัน เป็นสถานที่หนึ่งที่เรายกให้ ยอมละ ยอมเว้น เรื่องทางโลก และเราจะมีสถานที่ที่หลบกรรม คือ แผ่นดินนี้

แผ่นดินที่ธรรมดา กลายเป็นหลุมหลบภัยจากโรคร้าย ให้แก่บุคคลทั้งสอง ซึ่งยอมวางเรื่องทางโลก เมื่อเข้ามาในแผ่นดินนี้ แต่เมื่อออกไปจากแผ่นดินนี้ หลวงพ่อนิพนธ์ บอกว่า จะทำอย่างไร ก็ว่ากันไป

ใครจะเห็นแผ่นดินนี้เป็นอย่างไร ทำอย่างไร ก็แล้วแต่ตาของตนเอง ในความคิดเรา แผ่นดินนี้ เป็นของสูง จึงสามารถช่วยยกชีวิตให้แก่คนที่ศรัทธาและเชื่อ แล้วมาทำตาม จนรอดจากภัยโรคท่วมได้

"แผ่นดินนี้จึงเป็นแผ่นดินมหัศจรรย์ ที่มีอะไรที่ไม่สามารถพบเห็นได้จากที่อื่น และผู้จะพึงเห้น ไม่ใช่ด้วยตา แต่ด้วยเหตุและผล จากปัญญาที่ไตร่ตรอง นี่แหละแผ่นดินของแม่ชีเมี้ยน"

วันจันทร์ที่ 21 พฤศจิกายน พ.ศ. 2554

เพื่อนช่วยเพื่อน ... ไม่ได้

เรื่องที่เป็นตำนานเล่าขานระหว่างเพื่อนฝูงของหลวงพ่อนิพนธ์ และบรรดาลูกศิษย์เก่าๆ ที่ได้เห็นได้ยินเรื่องราว คือ เพื่อนสนิทคนหนึ่งของหลวงพ่อนิพนธ์ ที่ชื่อ สมศักดิ์

คุณสมศักดิ์ หรือ ที่คนใจชมรมมักเรียก อาศักดิ์ เป็นเพื่อนซี้ของคุณเปี๊ยก พิศาล อัครเศรณี อีกคนหนึ่ง นอกจากคุณธานินทร์ คุณพิศาล จึงให้ทำหน้าที่สำคัญ คือ ดูสถานที่ที่จะใช้ในการถ่ายทำภาพยนต์ จนทำให้เป็นไข้ป่าร้ายแรง จากเกาะกูด ที่เป็นที่ขึ้นชื่อเรื่องมาเลเรียในสมัยนั้น เพราะต้องไปหาสถานที่ให้คุณพิศาลนั่นเอง

หลังจากกลับมา คุณสมศักดิ์ ก็ได้ไปหาเพื่อนสนิท ในกลุ่มอัสสัมชัญ ที่เป็นหมอระดับประเทศในปัจจุบัน คือ ท่าน น.พ.อำนาจ กุสลานนท์ นายกแพทย์สภาคนปัจจุบัน อดีตหมอใหญ่แห่งศิริราช เพื่อทำการรักษา จากการเป็นไข้ป่าครั้งนั้น ก่อให้เกิดอาการวูบ จนสิ้นสติ ขับรถไปชนราวสะพานพุทธ จนถูกนำตัวส่งศิริราช

เมื่อ น.พ.อำนาจ ทราบเรื่อง จึงให้ทางโรงพยาบาล นำศพไปเก็บไว้ในห้องเย็นของโรงพยาบาลไว้ก่อน เพื่อรอท่านกลับไป

หมอมือหนึ่ง ดีกรีจากอเมริกา ก็ได้ใช้ความสามารถ ผ่าตัดและกระตุ้นหัวใจ จนคุณสมศักดิ์สามารถฟื้นคืนชีพขึ้นมาได้ แต่จากสภาวะไข้ป่าที่เป็น ก่อให้เกิดอาการสมองไหม้ ร่างกายไม่สามารถช่วยตัวเองได้ น.พ.อำนาจ ได้รับ คุณสมศักดิ์ เป็นผู้ป่วยไว้ในการดูแล

ในวันนั้นเอง เมื่อหลวงพ่อนิพนธ์ทราบเรื่อง ก็ได้เดินทางไปพบ น.พ.อำนาจ และคุยกันว่า ในเมื่อคุณสมศักดิ์เป็นเพื่อนสนิทของเราทั้งคู่ ก็ให้ น.พ.อำนาจ ดูแลด้วยวิชาการที่มีไปก่อน และเมื่อไรที่ไม่สามารถทำอะไรได้แล้ว ก็ขอให้หมอผีได้ลองช่วยบ้าง

นับจากวันนั้น น.พ.อำนาจ ก็ได้ระดมสรรพวิชา และความรู้ เพื่อช่วยเพื่อน แม้กระทั่งสั่งตัวยาที่ดีที่สุด จากอเมริกามา แพงเท่าไรก็สู้ เวลาผ่านไปจนท้ายที่สุด ก็ไม่สามารถกู้สภาพของคุณสมศักดิ์ กลับฟื้นมาปกติได้ จนสิบปีให้หลัง สภาพที่ปรากฎคือ ไม่สามารถช่วยตนเองได้อย่างสิ้นเชิง นั่งตรงไหน นอนตรงไหน ก็อยู่ตรงนั้น

เมื่อหลวงพ่อนิพนธ์ได้ทราบเช่นนั้น จึงไปขอพี่สาว เพื่อนำคุณสมศักดิ์มาดูแล โดยนำไปไว้ที่ศรีสวัสดิ์ เพราะต้องการให้ได้อากาศที่ดี และให้คนจัดสมุนไพรให้ เนื่องจากในระยะแรก คุณสมศักดิ์ยังควบคุมช้อมไม่ได้ ท่านจึงสั่งให้รินยาเขียวใส่จาน และค่อยๆ เลียกิน โดยห้ามคนช่วยเด็ดขาด อันเป็นการมองว่าโหดร้ายยิ่ง แต่ท่านกล่าวกับคุณสมศักดิ์ว่า ถ้าจะหายก็ต้องหายด้วยการพึ่งตนเอง ตามแนวของพระพุทธเจ้า และเวลากินข้าวก็ต้องกินเอง ซึ่งจะหกมากกว่าส่งเข้าปาก เพราะความที่ควบคุมมือยังไม่ได้นั่นเอง

ด้วยหลักนี้เอง และความมุมานะที่่จะมีชีวิตที่ดีของคุณสมศักดิ์ ทำให้สองปีให้หลัง คุณสมศักดิ์กลับมามีสภาพปกติ และเปลี่ยนสรรพนาม จากเพื่อน มาเป็นหลวงพ่อนิพนธ์ ทุกครั้งที่เจอ ก็จะเข้ามากราบอดีตเพื่อน จนในกลุ่มเพื่อนแปลกใจ และเรียกหลวงพ่อแทนนับแต่นั้นมา

ปัจจุบัน คุณสมศักดิ์ ได้มาขอหลวงพ่อนิพนธ์ กลับไปมีภรรยา อีกครั้ง ทั้งที่อยู่ในวัยเดียวกัน คือ ย่างเจ็ดสิบแล้ว มีสภาพเหมือนคนปกติทุกอย่าง

หลังจากกลับไป ก็ไปเจอะเพื่อนเก่าอัสสัมชัญ ท่านหนึ่งที่เป็นมะเร็ง จึงพามาหาหลวงพ่อนิพนธ์ ให้ช่วย คำหนึ่งที่คุณสมศักดิ์บอกแก่เพื่อนท่านนี้ คือสิ่งที่ประสพมากับตน นั่นคือ ให้กราบหลวงพ่อนิพนธ์ และเปลี่ยนคำเรียกจากเพื่อน ไปเป็นหลวงพ่่อ ดั่งที่เขาเคยทำและประสพผล

คำตอบของเพื่อนท่านนี้คือ "ต่อให้กูตาย กูก็ไม่ทำ เพราะมันเป็นเพื่อนกู" หลวงพ่อนิพนธ์ จึงให้สติเพื่อนำไปคิด คือ "เพื่อนช่วยเพื่อนไม่ได้หรอก เพราะคนที่ช่วยได้ ต้องอยู่สูงกว่าคนที่ถูกช่วย" กระนั้นก็ตาม เพื่อนท่านนี้ก็ทำไม่ได้ และเสียชีวิตไปในที่สุด

มหากาพย์เรื่องนี้ จึงฝังใจในหมู่เพื่อน ทำให้เมื่อคุณพิศาล พาคุณธานินทร์ ออกจาก ร.พ. หนีการทำบายพาส และบอลลูน มาหาหลวงพ่อนิพนธ์ ก็ด้วยเห็นตัวอย่างจากคุณสมศักดิ์ นั่นเอง ทุกวันนี้ เรายังได้ยินเสียงคุณธานินทร์ ที่ยังคงเจื้อยแจ่ว และดีกว่าเดิม ทั้งๆ ที่ก่อนคุณพิศาลจะพามา ก็อยู่ในสภาพที่ไม่สามารถจะร้องเพลงได้อีกแล้ว จนปัจจุบัน ผ่านมาสิบปี พร้อมกับคำเรียก หลวงพ่อนิพนธ์ และกราบทุกครั้งที่เจอ เฉกเช่นคุณสมศักดิ์ ที่ทำในอดีต

ใครจะเห็นอย่างไรก็ช่าง แต่คำหนึ่งที่แม่ชีเมี้ยนตรัส คือ "ของสูงเท่านั้น จึงจะดึงเราขึ้นที่สูงได้" แล้วเราจะทำอย่างไรดี ต่อ พระพุทธเจ้า ต่อแม่ชีเมี้ยน ต่อสมุนไพร ต่อหลวงพ่อนิพนธ์ ก็ในเมื่อ "เพื่อนมันช่วยเพื่อนไม่ได้ คนเหมือนกัน ก็ช่วยใครไม่ได้เช่นกัน จึงไม่แปลกที่หมอเป็นโรค ยังช่วยตัวเองไม่ได้เลย"

วันพุธที่ 9 พฤศจิกายน พ.ศ. 2554

ธรรมชาติบำบัด


เมื่อมนุษย์ไม่สามารถหาสินค้ามาขายสู้คนอื่นได้ จึงหันมาขายสินค้าที่อ่อนไหว คือ ชีวิตมนุษย์ ด้วยความรู้ที่มี จึงผลิตยาเคมี มาให้แก่มนุษย์ ด้วยความเชื่อ ที่จะทำให้มนุษย์ มีชีวิตยืนยาว แต่ในช่วงทศวรรษนี้ ทำให้มนุษย์ผู้ผลิตยา รู้กันดีว่า ในไม่ช้า ยาเคมีเหล่านั้น กำลังมาถึงทางตัน

ด้วยตัวเลข ของการเสียชีวิต และ การเพิ่มขึ้นของผู้ป่วย ในแต่ละโรค ที่ออกมาจากองค์การอนามัยโลก เป็นดัชนีชี้วัดที่ชัดเจน ถึงความล้มเหลวในการพึ่งยาเคมี ประเทศผู้ผลิตยาเคมีเหล่านั้น จึงได้เบนเข็มไปสู่ สมุนไพร หรือ ผลิตภัณฑ์ทางธรรมชาติ ที่ไม่ให้ผลข้างเคียง ดังเช่นที่เกิดจากเคมีในอดีต

ปัจจุบัน ประเทศผลิตยาเหล่านั้น ก็ได้ออกกฎหมายบังคัม ให้ร้านขายยา หรือ ผู้ขาย และผู้ใช้ หรือ ผู้ซื้อ ต้องใช้ผลิตภัณฑ์จากธรรมชาติ เพิ่มมากขึ้น โดยเฉพาะประเทศที่ผลิตยาใหญ่อย่าง สวิส

กระแสเหล่านี้ ส่งผลให้เกิดผลิตภัณฑ์ ที่มักตั้งชื่อว่า สมุนไพร กลาดเกลื่อนในตลาดของเมืองไทย ในทุกวันนี้ จนน่างง ไปหมดว่า อะไรคือ "ธรรมชาติบำบัด" ที่แท้จริง

จากคำสอนของหลวงพ่อนิพนธ์ ที่กล่าวว่า สมุนไพรบำบัด หรือ ธรรมชาติบำบัด เป็นอย่างเดียวกันนั้น ในหลักของพระพุทธเจ้า จะมีลักษณะที่สำคัญ ที่เราพอจะเห็นได้ 3 ประการ คือ

อย่างแรก เป็นสมุนไพร ที่มาจากธรรมชาติจริงๆ เท่านั้น และมีลักษณะที่เด่นชัด คือ ต้องมีการมาใช้ร่วมกัน ในสัดส่วนที่ถูกต้อง เหมือนสูตรอาหาร  แม่ชีเมี้ยน ได้ตรัสว่า สูตรที่นำมาให้เป็นสูตรของพระพุทธเจ้า ท่านรู้จึงนำมาให้ ดังนั้น ไม่ต้องมาลองผิดลองถูก เมื่อพระถาม ท่านก็ตอบได้ในทันที และกล่าวอีกว่า สมุนไพร เป็นสิ่่งศักดิ์สิทธิ์โดยธรรมชาติ ไม่มีใครเป็นผู้ปลูก ธรรมชาติเขาสร้างและดูแล เพื่อให้มนุษย์ที่มีคุณธรรม ได้นำไปใช้

อย่างที่สอง กระบวนการทำงาน ก็ต้องอาศัยธรรมชาติ คือ กระบวนการกินของมนุษย์ โดยที่ตัวสมุนไพร ทำหน้าที่เป็นวัตถุดิบ ไม่ใช่ยาที่เฉพาะเจาะจง ไปเพื่อโรคนั้น โรคนี้ แต่ เป็นวัตถุดิบ เฉกเช่นเดียวกับ ข้าว หรือ อาหาร ที่ทานเข้าไป เมื่อทานแล้ว ร่างกายจะเป็นผู้วินิจฉัย แล้วจัดสรรวัตถุดิบเหล่านี้ เพื่อไปแก้ไขปัญหาของแต่ละบุคคล หลวงพ่อนิพนธ์จึงกล่าวว่า สมุนไพรสูตรที่แม่ชีเมี้ยนให้มา จึงใช้ได้กับทุกโรค เพราะทุกคนมีอวัยวะ 32 เหมือนกัน และมีกระบวนการทำงานเหมือนกัน ด้วยเหตุที่ร่างกายทุกส่วนล้วนแล้วแต่ธรรมชาติเป็นผู้สร้าง ดังนั้น เมื่อได้วัตถุดิบที่ต้องการ ก็จะนำไปใช้เพื่อซ่อมแซมอวัยวะ และระบบของร่างกาย ให้กลับเหมือนเดิม ซึ่งวัตถุดิบนี้ ไม่มีในอาหาร จึงจะเห็นได้ว่า ถ้าร่างกายปกติ ก็ไม่จำเป็นต้องใช้สมุนไพร หรือ จะใช้ก็แค่เป็นการทานเพื่อป้องกัน หากเมื่อใดร่างกายผิดปกติ สมุนไพร จึงถูกใช้เป็นวัตถุดิบ เพื่อการแก้ไข ให้กลับเป็นเหมือนเดิม เพราะฉะนั้น หน้าที่ของสมุนไพร จึงเป็นแค่วัตถุดิบ ส่วนการรักษา ธรรมชาติของมนุษย์ มีอยู่ในตัวอยู่แล้ว

สิ่งที่จะเห็นได้ชัดว่า ธรรมชาติของร่างกาย จะมีความสามารถในการจัดการกับธรรมชาติของสมุนไพรได้อย่างดี จึงไม่มีสารตกค้างใดๆ ต่างกับสารเคมี เมื่อนำสารที่ต้องการไปใช้แล้ว ก็ไม่สามารถกำจัดกากที่เหลือได้ หรือ ออกได้ไม่หมด อันจะเป็นส่วนที่ก่อให้เกิดผลข้างเคียงนั่นเอง

อย่างที่สาม เป็นตัวที่แสดงให้เห็นได้ชัดว่า สมุนไพร ที่เราทานนั้น ทำงานได้จริงหรือไม่ ก็คือ สิ่งที่เราจะได้ยินจากวิทยากร ไม่ว่า อ.อร่าม อ.สุนทร หรือ คุณนนท์ ที่อบรมคนไข้ใหม่ บอกทุกครั้ง อันได้แก่ กระบวนการดำเนินชีวิตประจำวัน ในการกิน ต้องกลับมาเหมือนเดิม ไม่มีการยกเว้น เช่น คนที่เป็นเบาหวาน ก็ต้องทานหวานได้ คนที่เป็นเก๊าต์ ก็ต้องทานไก่ได้ คนที่เป็นมะเร็งก็ต้องทานเนื้อได้ หรือที่วิทยากรมักพูดว่า ทุกคนต้องกลับมาทานอาหาร 5 หมู่ ให้ครบ เหมือนปกตินั่นเอง

ก็ด้วยเหตุที่พระพุทธเจ้าตรัส ธรรมของท่าน มีเพื่อให้สุข ก็สุขของมนุษย์ คืออะไร "กินได้นอนหลับ" นั่นแหละคือสุขที่แท้จริงของมนุษย์ ถ้าเราทานสมุนไพร หรือ อาหารธรรมชาติ ใดๆ ที่เขากล่าวอ้างกันแล้ว ไม่ได้พบสุขอันนี้ ย่อมเห็นได้ชัดว่า เป็นสิ่งหลอกลวงอย่างแน่นอน ใช่หรือไม่ ลองพิจารณาดู

ตัวอย่างที่เด่นชัด ที่หลวงพ่อนิพนธ์ มักกล่าวบ่อยๆ คือ คุณธานินทร์ อินทรเทพ นั่นเอง เพราะด้วยความที่เป็นคนติดบุหรี่ และกินเหล้า เรียกว่า เข้าเลือด ทำให้ต้องหลบหมอ ที่จะรักษาโรคหัวใจตีบ ทั้ง 4 เส้นของตนเอง เพราะหมอบอกว่า ต้องเลิกอย่างเด็ดขาด เมื่อคุณพิศาล อัครเศรณี พามาหาหลวงพ่อนิพนธ์ คำถามแรกที่ถามคือ เมื่อทานสมุนไพรแล้ว สามารถสูบบุหรี่ และทานเหล้าได้หรือไม่ คำตอบก็คือ ถ้าทานสมุนไพรถึง ก็ทำได้ ทำให้คุณธานินทร์ มีมานะในการทานสมุนไพร อย่างหาใครเปรียบยาก เพราะความที่อยากสูบบุหรี่ และทานเหล้า นั่นเอง

จากตัวอย่างนี้จะเห็นได้ว่า "ธรรมชาติบำบัด" มิใช่เพียงวัตถุดิบหรือการทาน เท่านั้น เมื่อใช้วิธีนั้นๆแล้ว ต้องกลับมาทำตนตามธรรมชาติของตน ในชีวิตประจำวันได้เช่นเดิม พูดง่ายๆ ยามปกติ ธรรมชาติในการดำรงชีวิตเป็นเช่นไร ก็ต้องทำอย่างนั้นได้ตามปกตินั่นเอง

สิ่งนี้นับได้ว่า เป็นสิ่งที่คนไข้ที่มาทานสมุนไพรสูตรแม่ชีเมี้ยน ของหลวงพ่อนิพนธ์ ชอบที่สุดเลยก็ว่าได้ นั่นแหละเป็นสุขที่ได้รับคืนมา ใช่หรือไม่

สิ่งนี้น่าจะเป็นเครื่องชี้ว่าวิธีที่เราเลือกใช้ ถูกหรือไม่ ถ้าแม้ความสุขพื้นฐานยังคืนให้เป็นธรรมชาติไม่ได้ จะให้สุขจากความไม่มีโรคได้หรือ ลองตรองดู

วันจันทร์ที่ 3 ตุลาคม พ.ศ. 2554

เมื่อเวรกรรมไล่ล่า ปรียานุช ปานประดับ


คนเราสามารถหนีเวรกรรมได้ไหม  เวลาเราป่วย จะบอกว่าเพราะเราเป็นเพราะสาเหตุนั้นสาเหตุนี้ ไปอยู่ในที่มีรังสี ไปรับเชื้อตรงโน้นตรงนี้มา แต่ในทางศาสนา เราก็อาจเรียกมันว่า "เวรกรรม"

หลายคนคงเคยได้ยินข่าวของนางงาม นักแสดงสาว ปรียานุช ปานประดับ ว่าเธอป่วยเป็นโรคหลายโรครุมเร้า กระดูกป่น เดินแทบไม่ได้ ร่างกายก็อ่อนแอมาก ขนาดหมอดูยังมาทักว่าใกล้ตายแล้วอีก!!!  เมื่อเวรกรรมไล่ล่า ปรียานุช ปานประดับ เธอรับมือกับมันอย่างไร เธอหนีเวรกรรมได้ไหม อะไรที่ทำให้เธอยังมีชีวิตอยู่จนถึงทุกวันนี้

เชิญมาฟังเธอพูดเองในรายการ "บอกเล่าเก้าสิบ" ทาง Modern 9 TV แล้วคุณจะรู้ว่า เธอเผชิญอะไรมาบ้าง และ รักษาตัวอย่างไรถึงหายจากโรคร้ายต่างๆ







"เมื่อเวรกรรมไล่ล่า" หนังสือที่เปิดเผยเรื่องราวของปรียานุช ปานประดับ และแนวทางที่เธอเลือกในการรักษาตัว ลองหาซื้อมาอ่านดูนะคะ แนะนำจริงๆ

วันพฤหัสบดีที่ 29 กันยายน พ.ศ. 2554

วางเฉย

หลวงพ่อนิพนธ์ได้อรรถธิบายว่า คนเรามีสองจำพวก พวกแรกชอบอ่านประวัติศาสตร์ พวกที่สองคือพวกชอบทำตัวเป็นประวัติศาสตร์ ถ้าเปรียบเทียบในพุทธศาสนา คือ พวกแรกก็คือชูชก พวกหลังก็คือพระเวสสันดร

ท่านจึงมักถามคนป่วยบ่อยๆ ว่า ท่านชอบฝ่ายไหน ทุกคนล้วนแล้วแต่อยากเป็นพระเวสสันดร หรือผู้ให้ด้วยกันทั้งสิ้น แต่ในความจริง เราท่านกำลังทำอะไรอยู่ ท่านจึงอุปมา มีคนปลูกต้นมะม่วง เขาดูแลรดน้ำ พรวนดิน เราก็วางเฉย ครั้นพอต้นมะม่วงโต จนออกผล มีรสชาดดี เราก็ไปเด็ดมากิน ทั้งที่เราไม่เคยเลยแม้แต่จะไปรดน้ำ หรือทำอะไรให้มะม่วงนี้งอกงามเลย ยิ่งมะม่วงทานอร่อย ก็เก็บมาทานเยอะๆ มีความสุข หมายความว่าอย่างไร เรากำลังเสวยสุข บนน้ำเหงื่อน้ำแรงของผู้อื่น อุปมาก็คือ เราเป็นชูชกนั่นเอง ซ้ำร้ายไปกว่านั้น เมื่อทานเสร็จ ก็ยังทิ้งเปลือกและเมล็ดไว้ ให้เจ้าของมาเก็บกวาดอีก พฤติกรรมเช่นนี้ เห็นกันอยู่ดาษดื่น ในขณะที่เราท่านตอบว่าอยากเป็นพระเวสสันดร

วันนี้ มูลนิธิไทยกรุณา นำโดยหลวงพ่อนิพนธ์ กำลังปลูกต้นมะม่วงอยู่ ต้นเริ่มโต เริ่มมีผลออกมาบ้างแล้ว สิ่งที่เราเห็น คนบางคนแค่หน้าตาดี เสียงดี ผู้คนแห่แหนกันไป อยากดู อยากรู้จัก ซื้อช่อดอกไม้สิ่งของไปให้ ส่งข้อความ กันมากมาย และที่บาดตาบาดใจเรา คือ พวกเขาเหล่านัันมีมานะ ไปจองที่ จองตั๋ว เพื่อดูสิ่งเหล่านั้น รอคอยโดยไม่ปริปาก ลงทุนโดยไม่เสียดาย เพื่ออะไร เพื่อความสุขเพียงเล็กน้อยไม่กี่ชั่วโมงของเขา และรู้สึกปลาบปลื้มมิรู้ลืม กลับมายังคุยไม่หยุด ในขณะที่่กิจกรรมของมูลนิธิไทยกรุณา กำลังเติบใหญ่ จะหาคนเหลียวแล ช่วยกันรดน้ำ พรวนดิน ใส่ปุ๋ย หรือป้องกันแมลงมาทำลาย แทบจะหาไม่ได้เลย กลายเป็นสิ่งที่คนรับรู้ว่า มะม่วงต้นนี้ พันธุ์พิเศษ มีต้นเดียว กินแล้วอร่อยมาก แล้วก็วางเฉย ปล่อยเจ้าของ ไม่เกี่ยวกับเรา พูดง่ายๆ มีคนรู้ มากมาย แต่ก็วางเฉย ไม่คิดจะทำอะไร กับสิ่งนี้เลย

ไม่น่าแปลกใจ ที่แม้คนมากมายจะรู้ว่ามะม่วงต้นนี้วิเศษ แต่ก็วางเฉย เพราะตั้งแต่อดีตที่ผ่านมา ด้วยคำสั่งของแม่ ทำให้ท่านต้องง้อคนเพื่อให้มาลองชิม คนจะได้รับรู้ว่า มะม่วงต้นนี้มันวิเศษยิ่งนัก นับตั้งแต่รุ่นแรกๆ ที่เริ่ม ไม่ว่า คุณสุเทพ วงศ์กำแหง คุณพิศาล อัครเศรณี อ.อร่าม ศิริพันธ์ อ.สุนทร เฉลิมสันต์ คุณธานินทร์ อินทรเทพ ที่ได้ผ่านมาเมื่อสิบปีก่อน จนมาถึงปัจจุบัน มีผู้ผ่านมาชิมหลายหมื่นคน วันเวลาเปลี่ยน เหตุการณ์ก็เปลี่ยน มะม่วงต้นนี้ ตอนนี้ มีคนรู้ค่าแล้ว ไม่จำเป็นต้องงอนง้อคนมาชิมอีกต่อไป

คำสั่งเสียที่แม่ชีเมี้ยนมีไว้ให้ ในการนำสมุนไพรมาใช้ ท่านได้กล่าวว่า ควรจะใช้กับผู้ที่ไม่มีทางเลือกแล้ว จึงจะทำให้เราสอนเขาได้ง่าย ท่านจึงบอกว่า สมุนไพรของท่านเหมาะแก่คนสองจำพวก หนึ่งคือพวกติดยาเสพติด สองคือพวกที่ติดเชื้อเอดส์ เพราะคนเหล่านี้ เขาไม่มีทางเลือก เมื่อนำมาใช้ และบอกกล่าวสิ่งใด ที่จะทำให้เขาพ้นจากภัยอันนี้ได้ คนเหล่านั้น จะไม่ปฏิเสธ ถ้าเขาต้องการหาย วันนี้ เราจึงไม่แปลกใจที่หลวงพ่อนิพนธ์พูดเปรยๆ ว่า เราไม่จำเป็นต้องง้อคนป่วยที่ไม่ใช่สองโรคนี้แล้ว เพราะคนป่วยเหล่านี้ส่วนใหญ๋พูดยาก ทำให้หวังผลได้น้อย พูดง่ายๆ ก็คือ จะหาคนทำตามยาก เพราะเขามีทางเลือก

กระนั้นก็ตาม คำพูดทีเล่นทีจริง ในการเบื่อหน่ายคนป่วยทั่วไป และเบนเข็มกลับไปทำงานหลัก คือ ผู้ป่วยยาเสพติด และเอดส์ ในความคิดเราก็คงขึ้นกับคนป่วยทั่วไปว่ามีพฤติกรรมเช่นไร เพราะหวังพึ่งคนภายนอกคงไม่ได้ เขาอยู่ฝ่ายวางเฉยแน่ชัด ในขณะที่คนป่วยเอง ถ้าไม่เปลี่ยนพฤติกรรมมาช่วยกัน รดน้ำพรวนดิน ต้นมะม่วงต้นนี้ก็คงแห้งเฉา ไม่สามารถออกดอกผลได้อย่างแน่นอน สถานที่นี้ไม่มีรัฐเหลียวแล หากคนที่จะมา ไม่ร่วมด้วยช่วยกัน ไม่ต้องนำเงินมาบริจาค เพราะที่นี่ไม่ต้องการ ขอเพียงท่านทำหน้าที่ นำสมุนไพรที่พอหาได้ ติดไม้ติดมือมา คนละนิดหน่อย และสนับสนุนกิจกรรมของมูลนิธิไทยกรุณา ช่วยเขาเหมือนช่วยเรา สถานที่นี้ก็จะอยู่ได้ ไม่มีเงินบริจาค ไม่เดือดร้อน ถ้าไม่มีคนทิ้งขยะจนต้องจ้างคนเก็บ ไม่ต้องจ้างคนมาให้บริการ ไม่ต้องจ้างคนมาช่วยทำสมุนไพร และ .... สถานที่นี้อยู่ได้ ถ้ามีพระเวสสันดรเดินกันเกลื่อน ช่วยกันทำ และช่วยกันรอด ไม่ต้องง้อรัฐ ไม่ต้องง้อเศรษฐีมาบริจาก นำหลัก "ตนพึ่งตน" มาใช้ ถ้ามีแต่คนวางเฉย คนนอกเขาวางเฉยก็พอไหว แต่ถ้าผู้ป่วยมาแล้ววางเฉย ไม่ทำอะไรเลย รอสมุนไพรอย่างเดียว วันหนึ่ง คงได้เห็นป้าย "ปิด" เพราะไม่ไหวแล้ว

เราจึงได้แต่คิดเล่นๆ ว่า "อย่าให้หลวงพ่อนิพนธ์ ท่านเลิกรับคนป่วยทั่วไป หันกลับไปสู่ทางที่แม่ชีเมี้ยน คือ รับเฉพาะผู้ป่วยยาเสพติด กับผู้ป่วยเอดส์เลย" แต่ถ้าทุกคน หรือส่วนใหญ่ กลายเป็นชูชก รอแต่รับ เอาแต่วางเฉย เราก็ว่า อย่าให้ท่านลำบากกับคนไม่รู้ค่าเลย ท่านควรกลับไปช่วยคนสองจำพวกนั้นดีกว่า พูดง่าย รักษาง่าย สบายใจสำหรับท่านกว่า และลงทุนลงแรงและเห็นผลแทบจะร้อยเปอร์เซ็นต์ ไม่ต้องเหนื่อยแบบนี้

บาดหูบาดใจจริงๆ สำหรับเรา ที่ได้เห็นได้ยิน คนบ่น ว่า รอนาน ในขณะที่ตัวเองนั่งเฉยๆ เขาคงไม่พูดเช่นนั้น ถ้าเขาแค่เดินไปโรงยา เห็นกองสมุนไพรที่ต้องทำให้ ไม่ว่ามะกรูด มะนาว ใบไม้สมุนไพรต่างๆ และกองมหึมาของมะพร้าว รวมทั้งกองขวดนับหมื่นใบที่ต้องรอกรอก เราจึงเข้าใจแล้วว่า ทำไมหลวงพ่อนิพนธ์จึงกล่าวว่า ไม่ต้องนำเงินมาบริจาค แค่เปลี่ยนนิสัยจากชูชกที่วางเฉยรอคนอื่นทำให้ มาเป็นพระเวสสันดร ทำให้ผู้อื่น แค่นี้โรคก็แทบจะวิ่งป่าราบแล้ว คนหนึ่งคนขวดหมื่นใบ แค่เห็นงานก็ลมจับ แต่คนร้อยคน กับขวดหมื่นใบ ไม่ยากเลย เราจะมานั่งเสวยสุข และกินน้ำเหงื่อน้ำแรงคนอื่น ให้หายโรค มันจะเป็นไปได้หรือ ที่นี่จึงมีโรงทาน และกิจกรรมให้ทุกคนได้แสดงตน ว่ามิใช่แค่อยากเป็นพระเวสสันดร แต่ต้องทำตนให้เป็นพระเวสสันดรด้วย เพราะเชื่อในคำของพระภูมี "ให้สุขแก่ท่าน สุขนั้นถึงตัว" เราท่านเมื่อได้กลายเป็นผู้ให้ สุขที่ได้กลับมา คือ ไม่มีโรค นั่นและคือความจริง และเป็นไปได้ แล้วเราจะวางเฉย....... อยู่ทำไม

ท่านจึงให้สติทุกครั้งว่า "ก็เพราะไอ้วางเฉย พึ่งผู้อื่น เอาเปรียบเขาอยู่ร่ำไป ไม่ใช่หรือ วันนี้มันกลายมาเป็นโรคทำลายเราแล้ว ก็แล้วเราจะใช้วิธีนั้น ในการทำให้หายจากโรค มันจะเป็นไปได้อย่างไร"

ใครสนใจจะมาเขียนประวัติ จารึกไว้ในแผ่นดินของแม่ชีเมี้ยนมั่ง เราเชิญ

วันจันทร์ที่ 26 กันยายน พ.ศ. 2554

ผลแพ้ชนะ วัดกันที่ใจ

เกือบสี่เดือนก่อน ผู้คนเล่าขานถึงคุณปรียานุช ในการรักษาตัวด้วยวิถีทางสมุนไพรกันมากมาย หนึ่งในนั้น ที่รู้ดีถึงรายละเอียดเพราะเป็นเพื่อนกันมานาน กับคุณนุชนั่นเอง จึงอยากจะทดลองเส้นทางสายนี้ เพราะรู้แก่ใจดีว่า สภาพคุณนุชย่ำแย่กว่าเขาสักปานใด ตัวเขาเองเป็นแค่โรคเก๊าต์ เบากว่ากันเยอะ หลังจากไตร่ตรองแล้วจึงให้คุณนุชพามาหาหลวงพ่อนิพนธ์

ชายรูปร่างสูงใหญ่เดินทะมัดทะแมง ที่ผ่านการเป็นโรคเก๊าต์มานับสิบปี ได้เข้าพบหลวงพ่อนิพนธ์ เพื่อขอรับการรักษาด้วยสมุนไพร คำถามแรกที่หลวงพ่อนิพนธ์ถามเขาคือ แน่ใจหรือที่จะใช้วิธีนี้ เขาตอบว่าแน่ใจ หลวงพ่อนิพนธ์จึงบอกเขาว่า ถ้าแน่ใจและเอาแน่ ก็ไปซื้อรถเข็นเตรียมไว้ได้เลย ชายร่างสูงใหญ่ร้องเอ้ย ขึ้นมาทันใด พร้อมพูดสวนออกไปว่า ทำไมผมต้องใช้รถเข็น ในเมื่อผมเองก็เดินได้ปกติ

คำตอบที่ได้รับคือ ก็คุณกินยาระงับอาการเอาไว้ ทำให้ร่างกายไม่สามารถช่วยตัวเอง โรคก็ยังไม่รุนแรง ยาที่ทานเข้าไปคุมยูลิคของคุณ ก็สามารถยังสามารถกดอาการไว้ได้อยู่่ แต่ถ้าอยากรู้จริงๆ ก็ต้องหยุดยาเคมี และทีนี้ร่างกายก็จะแสดงปฏิกิริยา อาการก็จะปรากฎ ยิ่งทานสมุนไพรเข้าไปคุ้ยด้วยแล้ว อาการลงแดงจะเกิดขึ้น เขาก็เก็บความสงสัยนี้ไว้ ว่ามันจะเป็นไปได้อย่างไรที่เขาต้องนั่งรถเข็น ซึ่งไม่เคยเลยในชีวิต แต่ก็ไปซื้อหามาไว้

ด้วยวัยที่ยังไม่มากนัก และสภาพร่างกายที่ยังสมบูรณ์ การตอบสนองของร่างกายกับสมุนไพรของเขา ใช้เวลาเพียงเดือนกว่าๆ อาการลงแดงก็ปะทุ เขาต้องนั่งรถเข็นจริงๆ และมีอาการปวดรุนแรง ขนาดที่เจ้าตัวบอกว่า แม้แต่ลมพัดผ่านยังเจ็บ หลวงพ่อนิพนธ์ให้สติว่า หลักของพระภูมี คือ ทุกข์วันนี้ เพื่อสุขวันหน้า ในขณะที่หลักของวิทยาศาสตร์ เขาสุขวันนี้ เพื่อทุกข์วันหน้า ดังนั้น หายหรือไม่หายไม่มีใครช่วยได้ วัดกันที่ใจ ถ้าทนไม่ไหว ก็กลับไปให้หมอฉีดยา อาการปวดก็จะหายไป ด้วยความมุ่งมั่น และอดทน ต่ออาการลงแดง เขาต้องนั่งอยู่บนรถเข็น สองสัปดาห์ หลังจากนั้น จึงเริ่มหัดเดิน ด้วย walker อีก 15 วัน จึงทิ้ง walker เปลี่ยนมาใช้ไม้เท้าธรรมดา อีกสองสัปดาห์

ทุกวันนี้ เริ่มกลับมาเดินได้ปกติ แม้ยังมีอาการเสียวคงอยู่นิดหน่อย แต่เมื่อเทียบกับตอนลงแดง ก็ผิดกันราวกับฟ้าดิน ธรรมชาติของเขาเริ่มกับมา พร้อมกับการหวนไปกินเป็ด กินไก่ ได้อีกครั้ง เขาได้ความสุขทั้งสุขภาพ และความสุขจากการกิน พร้อมกับดีใจที่ตัดสินใจถูก ไม่กลับไปพึ่งยาเคมีอีกครั้ง ในขณะที่ความปวดแล่นไปทั่วร่างกาย แม้ยามขยับตัว

วันนี้ เขาได้เป็นตัวอย่างแก่คนที่จะเดินตามมา บอกให้ทุกคนที่ได้เห็น และได้รู้ในสิ่งที่เขาผ่านมา ว่า คำของหลวงพ่อนิพนธ์ที่ว่า สัญญาณที่จะบอกเราว่า โอกาสหายมาถึงแล้ว คือเมื่อประตูนรกของการลงแดงเปิด ความเข้าใจที่เรียนรู้จากหลวงพ่อนิพนธ์มา จำทำให้เรามีน้ำอดน้ำทน และเห็นประตูสวรรค์ เมื่อนั่น เราจะเป็นอิสรภาพอีกครั้ง ไม่ต้องเป็นทาสของเคมีอีกต่อไป เราจะได้สัมผัส สุขของพระพุทธเจ้า "กินเป็นสุข นอนเป็นสุข จากความไม่มีโรค เป็นฉันใด" ใครก็ช่วยเขาไม่ได้ เขาต้องพึ่งตัวเอง แพ้ชนะ จึงวัดกันที่ใจตัว

 แต่สิ่งหนึ่งที่ผู้คนอาจไม่รู้ คือความมุ่งมั่นในความอยากหายของเขา ทำให้เขามาทุก พฤหัส และอาทิตย์ และทำกิจกรรมทุกอย่าง ตามที่เรียนรู้มาจากเพื่อน คือ คุณปรียานุช ไม่ปล่อยให้เวลาที่เขามาผ่านไปโดยไร้ค้า ในขณะที่บางคน มาทานสมุนไพรสักพัก ก็ถามว่า หยุดได้ไหม ไม่มีเวลา รอนาน ซึ่งก็ไม่แปลก ที่เขาจะคิดเช่นนั้น สิ่งที่เราเห็นในคนๆ นี้คือ เขาประสพผลสำเร็จ เพราะเขาคิดว่า ชีวิตเขามีค่า เขาจึงทุ่มเทในการกอบกู้ เรียนรู้และทำทุกอย่าง เพื่อให้ได้สิ่งที่ต้องการ และก็ไม่น่าแปลกที่เขาจะประสพผลสำเร็จ หลวงพ่อนิพนธ์ จึงมักย้ำว่า ต้องเรียนรู้ และเอาเหตุผลไปไตร่ตรอง เมื่อคิดได้ เราจะมีน้ำอดน้ำทน และมีมานะในการทานสมุนไพร รวมทั้งต่อสู้กับอาการที่พึงจะเกิดในอนาคต ผู้ที่เรียนรู้และทำได้ ย่อมประสพผลด้วยตัวเขาเองอย่างแน่นอน พระพุทธเจ้าจึงเรียนหลักนี้ว่า ตนพึ่งตน

วันอังคารที่ 28 มิถุนายน พ.ศ. 2554

ปรียานุช กับ สมุนไพรรักษาโรค

ปรียานุช ปานประดับ ผู้หญิงทำงาน ดาราหญิงที่มีชื่อเสียงคนหนึ่งในอดีต มีเงินทอง ชื่อเสียงมากมาย แต่ชีวิตพลิกผัน ล้มป่วยปางตายด้วยโรคร้ายสารพัด   แต่มาวันนี้ เธอได้พบกับชีวิตที่มีความสุข เพราะการมารักษาตัวที่มูลนิธิไทยกรุณา ได้เป็นจุดเริ่มต้นให้เธอปรับเปลี่ยนมุมมองของชีวิตใหม่ เปลี่ยนนิสัย รู้จักการให้ และปล่อยวาง

เรื่องราวชีวิตของคุณปรียานุช ปานประดับ ที่ผ่านชีวิต ผ่านวิกฤตและโรคภัยไข้เจ็บที่รุมเร้ามาได้จนถึงปัจจุบัน  คุณปรียานุชเปิดเผยถึงเคล็ด (ไม่) ลับ ที่ทำให้เธอกลับมามีชีวิตแข็งแรงอีกครั้ง ทั้งทางร่างกายและจิตใจ  เธอพบกับธรรมะที่ทำให้เธอเปลี่ยนวิธีคิด และเธอพบกับสมุนไพรที่ทำให้เธอสามารถต่อสู้กับโรคต่างๆ ที่รุมเร้าเธออยู่ได้  "ธรรมะ กับ สมุนไพร" เกี่ยวข้องกันได้อย่างไร ตามดูได้จากที่คุณปรียานุชให้สัมภาษณ์ไว้ในรายการเจาะใจ ในวันที่ 23 มิถุนายน 2554 ที่ผ่านมานี้ค่ะ

รายการเจาะใจ - ปรียานุช ปานประดับ "ชีวิตคือลมหายใจ" 
23 มิถุนายน 2554 1/4


รายการเจาะใจ - ปรียานุช ปานประดับ "ชีวิตคือลมหายใจ" 
23 มิถุนายน 2554  2/4


รายการเจาะใจ - ปรียานุช ปานประดับ "ชีวิตคือลมหายใจ" 
23 มิถุนายน 2554  3/4


รายการเจาะใจ - ปรียานุช ปานประดับ "ชีวิตคือลมหายใจ" 
23 มิถุนายน 2554  4/4







วันจันทร์ที่ 13 มิถุนายน พ.ศ. 2554

หนังสือ "เมื่อเวรกรรม..ไล่ล่าดาราดัง"

เมื่อเวลา 14.00 น. วันที่ 7 มิถุนายน น.ส.ปรียานุช ปานประดับ อดีตนักแสดงชื่อดัง ได้แถลงเปิดตัวหนังสือ "เมื่อเวรกรรม..ไล่ล่าดาราดัง" ซึ่งเขียนจากประสบการณ์หลังจากถูกหมอดูประจำตระกูลทักว่าเธอสิ้นอายุขัยและจะต้องตายภายในปีนี้

น.ส.ปรียานุช กล่าวว่า ที่ผ่านมาร่างกายทรุดโทรมหนักต้องนั่งรถเข็นอยู่ปีครึ่ง เนื่องจากขาหักข้อมือเสียและฟันป่นเป็นผงอยู่ในปาก ซึ่งอาการที่เป็นอยู่ทั้งหมดนี้ เนื่องมาจากผ่าตัดมดลูกทิ้งไปเมื่ออายุประมาณ 30 กว่า จึงมีปัญหาเรื่องฮอร์โมนมาโดยตลอด ทุกวันนี้ก็ยังมีปัญหาเกี่ยวกับกระดูก ทั้งหลัง เข่า ขาและฟัน ทำให้เดินไม่ได้เยอะ นั่งและยืนนานไม่ได้ ต้องเปลี่ยนอิริยาบถบ่อยๆ ซึ่งหลังได้รู้จักกับหลวงพ่อนิพนธ์ แห่งมูลนิธิไทยกรุณา จังหวัดกาญจนบุรี ก็ได้บำบัดด้วยสมุนไพรมาตลอด จนทำให้มีชีวิตอยู่รอดมาทุกวันนี้


"อยากให้ทุกคนรักตัวเองดูแลตัวเอง ใช้ชีวิตอย่างมีความสุขที่สุด ตั้งรับการเกิด แก่ เจ็บ ตาย อย่างมีสติ" น.ส.ปรียานุช กล่าว

ด้านนายนพพล โกมารชุน สามีและผู้กำกับชื่อดัง กล่าวว่า น.ส.ปรีชานุชเป็นคนสุขภาพไม่ดีอยู่แล้ว นอนไม่พอและนอนไม่ค่อยหลับ ต้องพึ่งยานอนหลับเป็นประจำ จนเกิดโรคเนื้องอก กระดูกหัก และอาการเจ็บป่วยต่างๆ ต้องเข้ารับการผ่าตัดบ่อยมาก ขณะที่น.ส.ปรียานุช ดื้อมากไม่ยอมแสดงออกให้ใครเห็น แต่ที่จริงอาการข้างในแย่แล้ว สิ่งที่ตนทำให้ได้ คือ ให้กำลังใจ ก็ต้องดูแลกันตลอด 24 ชั่วโมง จากที่เคยคุยกันไว้ว่าเมื่อตนอายุ 60 ปี เกษียณจากการทำงานแล้ว และน.ส.ปรียานุช อายุ 50 ปี จะเป็นคนดูแลตน แต่ตอนนี้กลับสลับกัน

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ตลอดการแถลงข่าว น.ส.ปรียานุช ต้องลุกขึ้นสลับกับการนั่งเปลี่ยนอิริยาบถตลอดเวลา

วันอาทิตย์ที่ 3 เมษายน พ.ศ. 2554

จากศรัทธา ความหวัง สู่กำลังใจ ปรียานุช ปานประดับ


เมื่อวันที่ 25 มีนาคม 2554 ที่ผ่านมา  สปสช. (สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ) ได้จัดงาน "จากศรัทธา ความหวัง สู่กำลังใจในงานมิตรภาพบำบัด"  ที่โรงแรมสตาร์  จังหวัดระยอง  ในงานที่ได้รับเกียรติจากคุณปรียานุช ปานประดับ มาเล่าเรื่องราวการเจ็บป่วยของเธอ ที่เผชิญโรคร้ายด้วยกำลังใจและรอยยิ้ม



เธอเป็นทั้ง เข่าไม่ดี ขาไม่มีแรง กระดูกเปราะ มือแข็ง นิ้วแข็ง ขี้หนาว ขี้โรค ฯลฯ  เธอต้องปรับเปลี่ยนการดำรงชีวิต ต้องหัดนั่งรถเข็น  มาฟังความคิด มุมมองในการเผชิญโรคของเธอ เธอคิดแบบไหน ถึงทำให้เธอมีชีวิตที่มีความสุข และเธอยังยิ้มอยู่ได้



พระบอกให้เธอนั่งสมาธิ ให้ช่วยเหลือคนอื่น คิดถึงคนอื่น สอนให้รู้ว่า "ตนเป็นที่พึ่งแห่งตน"

คุณปรียานุช แนะนำว่า คนที่ป่วยอยู่ ตื่นนอนขึ้นมาจะต้องไม่ว่าร้ายใคร อย่าอารมณ์เสีย ตั้งสติว่าจะทำอะไรดีๆ ให้กับตัวเอง คิดว่าเมื่อเราหายจากโรค เราจะทำประโยชน์อะไรเพื่อคนอื่น ถ้าเราทำได้ เราจะมีพลังเป็นสองเท่า เหมือนที่เธอทำมาแล้ว และทำให้เธอมีความสุข และโรคต่างๆ ที่เธอเป็นอยู่ก็บรรเทาเบาบางลง แม้จะไม่หายขาด แต่ก็ไม่เป็นทุกข์กับมันอีกต่อไป

ติดต่อสั่งซื้อสินค้า หาโปรโมชั่น Sesamix-Z และ สารสกัดเซซามินสูตรที่ดีที่สุด โทรหาเรา 086 6O4 7O44