แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ หลวงพ่อใหญ่ แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ หลวงพ่อใหญ่ แสดงบทความทั้งหมด

วันอังคารที่ 21 มิถุนายน พ.ศ. 2559

หลวงพ่อใหญ่

หากลองนึกจินตนาการดู การที่แม่ชีรูปหนึ่ง จะทำให้คนทั้งหลายทั้งปวง ยอมรับ จนเรียกขานว่า "หลวงพ่อใหญ่" นั้น คงเป็นไปได้ยาก หรือไม่ได้เลย

แต่แม่ชีเมี้ยนทำได้

ก็แล้วอะไรเล่าที่คนทั้งหลายทั้งปวง เห็น พิจารณา แล้วเชื่อ จนต้องยอมรับทั้งกาย ทั้งใจ

หากจะมองไปทางฤทธิ์ ก็เห็นได้จากการที่ต้องจำใจมาบวชของสิบตรีจำรูญ นั่นเอง ที่เรียกว่า เป็นลูกน้องคนสนิท ของ พลตำรวจเอกเผ่า ศรียานนท์ ในยุคนั้น ด้วยเหตุที่ว่า สามารถจับกุม หรือ ทำคดีใหญ่ๆได้สำเร็จมากมาย

หากแต่เบื้องหลังที่เปิดเผยภาคหลัง ก็เนื่องด้วยทุกครั้งที่มีคดี สิบตรีจำรูญต้องวิ่งมาหาพระน้องชาย คือ ท่านเจริญ ให้ไปบอกแม่ชีเมี้ยนให้ช่วยดูให้ทีว่า เป็นอย่างไร อยู่ที่ไหนนั่นเอง

หากย้อนไปก่อนการทิ้งครอบครัวไปบวชชี หากใครมีอายุเข้าวัยชรา คือ ประมาณ เกือบแปดสิบปี ที่มีรกรากอยู่ในบริเวณคลองเตย ในยุคของการทิ้งระเบิดกรุงเทพ ก็คงจำภาพได้ดีว่า พ่อแม่ของตน ต้องพาวิ่งหลบลูกระเบิดเมื่อมีเสียงหวูดดังเตือน

แลก็คงประหลาดใจว่า ทำไมพ่อแม่ไม่พาไปยังหลุมหลบภัยที่ทางการสร้างให้ แต่พากันไปหลบใต้ถุนบ้านยายเมี้ยนแทน

แลคำเล่าขานต่อมาจนยุคปัจจุบัน ก็คือ ภาพที่คนเหล่านั้น เห็นลูกระเบิดหล่นมา แต่มีมือใหญ่มหึมาปัดออกไปพ้นบ้านนั่นเอง จึงทำให้ทุกคนเชื่อมั่น และพาลูกหลานมาหลบและก็ปลอดภัยทุกครั้ง

หากย้อนกลับมา ครั้งหลวงพ่อนิพนธ์ที่ถูกจับมาบวชเณร ก็ตั้งใจว่า เมื่อครบเดือนตามที่ตนให้สัญญา ก็จะลาสิกขา ด้วยอยากจะไปเรียนหมอตามพรรคพวก ด้วยความที่ตนเองและผองเพื่อนเป็นนักเรียนหัวดีนั่นเอง

แม่ชีเมี้ยนจึงต้องแสดงอภิญญาให้หลวงพ่อนิพนธ์เห็น จนต้องเชื่อว่า แม่ของตนไม่ใช่คนธรรมดา พร้อมกับคำบอกที่ว่า หากลูกอยากช่วยคน การไปเรียนหมอนั้น ไม่สามารถสำเร็จตามความตั้งใจแน่ หากมาเรียนตำราสมุนไพรของแม่ นั่นแลจึงจะช่วยคนได้

หากแต่ที่คนทั้งหลายและพระต้องประหลาดใจอย่างยิ่ง ด้วยความที่แม่ชีเมี้ยนนั้น เขียนหนังสือไม่ได้ อ่านไม่ออก ไม่เคยเข้าโรงเรียน แต่สามารถบอกบทสวด ให้พระจด แล้วใช้สวด เป็นร้อยๆบท เรียกว่า พระจดไม่ทันก็แล้วกัน

แลยิ่งไปกว่านั้น พระถ้ำกระบอก จะมีบทสวดเฉพาะตน ที่เรียก บทสำรวม แต่ละองค์ไม่เหมือนกัน ใช้เฉพาะตัว ยิ่งน่าฉงนยิ่ง เพราะแม่ชีเมี้ยนสามารถให้ตามแต่ละบุคคล แต่ละเชื้อชาติ เรียกว่ามีให้ทุกภาษาเลยทีเดียว

การทำให้คนทั้งหลายทั้งปวงยอมรับนั้นยากยิ่ง โดยเฉพาะวัตรปฏิบัติของพระที่นำมาสอน แตกต่างจากพระทั่วไปอย่างสิ้นเชิง แต่เมื่อคนทั้งปวงไม่ว่า ชนชั้นใด เมื่อทำแล้ว ก็รู้ได้ว่า เป็นไปตามวิถีของพระพุทธเจ้าอย่างแท้จริง จึงปฏิบัติตามกันอย่างสนิทใจ

ครั้นเมื่อโดนข้อหาสารพัดในยุคของสฤษด์ ธนะรัชต์ แลสั่งให้เสธทวี มาทำการตรวจสอบ ก็พบว่า พระที่บวช มีทั้งโจรดัง ที่เรียกว่า คนแถววิเศษชัยชาญ อ่างทอง แค่ได้ยินชื่อก็ผวา มีคนเสพยาเลิกได้ก็มาบวช มีข้าราชการระดับสูงก็มากมี รวมไปถึงเชื้อพระวงศ์ก็ยังมี แลทุกคนก็พูดกันเป็นเสียงเดียว ว่าคำสอนนี้ดีนักหนา ทำให้คนกลายเป็นคนดี เป็นพระดี

แลที่คนทั้งโลกต้องยอมรับ นั่นคือ ตำราสมุนไพร ที่เมื่อพระถาม บอกเล่าอาการของโยมให้ฟัง แม่ชีเมี้ยน ก็สามารถพูดให้จดได้ทันทีทันใด แล้วให้พระนำไปทำ เพื่อช่วยคนเหล่านั้น โดยเฉพาะคนป่วยยาเสพติด ที่แม้นแต่สหรัฐ อังกฤษ แลอื่นๆ ส่งรถแลป มาทำการตรวจสอบถึงถ้ำกระบอกเลย และให้การรับรอง จนกระทั่งกลายเป็นผู้สนับสนุนเงินทุนในการบำบัดอย่างเป็นทางการ

คำว่า "หลวงพ่อใหญ๋" จึงผ่านการพิสูจน์มาแล้ว จากหลายภาคส่วน แลผลงานก็เป็นที่ประจักษ์ จึงวางใจได้ สมุนไพรของพระภูมีที่แม่ชีเมี้ยนนำมา เราท่านจึงไม่ใช่หนูทดลอง ไม่เคยมีปรากฎการณ์ที่ทานสมุนไพรนี้แล้ว ให้โทษแก่ผู้ทาน

แลยิ่งไปกว่านั้น คำสอนที่นำมาให้ปฏิบัติ ก็ทำให้ผู้ทำ สามารถช่วยตน ตามสิ่งที่หวัง ได้มาแล้วมากมาย

จนมีคำเปรียบเทียบว่า คำสอนนี้ เมื่อทำได้ เหมือนแก้วสารพัดนึก อยากได้อะไร ก็ได้สมปรารถนา

หลวงพ่อนิพนธ์จึงยกตัวอย่าง นายพลทหารท่านหนึ่ง ที่เรียนจบด้านบัญชี จากธรรมศาสตร์ แล้วมารับราชการ จนใกล้เกษียณ ตำแหน่งก็มาถึงพลตรี หากแต่มีความหวังที่อยากให้ตนเป็นพลเอก แต่ก็ทราบดีว่า ด้วยระบบและสายที่ตนเรียนจบ คงเป็นไปไม่ได้

ความปรารถนาอันนี้ จึงมาเอ่ยกับหลวงพ่อนิพนธ์ในขณะนั้น แลไปถึงแม่ชีเมี้ยน ทรงตรัสว่า คนเราหากอยากได้สิ่งใด ก็สร้างวาสนาไว้สิ หากวาสนาถึง สิ่งที่ปรารถนาก็จักได้เอง หลวงพ่อนิพนธ์จึงกลับไปกล่าวกับนายพลท่านนั้น ให้มาถ้ำกระบอกทุกสัปดาห์ มาช่วยเทกระโถน อาบน้ำ ดูแลคนป่วยยาเสพติด เพื่อเป็นวาสนา หากทำถึงมันก็จะได้เอง แม้นไม่รู้ว่าจะได้โดยวิธีใด

แลในสุดท้ายของวัยเกษียณ นายพลท่านนั้น ก็ได้เลื่อนยศจนเป็นพลเอกสมใจ แลเป็นพลเอกคนเดียวของประเทศ ที่มาจากสายบัญชี จนทุกวันนี้

บทสรุป หลวงพ่อนิพนธ์จึงชี้ให้เห็นว่า กาลเวลาได้พิสูจน์ให้เห็นว่า สิ่งที่แม่ชีเมี้ยนนำมาส่งให้ เป็นของจริง มีผลงานให้เห็นประจักษ์อย่างมากมาย หากแต่ ต้องทำเอง ใครทำ ใครได้ ...

แลหลวงพ่อนิพนธ์ก็กล่าวว่า หลักของพระภูมี ใครก็ช่วยใครไม่ได้ ท่านได้เพียงแต่พูดให้พิจารณา เชื่อ แล้วก็ทำตาม ยิ่งมายุคนี้ด้วยแล้ว ผู้ทำคือลูกของหลวงพ่อนิพนธ์ จึงมีหน้าที่ชี้ แลก็ทำสมุนไพรให้ ส่วนธรรมคำสอน ก็ต้องไปเรียนกับพระของหลวงพ่อนิพนธ์ ในแผ่นดินบุญที่ลพบุรี ส่วนจะทำไม่ทำ ก็ต้องตัดสินใจเอง ไม่มีใครบังคับ ชอบแบบไหน ทำแบบนั้น

คำ "หลวงพ่อใหญ่" น่าจะเป็นเครื่องการันตีได้ว่า ธรรมของพระภูมีที่แม่ชีเมี้ยนนำมา ไม่ธรรมดา ทุกข์ของมนุษย์ที่หนทางทางโลกแก้ไม่ได้ แก้ไม่ตก ทำไมไม่ไปลองทำ หลวงพ่อนิพนธ์กล่าวว่า แล้วจะพบว่า สิ่งศักดิ์สิทธิ์มีจริง ปาฏิหารย์มีจริง ใครทำตามได้ ก็สัมผัสได้

วันจันทร์ที่ 2 กรกฎาคม พ.ศ. 2555

หลวงพ่อ - ทำไมต้องเรียกหลวงพ่อนิพนธ์


หลายคนคาใจ แลตะขิดตะขวงใจ แลอาจถึงบริภาษด้วยโทสะ ว่า ทำไมเรียกมัน หลวงพ่อว่ะ

ย้อนไปในอดีต เมื่อครั้งปี ๒๕๐๔ ขณะที่แม่ชีเมี้ยน และสงฆ์ ถูกกักบริเวณที่เกาะโพธิ์ ในวัดพระศรีมหาธาตุนั้น

มีผู้หนึ่งเช่นกัน ที่สงสัยในประเด็นนี้ นั่นคือ แม่ชี วรมัย กบิลสิงห์

แม่ชีวรมัย จึงเดินทางไปสอบถามด้วยตนเอง กับแม่ชีเมี้ยน

หนังสือพิมพ์ "เสียงอ่างทอง" ก่อนที่จะมาเป็นไทยรัฐ ในปัจจุบัน ได้ลงบทความโต้ตอบ ถึงบทสนทนาดังกล่าว เป็นที่โจษขานกันในอดีต

แม่ชีวรมัย ถามแม่ชีเมี้ยนว่า "ท่านไม่ละอายใจหรือ ที่เป็นหญิงทำตนให้พระไหว้" ประเด็นหนึ่ง

ท่านเป็นหญิง ทำไมจึงบังคับให้พระ เรียก "หลวงพ่อ" ประเด็นหนึ่ง

คำตอบที่แม่ชีเมี้ยน ให้แก่แม่ชีวรมัย ใจความว่า การที่พระเหล่านั้นมาไหว้ท่าน หรือ เรียกท่านว่า "หลวงพ่อใหญ่" หาใช่เกิดจากการบังคับ หรือ เวลาเพียงชั่วข้ามคืนไม่

พระทั้ง ๗๓ รูป มีหลากหลาย มีทั้งที่เป็นเจ้าขุนมูลนาย เป็นข้าราชการ เป็นผู้ที่มีปัญญาก็มากหลาย หากแต่สิ่งที่พระเหล่านั้น เฝ้าดู แลพิจารณา อันได้แก่ การกระทำของฉันต่างหาก

เมื่อพระเหล่านั้น นำสิ่งที่ฉันสอน และฉันให้ ไปปฏิบัติ และเกิดผลต่อชีวิต อันมหาศาล แลเมื่อผ่านไปเป็นปีๆ

ผลสรุปที่พึงเกิดจากพระเหล่านั้น นั่นคือ การเทียบเคียง ด้วยพระคุณของพ่อแม่ ผู้ให้กำเนิดชีวิต เมื่อเขามีปัญหาชีวิต ด้วยจะเหตุโรคภัย หรือ อะไรก็ตาม เมื่อมาหาฉัน ได้ฟัง ได้ทำตามคำสอน จะเกิดผลที่ดีกับชีวิต อันประดุจได้ชีวิตใหม่

ผลจากสิ่งนี้ต่างหาก ที่ทำให้พระเหล่านั้น ถือฉันประดุจดังพ่อแม่ อันเป็นที่มาถึงคำเรียก "หลวงพ่อใหญ๋"

อันหมายถึง ผู้ที่มีพระคุณ เป็นเสมือนผู้ให้ชีวิตใหม่ ดุจดั่งพ่อแม่นั่นเอง

มาจนวันนี้ คำดังกล่าว ก็ถูกมาใช้กับหลวงพ่อนิพนธ์

หลายคนก็อดรนทนไม่ไหว "ก็คนธรรมดา ไม่ได้โกนหัว ห่มผ้าเหลือง ทำไมเรียกตนว่าหลวงพ่อ ...."

มันก็มีที่มาจากลูกศิษย์ ที่คิดเฉกเช่นเดียวกันการเรียกแม่ชีเมี้ยนนั่นเอง

คำ "หลวงพ่อ" ของศิษย์ จึงไม่ได้หมายถึงพระ แต่หมายถึง คุณค่าที่ได้รับจากท่านอุปมาดั่งพ่อแม่นั่นเอง

จึงไม่แปลก ที่ตัวท่านเอง จะมีคนเรียกมากมายหลายแบบ แต่คำเรียก "หลวงพ่อนิพนธ์" เริ่มมาจากคนใกล้ชิด ที่พ้นทุกพ้นภัย จากคำสอนของท่าน จนภายหลังคนเรียกตาม กันจนติดปากเท่านั้นเอง ซึ่งตัวท่านเองก็พยายามเลี่ยง แต่ก็คงเปลี่ยนกลุ่มคนเหล่านั้นไม่ได้เช่นกัน

วันศุกร์ที่ 2 มีนาคม พ.ศ. 2555

ตายเพื่อเกิด - รำลึกถึงแม่ชีเมี้ยน

ปี ๒๕๑๐ หลังจากแม่ชีเมี้ยน ได้ให้หลวงพ่อนิพนธ์ลาสิกขา ออกจากถ้ำกระบอก พร้อมคำกล่าวที่ว่า "ลูกไปก่อนแล้วแม่จะตามไป"

หลวงพ่อนิพนธ์ กล่าวว่า ในวันนั้น ท่านคิดว่า แม่ชีเมี้ยน คงจะจัดการธุระที่คั่งค้างอยู่ให้แล้วเสร็จ ก็จะออกจากถ้ำกระบอก มาอยู่กับท่าน เพื่อดำเนินตามปณิธานที่ตั้งไว้ต่อ

ครั้นในปี ๒๕๑๒ แม่ชีเมี้ยนให้คนไปตามหลวงพ่อนิพนธ์มา เพื่อที่จะลาสังขาร พร้อมกับกล่าวว่า "แม่ต้องลาสังขาร เพื่อลบล้างสัญญาที่มีต่อพี่ชายเอ็ง" พร้อมกับให้หลวงพ่อนิพนธ์ นำตำราสมุนไพรออกจากถ้ำกระบอกไป

ในเช้าตรู่ของวันที่ ๑๘ มีนาคม ๒๕๑๒ นั้นเอง แม่ชีเมี้ยน ก็ได้ละสังขาร จบตำนานถ้ำกระบอก

หลวงพ่อนิพนธ์ ได้ถามแม่ชีเมี้ยนว่า ทำไมท่านจึงต้องละสังขาร ทั้งที่อายุไม่ครบตน คำตอบที่ได้ คือ "ตำราของฉันต้องมีหนึ่งเดียว"

หลวงพ่อนิพนธ์ ได้อรรถาธิบายว่า เพื่อให้ตำราที่ท่านมอบให้ ได้เป็นที่สิงสถิตย์ความศักดิ์สิทธิ์นั้นเอง ดังนั้นการละสังขารของท่าน คือการสิ้นสุดสัญญา หรือ สิ้นสุดความศักดิ์สิทธิ์ของตำรา ที่ได้มอบให้แก่ท่านจำรูญ นั่นเอง

ผลก็คือ การดิ่งลง หรือ ความเสื่อม ของถ้ำกระบอก ตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา พร้อมกับการเกิดของหลวงพ่อนิพนธ์นั้นเอง

ตำราเล่มนั้น ได้ถูกเปิดอีกครั้ง เมื่อปี ๓๐ ที่ จ.ลพบุรี เมล็ดพันธุ์ที่แม่ชีเมี้ยนทิ้งไว้ให้ ได้เติบโตขึ้นมา จวบจนปัจจุบัน ถ้าเป็นคน ก็เข้าวัยเบญจเพส คือ ๒๕ ปี แล้ว

เป็นต้นไม้ที่ให้ร่มเงาคนมาพักอาศัย ผ่านมาผ่านไป นับหมื่น นับแสนคน แล้ว มีผู้ประสพผลก็มากมาย เลิกราไปก็ล้นเหลือ แต่สิ่งที่ประจักษ์เห็นเด่นชัด คือ "ผู้ใดทำได้ ผู้นั้นประสพผลอย่างแน่นอน"

และเพื่อระลึกถึงคุณแม่ชีเมี้ยน ทุกปี หลวงพ่อนิพนธ์ จะจัดงาน มีการสวดมนต์ข้ามคืน และที่สำคัญ มีการนำเทปเสียงจริงของแม่ชีเมี้ยน ที่สอนสงฆ์ในยุคถ้ำกระบอก มาให้ได้ยินได้ฟัง นับว่าเป็นโอกาสที่หายากยิ่งนัก

กิจกรรม น้อมรำลึกคุณแม่ชีเมี้ยน ดำเนินมาทุกปีไม่มีขาด ปีนี้ก็เช่นกัน หลวงพ่อนิพนธ์ ก็ได้จัดขึ้นในวันเสาร์ที่ ๑๗ มีนาคม ในเวลากลางคืน เหมือนที่ผ่านมา

ท่านกล่าวว่า เป็นเสมือนการแสดงความกตัญญู รู้คุณ และเป็นสะพานทอด ระหว่างเราท่าน กับแม่ชีเมี้ยน ดังนั้น วันอื่นใด ไม่มา ก็ยังไม่เป็นไร วันนี้ ลูกศิษย์เก่าแก่ คนป่วยที่หายแล้ว และไม่ได้มารับสมุนไพร ก็จะกลับมาเยือนถิ่นนี้กันพร้อมหน้า เพื่อแสดงความระลึกคุณ ทำให้เราท่านจะได้เห็นผู้คนที่มากมาย ยิ่งกว่าวันธรรมดา ที่คนมารับสมุนไพร มากนัก

เราท่าน จะได้เห็น ได้ยิน ได้ฟัง คนที่ประสพผลแล้ว ในรุ่นก่อนๆ เดินทักทายกัน สนิทสนมกัน และปลื้มปิติ ที่ได้กลับมาร่วมกิจกรรมนี้ เปรียบเหมือน คืนสู่เหย้า

สิ่งที่เราท่าน จะได้เห็น ได้เรียนรู้ ในกิจกรรมนี้ คือ เราจะได้ทราบประวัติของแม่ชีเมี้ยน ท่านเป็นใคร มาจากไหน มีความสำคัญอย่างไร อัน่จะทำให้เราท่านทราบว่า ทำไม พระถ้ำกระบอก ที่มีทั้ง ด๊อกเตอร์ มีราชนิกูล มีอดีตเสือร้าย ทุกรูปแบบ ถึงกราบไหว้ท่านอย่างสนิทใจ พร้อมกับเรียกท่านว่า "หลวงพ่อใหญ่" อันเป็นที่มาของข้อหา ผู้หญิงกระทำตนให้พระไหว้ ของจอมพลสฤษด์

เมื่อเราทราบประวัติความเป็นมา เราท่านที่ทานสมุนไพร ก็จะได้วางใจว่า สมุนไพรสูตรของแม่ชีเมี้ยน มีที่มาที่ไป มีบทพิสูจน์มายาวนาน มีผู้ประสพผลมากมายสักเพียงใด ไม่จำเป็นต้องนำมาอวดอ้าง คนเหล่านั้น มีตั้งแต่ ระดับบน เศรษฐี คหบดี ข้าราชการ จนถึงชาวบ้านธรรมดา ทุกชั้น ทุกวรรณะ

รุ่นพี่ เขากลับมาโชว์ตัวให้ดูแล้ว อย่าเสียโอกาส "ดูเขา แล้วทำตาม"


วันจันทร์ที่ 22 พฤศจิกายน พ.ศ. 2553

บทความถึง แม่ชีเมี้ยน โดยหนุมาน นำสาร

มีผู้ใช้นามว่า หนุมาน นำสาร ได้เขียนบทความถึง แม่ชีเมี้ยน ดังนี้

แม่ชีเมี้ยน ปานจันทร์ หรือ หลวงพ่อใหญ่ ที่แต่งตัวเหมือนพระคือ องค์โลกุตตระ เขตะมารัจจะ ที่ได้อวตารอุบัติขึ้นบนโลก ณ ประเทศไทย...ในช่วงกึ่งพุทธกาล เพื่อสานต่อพุทธศาสนาที่หักกลาง คือ หลักสัจจะธรรม และ สัจจะคำสอนเพื่อนำสัตว์พ้นทุกข์ ถูกบดบังด้วยความเห็นความเชื่อนอกศาสนา...ในช่วงหลังกึ่งพุทธกาล  ภายนอกท่านเป็นหญิง แต่ภายในคือ โลกุตตระ จึงรอบรู้ทุกสิ่งในจักรวาล ท่านคือ มนุษย์เหนือโลก คำสอนของท่าน คือโลกุตตระธรรม

*** กึ่งพระพุทธกาล ศาสนาหักกลาง ****

โลกุตตระ ..จึงหยิบเอาสัจจะของกุกุกสันโท ของโกนาคม ของกัสสปะ ของพระโคดม มาส่งต่อให้พิจารณาซึ่งกันและกัน ทั้งสี่พระองค์ หมดตัวทะยานอยากได้ด้วยสัจจะธรรม  สัจจะธรรมเป็นผู้นำของสี่พระองค์ เพื่อตัดกิเลสตันหา ราชาทิฐิ มานะชั่ว จะได้ไม่มัวเมาอยู่ในรูปรสกลิ่นเสียงนานาชนิด

ลงชื่อ  หนุมาน ผู้นำสาร

(คาดว่า ท่านคงเป็นพระวัดถ้ำกระบอก บทความดังกล่าวอยู่ในเว็บไซด์ “พลังจิต”)

ติดต่อสั่งซื้อสินค้า หาโปรโมชั่น Sesamix-Z และ สารสกัดเซซามินสูตรที่ดีที่สุด โทรหาเรา 086 6O4 7O44