ในทางโลก ความมีน้ำใจ ผูกใจสมัคร รักใคร่ ชอบพอ ย่อมเป็นธรรมดาของปุถุชนคนทั่วไป มีให้เห็น
แลด้วยเหตุนี้ ความมีน้ำใจ จึงอยากจะแบ่งปัน จนมีวลียอดฮิต จากหนังจีน พูดกันจนติดปากคนไทย ที่ว่า "มีสุขร่วมเสพ มีทุกข์ร่วมต้าน"
หากแต่ในโลกของศาสนาแล้วไซร้ หลวงพ่อนิพนธ์ชี้ให้เห็นว่า วิญญาณนั้นโดดเดี่ยว เวลาทุกข์ เวลาเจ็บ ล้วนแต่เป็นเฉพาะตน จะหาใครมาแบ่งเบา มาช่วยผ่อนคลาย แม้นแต่สักกะผีกก็ไม่ได้เลย
ดั่งคำกล่าวของพระภูมี ที่ตรัสให้เป็นสติ ที่ว่า "ใครทำ ใครได้"
แต่ด้วยความมีน้ำใจ แลผูกพันธ์นี้เอง มนุษย์เมื่อมาเจอศาสนา แลได้รับสิ่งดีๆ ก็อยากจะให้คนที่ตนรักชอบพอ ได้สิ่งนี้ด้วย
หากแต่ครั้นความจริงปรากฎ ความอยากของตนนั้นไม่เป็นผล คนที่รักชอบพอ ต้องจากไป ก็พาลพะโลโทษศาสนา โทษพระภูมี โทษผู้สอน โทษนั่นโทษนี่ ท้ายที่สุด ตนของตน ก็ต้องหลุดลอยไปจากศาสนาด้วย มีให้เห็นมากมาย
ตัวอย่างที่หลวงพ่อนิพนธ์ยกมาสอน ก็เฉกเช่นในสมัยที่หลวงพ่อนิพนธ์นึกอยากจะลองสูตรสมุนไพรที่แม่ชีเมี้ยนให้ แลตรัสว่า สมุนไพรสูตรนี้ ตอนนี้ยังใช้ไม่ได้ เพราะยังไม่มีคนเป็น ต้องรออีก ๓๐ ปีให้หลังนั่นแล จึงค่อยนำออกมาใช้
หลังปี ๓๐ ผ่านไปหลายปี ความคิดที่จะนำสมุนไพรนี้มาทดลอง ก็จึงเปิดรับคนป่วยที่เป็นเอดส์ ประมาณสิบคน เข้ามาลองฟื้นฟูตนดู
ในกลุ่มคนเหล่านี้เอง มีคนป่วยชายที่ติดเชื้อมาจากยาเสพติด แลคนป่วยหญิงหน้าตาผิวพรรณดี เพราะมาจากคนที่มีฐานะ รวมอยู่ด้วย
ผ่านการฟูมฟักมาระยะหนึ่ง คนไข้กลุ่มนี้ล้วนมีสภาพดีขึ้น จนทุกคนสามารถช่วยตนเอง แลกลับมาทำงานเหมือนคนปกติ
หลวงพ่อนิพนธ์จึงสอนคนกลุ่มนี้ว่า สมุนไพรช่วยมาระดับหนึ่ง คือ ให้มีกำลังสามารถปฏิบัติตามธรรมคำสอนได้แล้ว ต่อแต่นี้ ก็ขึ้นกับแต่ละบุคคล ใครทำได้ ก็รอด ใครไม่ทำ ท่านก็ช่วยไม่ได้
นั่นจึงก่อเกิดนิยายรักคู่แรกในหมู่คนป่วยเอดส์ ของหลวงพ่อนิพนธ์ คนทั้งสองเมื่อมีสภาพดีขึ้น ก็แอบมีสัมพันธ์กัน จนฝ่ายหญิงตั้งครรภ์
ครั้นตั้งครรภ์ผ่านไปหลายเดือน ฝ่ายหญิงก็เริ่มมีอาการทรุดลง ในขณะที่ฝ่ายชายกลับแข็งแรง ดีวันดีคืน
ฝ่ายชายมองเห็นสภาพฝ่ายหญิง ด้วยความรักฝ่ายหญิงและลูกที่อยู่ในครรภ์ จึงไปร้องขอหลวงพ่อนิพนธ์ให้ช่วย
หลวงพ่อนิพนธ์จึงกล่าวว่า ท่านบอกแล้ว เรื่องของศาสนานั้น เป็นเรื่องเฉพาะตน ใครก็ช่วยใครไม่ได้ คำสอนที่ให้ใครทำ คนนั้นก็รอด ในเมือฝ่ายชาย เชื่อคำสอน แล้วทำ ก็ดีวันดีคืน ส่วนฝ่ายหญิงนั้น เพราะความที่มาจากคนมีฐานะ จึงไม่ยอมทำอะไรเลย ไม่ยอมลำบาก เมื่อสอนแล้วไม่ทำ ก็ไม่สามารถช่วยอะไรได้
ในที่สุด ฝ่ายหญิงก็เสียชีวิตลงพร้อมลูกในครรภ์ ด้วยเหตุที่ไม่ยอมเปลี่ยนพฤติกรรมใดๆ แม้นหลวงพ่อนิพนธ์จะเตือนสักฉันใด
หลังจากภรรยาและลูกตาย ฝ่ายชาย ก็เกิดความคิดที่ว่า สิ่งที่ตนเสีย เป็นเพราะหลวงพ่อนิพนธ์ไม่ยอมช่วย จึงเกิดความคิดที่ผิด นั่นคือ คิดจะทำลายหลวงพ่อนิพนธ์ ด้วยการฆ่าตัวตาย
หากแต่การฆ่าตนของฝ่ายชายนั้น วางแผนไว้โดยการขอลากลับบ้าน แล้วไปซื้อยาบ้ามาเป็นจำนวนมาก แลนำกลับมา กะว่าจะเสพยานี้ให้เกินขนาดแล้วเสียชีวิตในแผ่นดินของหลวงพ่อนิพนธ์ เพื่อแก้แค้นที่ไม่ยอมช่วยตน
ความนี้ก็รู้ไปถึงพี่ชาย ผู้ซึ่งมาเลิกยาเสพติดพร้อมน้องชาย จึงห้ามปราม แลร้องขอว่าอย่าทำเลย แต่น้องชายก็ไม่ยอม ต้องทำให้ได้
เมือคนป่วยชายผู้นี้ กลับมาอยู่กับหลวงพ่อนิพนธ์ รอวันเวลาที่จะทำตามที่ตนตั้งใจ วันหนึ่ง ออกไปทำงานใต้ต้นไม้ใหญ่ ในวันที่ฟ้าโปร่ง ไม่มีเมฆแม้นแต่น้อย แลหลวงพ่อนิพนธ์ก็ขึ้นไป เพื่อนำอาหารและสมุนไพรไปให้ ตามปกติ
สายวันนั้น ท้องฟ้าที่โปร่งเป็นสีคราม กลับมีก้อนเมฆเล็กๆสีดำกลุ่มหนึ่ง ลอยมาทางแผ่นดินของหลวงพ่อนิพนธ์ เมื่อมาถึง ก็มีฝนปรอยๆลงมา อย่างไม่น่าเป็นไปได้ แลก็ปรากฎฟ้าผ่าสายหนึ่ง ผ่าลงมายังแผ่นดินของหลวงพ่อนิพนธ์ ทำให้หลวงพ่อนิพนธ์ฉงน
สายฟ้าเส้นนั้น ผ่าไปที่คนป่วยชายผู้นั้น กลางหลัง เหมือนโดนฟันสะพายแล่งก็ปานนั้น
หากแต่ชายผู้นั้น กลับยังไม่เสียชีวิตในทันที เมื่อหลวงพ่อนิพนธ์มาดู ก็บอกแก่ชายผู้นั้นว่า ฟ้าเขาลงโทษ หากแต่ความดีที่ทำมา ทำให้ยังมีโอกาส หากยอมรับผิด ก็รอดได้
ชายผู้นั้นยืนกรานเด็ดขาด ไม่ยอมรับผิด จนหลวงพ่อนิพนธ์ถามย้ำสามครั้ง ก็ยังไม่ยอม หลวงพ่อนิพนธ์ก็จึงบอกว่า ก็ต้องปล่อยชายผู้นั้นไป แลชายผู้นั้นก็สิ้นลม
เรื่องที่ยกมา จึงเป็นอุทาหรณ์ให้คนรุ่นหลังได้เป็นอย่างดีว่า แผ่นดินนี้ "ตัวใครตัวมัน ใครทำ ใครรอด" จะเอามาเกี่ยวโยงกันไม่ได้เลย เมื่อเราท่านทำ แล้วรอด ก็อยากให้คนที่รัก ชอบพอ รอดเหมือนกัน หากแต่คนผู้นั้น ใจไม่เหมือนเราท่าน พฤติกรรมไม่เป็นดั่งคำสอน ความอยากให้คนผู้นั้นรอด ก็เป็นได้แต่ความฝัน ไม่มีทางเป็นจริงได้
บทสรุป หลวงพ่อนิพนธ์จึงชี้ให้เห็นว่า เรื่องของศาสนา เป็นเรื่องเฉพาะตัว อย่าเอามามั่ว เมื่อคนที่รักชอบพอ เขาไม่ทำ เขาจึงไม่รอด ก็พาลมายังตน เกิดความคิดผิด ทิฐิ แล้วก็พาตนไปจากศาสนา ท้ายที่สุด ก็ไม่รอดตามกัน ช่างน่าเสียดายนัก
คำเตือนของหลวงพ่อนิพนธ์ ที่ควรจำให้ดี อันเป็นสัจธรรมความจริงของชีวิต ที่พระภูมีทรงตรัส คือ "ทุกข์ย่อมเกิดแก่วิญญาณของเราท่าน ทุกข์อันนี้หามีใครช่วยเหลือ หรือแบ่งเบาได้ไม่ สิ่งที่กระทำ วิญญาณเราท่านต้องรับแต่เพียงผู้เดียว ใครจะมาช่วยไม่ได้เลย"
ดังนั้น ขอย้ำ อย่ามามั่ว และที่มักกล่าวกัน ไปทำบุญมา ทำเผื่อให้แล้ว แบ่งบุญให้คนโน้นคนนี้ ... นั่นคือคนไม่รู้ คนรู้ธรรม ย่อมเข้าใจดีในคำตรัสของพระภูมี "ใครทำ ใครได้"
จะมียกเว้นก็แต่เพียง สายเลือด พ่อแม่ลูกเท่านั้นเอง ที่กรรมเขาอนุโลม ทำแทนกันได้ หากแต่ก็เพียงเสี้ยวหนึ่ง มิใช่ทั้งหมด
ศาลารักษาโรค แนวทางการรักษาด้วยสมุนไพรควบคู่ไปกับธรรมะ เผยแพร่กิจกรรมของมูลนิธิไทยกรุณา และให้ความรู้ด้านสมุนไพรรักษาโรค
วันอังคารที่ 31 พฤษภาคม พ.ศ. 2559
วันจันทร์ที่ 30 พฤษภาคม พ.ศ. 2559
ใช้บุญดีไหม
คนทั้งหลายทั้งปวงที่มา ล้วนแล้วแต่ฟังคำกล่าวขานในเรื่องสมุนไพรจึงแห่แหนกันมา
หลวงพ่อนิพนธ์ จึงชี้ให้เห็นว่า สมุนไพร จึงเปรียบเสมือนเหยื่อของพระภูมีที่ใช้ล่อนั่นเอง
หากแต่สิ่งที่เป็นสุดยอดของดีของพระภูมี นั่นคือ "ธรรม" ที่เมื่อปฏิบัติแล้วไซร้ เป็น "บุญ" อันเปรียบได้เหมือนแก้วสารพัดนึก ที่บันดาลให้ได้ตามปรารถนา
หลวงพ่อนิพนธ์ได้แสดงให้เห็นประจักษ์ ในคราหนึ่งที่อยู่ระหว่างช่วงเดินธุดงค์ อันเป็นกิจของพระสงฆ์ที่แม่ชีเมี้ยน ให้เดินตามรอยของพระพุทธเจ้า ที่ซึ่งเรียกกันว่า เป็น "ภาคปฏิบัติ" ของสงฆ์พระพุทธเจ้าที่จะใช้ความรู้ที่เรียนมาตลอดปี ไปเผชิญเหตุนั่นเอง
ความโด่งดังในเรื่องการบำบัดยาเสพติด จากเมื่อครั้งถ้ำกระบอก แลเมื่อกลับมาเปิดสำนักที่ลพบุรี นั่นทำให้ผู้เสพยาและผู้ปกครอง ล้วนมีความมั่นใจ ในสรรพคุณของยาสมุนไพรที่ใช้เพื่อบำบัดสารเสพติดและฟื้นฟูร่างกาย อย่างไม่มีข้อสงสัย
แลในปีนั้น พระกำลังอยู่ในระหว่างธุดงค์ ก็มีแม่ของเด็กหนุ่มที่เข้าวัยประมาณยี่สิบปี พาลูกของตนที่ติดยาเสพติดมาให้หลวงพ่อนิพนธ์ช่วย
หลวงพ่อนิพนธ์จึงกล่าวกับแม่ของเด็กหนุ่มว่า ตอนนี้พระกำลังอยู่ระหว่างธุดงค์ คงไม่สะดวกในการช่วยเหลือ ด้วยสมุนไพร
หากแต่ความจำเป็นของแม่ ประกอบกับความอยากเลิกของเด็กหนุ่ม ก็รบเร้าขอให้หลวงพ่อนิพนธ์ช่วย
หลวงพ่อนิพนธ์จึงกล่าวว่า เมื่อสมุนไพรไม่สะดวก ยังทำไม่ได้ จะลองให้เขาใช้บุญช่วยเอาไหม
หลวงพ่อนิพนธ์จึงกล่าวว่า ด้วยเหตุที่ระหว่างธุดงค์นั้น ท่านต้องติดตามดูแลพระไปตลอดระยะทาง ด้วยเหตุที่กว่าครึ่งก็มักเป็นพระที่ป่วย แลเพื่อให้มั่นใจ จึงให้คนขับรถ ส่งข้าว ส่งน้ำ แลจัดเตรียมเสาะหาที่ที่เหมาะสมในการปักกลด ในแต่ละวัน ก็ให้เด็กหนุ่มติดรถไป และทำหน้าที่ช่วยพระตลอดการเดินธุดงค์
ด้วยความอยากเลิก เด็กหนุ่มก็รับปาก ทั้งๆที่หลวงพ่อนิพนธ์บอกว่า มันเหนื่อยและลำบากหน่อย ไม่เหมือนการทานสมุนไพรเพื่อเลิก แต่ก็เชื่อเถอะบุญเขามีอำนาจ ต้องคลี่คลายได้
เด็กหนุ่มทำหน้าที่คอยถวายอาหาร จัดสถานที่ในการฉัน และก็เดินธุดงค์ตามพระ ตามกำลังที่มี เป็นกิจวัตร
วันแรกด้วยความเป็นห่วงทั้งพระทั้งเด็กหนุ่ม หลวงพ่อนิพนธ์ จึงไปหาพระแต่เช้า แลดูอาการเด็กหนุ่ม แลมีแต่สมุนไพรเขียว ให้เด็กหนุ่มทาน เพื่อช่วยตน
แลเป็นธรรมดา การอดสารยาในวันแรก อาการลงแดงย่อมรุนแรง หากแต่การเดินตามพระ ในสภาวะที่แแดดแรงกล้า ทำให้เด็กหนุ่มเหงื่อออก และอ่อนเพลีย กลับช่วยให้อาการของเขาทุเลาลงอย่างรวดเร็ว
หลวงพ่อนิพนธ์ก็รู้สึกประหลาดใจ เพราะเมื่อวันที่สองผ่านไป เด็กหนุ่มกลับแทบไม่เหลืออาการลงแดงอีกเลย จะมีก็แต่เรียวแรงที่ยังน้อย ก็อาศัยเดินไหวก็เดิน เดินไม่ไหว ก็นั่งบนกระบะรถบรรทุกน้ำ แลสัมภาระตามไป
หลังจากเดินตามพระได้สัปดาห์ พระก็ถึงที่หมาย คือ สำนักที่ศรีสวัสดิ์ เด็กหนุ่มขี้ยา กลับกลายเป็นเด็กหนุ่มที่แข็งแรง เดินขึ้นลงเขาตามพระได้ตลอดวัน
หลวงพ่อนิพนธ์จึงชี้ให้เห็นว่า นี่แลเป็นสุดยอดแนวทางในการฟื้นฟูตน นั่นคือ อาศัยบุญเป็นหลัก อาศัยสมุนไพรเป็นผู้ช่วย ให้ผลรวดเร็ว เฉียบขาด ยิ่งนัก
เด็กหนุ่มนี้จึงเป็นคนแรกที่เรียกได้ว่า เลิกยาเสพติด โดยไม่ต้องทานสมุนไพร ที่เรียกกันว่า "ยาตัด" เหมือนในหนังน้ำพุ และก็มีสภาพที่ดี ไม่แพ้กัน ทั้งๆที่ ได้ทานแต่สมุนไพรเขียว เท่านั้นเอง
ปัญหาที่สำคัญ ก็คือ "บุญ" ของพระพุทธศาสนา ทำกันอย่างไร นี่แลเราท่านต้องไปหาพระของหลวงพ่อนิพนธ์เพื่อศึกษา แล้วมาทำเพื่อช่วยตน
หากไม่เรียนรู้ แล้วไปทำในสิ่งที่คิดว่าเป็นบุญ หากแต่นั่นเป็นบุญลมๆ แล้งๆ ที่หลวงพ่อนิพนธ์กล่าวว่า "บุญนึกเอาเอง" ทำสักเท่าไหร่ ก็หามีผลมาช่วยตนไม่
บทสรุป ใครอยากลองเอาบุญมาช่วยตน ด้วยเล็งเห็นว่า หนทางแห่งสมุนไพรนั้นหาเพียงพอในการฟื้นฟูตน หรือ ใช้เวลานาน ก็ไปลองได้ที่ลพบุรี ไปศึกษา พิจารณา แล้วทำ ... ดูสิว่า ผลที่ได้จะเป็นเช่นไร
หลวงพ่อนิพนธ์จึงกล่าวว่า ผลของสมุนไพร เหมือนเดินทางอ้อม ผลของบุญ เหมือนเดินทางลัด
มาแบบไม่หวังผล ก็ไม่ต้องคุยเรื่องบุญ หากแต่มาเพื่อหวังผล บุญนั้นจำเป็นยิ่ง หลวงพ่อนิพนธ์จึงย้ำว่า "ใครทำได้ รอดแน่"
หลวงพ่อนิพนธ์ จึงชี้ให้เห็นว่า สมุนไพร จึงเปรียบเสมือนเหยื่อของพระภูมีที่ใช้ล่อนั่นเอง
หากแต่สิ่งที่เป็นสุดยอดของดีของพระภูมี นั่นคือ "ธรรม" ที่เมื่อปฏิบัติแล้วไซร้ เป็น "บุญ" อันเปรียบได้เหมือนแก้วสารพัดนึก ที่บันดาลให้ได้ตามปรารถนา
หลวงพ่อนิพนธ์ได้แสดงให้เห็นประจักษ์ ในคราหนึ่งที่อยู่ระหว่างช่วงเดินธุดงค์ อันเป็นกิจของพระสงฆ์ที่แม่ชีเมี้ยน ให้เดินตามรอยของพระพุทธเจ้า ที่ซึ่งเรียกกันว่า เป็น "ภาคปฏิบัติ" ของสงฆ์พระพุทธเจ้าที่จะใช้ความรู้ที่เรียนมาตลอดปี ไปเผชิญเหตุนั่นเอง
ความโด่งดังในเรื่องการบำบัดยาเสพติด จากเมื่อครั้งถ้ำกระบอก แลเมื่อกลับมาเปิดสำนักที่ลพบุรี นั่นทำให้ผู้เสพยาและผู้ปกครอง ล้วนมีความมั่นใจ ในสรรพคุณของยาสมุนไพรที่ใช้เพื่อบำบัดสารเสพติดและฟื้นฟูร่างกาย อย่างไม่มีข้อสงสัย
แลในปีนั้น พระกำลังอยู่ในระหว่างธุดงค์ ก็มีแม่ของเด็กหนุ่มที่เข้าวัยประมาณยี่สิบปี พาลูกของตนที่ติดยาเสพติดมาให้หลวงพ่อนิพนธ์ช่วย
หลวงพ่อนิพนธ์จึงกล่าวกับแม่ของเด็กหนุ่มว่า ตอนนี้พระกำลังอยู่ระหว่างธุดงค์ คงไม่สะดวกในการช่วยเหลือ ด้วยสมุนไพร
หากแต่ความจำเป็นของแม่ ประกอบกับความอยากเลิกของเด็กหนุ่ม ก็รบเร้าขอให้หลวงพ่อนิพนธ์ช่วย
หลวงพ่อนิพนธ์จึงกล่าวว่า เมื่อสมุนไพรไม่สะดวก ยังทำไม่ได้ จะลองให้เขาใช้บุญช่วยเอาไหม
หลวงพ่อนิพนธ์จึงกล่าวว่า ด้วยเหตุที่ระหว่างธุดงค์นั้น ท่านต้องติดตามดูแลพระไปตลอดระยะทาง ด้วยเหตุที่กว่าครึ่งก็มักเป็นพระที่ป่วย แลเพื่อให้มั่นใจ จึงให้คนขับรถ ส่งข้าว ส่งน้ำ แลจัดเตรียมเสาะหาที่ที่เหมาะสมในการปักกลด ในแต่ละวัน ก็ให้เด็กหนุ่มติดรถไป และทำหน้าที่ช่วยพระตลอดการเดินธุดงค์
ด้วยความอยากเลิก เด็กหนุ่มก็รับปาก ทั้งๆที่หลวงพ่อนิพนธ์บอกว่า มันเหนื่อยและลำบากหน่อย ไม่เหมือนการทานสมุนไพรเพื่อเลิก แต่ก็เชื่อเถอะบุญเขามีอำนาจ ต้องคลี่คลายได้
เด็กหนุ่มทำหน้าที่คอยถวายอาหาร จัดสถานที่ในการฉัน และก็เดินธุดงค์ตามพระ ตามกำลังที่มี เป็นกิจวัตร
วันแรกด้วยความเป็นห่วงทั้งพระทั้งเด็กหนุ่ม หลวงพ่อนิพนธ์ จึงไปหาพระแต่เช้า แลดูอาการเด็กหนุ่ม แลมีแต่สมุนไพรเขียว ให้เด็กหนุ่มทาน เพื่อช่วยตน
แลเป็นธรรมดา การอดสารยาในวันแรก อาการลงแดงย่อมรุนแรง หากแต่การเดินตามพระ ในสภาวะที่แแดดแรงกล้า ทำให้เด็กหนุ่มเหงื่อออก และอ่อนเพลีย กลับช่วยให้อาการของเขาทุเลาลงอย่างรวดเร็ว
หลวงพ่อนิพนธ์ก็รู้สึกประหลาดใจ เพราะเมื่อวันที่สองผ่านไป เด็กหนุ่มกลับแทบไม่เหลืออาการลงแดงอีกเลย จะมีก็แต่เรียวแรงที่ยังน้อย ก็อาศัยเดินไหวก็เดิน เดินไม่ไหว ก็นั่งบนกระบะรถบรรทุกน้ำ แลสัมภาระตามไป
หลังจากเดินตามพระได้สัปดาห์ พระก็ถึงที่หมาย คือ สำนักที่ศรีสวัสดิ์ เด็กหนุ่มขี้ยา กลับกลายเป็นเด็กหนุ่มที่แข็งแรง เดินขึ้นลงเขาตามพระได้ตลอดวัน
หลวงพ่อนิพนธ์จึงชี้ให้เห็นว่า นี่แลเป็นสุดยอดแนวทางในการฟื้นฟูตน นั่นคือ อาศัยบุญเป็นหลัก อาศัยสมุนไพรเป็นผู้ช่วย ให้ผลรวดเร็ว เฉียบขาด ยิ่งนัก
เด็กหนุ่มนี้จึงเป็นคนแรกที่เรียกได้ว่า เลิกยาเสพติด โดยไม่ต้องทานสมุนไพร ที่เรียกกันว่า "ยาตัด" เหมือนในหนังน้ำพุ และก็มีสภาพที่ดี ไม่แพ้กัน ทั้งๆที่ ได้ทานแต่สมุนไพรเขียว เท่านั้นเอง
ปัญหาที่สำคัญ ก็คือ "บุญ" ของพระพุทธศาสนา ทำกันอย่างไร นี่แลเราท่านต้องไปหาพระของหลวงพ่อนิพนธ์เพื่อศึกษา แล้วมาทำเพื่อช่วยตน
หากไม่เรียนรู้ แล้วไปทำในสิ่งที่คิดว่าเป็นบุญ หากแต่นั่นเป็นบุญลมๆ แล้งๆ ที่หลวงพ่อนิพนธ์กล่าวว่า "บุญนึกเอาเอง" ทำสักเท่าไหร่ ก็หามีผลมาช่วยตนไม่
บทสรุป ใครอยากลองเอาบุญมาช่วยตน ด้วยเล็งเห็นว่า หนทางแห่งสมุนไพรนั้นหาเพียงพอในการฟื้นฟูตน หรือ ใช้เวลานาน ก็ไปลองได้ที่ลพบุรี ไปศึกษา พิจารณา แล้วทำ ... ดูสิว่า ผลที่ได้จะเป็นเช่นไร
หลวงพ่อนิพนธ์จึงกล่าวว่า ผลของสมุนไพร เหมือนเดินทางอ้อม ผลของบุญ เหมือนเดินทางลัด
มาแบบไม่หวังผล ก็ไม่ต้องคุยเรื่องบุญ หากแต่มาเพื่อหวังผล บุญนั้นจำเป็นยิ่ง หลวงพ่อนิพนธ์จึงย้ำว่า "ใครทำได้ รอดแน่"
วันศุกร์ที่ 27 พฤษภาคม พ.ศ. 2559
เตะหมูเข้าปากหมา
หากให้คนป่วยที่มาทุกคนทำแบบสอบถาม แลคำถามพื้นๆ ที่คาดเดาคำตอบได้ไม่ยาก เมื่อเจอคำถามว่า ก่อนจะมาสถานที่นี้ ท่านเคยทำกิจกรรมใดที่คิดว่าเป็นบุญมาบ้าง อาทิ ทอดผ้าป่า ทอดกฐิน .... ทุกคนก็คงกาคำตอบเดียวกันว่า ... เคย อย่างแน่นอน
หากจะถามว่า ท่านมีสิ่งที่เชื่อ นั่นหมายถึง การปฏิบัติที่ทำตามในสิ่งที่เชื่อถือ อยู่หรือไม่ คำตอบก็คงหนีไม่พ้นว่า มี เช่นกัน... ทุกตัวคน
แลหากคำถามถามว่า ท่านมีความเชื่อในวิทยาการทางการแพทย์ หรือ พูดฟังง่ายนั่นคือ เชื่อหมอหรือไม่ ... ก็คงตอบว่า มีความน่าเชื่อถือ อย่างแน่นอน
หากแต่เมื่อผ่านสิ่งเหล่านั้นมาเนิ่นนาน ทำตามในสิ่งที่ตนเชื่อมาตลอด อาจจะตั้งแต่เกิด จนปัจจุบัน ... มาถึงทางตัน สิ่งที่ตนเชื่อ สิ่งที่ตนทำ ไม่สามารถคลี่คลายปัญหาของตนที่มีได้ สถานที่นี้ก็เสนอตัว หลวงพ่อนิพนธ์ก็ให้ทางเลือก สมุนไพรของพระภูมีที่แม่ชีเมี้ยนนำมา ให้ลอง
หลายคนเมื่อทำตามคำสอนของหลวงพ่อนิพนธ์ ก็ประสพความสำเร็จ ในการช่วยตน ซึงก็มีให้เห็นเป็นอันมาก
หากแต่สิ่งที่เราสงสัย คนส่วนใหญ่ที่ประสพความสำเร็จ ทั้งๆที่ ด้วยมีพฤติกรรมทำตามคำสอนของหลวงพ่อนิพนธ์ แต่ทำไม เวลาจะตัดสินว่า ตนรอดมาด้วยเหตุใด กลับกลายเป็น มาจากความเชื่อเดิมของตน ที่ตนยึดถือนั้นเป็นผู้บันดาล หรือทำให้ตนรอดไปเสียฉิบ
หลวงพ่อนิพนธ์ยกตัวอย่างพ่อเลี้ยงทางเหนือให้ฟัง ที่เป็นผู้ดิดเชื้อเอดส์ ยามมามีเพื่อนๆมาส่งมากมาย หามใส่เปลมาหาหลวงพ่อนิพนธ์ อุ้มผีลุก ปลุกผีนั่ง จนเวลาผ่านไป กลับมามีร่างกายปกติ สามารถทำงานหนักได้
หลวงพ่อนิพนธ์ได้สังเกตเห็น คนผู้นี้มีพฤติกรรม อย่างหนึ่งคือ จะชอบไหว้ไปทางทิศเหนือ จึงให้คนไปถาม พ่อเลี้ยงก็ตอบว่า เขาไหว้ขอบคุณเกจิคณาจารย์ทางทิศเหนือท่านหนึ่ง ระลึกคุณที่ทำให้เขารอด ฟื้นคืนกลับมาได้ แลก็จะกลับไปแก้บน
แลเราก็เคยอ่านบทความที่มีผู้ที่ประสพชะตาเลวร้าย เป็นโรคร้ายกันทั้งบ้าน ไปมาทั่ว รักษามาจนหมดเงินไปมากมายก็ไม่หาย แล้วก็มาประสพความสำเร็จ ณ.สถานที่นี้ เขาบรรยายว่า สมุนไพรที่นี่ดีจริง ทำให้เขาและครอบครัว กลับมาแข็งแรงเป็นปกติได้ แต่สรุปตอนท้ายว่า คงเป็นเพราะเขาและครอบครัว ชอบไปทอดผ้าป่า ทอดกฐิน เป็นแน่แท้ บุญนั้นจึงส่งให้หายได้ และก็ตั้งใจจะกลับไปทำอีก
หลวงพ่อนิพนธ์จึงกล่าวว่า มันเป็นเรื่องแปลก ที่ตัวท่าน นั่งทำยา ผสมยา คั้นยา เหนื่อยแทบตาย คอยอุ้มผีลุก ปลุกผีนั่ง คอยเป็นห่วง ดูแลอาการ ให้ความรู้ ให้สร้างพฤติกรรม นำคำสอนของศาสนาที่แม่ชีเมี้ยนนำมา มาให้ทำ .... แต่สุดท้าย คนเหล่านั้นกลับบอกว่า สิ่งที่ตนยึดถือ และทำมาในอดีต เป็นผู้ช่วยไปเสียเล่า
มิหนำซ้ำ แทนที่จะย้อนคิดว่า พฤติกรรมใดที่ช่วยตน ให้รอด แล้วนำไปทำต่อ กลับละทิ้งเสีย ไปคว้าของเดิมก่อนจะมา ที่ซึ่งไม่ช่วยอเะไรตนเลย
เรื่องราวคลาสสิคที่หลวงพ่อนิพนธ์มักยกมาให้ฟังอยู่เสมอ ก็คือ นายพลท่านหนึ่ง นอนในโรงพยาบาล ห้องไอซียู ภรรยามาขออนุญาติ หลวงพ่อนิพนธ์ก็ให้นำยาเขียวไปลองทานดู ปรากฎว่า อาการตอบรับดี สองวันก็ฟื้นคืนกลับมา มีกำลังออกจากไอซียูได้
ผ่านไปครึ่งปี นายพลท่านนี้ไปตรวจร่างกาย ก็ปรากฎว่า ร่างกายกลับมาปกติ แข็งแรง แล้วก็หายไป ไม่มาที่มูลนิธิ
ผ่านไปอีกหลายเดือน ภรรยามาหาหลวงพ่อนิพนธ์ มาขอสมุนไพรให้สามีทานอีก หลวงพ่อนิพนธ์จึงถามว่า สามีเป็นอะไร แล้วทำไมจึงหายไป
ภรรยาบอก สามีพาเมียน้อย ไปแก้บน ๙ วัดทั่วประเทศ ทั่วทุกภาคที่เขาบนเอาไว้ จึงหายไปไม่ได้มาหา แต่ครั้นพอกลับจากวัดที่ ๙ ทางใต้ ก็มีอาการวูบ จึงพากลับเข้าโรงพยาบาล ตอนนี้นอนอยู่สภาพเดิม เตียงเดิม กับเมื่อปีที่แล้ว
หลวงพ่อนิพนธ์ กล่าวกับภรรยานายพลว่า เมื่อตอนที่หายดี บอกให้ทำตนเป็นพระเวสสันดร เป็นผู้ให้บ้าง เขาตอบว่า ให้มะกรูด มะพร้าว นั้นกระจอก เขานี่ไปทำธรรมจักรฝังเพชร ให้วัด มุลค่าสิบกว่าล้าน นั่นแหละบุญใหญ่
เราจึงยกคำสอนนี้ มาเตือนทุกคนว่า ยามสวดมนต์ นั่งกรรมฐาน ในห้องสวดมนต์ สิ่งที่ควรทำคือระลึกย้อนว่า พฤติกรรมใดที่ทำให้ตนของตน ดีขึ้น ยามใดที่ตนของตน รอดปลอดภัย จะได้นำไปปฏิบัติสืบต่อ เพื่อช่วยตนได้อีก ... มิฉะนั้นจะไขว้เขว สิ่งที่ช่วยตนกลับไม่นำพา ไปยึดสิ่งที่เป็นลม ไม่มีตัวไม่มีตน ในที่สุด เมื่อกรรมมันย้อนคืนมา ก็ยากที่จะช่วยตนอีกครั้งแล้ว
ศาสน์สอนให้คนเป็นปราชญ์ เมื่อพิจารณารู้ว่าสิ่งใดที่ทำแล้ว หาประโยชน์แก่คนมิได้ จะไปยึด ไปเชื่อ ไปทำ อีกทำไม เพราะเมื่อทำแล้ว กลายเป็นกรรม ทีนี้แก้ยากแล้ว หลวงพ่อนิพนธ์ชี้ให้เห็นว่า เพราะนั่นเป็นการกระทำที่ทำทั้งๆที่รู้
เมื่อก่อน ไปสร้างพระใหญ่ เพราะไม่รู้ แต่ ณ.วันนี้ รู้แล้ว ว่านั่นมิใช่ที่พระพุทธเจ้าบัญญัติ มีแต่ทำให้ตัวเองและผู้อื่น หลงวัตถุ วันใดที่หายโรค แล้วยังกลับไปมีพฤติกรรมอย่างนั้นอีก สร้างพระ ขายพระ ... เป็นโรคมาอีกครั้ง ไม่ต้องมาทานสมุนไพรของพระภูมีอีก เพราะไม่มีทางหายอย่างแน่นอน
ยิ่งพวกถวายเงินพระ .... นั่นพฤติกรรมทำลายทั้งพระ ทั้งศาสนา .... บุญไม่ได้ กรรมล้วนๆ ทำให้พระเกิดกิเลส อยู่สงบไม่ได้ เสียพระดีๆ ตั้งใจมาบวช ประพฤติ ไปนักต่อนักแล้ว
บทสรุป สงบจิต สงบใจ หาให้เจอว่า สิ่งใดกันแน่ที่ช่วยเรา เจอแล้วกอดไว้แน่นๆ แล้วเดินตาม นั่นแลชีวิตจะรอดปลอดภัย ไม่ต้องเดินรอยเก่า ไปต้องเป็นโรคอีก อย่างแน่นอน
เจ้าพ่อ เจ้าแม่ เกจิ คณาจารย์ ... ไม่ได้ช่วยตนของเราแม้นแต่สักนิด แต่ครั้นตนของตนรอด คนพวกนี้กลับเป็นผู้รับผลจากเราไปเสียฉิบ ... กลายเป็นผู้มีคุณ เสวยลาภ เสวยสุข
หากจะถามว่า ท่านมีสิ่งที่เชื่อ นั่นหมายถึง การปฏิบัติที่ทำตามในสิ่งที่เชื่อถือ อยู่หรือไม่ คำตอบก็คงหนีไม่พ้นว่า มี เช่นกัน... ทุกตัวคน
แลหากคำถามถามว่า ท่านมีความเชื่อในวิทยาการทางการแพทย์ หรือ พูดฟังง่ายนั่นคือ เชื่อหมอหรือไม่ ... ก็คงตอบว่า มีความน่าเชื่อถือ อย่างแน่นอน
หากแต่เมื่อผ่านสิ่งเหล่านั้นมาเนิ่นนาน ทำตามในสิ่งที่ตนเชื่อมาตลอด อาจจะตั้งแต่เกิด จนปัจจุบัน ... มาถึงทางตัน สิ่งที่ตนเชื่อ สิ่งที่ตนทำ ไม่สามารถคลี่คลายปัญหาของตนที่มีได้ สถานที่นี้ก็เสนอตัว หลวงพ่อนิพนธ์ก็ให้ทางเลือก สมุนไพรของพระภูมีที่แม่ชีเมี้ยนนำมา ให้ลอง
หลายคนเมื่อทำตามคำสอนของหลวงพ่อนิพนธ์ ก็ประสพความสำเร็จ ในการช่วยตน ซึงก็มีให้เห็นเป็นอันมาก
หากแต่สิ่งที่เราสงสัย คนส่วนใหญ่ที่ประสพความสำเร็จ ทั้งๆที่ ด้วยมีพฤติกรรมทำตามคำสอนของหลวงพ่อนิพนธ์ แต่ทำไม เวลาจะตัดสินว่า ตนรอดมาด้วยเหตุใด กลับกลายเป็น มาจากความเชื่อเดิมของตน ที่ตนยึดถือนั้นเป็นผู้บันดาล หรือทำให้ตนรอดไปเสียฉิบ
หลวงพ่อนิพนธ์ยกตัวอย่างพ่อเลี้ยงทางเหนือให้ฟัง ที่เป็นผู้ดิดเชื้อเอดส์ ยามมามีเพื่อนๆมาส่งมากมาย หามใส่เปลมาหาหลวงพ่อนิพนธ์ อุ้มผีลุก ปลุกผีนั่ง จนเวลาผ่านไป กลับมามีร่างกายปกติ สามารถทำงานหนักได้
หลวงพ่อนิพนธ์ได้สังเกตเห็น คนผู้นี้มีพฤติกรรม อย่างหนึ่งคือ จะชอบไหว้ไปทางทิศเหนือ จึงให้คนไปถาม พ่อเลี้ยงก็ตอบว่า เขาไหว้ขอบคุณเกจิคณาจารย์ทางทิศเหนือท่านหนึ่ง ระลึกคุณที่ทำให้เขารอด ฟื้นคืนกลับมาได้ แลก็จะกลับไปแก้บน
แลเราก็เคยอ่านบทความที่มีผู้ที่ประสพชะตาเลวร้าย เป็นโรคร้ายกันทั้งบ้าน ไปมาทั่ว รักษามาจนหมดเงินไปมากมายก็ไม่หาย แล้วก็มาประสพความสำเร็จ ณ.สถานที่นี้ เขาบรรยายว่า สมุนไพรที่นี่ดีจริง ทำให้เขาและครอบครัว กลับมาแข็งแรงเป็นปกติได้ แต่สรุปตอนท้ายว่า คงเป็นเพราะเขาและครอบครัว ชอบไปทอดผ้าป่า ทอดกฐิน เป็นแน่แท้ บุญนั้นจึงส่งให้หายได้ และก็ตั้งใจจะกลับไปทำอีก
หลวงพ่อนิพนธ์จึงกล่าวว่า มันเป็นเรื่องแปลก ที่ตัวท่าน นั่งทำยา ผสมยา คั้นยา เหนื่อยแทบตาย คอยอุ้มผีลุก ปลุกผีนั่ง คอยเป็นห่วง ดูแลอาการ ให้ความรู้ ให้สร้างพฤติกรรม นำคำสอนของศาสนาที่แม่ชีเมี้ยนนำมา มาให้ทำ .... แต่สุดท้าย คนเหล่านั้นกลับบอกว่า สิ่งที่ตนยึดถือ และทำมาในอดีต เป็นผู้ช่วยไปเสียเล่า
มิหนำซ้ำ แทนที่จะย้อนคิดว่า พฤติกรรมใดที่ช่วยตน ให้รอด แล้วนำไปทำต่อ กลับละทิ้งเสีย ไปคว้าของเดิมก่อนจะมา ที่ซึ่งไม่ช่วยอเะไรตนเลย
เรื่องราวคลาสสิคที่หลวงพ่อนิพนธ์มักยกมาให้ฟังอยู่เสมอ ก็คือ นายพลท่านหนึ่ง นอนในโรงพยาบาล ห้องไอซียู ภรรยามาขออนุญาติ หลวงพ่อนิพนธ์ก็ให้นำยาเขียวไปลองทานดู ปรากฎว่า อาการตอบรับดี สองวันก็ฟื้นคืนกลับมา มีกำลังออกจากไอซียูได้
ผ่านไปครึ่งปี นายพลท่านนี้ไปตรวจร่างกาย ก็ปรากฎว่า ร่างกายกลับมาปกติ แข็งแรง แล้วก็หายไป ไม่มาที่มูลนิธิ
ผ่านไปอีกหลายเดือน ภรรยามาหาหลวงพ่อนิพนธ์ มาขอสมุนไพรให้สามีทานอีก หลวงพ่อนิพนธ์จึงถามว่า สามีเป็นอะไร แล้วทำไมจึงหายไป
ภรรยาบอก สามีพาเมียน้อย ไปแก้บน ๙ วัดทั่วประเทศ ทั่วทุกภาคที่เขาบนเอาไว้ จึงหายไปไม่ได้มาหา แต่ครั้นพอกลับจากวัดที่ ๙ ทางใต้ ก็มีอาการวูบ จึงพากลับเข้าโรงพยาบาล ตอนนี้นอนอยู่สภาพเดิม เตียงเดิม กับเมื่อปีที่แล้ว
หลวงพ่อนิพนธ์ กล่าวกับภรรยานายพลว่า เมื่อตอนที่หายดี บอกให้ทำตนเป็นพระเวสสันดร เป็นผู้ให้บ้าง เขาตอบว่า ให้มะกรูด มะพร้าว นั้นกระจอก เขานี่ไปทำธรรมจักรฝังเพชร ให้วัด มุลค่าสิบกว่าล้าน นั่นแหละบุญใหญ่
เราจึงยกคำสอนนี้ มาเตือนทุกคนว่า ยามสวดมนต์ นั่งกรรมฐาน ในห้องสวดมนต์ สิ่งที่ควรทำคือระลึกย้อนว่า พฤติกรรมใดที่ทำให้ตนของตน ดีขึ้น ยามใดที่ตนของตน รอดปลอดภัย จะได้นำไปปฏิบัติสืบต่อ เพื่อช่วยตนได้อีก ... มิฉะนั้นจะไขว้เขว สิ่งที่ช่วยตนกลับไม่นำพา ไปยึดสิ่งที่เป็นลม ไม่มีตัวไม่มีตน ในที่สุด เมื่อกรรมมันย้อนคืนมา ก็ยากที่จะช่วยตนอีกครั้งแล้ว
ศาสน์สอนให้คนเป็นปราชญ์ เมื่อพิจารณารู้ว่าสิ่งใดที่ทำแล้ว หาประโยชน์แก่คนมิได้ จะไปยึด ไปเชื่อ ไปทำ อีกทำไม เพราะเมื่อทำแล้ว กลายเป็นกรรม ทีนี้แก้ยากแล้ว หลวงพ่อนิพนธ์ชี้ให้เห็นว่า เพราะนั่นเป็นการกระทำที่ทำทั้งๆที่รู้
เมื่อก่อน ไปสร้างพระใหญ่ เพราะไม่รู้ แต่ ณ.วันนี้ รู้แล้ว ว่านั่นมิใช่ที่พระพุทธเจ้าบัญญัติ มีแต่ทำให้ตัวเองและผู้อื่น หลงวัตถุ วันใดที่หายโรค แล้วยังกลับไปมีพฤติกรรมอย่างนั้นอีก สร้างพระ ขายพระ ... เป็นโรคมาอีกครั้ง ไม่ต้องมาทานสมุนไพรของพระภูมีอีก เพราะไม่มีทางหายอย่างแน่นอน
ยิ่งพวกถวายเงินพระ .... นั่นพฤติกรรมทำลายทั้งพระ ทั้งศาสนา .... บุญไม่ได้ กรรมล้วนๆ ทำให้พระเกิดกิเลส อยู่สงบไม่ได้ เสียพระดีๆ ตั้งใจมาบวช ประพฤติ ไปนักต่อนักแล้ว
บทสรุป สงบจิต สงบใจ หาให้เจอว่า สิ่งใดกันแน่ที่ช่วยเรา เจอแล้วกอดไว้แน่นๆ แล้วเดินตาม นั่นแลชีวิตจะรอดปลอดภัย ไม่ต้องเดินรอยเก่า ไปต้องเป็นโรคอีก อย่างแน่นอน
เจ้าพ่อ เจ้าแม่ เกจิ คณาจารย์ ... ไม่ได้ช่วยตนของเราแม้นแต่สักนิด แต่ครั้นตนของตนรอด คนพวกนี้กลับเป็นผู้รับผลจากเราไปเสียฉิบ ... กลายเป็นผู้มีคุณ เสวยลาภ เสวยสุข
สมัครสมาชิก:
บทความ (Atom)