วันพุธที่ 1 สิงหาคม พ.ศ. 2555

ถูกต้องแต่ไม่ถูกใจ

อีกด้านหนึ่งที่น่าจะไม่ค่อยมีคนรู้ นั่นคือ การเตรียมการณ์ในอนาคตของหลวงพ่อนิพนธ์

หลังจากการทดลองนำคนไข้ โดยเฉพาะผู้ป่วยเอดส์ มาทานสมุนไพรสูตรที่แม่ชีเมี้ยนได้ตรัสว่า ท่านจดไปเถอะ แม้นโรคนี้ยังไม่เกิดในปัจจุบัน แต่อนาคตอีก ๓๐ ปี ข้างหน้า โรคนี้จะบังเกิดขึ้น

ปัจจัยหนึ่งที่ช่วยในการฟื้นฟูคนไข้เหล่านี้ นั่นคือ สภาพแวดล้อม อันได้แก่ธรรมชาติที่สะอาด สดชื่น

ด้วยเหตุนี้เอง หลวงพ่อนิพนธ์จึงได้จัดซื้อที่บริเวณริมแม่น้ำ หลังเขื่อนศรีนครินทร์ อันเป็นพื้นที่ที่ห่างไกลผู้คน และมีอากาศบริสุทธิ์ เพื่อการณ์นี้ในอนาคต

พื้นที่ที่หาได้นี้ เดิมค่อนข้างจะเป็นพื้นที่ที่ค่อนข้างกันดารนิดหน่อย แม้จะติดน้ำ เพราะเป็นพื้นที่ที่มีหินมาก

แม้จะแทบไม่มีต้นไม้อยู่มากนัก แต่ในหมู่นั้นก็ยังมีต้นมะขามป้อมป่า ท่านจึงตัดสินใจซื้อ

ด้วยเหตุที่พื้นที่เดิมมีหินมาก และไม่มีสิ่งปลูกสร้างใดๆ เลย การเริ่มบูรณะและจัดสรรพื้นที่ ก็ได้อาศัยแรงจากคนไข้ เพราะไม่มีเงินจ้าง

ภาพที่เห็น จิตอาสา ที่หลังจากได้รับการฟื้นฟูจากโรคภัย ก็มาช่วยกัน นั่นคือ การขึ้นลงจาก ท่าเรือ ไปศรีสวัสดิ์ ออกตี ๕ กลับมา ๒-๓ ทุ่ม เกือบทุกวัน

ขบวนรถกระบะของหลวงพ่อนิพนธ์ ๓-๔ คัน จะขึ้นลงเกือบทุกวัน เพื่อปรับปรุง จัดเตรียมพื้นที่ผืนนั้น

และทุกครั้งที่กลับมา หลวงพ่อจะให้คนที่มาช่วย ทานอาหารที่ศาลาขนมไทย ก่อนกลับบ้านทุกครั้ง

หากแต่เรื่องเล่าที่หมู่เจ้าหน้าที่ยุคนั้นมักแซวกันเสมอ นั่นคือ จิตอาสาที่มาทำอาหารในยุคนั้น เมื่อทำนานวันเข้า ก็คงเบื่อ ดังนั้น อาหารที่จะนำมาให้ทาน จึงมักจะเรียกได้ว่า "ต้องฝืนทานอย่างยิ่ง"

จิตอาสา ในยุคนั้นจึงคิดว่า กลับไปทานบ้าน หรือ ซื้อหามาทานเอง หรือไม่ก็ออกไปทานที่ตลาดกันบ่อยครั้ง

จนวันหนึ่ง จิตอาสา ที่มาทำอาหาร ทนไม่ไหว ก่อให้เกิดวาจา อันอมตะที่มาล้อกันในหมู่จิตอาสาที่มาช่วยนั่นคือ "แดกได้ก็แดก แดกไม่ได้ไม่ต้องแดก"

จากวันนั้น ทำให้จิตอาสาที่มาช่วยส่วนใหญ่ จึงมักไปหาทานเอง หรือกลับไปทานบ้านแทนการทานที่ศาลานั่นเอง

หลวงพ่อนิพนธ์ได้กล่าวถึงประเด็นนี้ในวันหนึ่งว่า การกระทำดังกล่าวของจิตอาสาที่มาช่วยไม่ถูกต้อง เพราะ การกระทำที่ถูกตามครรลองของพระภูมี นั่นคือ "ทำบุญแล้วต้องทำทาน" การที่มาร่วมกิจกรรม ถือได้ว่าเป็นการทำบุญ และการที่ทานอาหาร ถือว่าเป็นการทำทาน

ไม่ว่าเราจะชอบหรือไม่ อาหารนั้นจะเป็นเช่นไร อันนั้นเป็นกรรมของเรา อุปมาเหมือนพระบิณฑบาตร เลือกไม่ได้ การทำเป็นของผู้ทำ แต่การทานเป็นของเรา แม้นจะไม่ถูกปาก ถูกใจ แต่ถูกตามครรลองคลองธรรม ถูกตามวินัย

หากไม่ทานอะไรจะเกิดขึ้น หลวงพ่อนิพนธ์กล่าวว่า แล้วคนที่มาทำอาหารให้ หรือคนที่นำวัตถุดิบมา เขาจะได้แบ่งบุญจากเราตรงไหน

เมื่อไม่ได้ ไม่มี แล้วคนที่นำวัตถุดิบมา หรือคนทำ จะเอาบุญที่ไหนเลี้ยงตน

ทุกคนควรมีโอกาส ที่จะลบล้างนิสัย การที่เราไม่ทาน ทำให้คนเหล่านั้น ขาดโอกาส และเวลาที่ผลบุญจะกลับมาเกื้อหนุนให้เป็นคนดีได้

คนทุกคนมีนิสัย ซึ่งต้องใช้วันเวลาสะสมนิสัยใหม่ของพระพุทธเจ้า ช่วงที่กำลังทำ ด้วยนิสัยเดิมย่อมปรากฎ จวบจนวันเวลาและผลของการกระทำนิสัยใหม่ มาเกื้อหนุน จึงดลจิด ดลใจ ให้เปลี่ยน ตามศรัทธา ความเชื่อ ที่มีต่อพระภูมี

หลักของพระพุทธเจ้า จึงมีพื้นฐานบนเมตตา หากเราขาดเมตตา คนเหล่านี้ย่อมไม่มีโอกาสเลย ทั้งคนทำและคนกิน ก็ไม่ประสพผลทั้งสองฝ่าย

คนทำขาดโอกาส คนกินขาดเมตตา

ดังนั้น สิ่งที่กำลังทำ หลวงพ่อนิพนธ์กล่าวว่า แม่ชีเมี้ยนทรงเรียกว่า "ธรรมสามัคคี" ต้องช่วยกัน แม้ไม่ถูกใจ ก็ต้องอดทน เพราะทุกคนที่มา และทำ ตั้งอยู่บนพื้นฐาน วินัยของพระพุทธเจ้า ไม่ใช่มาเพราะความคิดตน และต้องรอผลมาเกื้อหนุนทุกตัวคน

หลักของพระภูมี เอาเหตุ เอาผล ขอย้ำ .. จะเอาแต่ผล ไม่เอาเหตุ จะเป็นได้อย่างไร เมื่อมาอยู่รวมกัน ทำตามวินัย ทุกคนจึงเป็นเหตุซึ่งกันและกัน ตามกรรมที่ทำมา จะปฏิเสธไม่ได้เลย หากแต่สติที่ต้องใช้ นั่นคือ ความขันติ อดทน และสงบ

คนที่มีสติใหญ่กว่า ก็พึงสงบก่อน หยุดก่อน เมื่อหยุดเหตุได้ บุญก็เกิด และเกิดทั้งผู้เป็นเหตุที่ขาดสติ และผู้หยุด

ผลที่คนมีสติใหญ่กว่าหยุดได้ ก็จะส่งให้เกื้อหนุน คนที่สติเล็กมีสติมากขุึ้น นี่แหละเมตตามาก่อน

เมื่อผลของความเมตตามากขึ้น สังคมก็จะสงบ เขาจึงเรียกว่าสังคมของคนเจริญ คือ เจริญด้วยสติ และปัญญา

ไปเจอจิตอาสาที่มีใจ แต่สติยังเล็ก ก็ต้องทำใจ รอวันเวลาที่เขาจะโตขึ้น

ไม่ว่าเราท่านจะชอบหรือไม่ สิ่งที่หลวงพ่อกำหนด นั่นแหละเป็นเหตุแห่งบุญ และเหตุนั้นย่อมสัมพันธ์กับใจเราท่าน ถ้าจะทำด้วยนิสัย ก็คงไม่ทำ ไม่ทน อย่างแน่นอน ดังนั้น จึงต้องพิจารณาเหตุและผล ให้จงดี แล้วการทำของเรา ก็จะสบายใจ ไม่ทุกข์ใจ เพราะมันตั้งบนฐานเมตตาเขาและเรานั่นเอง

คำพูดที่ไม่รื่นหูในสมัยนี้ กับตำนาน "แดกได้ก็แดก" ในอดีต คงไม่ต่างกัน มันคือบททดสอบ ความขันติ อดทน อดกลั้น ของเรา บนพื้นฐานแห่งเมตตาเขาเหมือนเมตตาเรา ที่หลวงพ่อนิพนธ์ถ่ายทอดมาจากแม่ชีเมี้ยนให้เราปฏิบัติ

หลวงพ่อนิพนธ์จึงมักกล่าวว่า ไม่ผ่านบททดสอบ แล้วก็เที่ยวพูดว่า ทำได้ กูแน่

แต่พอเจอจริงๆ จะรู้เลยว่า ตัวเรายังไม่ได้พัฒนาขึ้นเลย กระทบนิด กระทบหน่อย ทุกสิ่งก็ขาดผึง อารมณ์ก็พุ่งปริ๊ด

ภาพที่เราเห็น นี่และกรรมฐานของจริง ไม่ใช่นั่งหลับตา ในห้องแอร์ หาเหตุอันใดมากระทบใจไม่ได้เลย นอกจากเมื่อย และว่วงนอนเท่านั้นเอง

จะเอ่ยอ้างสักฉันใดว่าเราเป็นคนดี มีธรรม ในหัวใจ แค่คำไม่รื่นหู ก็ล้มอุปาทานในการทำความดีแล้ว บุญที่จะพึงได้ก็มลายไป แล้วจะเอาบุญที่ไหนมาเลี้ยงตน

คนที่ผ่านได้ ทำได้ พระพุทธเจ้าจึงใช้คำว่า "รู้รักษาตัวรอด เป็นยอดคน"

ยอดคนจึงไม่ได้มาจากความอยาก หรือนึกคิดเอาเอง หากแต่เกิดจากการทำได้ของคนคนนั้น ....

จึงไม่แปลกที่คนที่ผ่านคอร์สของพระภูมี จึงเรียกได้เต็มปากว่าคนดี มีศึลธรรม เพราะผ่านอุปสรรค เสือ สิงห์ กระทิง แรด มาแล้วนั่นเอง

ถ้าจะรอทำเฉพาะที่ชอบ เส้นทางนี้ก็คิดว่าคงเดินลำบากเป็นแน่แท้ เพราะนั่นคือการไม่เอาเหตุเอาผล หรือยอมที่จะเปลี่ยนตน ตามคำสอนของพระภูมีเลยนั่นเอง

ไม่คุยเรื่องโรคเลย

หลายต่อหลายคน ห่วงและอยากรู้ ในเรื่องของตนที่เป็นอยู่ และสงสัยว่า ทำไมหรือส่วนใหญ่ หลวงพ่อนิพนธ์ไม่ค่อยพูดถึงเรื่องของโรคและสมุนไพรเลย

คำถามที่ได้ยินคนไข้มักจะถามวิทยากร หรือเจ้าหน้าที่บ่อยๆ จึงมักเป็น สมุนไพรตัวนี้แก้โรคอะไร

ก็ด้วยเหตุที่พระภูมีตรัสรู้ และสอนถึงที่มาของโรค เกิดจาก "กรรม"

และชี้ให้เห็นว่า เมื่อเป็นมนุษย์ ทำได้แค่สองอย่าง นั่นคือ "บาป และ บุญ"

เมื่อโรคเป็นปลายเหตุ ดั่งเช่นตะกอนปากแม่น้ำ จะตักหรือทำสักฉันใดก็ไม่มีวันหมด หากไม่กำจัดตะกอนที่พัดมาจากต้นน้ำแล้วนั่นเอง

การพูดถึงโรคจึงไม่สามารถแก้เชือกที่พันกันอย่างยุ่งเหยิงนี้ได้ เพราะแก้ตรงนี้ตรงนั้นโผล่

จึงเป็นความจำเป็นที่ต้องเรียนรู้ และแก้ที่ต้นเหตุ เพื่อจบปัญหาในคราวเดียวอันเป็นการแก้ที่เบ็ดเสร็จ

เราท่านจึงต้องมาเรียนรู้ว่า หนทางบุญที่แท้จริงพระภูมีสอนว่าอย่างไร เพราะหนทางบุญที่เรารู้และทำอยู่ มันเป็นความรู้ที่ผิด ผลผิดมันจึงปรากฎ และไม่สามารถช่วยอะไรตัวของเราท่านได้เลยนั่นเอง

เราท่านจึงต้องมาฟัง และเริ่มเรียนตั้งแต่หนึ่งใหม่ เรียนรู้เขา คือ กรรม ว่าเป็นคู่ต่อสู้ของเราที่แท้จริง และมีลักษณะเช่นไร และเรียนรู้ธรรม และนำมาปฏิบัติใช้เป็นเครื่องมือต่อสู้กับกรรมนั้น

เรื่องโรค จึงปล่อยให้มันเป็นไปตามธรรมชาติ เพราะเมื่อกินข้าว นานวันก็ต้องโต เฉกเช่นกัน เมื่อกินสมุนไพร เมื่อถึงเวลาก็ต้องออกผล หากแต่ต้นกำเนิดที่เราก่อเป็นบุปบาป คือ นิสัย อันนี้แหละต้องควรใส่ใจ

สิ่งที่หลวงพ่อนิพนธ์สอน จึงเน้นว่า นิสัยใด เป็นบาป นิสัยใดที่เป็นบาปหนักทำไม่ได้เลย นิสัยใดเป็นบุญ

การยกพงศาวดาร เล่าเรื่องคนไข้ และอี่นๆ เพื่อชี้ให้เห็นในสิ่งเหล่านี้ อันก่อให้เกิดศรัทธา และความเชื่อมั่น เป็นเหตุเป็นผล

เพื่อสิ่งเดียว คือ ความขันติ และอดทน ในการปฏิบัตินิสัยใหม่ อันเป็นนิสัยบุญ โดยอาศัยธรรมของพระภูมีเป็นอำนาจนั่นเอง

การเรียนรู้เรื่องโรค จึงมีคำพูดว่า เป็นเรื่องที่รู้ได้เฉพาะตน เพราะทุกย่างก้าวของการเริ่ม จนเป็นโรค และทุกย่างก้าวของการหาย และกลายเป็นคนไม่มีโรค มีคนเดียวที่รู้คือตัวเราท่านผู้เป็นเท่านั้นเอง

ต่างคนต่างกรรมต่างวาระ รายละเอียดของโรคจึงไม่เหมือนกัน แม้เป็นโรคเดียวกัน ก็เอาเป็นมาตรฐานไม่ได้ การพูดถึงรายละเอียดเหล่านี้จึงเสียเวลาเปล่า

หากแต่กระบวนการที่ใช้ในการหายโรค นั่นคือ พฤติกรรม ความคิด และนิสัยที่พึงมี พึงทำ และใช้จนหายโรคนี้ต่างหาก ที่มีรูปแบบที่แน่นอน และเหมือนกัน

แม่ชีเมี้ยนจึงตรัสเปรียบเทียบให้ฟังว่า "ศาสนาอุปมาเหมือนไม้ไผ่ลำเดียว"

อันหมายถึง ผู้ที่จะประสพผลสำเร็จ จะเดินรอยอื่นไม่ได้เลย นอกจากรอยของพระภูมีที่ทำไว้นั่นเอง

การเรียนรู้ที่หลวงพ่อนิพนธ์สอน จึงชี้ให้เห็น อธิบายให้รู้ ว่ารอยนี้เป็นอย่างไร ทำอย่างไร เพื่อให้ปฏิบัติช่วยตนได้อย่างถูกต้อง

ส่วนเรื่องโรค เป็นปลายเหตุ อาการเกิดมันก็ต้องยอมรับ และใช้ อาศัยความขันติ และอดทน ด้วยความรู้ที่มี และเชื่อมั่นได้ว่า "เมื่อใช้ย่อมมีวันหมด"

นั่นจึงเป็นเหตุที่ทำไมหลวงพ่อนิพนธ์กล่าวกับโรเบิร์ต ผู้ซึ่งหมอวินิจฉัยว่า นับวันถอยหลัง อยู่ได้ไม่เกินสามเดือนอย่างแน่นอน เพราะมะเร็งมันกระจายไปทั่วแล้วว่า "ทำตนเป็นพญาน้อยชมตลาด ยามปกติทำอะไร ก็ทำอย่างนั้น ไม่ต้องสนใจ และหมกหมุ่นคิดว่า เราเป็นโน่นเป็นนี่"

เมื่อเราเลือกเดินทางนี้ อย่างแรกคือ เรียนรู้วิธีการทานสมุนไพรที่ถูกต้อง และเรียนรู้วิธีปฏิบัติที่ถูกต้องเพื่อนำไปช่วยตน เป็นสำคัญ

ยกเว้นในกรณีช่วงวิกฤตเท่านั้น คือ เป็นตายได้ทุกขณะ ซึ่งหลวงพ่อนิพนธ์มักจะแนะนำว่าให้มาพักที่ชมรม สักช่วงระยะหนึ่ง เมื่อพ้นระยะนี้แล้ว ก็ดำเนินไปตามครรลอง รอวันเวลาของการออกผลเท่านั้นเอง

บทสรุปที่หลวงพ่อนิพนธ์มักพูดเสมอ คือ ยืนระยะ ในการทาน และปฏิบัติธรรมคำสอนที่ถูกต้องของพระภูมี ผู้ใดทำได้ ก็รับรองได้ว่าผลย่อมเกิดอย่างแน่นอน


เรื่องเล็กแต่ไม่เล็ก

สิ่งที่หลวงพ่อนิพนธ์กำหนดให้ทำ ดูเป็นเรื่องเล็กน้อย ที่หลายคนมองข้ามไม่ใส่ใจ

หากแต่จุดมุ่งหมายมีประการเดียวนั่นคือ การสร้างคุณสมบัติ

อันคุณสมบัติที่แม่ชีเมี้ยนกล่าวว่า ผู้ที่จะหายพึงมี นั่นคือ ความกตัญญู มีเมตตา และคุณธรรม

จุดเริ่ม จึงต้องสร้าง ศรัทธา ความเชื่อ เพื่อเป็นสะพานก่อให้เกิดคุณสมบัติดังกล่าว

คำพูดที่หลวงพ่อนิพนธ์กล่าว จะเป็นตัวก่อให้เกิดสิ่งนี้

เมื่อไม่ใส่ใจ เห็นเป็นเรื่องเล็กน้อย ก็เพิกเฉย ละเลย ไม่ทำก็ได้ เรื่องแค่นี้ ไม่เป็นไรหรอก หรือ ไว้ไปทำอย่างอื่นแทนก็ได้

การทานอาหาร การนำขวดกลับมา การสวดมนต์ หรือใดๆ จึงไม่ถูกเน้น เพราะเห็นว่าเรื่องเล็ก ไม่เป็นไร ไม่สำคัญ

แต่ความจริงสิ่งหนึ่งที่หลวงพ่อนิพนธ์ชี้ให้เห็น คือ "เมื่อเราท่านไปหาหมอ หมอสั่งสิ่งไร แล้วไม่ทำตาม ผลจะเป็นเช่นไร"

สถานที่นี้ ต้องการคุณสมบัติ สิ่งที่หลวงพ่อนิพนธ์กล่าว จึงเป็นตัวชี้ถึงคุณสมบัติ อันเริ่มจาก ศรัทธา ความเชื่อ

ก็คนช่วยกล่าวว่า คุณสมบัติเกิดจากสิ่งนี้ ท่านรับผิดชอบในการสั่ง และรับรองผลในการทำ และมีตัวอย่างผลสำเร็จของผู้ทำตามให้เห็นเด่นชัด แต่เราท่านไม่ทำ

จึงไม่น่าแปลกว่าทำไมส่วนใหญ่จึงไม่หาย ก็เพราะมันตกกะไดตั้งแต่ขั้นแรกแล้ว นั่นคือ ความเชื่อ ความศรัทธา ไม่มี

ผลที่ปรากฏจึงชี้ให้เห็น เพราะคนเชื่อ และศรัทธาเขาก็ทำตาม คนที่ไม่ทำตาม ก็เพราะเขาไม่เชื่อ และศรัทธา นั่นเอง

ข้าวแกง และ ขวด เรื่องเล็กๆ แต่กลายเป็นแว่นที่สองให้เห็นว่า คนผู้นั้น มีคุณสมบัติหรือไม่ ให้เห็นได้เด่นชัด

ต่อให้พูดให้ตายว่า เคารพ เชื่อ ศรัทธา แม่ชีเมี้ยน พระพุทธเจ้า และสมุนไพร สักฉันใด ก็ไม่สามารถลบล้างพฤติกรรมได้หรอก

จึงไม่น่าแปลก เรื่องเล็กๆ เช่นข้าวแกง และขวด กลับเป็นเรื่องชี้เป็นชี้ตายของคนได้ ก็เพราะมันเป็นจุดเริ่มของประตูเป็นประตูตาย ที่เรียกว่า "คุณสมบัติ" นั่นเอง

เรื่องของสมุนไพร หายไม่หาย วัดกันที่ "คุณสมบัติ" ไม่ใช่ใครทานเยอะแล้วหาย เชื่อหรือไม่ ....

เราท่านจึงมักได้ยินว่า ผู้ที่เข้าใจ เมื่อประสพปัญหา ก็จะพยายามสร้างคุณสมบัติ แล้วทานยาสมุนไพรเพียงแก้วเดียว ก็มากเกินพอแล้ว

แม่ชีเมี้ยน จึงมักให้สติสงฆ์ว่า "จำไว้ ตัวกระทำไม่ตาย จะทำสักฉันใด ไม่ตายเลย"

หลอกใครก็หลอกได้ ว่าเราท่านมีความเชื่อมั่น และศรัทธา แต่ตัวกระทำมันฟ้อง ว่า คนสั่งเขาสั่งหันซ้าย แต่ท่านหันขวา ในขณะที่ปากก็โพนทะนาว่า "เชื่อ เชื่อ และเชื่อ" แต่กูไม่ทำ

แล้วถึงเวลาก็ร้องโวยวาย ทำไม่ไม่ช่วยฉัน .... ทำไมฉันไม่รอด... และยัดข้อหา โกหกหลอกลวง ... ไหนบอกว่าสมุนไพรดี แม่ชีเมี้ยนศักดิ์สิทธิ์ ทำไมไม่ช่วยฉัน .....

แม่ชีเมี้ยน พระพุทธเจ้า และสมุนไพร จึงต้องตกเป็นจำเลยของคนเหล่านี้ คนที่เชื่อแต่ปาก อย่างไม่อาจหลีกพ้น

กล่าวกันอย่างแฟร์ๆ หากไม่เชื่อ และไม่คิดจะทำตาม ก็ไปหาสิ่งที่ตนเชื่อ และชอบที่จะทำตามดีกว่า จะได้ไม่มีมลทินซึ่งกันและกัน

สถานที่นี้ ไม่กลอกกลิ้ง พูดความจริงทุกอย่าง ....

ติดต่อสั่งซื้อสินค้า หาโปรโมชั่น Sesamix-Z และ สารสกัดเซซามินสูตรที่ดีที่สุด โทรหาเรา 086 6O4 7O44