พระภูมีสอนให้เรา เมตตาตนเองก่อน เพื่อให้ได้เรียนรู้สิ่งที่ถูก เมื่อนำไปปฏิบัติ ผลที่ได้จึงจะถูก
หากแต่การเมตตาตน ไม่ใช่การเห็นแก่ตัว แล้วไปเอารัดเอาเปรียบผู้อื่น
ตรงกันข้าม ยิ่งเราเมตตาตนเอง อยากให้ตนมีสุขสักเท่าใด ยิ่งต้องน้อมนำธรรม หมวด "ให้สุขแก่เขา สุขนั้นถึงตัว" มาปฏิบัติจนเป็นนิสัย หรือ สัญชาตญาณ มากยิ่งขึ้น
หาใช่ เมตตาตน แล้วดูแลแต่ตนเอง ให้ได้รับสิ่งดีๆ ก่อนผู้อื่น นำของผู้อื่นมาปรนเปรอตน ใช้ความรู้ที่มีเอาเปรียบผู้อื่น คงไม่ใช่สิ่งที่พระภูมีสอนเป็นแน่แท้
หลวงพ่อนิพนธ์ จึงได้ยกตัวอย่าง แม่ค้าขายผัก กลัวผักจะเน่า ขายไม่ได้ จึงนำไปแช่สารฟอมาลีน เพื่อให้ดูสด หรือฉีดยาฆ่าแมลง เพื่อให้ดูสวย แล้วนำไปขายได้ราคาดี
แม่ค้าผู้นั้นกลับมาบ้านด้วยความภาคภูมิใจ ในกำไรที่งอกเงยขึ้น และมีเงินซื้อสิ่งของมาปรนเปรอตนและครอบครัว ได้มากขึ้น
แต่เมื่อผลของการทำเช่นนั้น ทำให้ผู้อื่นเกิดแผลในกระเพาะ รายแล้วรายเล่า จนสะสมกรรมย้อนกลับมาให้แม่ค้านั้นเป็นมะเร็ง
คนผู้นั้น เมื่อมาหาหลวงพ่อนิพนธ์ ก็กล่าวอ้างว่า ตนไม่เคยฆ่าสัตว์ ตัดชีวิต ทำไมจึงมีกรรมเช่นนี้ได้
ก็ด้วยพฤติกรรมสร้างทุกข์ให้ผู้อื่น จะเรียกเงินที่ได้น้ั้นว่าเป็นสิ่งที่ให้สุขหรือทุกข์ แก่แม่ค้านั้น
ดังนั้น ผู้ที่คิดจะเมตตาตนอย่างแท้จริง หลวงพ่อนิพนธ์จึงสอนว่า คือผู้ที่อยากมีสุข จึงคิดและทำสิ่งที่ให้สุขแก่ผู้อื่นเสมอนั่นเอง เพราะเขาเชื่อในพระภูมีสอน ที่ว่า "ให้สุขแก่เขา สุขนั้นถึงตัว"
เมื่อไม่คิดจะทำร้ายแม้แต่คนอื่น เขาจะคิดทำร้ายตน ด้วยการทานเคมี ให้ไปทำร้ายอวัยวะ ตับไตไส้พุงได้อย่างไร
ตรงกันข้าม หากแม้ตัวเอง ยังทำร้ายตัวเองได้ เชื่อได้หรือว่า เขาจะไม่ทำร้ายเรา แน่ใจหรือว่าเขาคือคนดี ยิ่งได้มาเป็นผู้นำด้วย เราจะวางใจคนคนนี้ได้หรือ
เส้นทางเมตตาตน จึงเดินสวนทาง กับเห็นแก่ตัว อย่างสิ้นเชิง นั่นเอง อย่าไปเหมารวมกันอย่างเด็ดขาด
ศาลารักษาโรค แนวทางการรักษาด้วยสมุนไพรควบคู่ไปกับธรรมะ เผยแพร่กิจกรรมของมูลนิธิไทยกรุณา และให้ความรู้ด้านสมุนไพรรักษาโรค
วันอังคารที่ 28 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2555
นิสัย สำคัญไฉน
คนยามเป็นโรค และคำกล่าวขานว่าโรคที่เป็นนั้น เป็นโรคร้ายแรง น่ากลัว ฟังฉายา ฟังอาการที่จะพึงเกิด ฟังมากๆ เข้า จินตนาการก็ใหญ่โต กลัวโรคจนใจฝ่อ
แม้โรคจะร้ายแรงสักฉันใด อำนาจของโรค ก็ทำลายคนได้แค่เพียงคนๆ เดียว ที่โรคนั้นเข้าไปเกาะกินเท่านั้นเอง
หากแต่นิสัยที่เราพึงมี คือ นิสัยสร้างทุกข์ หรือ นิสัยสร้างสุข กลับมีผลกระทบกับสรรพสิ่งมากมาย นับตั้งแต่ตนเอง คนรอบข้าง หรืออาจจะไปถึงทั่วโลก เลยก็ได้
สตีฟ จอบส์ อยากให้คนมีความสุข ใช้นิสัยของตนที่มี สร้าง IPAD Iphone จนมีผู้ซื้อไปใช้หาความสุขกันมากมายทั่วโลก เป็นล้านๆ คน ในขณะที่ฮิตเลอร์ อยากให้เผ่าพันธุ์ที่ตนไม่ชอบ หายไปจากโลก เราจึงได้เห็นคนชาวยิวนับล้าน ต้องถูกฆ่า
ก็เจ้านิสัยนี่แหละ ที่พระพุทธเจ้าท่านสั่งท่านสอน ว่ามันคือ พรหมลิขิต ที่เราท่านขีดเขียนเอง ให้เราต้องมารับในอนาคต
หลวงพ่อนิพนธ์ จึงกล่าวว่า ใครที่บอกว่า ฟ้าแกล้ง ฟ้าไม่ยุติธรรม คนเราเลือกเกิดไม่ได้ ก็ด้วยเหตุที่คนนั้นไม่รู้ศาสนานั่นเอง
เพราะสิ่งที่เราเป็นอยู่ในปัจจุบัน นั่นแหละเป็นผลจากการทำในอดีต แลสิ่งที่เราทำในปัจจุบัน ก็เป็นพรหมลิขิตที่เราเขียนให้ตัวเองในอนาคต
สิ่งที่หลวงพ่อนิพนธ์ มักพร่ำสอน คือ มนุษย์หลอกกัน ก็เป็นเรื่องธรรมดา แต่มนุษย์หลอกเพลิน จนหลอกตัวเองได้นี่สิ น่ากลัวนัก
ถ้าตั้งคำถามให้ตอบ "คุณอยากได้อะไร" คำตอบ ย่อมเหมือนกันทุกคน คือ "ความสุข" ใช่หรือไม่
หลวงพ่อนิพนธ์จึงกล่าวว่า แล้วสิ่งที่เราทำ สิ่งที่เราเขียน ให้ตัวเองเพื่อเป็นพรหมลิขิตในอนาคต เรากำลังเขียนสิ่งไร ให้สุขหรือให้ทุกข์แก่ตน
ด้วยเราเชื่อนิสัยกรรม เราก็บรรเลงตามนิสัยกรรม ผลก็คือ เรากำลังสร้างทุกข์ให้แก่ผู้อื่น เราไม่พอใจ ก็โกรธ ก็ด่า ก็ยิงกัน ตีกัน ฉ้อโกง เอาเปรียบกัน เบียดเบียนผู้อื่นจนเป็นนิสัย แล้วก็หลอกตนว่ามีความสุขจากพฤติกรรมนั้นๆ แท้ที่จริงเรากำลังสร้างพรหมลิขิตทุกข์ให้กับตนในภายภาคหน้า แล้วเราจะมีสุขได้อย่างไร
จึงน่าสงสัยว่า ทำไมเราไม่นำนิสัยของพระพุทธเจ้า มาสร้างสุขให้ตนเอง เขียนพรหมลิขิตที่สวยหรูตามใจ ไว้ให้ตนเอง ในเมื่อพระภูมีตรัสว่า "ให้สุขแก่เขา สุขนั้นถึงตัว"
การทานสมุนไพร จึงไม่เพียงพอ ก็ด้วยเหตุจากต้นน้ำของทุกข์ที่พึงเกิดจากนิสัยของเราท่านมันยังไม่หยุดไหลนั่นเอง หลวงพ่อนิพนธ์จึงสอน ให้เราต้องเปลี่ยนนิสัยด้วย เปลี่ยนต้นน้ำแห่งทุกข์ เป็นต้นน้ำแห่งสุข
เมื่อถึงเวลา น้ำแห่งทุกข์หมดไป สิ่งที่จะได้รับก็จะเป็นน้ำแห่งสุขนั่นเอง
ก็ถ้าเราเชื่อนิสัยเรา หลอกตัวเองไปเรื่อยๆ เมื่อนิสัยมันโตขึ้น อำนาจหน้าที่ในสังคม และครอบครัวเรามากขึ้น ก็มีแต่สร้างทุกข์ให้ผู้อื่นมากขึ้น พรหมลิขิตในอนาคต ไม่ต้องไปถามหมอดูหรอก ดูเองก็ตรงเผงแน่นอน ว่าอะไรรออยู่
เมื่อเราเรียนรู้พระพุทธศาสนา หลวงพ่อนิพนธ์ จึงกล่าวว่า "เราก็ใช้สติที่เรามี เขียนพรหมลิขิตให้ตนเอง" พรหมลิขิตที่ดี ย่อมมาจากนิสัยที่ดี นิสัยที่ดี ให้สุขแก่ผู้อื่น จะมาจากนิสัยกรรมคงเป็นไปไม่ได้ หากแต่ต้องนำนิสัยธรรมมาปฏิบัตินั่นเอง
ท่านจึงมักทิ้งท้าย ยามสอนว่า ถ้าเราสงบ ครอบครัวก็สงบ ประเทศชาติก็สงบ โลกก็สงบ
ที่สำคัญท่านมักกล่าวให้คิด แล้วธรรมชาติ เขาจะทำร้ายคนดีได้อย่างไร ไม่มีทาง ไม่ต้องเปลืองเงินสร้างเกราะคุ้มกันภัย เปลืองเปล่าๆ ถ้าคนหมู่นั้นไม่ดีแล้ว จนธรรมชาติลงโทษ อะไรก็ป้องกันไม่ได้หรอก เหล็กที่ว่าหนา ยังขาดยุ่ยราวกระดาษ
ไม่มีอะไรจะดีไปกว่า การมีนิสัยธรรม แล้วทำดี ให้เป็นเกราะป้องกันภัย ป้องกันได้ทุกชนิด แถมไม่ต้องเสียเงินด้วย
คิดจะหยุดโรค ก็ต้องเริ่มที่จะหยุดนิสัยกรรม
เราจึงไม่แปลกใจ ที่นักเรียนอยากรู้ว่า อะไรทำให้ครูที่ชอบดุด่า และเฆี่ยนตี กลายเป็นคุณครูใจดี ที่ตั้งใจสอน และดูแลนักเรียนอย่างดี
อำนาจนิสัยกรรม มากับทุกข์ อำนาจนิสัยธรรม มากับสุข ทั้งตนและผู้อื่น อันเป็นคำตอบว่า ทำไมเราต้องมีศาสนา ..... ก็อยากมีสุขไง
ทำไมต้องเมตตาตัวเองก่อน
หลวงพ่อนิพนธ์ ได้อรรถาธิบายประเด็นนี้ว่า ด้วยเหตุแห่งชีวิตมนุษย์ เป็นสิ่งมีค่าสูงสุดในโลกนี้ แลตัวเราเองก็ชีวิตหนึ่ง และที่ยิ่งไปกว่านั้น วิญญาณของเราต้องผูกติดกับสังขารนี้ด้วย
ดังนั้น จึงเป็นความรับผิดชอบที่ต้องรับไปเต็มๆ ที่จะต้องรักษาไว้ พระภูมีจึงตรัสสอนว่าเรื่องกรรมว่า การทำลายผู้อื่นเป็นบาป แต่การทำลายตัวเองเป็นอนันตรียกรรม คือ เป็นบาปมหันต์ จึงมีบทบัญญัติว่า "ห้ามฆ่าตัวเอง"
ดังนั้น ไม่ว่าเราท่าน จะช่วยคนอื่นสักฉันใด แต่ทำร้ายตนเอง เข้าทำนองที่ว่า "ช่วยเขาแล้วเราตาย" การกระทำนั้นๆ จึงไม่มีน้ำหนักพอ เมื่อเทียบกับการทำร้ายตนเองได้เลย
สาเหตุของโรคส่วนใหญ่ หลวงพ่อนิพนธ์ จึงกล่าวว่า ในยุคนี้ มักเกิดจากกรรมทำร้ายตนนี้เอง อันเนื่องมาจากนิสัยเลี่ยงกรรม ไม่ยอมใช้กรรม เล็กๆ น้อยๆ หรือฝอยกรรม ที่มานั่นเอง
คนสมัยนี้เชื่อว่า ยาวิทยาศาสตร์ช่วยได้ ไม่เชื่อเรื่องกรรม เมื่อปวดหัว ปวดเมื่อย ก็รีบไปคว้ายาแก้ปวดมาทาน ไม่ยอมที่จะเชื่อตามคำสอนที่ว่า "ทุกสิ่งเป็นไปตามกรรม" จึงไม่ยอมทนที่จะใช้ และเมื่ออาการปวด อาการเมื่อย สามารถถูกระงับไปด้วยสิ่งนี้ จึงฝังใจ และเชื่อว่า ไม่ว่าจะเป็นโรคใด ย่อมมียาที่สามารถแก้ไขหรือระงับโรค ได้ดังเช่นอาการปวด อาการเมื่อยนี้ อย่างแน่นอน
แต่ความจริงที่เกิด หลวงพ่อนิพนธ์ อรรถาธิบายว่า เรากำลังมีพฤติกรรม "ข่มเขาโคขืนให้กินหญ้า" ก็ด้วยเหตุที่ร่างกายของเรา ธรรมชาติของเรา รับแต่สิ่งที่เป็นธรรมชาติ ไม่ได้ถูกสร้างมาให้รับ เคมีใดๆ เมื่อเราทานยาเคมีเข้าไป ร่างกายก็ต้องรับ ไม่สามารถบอกกล่าวหรือร้องได้เลย
ด้วยฤทธิ์ของยาเคมี ที่มีความเป็นกรดสูง ในขณะที่ร่างกายมีความทนทานที่จำกัด เมื่อผ่านไปวันแล้ววันเล่า ผลก็เกิดแผลในกระเพาะ ในระบบทางเดินอาหาร อย่างแน่นอน
แต่ที่ร้ายกว่านั้น ยาเคมีมีสารหนัก ที่มักถูกใช้เป็นตัวนำร่อง เพื่อทะลวงด่านของร่างกาย ที่เรียกกันว่า ภูมิคุ้มกัน มันจึงทำลายภูมิคุ้มกันของเราทาน พร้อมกับหาที่ทิ้งตัวในจุดใด จุดหนึ่ง ของร่างกาย ก็เพราะร่างกายไม่สามารถขับออกได้หมด หรือ ไม่ได้เลยนั่นเอง
นั่นเป็นสาเหตุที่ทำให้เกิดอุบัติเหตุแห่งชีวิต ต้นเหตุของโรค ที่ทำให้เราท่านเดินไปไม่ถึง "พรหมลิขิต" นั่นเอง
ประจักษ์พยานที่สำคัญ อันจะเห็นได้ว่า มีผู้ป่วยเบาหวานมากมาย แต่ผู้ป่วยเหล่านั้น ไม่ได้ตายดัวยเบาหวาน แต่มักจะตายด้วยอาการไตวาย อันเป็นผลจากการทานยาคุมเบาหวานนั้นเอง จนไตพัง
คนเป็นเก๊าต์ ไม่ได้ตายด้วยโรคเก๊าต์ แต่ตายด้วยโรคมะเร็ง อันเนื่องจากยาลดกรดที่ใช้ควบคุมเก๊าต์นั่นเอง เป็นต้น
จึงเป็นความจำเป็น เมื่อมาใช้หลักสมุนไพรของแม่ชีเมี้ยน ที่นำภูมิปัญญาของพระพุทธเจ้ามาให้ใช้ ทำให้หลีกเลี่ยงไม่ได้เลยที่จะต้องให้เมตตาตนเองก่อน โดยเริ่มจากการหยุดยาเคมี
แต่ในกรณีที่วิทยากรมักกล่าวเสมอ คือ ผู้ที่อายุมาก ทานมานานมาก น้ำหนักมาก อาจจะใช้วิธีการค่อยๆลด ก็จะดีกว่าหักดิบเลย
แล้ววันนี้ เราท่าน เมตตาตนเองแล้วหรือยัง
หลวงพ่อนิพนธ์จึงกล่าวว่า ผู้ป่วยบางราย อาจจะไม่ต้องทำอะไรเลย ถ้าหากสภาพร่างกายเขายังดีอยู่ แค่หยุดยาเคมี ก็แทบจะหายแล้ว เพราะร่างกายจะค่อยๆปรับระบบให้คืนกลับมาเป็นปกติเองได้อยู่แล้วตามธรรมชาติ
เมื่อเราเมตตาตัวเรา เราก็ไขว้ขว้าหาหนทาง ถ้าสิ่งที่หามันผิด ผลคือชีวิตก็ดับสูญ ไม่ทันเห็นผมหงอก แต่ถ้าบังเอิญเราเจอสิ่งถูก ชีวิตเรากลับมายืนยาว อยู่จนผมหงอกได้ หมายความว่าอะไร ก็หมายความว่า ความรู้ที่เราได้รับมาถูก เมื่อนำมาปฏิบัติ ผลถูกมันจึงเกิด
ดังนั้น จึงเป็นความรับผิดชอบที่ต้องรับไปเต็มๆ ที่จะต้องรักษาไว้ พระภูมีจึงตรัสสอนว่าเรื่องกรรมว่า การทำลายผู้อื่นเป็นบาป แต่การทำลายตัวเองเป็นอนันตรียกรรม คือ เป็นบาปมหันต์ จึงมีบทบัญญัติว่า "ห้ามฆ่าตัวเอง"
ดังนั้น ไม่ว่าเราท่าน จะช่วยคนอื่นสักฉันใด แต่ทำร้ายตนเอง เข้าทำนองที่ว่า "ช่วยเขาแล้วเราตาย" การกระทำนั้นๆ จึงไม่มีน้ำหนักพอ เมื่อเทียบกับการทำร้ายตนเองได้เลย
สาเหตุของโรคส่วนใหญ่ หลวงพ่อนิพนธ์ จึงกล่าวว่า ในยุคนี้ มักเกิดจากกรรมทำร้ายตนนี้เอง อันเนื่องมาจากนิสัยเลี่ยงกรรม ไม่ยอมใช้กรรม เล็กๆ น้อยๆ หรือฝอยกรรม ที่มานั่นเอง
คนสมัยนี้เชื่อว่า ยาวิทยาศาสตร์ช่วยได้ ไม่เชื่อเรื่องกรรม เมื่อปวดหัว ปวดเมื่อย ก็รีบไปคว้ายาแก้ปวดมาทาน ไม่ยอมที่จะเชื่อตามคำสอนที่ว่า "ทุกสิ่งเป็นไปตามกรรม" จึงไม่ยอมทนที่จะใช้ และเมื่ออาการปวด อาการเมื่อย สามารถถูกระงับไปด้วยสิ่งนี้ จึงฝังใจ และเชื่อว่า ไม่ว่าจะเป็นโรคใด ย่อมมียาที่สามารถแก้ไขหรือระงับโรค ได้ดังเช่นอาการปวด อาการเมื่อยนี้ อย่างแน่นอน
แต่ความจริงที่เกิด หลวงพ่อนิพนธ์ อรรถาธิบายว่า เรากำลังมีพฤติกรรม "ข่มเขาโคขืนให้กินหญ้า" ก็ด้วยเหตุที่ร่างกายของเรา ธรรมชาติของเรา รับแต่สิ่งที่เป็นธรรมชาติ ไม่ได้ถูกสร้างมาให้รับ เคมีใดๆ เมื่อเราทานยาเคมีเข้าไป ร่างกายก็ต้องรับ ไม่สามารถบอกกล่าวหรือร้องได้เลย
ด้วยฤทธิ์ของยาเคมี ที่มีความเป็นกรดสูง ในขณะที่ร่างกายมีความทนทานที่จำกัด เมื่อผ่านไปวันแล้ววันเล่า ผลก็เกิดแผลในกระเพาะ ในระบบทางเดินอาหาร อย่างแน่นอน
แต่ที่ร้ายกว่านั้น ยาเคมีมีสารหนัก ที่มักถูกใช้เป็นตัวนำร่อง เพื่อทะลวงด่านของร่างกาย ที่เรียกกันว่า ภูมิคุ้มกัน มันจึงทำลายภูมิคุ้มกันของเราทาน พร้อมกับหาที่ทิ้งตัวในจุดใด จุดหนึ่ง ของร่างกาย ก็เพราะร่างกายไม่สามารถขับออกได้หมด หรือ ไม่ได้เลยนั่นเอง
นั่นเป็นสาเหตุที่ทำให้เกิดอุบัติเหตุแห่งชีวิต ต้นเหตุของโรค ที่ทำให้เราท่านเดินไปไม่ถึง "พรหมลิขิต" นั่นเอง
ประจักษ์พยานที่สำคัญ อันจะเห็นได้ว่า มีผู้ป่วยเบาหวานมากมาย แต่ผู้ป่วยเหล่านั้น ไม่ได้ตายดัวยเบาหวาน แต่มักจะตายด้วยอาการไตวาย อันเป็นผลจากการทานยาคุมเบาหวานนั้นเอง จนไตพัง
คนเป็นเก๊าต์ ไม่ได้ตายด้วยโรคเก๊าต์ แต่ตายด้วยโรคมะเร็ง อันเนื่องจากยาลดกรดที่ใช้ควบคุมเก๊าต์นั่นเอง เป็นต้น
จึงเป็นความจำเป็น เมื่อมาใช้หลักสมุนไพรของแม่ชีเมี้ยน ที่นำภูมิปัญญาของพระพุทธเจ้ามาให้ใช้ ทำให้หลีกเลี่ยงไม่ได้เลยที่จะต้องให้เมตตาตนเองก่อน โดยเริ่มจากการหยุดยาเคมี
แต่ในกรณีที่วิทยากรมักกล่าวเสมอ คือ ผู้ที่อายุมาก ทานมานานมาก น้ำหนักมาก อาจจะใช้วิธีการค่อยๆลด ก็จะดีกว่าหักดิบเลย
แล้ววันนี้ เราท่าน เมตตาตนเองแล้วหรือยัง
หลวงพ่อนิพนธ์จึงกล่าวว่า ผู้ป่วยบางราย อาจจะไม่ต้องทำอะไรเลย ถ้าหากสภาพร่างกายเขายังดีอยู่ แค่หยุดยาเคมี ก็แทบจะหายแล้ว เพราะร่างกายจะค่อยๆปรับระบบให้คืนกลับมาเป็นปกติเองได้อยู่แล้วตามธรรมชาติ
เมื่อเราเมตตาตัวเรา เราก็ไขว้ขว้าหาหนทาง ถ้าสิ่งที่หามันผิด ผลคือชีวิตก็ดับสูญ ไม่ทันเห็นผมหงอก แต่ถ้าบังเอิญเราเจอสิ่งถูก ชีวิตเรากลับมายืนยาว อยู่จนผมหงอกได้ หมายความว่าอะไร ก็หมายความว่า ความรู้ที่เราได้รับมาถูก เมื่อนำมาปฏิบัติ ผลถูกมันจึงเกิด
สมัครสมาชิก:
บทความ (Atom)
