คำถามที่ควรหาคำตอบ สำหรับชาวพุทธ คือไปวัดเพื่ออะไร
แล้วถ้าแผ่นดินที่เราท่านต้องอาศัยไม่มีวัดจะทำอย่างไร
ความรู้จึงกลายเป็นความจำเป็น แลเรื่องของศาสนา เรื่องของบุญ หลวงพ่อนิพนธ์จึงบอกเสมอว่าต้องมีครู
จึงไม่ต้องแปลกใจเลยว่า คนมากมายบอกตนทำบุญมาตั้งแต่หัวเท่ากำปั้น แต่ทำไมจึงไม่มีบุญมาเลี้ยงตนยามทุกช์แม้แต่น้อยนิด
นั่นเพราะเป็นบุญนึกเอาเอง หาใช่ตามพระภูมีบัญญัตินั่นเอง
แค่บอกบุญต้องทำที่วัด นั่นก็ผิดแล้ว
อยากรู้เรื่องศาสนา เรื่องบุญ ไปสถานปฏิบัติธรรมแม่ชีเมี้ยนกรุณา ไปเรียนให้รู้ เมื่อรู้แล้ว ทำเป็น อยู่ที่ไหนในโลกก็สร้างบุญได้
ศาลารักษาโรค แนวทางการรักษาด้วยสมุนไพรควบคู่ไปกับธรรมะ เผยแพร่กิจกรรมของมูลนิธิไทยกรุณา และให้ความรู้ด้านสมุนไพรรักษาโรค
วันอังคารที่ 19 กรกฎาคม พ.ศ. 2559
วันศุกร์ที่ 15 กรกฎาคม พ.ศ. 2559
สักวันก็ต้องถึง
เมื่อศาสนาที่แท้จริง หลวงพ่อนิพนธ์กล่าวว่าเป็นของมีชีวิต ธรรมของพระภูมีที่ใช้เป็นของเป็น เรียก "ธรรมเป็น"
จึงชี้ให้เห็นว่า ผู้ที่จะใช้หนทางนี้ จึงต้องเรียนรู้ แล้วพัฒนาตนของตน เสมือนหนึ่งเป็นนักเรียน
เมื่อเรียนแล้ว สักวันหนึ่งก็ต้องถึงวันสอบ ไม่ช้าก็เร็ว
หลวงพ่อนิพนธ์จึงชี้ให้เห็นว่า สมุนไพรเป็นเสมือนพี่เลี้ยง ประคองและพามาส่งได้ระยะหนึ่ง ถึงเวลาก็ต้องพึ่งผลแห่งการกระทำของตน ด้วยการพัฒนาตนไปในทางบุญ คือลดนิสัย
ความหมายก็คือ เมื่อถึงวันนั้น หากไม่ยอมเปลี่ยนนิสัย หวังพึ่งสมุนไพรเพียงอย่างเดียว วันหนึ่งก็จะถึงทางตัน ทานสมุนไพรมากเท่าใด ก็ไม่สามารถคลี่คลายปัญหาตนได้หมด
อุปมานักเรียนที่ไม่เรียน สอบไม่ผ่าน หลายครั้งเข้า สุดท้ายครูก็ต้องให้ออก
ศาสนาก็เช่นกัน หากสอนแล้วไม่พัฒนา ก็จัดว่าคนผู้นั้นดิบเกินไป ต้องทิ้งเสีย
บทสรุป สมุนไพรหรือการหายโรค จึงเป็นแค่บทเริ่มเท่านั้นเอง หาใช่เป้าหมาย หรือสิ่งที่ศาสนาอยากให้มนุษย์ได้ใช้เป็นที่พึ่ง
เรื่องของศาสนา หลวงพ่อนิพนธ์จึงบอกให้เราต้องเรียนรู้ เหมือนตำรา ก ข ไม่เรียนจะเขียนอ่านได้อย่างไร
ยิ่งเรื่องของบุญ ถ้าไม่เรียนรู้ ว่าบุญที่แท้จริงทำกันอย่างไร ก็ตกเป็นเหยื่อคนโลภ ทำบุญเก๊ ได้แต่บุญนึกเอาเอง กว่าจะรู้ชีวิตก็วิกฤตเสียแล้ว
ก็ขั้นทาน หลายคนก็ไม่สนจะเรียน จะพิจารณาแล้วทำ สร้างคุณสมบัติ ขืนไปขั้นบุญ มิได้ไปเพื่อสร้างบุญ จะกลายเป็นสร้างบาปเพิ่มอีก
จึงชี้ให้เห็นว่า ผู้ที่จะใช้หนทางนี้ จึงต้องเรียนรู้ แล้วพัฒนาตนของตน เสมือนหนึ่งเป็นนักเรียน
เมื่อเรียนแล้ว สักวันหนึ่งก็ต้องถึงวันสอบ ไม่ช้าก็เร็ว
หลวงพ่อนิพนธ์จึงชี้ให้เห็นว่า สมุนไพรเป็นเสมือนพี่เลี้ยง ประคองและพามาส่งได้ระยะหนึ่ง ถึงเวลาก็ต้องพึ่งผลแห่งการกระทำของตน ด้วยการพัฒนาตนไปในทางบุญ คือลดนิสัย
ความหมายก็คือ เมื่อถึงวันนั้น หากไม่ยอมเปลี่ยนนิสัย หวังพึ่งสมุนไพรเพียงอย่างเดียว วันหนึ่งก็จะถึงทางตัน ทานสมุนไพรมากเท่าใด ก็ไม่สามารถคลี่คลายปัญหาตนได้หมด
อุปมานักเรียนที่ไม่เรียน สอบไม่ผ่าน หลายครั้งเข้า สุดท้ายครูก็ต้องให้ออก
ศาสนาก็เช่นกัน หากสอนแล้วไม่พัฒนา ก็จัดว่าคนผู้นั้นดิบเกินไป ต้องทิ้งเสีย
บทสรุป สมุนไพรหรือการหายโรค จึงเป็นแค่บทเริ่มเท่านั้นเอง หาใช่เป้าหมาย หรือสิ่งที่ศาสนาอยากให้มนุษย์ได้ใช้เป็นที่พึ่ง
เรื่องของศาสนา หลวงพ่อนิพนธ์จึงบอกให้เราต้องเรียนรู้ เหมือนตำรา ก ข ไม่เรียนจะเขียนอ่านได้อย่างไร
ยิ่งเรื่องของบุญ ถ้าไม่เรียนรู้ ว่าบุญที่แท้จริงทำกันอย่างไร ก็ตกเป็นเหยื่อคนโลภ ทำบุญเก๊ ได้แต่บุญนึกเอาเอง กว่าจะรู้ชีวิตก็วิกฤตเสียแล้ว
ก็ขั้นทาน หลายคนก็ไม่สนจะเรียน จะพิจารณาแล้วทำ สร้างคุณสมบัติ ขืนไปขั้นบุญ มิได้ไปเพื่อสร้างบุญ จะกลายเป็นสร้างบาปเพิ่มอีก
วันจันทร์ที่ 11 กรกฎาคม พ.ศ. 2559
ปิดตาเดิน
จะทำการรบ ต้องรู้เขารู้เรา จึงจะชนะใครก็รู้ ได้ยิน ได้ฟัง
การฟื้นฟูตนก็คงไม่ต่างกัน ผลย่อมคาดการณ์ได้ทั้งที่ยังไม่เริ่ม
ความอยากหายก็อุปมาอยากชนะศึก แต่คนทั้งหลายกลับทำศึกโดยความอยากของตนเป็นที่ตั้ง ผลคือ รายไหนรายนั้นแพ้ราบคาบ
เพราะไม่รู้ทั้งศัตรูก็แย่แล้ว นี่ไม่รู้ตนอีกต่างหาก เสมือนปิดตาเดิน แถมยังไม่รู้ว่าเป้าหมายอยู่ทิศใด
ปัจจัยที่จะชนะจึงต้องหาผู้รู้ให้เจอก่อน แต่ความเชื่อตนก็บดบังอยู่เหนือเหตุและผล จึงคิดเอาเอง เชื่อเอง ใครว่าอันไหนดี อันไหนน่าเชื่อ ยิ่งมีดีกรี ยิ่งน่าเชื่อ ก็แห่ตามไป ไม่ว่า หมอผี หมอสมัยใหม่ ลัทธิ พิธีกรรม เข้าทรงองค์เจ้า อ้างไม่เชื่ออย่าลบหลู่ แล้วก็บอกตนว่าดีๆ ช่วยตนของเราได้แน่
หลวงพ่อนิพนธ์จึงชี้ให้เห็นคุณค่าของคน อยู่ที่ผลของงาน ไม่ใช่คำพูดหรือรูปลักษณ์ที่ดูดี จึงต้องดูว่าผู้ที่เราท่านจะวางใจ เอาชีวิตไปฝาก มีผลงานที่เราท่านเห็นเป็นประจักษ์ ไม่ใช่ฟังเขาเล่าว่า
เสมือนรถเราท่านเสีย คนที่ชำนาญจริง ก็แก้ได้ถูกจุด รวดเร็ว และอาการเสียนั้นก็หายขาด ฉันใดฉันนั้น
แต่นี่ชีวิต ถ้าแก้ผิด มันจะรื้อซ่อมอีกไม่ได้เหมือนรถ ทำไมไม่พิถีพิถันเลือกผู้รู้เลย นั่นจึงเสมือนปิดตาเดินนั่นเอง
คนโลภ จึงเอาความมักง่ายของเราท่านใช้หากิน แค่อวดอ้าง หายในสามวันเจ็ดวัน ก็เชื่อแล้ว หรือทำภาพลักษณ์ให้ดูดี มีเครื่องมือดีทันสมัย วิทยาการล้ำ ผลที่เห็น เดินไปหา หามกลับมา รายแล้วรายเล่า
อยากหายโรค พระพุทธเจ้าผู้รู้จริง บอกว่าเหตุมาแต่กรรม ไม่เชื่อหรือ
ถึงวันนี้ สิ่งที่เคยเชื่อ ก็ทำตามมาแล้ว ผลก็เห็นแล้ว คำถามคือ ทำไมไม่วางความเชื่อเหล่านั้นลง
การหายโรค ที่ดูแล้วหากทำตามธรรมคำสอน ก็ไม่ใช่เรื่องยาก จึงกลายเป็นเรื่องยาก เพราะไม่ยอมวางของเก่า แลไม่เรียนรู้ของใหม่ หรือเก่าก็เอาใหม่ก็ทำ
ผลก็คือเมื่อถึงช่วงสำคัญไม่รู้สิ่งใดช่วยตน แต่ความเชื่อเดิมนั้นมีมานานและมากโข กลายเป็นยามวิกฤตต้องอาศัยความเชื่อ กลับบอกสิ่งที่ช่วยตนเป็นผู้ทำให้ตนเจ็บไปเสียนี่
ไม่แปลกที่จะได้ยิน ทานสมุนไพรแล้ว คันบ้าง แสบร้อนบ้าง นอนไม่หลับบ้าง .... แล้วก็บอกว่าสมุนไพรทำให้เป็น ทั้งๆ ที่สมุนไพรมีแต่คุณ นั่นมันอาการของตนที่มี มันปรากฎ
ก็ถ้าสมุนไพรทำให้เกิด ก็ต้องเกิดกับทุกคนที่ทาน เท่านั้นยังไม่พอ ครั้นยามดีมาถึง กลับบอกเพราะสิ่งที่ตนเชื่อดลบันดาล
ทางเลือกสมุนไพรของพระภูมี ที่แม่ชีเมี้ยนนำมา จะช่วยให้หายโรคนั้นง่ายยิ่ง แต่ด้วยความเชื่อและนิสัยนี้เอง ทำให้ล่าช้า
อดีตหาผู้รู้หรือช่างผิด แต่ทำตามสนิทใจ ผลก็ไม่บังเกิด แล้วอะไรเล่ามาวันนี้ เจอผู้รู้จริง อยากเอาผล แต่ไม่เรียน ไม่ทำตาม กรรมกรรมอะไรเล่า ดลจิตดลใจ
การฟื้นฟูตนก็คงไม่ต่างกัน ผลย่อมคาดการณ์ได้ทั้งที่ยังไม่เริ่ม
ความอยากหายก็อุปมาอยากชนะศึก แต่คนทั้งหลายกลับทำศึกโดยความอยากของตนเป็นที่ตั้ง ผลคือ รายไหนรายนั้นแพ้ราบคาบ
เพราะไม่รู้ทั้งศัตรูก็แย่แล้ว นี่ไม่รู้ตนอีกต่างหาก เสมือนปิดตาเดิน แถมยังไม่รู้ว่าเป้าหมายอยู่ทิศใด
ปัจจัยที่จะชนะจึงต้องหาผู้รู้ให้เจอก่อน แต่ความเชื่อตนก็บดบังอยู่เหนือเหตุและผล จึงคิดเอาเอง เชื่อเอง ใครว่าอันไหนดี อันไหนน่าเชื่อ ยิ่งมีดีกรี ยิ่งน่าเชื่อ ก็แห่ตามไป ไม่ว่า หมอผี หมอสมัยใหม่ ลัทธิ พิธีกรรม เข้าทรงองค์เจ้า อ้างไม่เชื่ออย่าลบหลู่ แล้วก็บอกตนว่าดีๆ ช่วยตนของเราได้แน่
หลวงพ่อนิพนธ์จึงชี้ให้เห็นคุณค่าของคน อยู่ที่ผลของงาน ไม่ใช่คำพูดหรือรูปลักษณ์ที่ดูดี จึงต้องดูว่าผู้ที่เราท่านจะวางใจ เอาชีวิตไปฝาก มีผลงานที่เราท่านเห็นเป็นประจักษ์ ไม่ใช่ฟังเขาเล่าว่า
เสมือนรถเราท่านเสีย คนที่ชำนาญจริง ก็แก้ได้ถูกจุด รวดเร็ว และอาการเสียนั้นก็หายขาด ฉันใดฉันนั้น
แต่นี่ชีวิต ถ้าแก้ผิด มันจะรื้อซ่อมอีกไม่ได้เหมือนรถ ทำไมไม่พิถีพิถันเลือกผู้รู้เลย นั่นจึงเสมือนปิดตาเดินนั่นเอง
คนโลภ จึงเอาความมักง่ายของเราท่านใช้หากิน แค่อวดอ้าง หายในสามวันเจ็ดวัน ก็เชื่อแล้ว หรือทำภาพลักษณ์ให้ดูดี มีเครื่องมือดีทันสมัย วิทยาการล้ำ ผลที่เห็น เดินไปหา หามกลับมา รายแล้วรายเล่า
อยากหายโรค พระพุทธเจ้าผู้รู้จริง บอกว่าเหตุมาแต่กรรม ไม่เชื่อหรือ
ถึงวันนี้ สิ่งที่เคยเชื่อ ก็ทำตามมาแล้ว ผลก็เห็นแล้ว คำถามคือ ทำไมไม่วางความเชื่อเหล่านั้นลง
การหายโรค ที่ดูแล้วหากทำตามธรรมคำสอน ก็ไม่ใช่เรื่องยาก จึงกลายเป็นเรื่องยาก เพราะไม่ยอมวางของเก่า แลไม่เรียนรู้ของใหม่ หรือเก่าก็เอาใหม่ก็ทำ
ผลก็คือเมื่อถึงช่วงสำคัญไม่รู้สิ่งใดช่วยตน แต่ความเชื่อเดิมนั้นมีมานานและมากโข กลายเป็นยามวิกฤตต้องอาศัยความเชื่อ กลับบอกสิ่งที่ช่วยตนเป็นผู้ทำให้ตนเจ็บไปเสียนี่
ไม่แปลกที่จะได้ยิน ทานสมุนไพรแล้ว คันบ้าง แสบร้อนบ้าง นอนไม่หลับบ้าง .... แล้วก็บอกว่าสมุนไพรทำให้เป็น ทั้งๆ ที่สมุนไพรมีแต่คุณ นั่นมันอาการของตนที่มี มันปรากฎ
ก็ถ้าสมุนไพรทำให้เกิด ก็ต้องเกิดกับทุกคนที่ทาน เท่านั้นยังไม่พอ ครั้นยามดีมาถึง กลับบอกเพราะสิ่งที่ตนเชื่อดลบันดาล
ทางเลือกสมุนไพรของพระภูมี ที่แม่ชีเมี้ยนนำมา จะช่วยให้หายโรคนั้นง่ายยิ่ง แต่ด้วยความเชื่อและนิสัยนี้เอง ทำให้ล่าช้า
อดีตหาผู้รู้หรือช่างผิด แต่ทำตามสนิทใจ ผลก็ไม่บังเกิด แล้วอะไรเล่ามาวันนี้ เจอผู้รู้จริง อยากเอาผล แต่ไม่เรียน ไม่ทำตาม กรรมกรรมอะไรเล่า ดลจิตดลใจ
สมัครสมาชิก:
บทความ (Atom)