ศาลารักษาโรค แนวทางการรักษาด้วยสมุนไพรควบคู่ไปกับธรรมะ เผยแพร่กิจกรรมของมูลนิธิไทยกรุณา และให้ความรู้ด้านสมุนไพรรักษาโรค
วันอังคารที่ 1 พฤศจิกายน พ.ศ. 2554
บุญญาธิการของศาสนา
สิ่งหนึ่งที่เราได้ยินได้ฟัง ไม่ว่าเราจะยอมรับหรือไม่ ก็คือ เราไม่ได้มีพระพุทธเจ้าองค์เดียว ในศาสนาพุทธ ดังนั้น สิ่งที่ท่านทิ้งไว้ให้มนุษย์รับรู้ รับทราบ ที่พระพุทธเจ้าตรัสทิ้งไว้ คือ จะมีพระพุทธเจ้าองค์ใหม่ มาอุบัติต่อพระพุทธศาสนาของท่าน
แม่ชีเมี้ยน ได้ย้อนยุคของพระพุทธเจ้า มาให้เราฟัง ลำดับกันมา ใน ๔ พระองค์หลังสุด คือ พระกุสันโธ พระโคนาคม พระกัสปะ พระโคดม และตรัสว่า พระพุทธเจ้าทุกยุค มีอายุ ๒๕๐๐ ปี เมื่อครบแล้วจะมีพระพุทธเจ้าองค์ใหม่มาอุบัติ เพื่อต่อพระพุทธศาสนา
ท่านจึงยืนยันว่า และพยากรณ์ก่อนลาสังขาร แก่หลวงพ่อนิพนธ์ว่า ในอีกไม่กี่ปีนี้ จะต้องมีพระพุทธเจ้าอุบัติขึ้นอย่างแน่นอน
ในพยากรณ์ของท่าน ยังได้กล่าวถึงภัยพิบัติที่จะบังเกิดขึ้นแก่โลกว่า เหตุมาจากมนุษย์ขาดศาสนามานาน ทำให้กรรมเฟื่องฟู จนผลกรรม กลายเป็น "กรรมสามัคคี"
ด้วยกรรมอันนี้ จะบีบให้มนุษย์ถึงทางตัน เพราะสิ่งที่มี สิ่งที่เชื่อ ไม่สามารถช่วยป้องกันภัยเหล่านี้ได้เลย เทคโนโลยีที่ทันสมัย ความแข็งแกร่งทางวัตถุ เมื่อถูกธรรมชาติลงโทษ จะอ่อนยุ่ย เหล็กที่ว่าหนา แข็งแกร่ง ถูกฉีกราวกระดาษ โรคภัยจะระบาดฟุ้งไปในอากาศ สภาวะเช่นนี้ จะทำให้มนุษย์ต้องดิ้นรนหา ศาสนาที่แท้จริง ที่สามารถปกป้องภัยได้ ไม่ใช่ ศาสนาที่มนุษย์สร้าง หรือ วัตถุที่มนุษย์สร้าง ภัยนี้จะเป็นตัวชี้ให้เห็นว่า อะไรคือที่พึ่งของมนุษย์ที่แท้จริง
เมื่อมีผู้ทำตนจนสำเร็จเป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ด้วยอำนาจธรรมของท่าน และบุญญาบารมีของท่าน จะทำให้ภัยพิบัติหายไป ด้วยเหตุนี้เอง ไม่ว่ามนุษย์ผู้นั้นจะชอบหรือไม่ชอบพระพุทธศาสนา ก็ต้องยอมรับในอำนาจธรรมของท่าน เพราะประจักษ์ในสิ่งนี้เอง
เมื่อนั้น คนจะหันมาทำความดีตามพระสัมมาสัมพุทธเจ้า รับธรรมมาปฏิบัติมากบ้างน้อยบ้าง ตามความปรารถนาของตน แต่ผู้ที่จะเดินตามท่าน แม่ชีเมี้ยนตรัสว่า ก็มีไม่มากนัก ดังเช่นในอดีต คนที่ปรารถนาจนถึง นิพพานสมบัติ ก็แค่ แปดหมื่นกว่าคน เท่านั้นเอง
พระพุทธเจ้าทุกพระองค์ทรงทราบดีในเรื่องนี้ จึงเป็นไปไม่ได้ที่จะให้คนทั้งโลกไปนิพพาน ท่านจึงต้องเฟ้นหาบุคคลที่สามารถฝึกได้เท่านั้น ที่เหลือ ก็รับธรรมบางหมวด บางตอน ไปปฏิบติ เพื่อความสงบสุข ร่มเย็นของเขา เท่านั้น
ดังนั้น จึงเกิดภาวะที่ กลุ่มคนต่างๆ ในโลก ส่งตัวแทนไปรับธรรมของท่าน เพื่อกลับมาให้หมู่ของตนปฏิบัติ แม่ชีเมี้้ยนจึงตรัสว่า ศาสนาพุทธ คือ รากเหง้า ของทุกศาสนาในโลกนี้ นั่นเอง
แลด้วยเหตุที่พระพุทธเจ้าทรงทราบว่า ตัวท่านไม่ใช่ต้นแห่งอำนาจ บุญบารมี แต่หากเป็น พระธรรมคำสั่งสอนต่างหากที่เป็นต้นแห่งอำนาจ หลวงพ่อนิพนธ์จึงกล่าวย้ำทุกครั้งว่า แม่ชีเมี้ยนจึงตรัสว่า พระพุทธเจ้าทุกพระองค์จึงไม่สร้างวัตถุ แต่เน้นสร้างคน โดยท่านมีหน้าที่สอนธรรม ให้คนนำไปปฏิบัติ
เราจึงไม่เห็นโบราณสถาน วัตถุใดๆ ทิ้งไว้เลย สิ่งที่พระพุทธเจ้าสร้าง จึงมีเพียงอย่างเดียวคือ "โรงทาน" เพราะเมื่อมีพระพุทธเจ้า จะมีคนทุกข์แห่แหนกันมาพึ่งพิง และธรรมหมวดหนึ่งที่ท่านสอนคือ "ให้สุขแก่เขา สุขนั้นถึงตัว" การหาบุญ ต้องหากับคนทุกข์ ดังนั้น โรงทานจึงเป็นสถานที่เพื่อทำบุญแก่คนทุกข์ที่มาพึ่งพิงพระพุทธเจ้า นั่นเอง
แม่ชีเมี้ยน จึงตรัสว่า "เอกลักษณ์ของพระพุทธศาสนา คือแหล่งรวมคนทุกข์ และด้วยบุญญาธิการของพระพุทธเจ้า ที่ทรงเมตตา จะทรงแสดงธรรม และให้คนนำไปปฏิบัติ เพื่อพ้นทุกข์ ศาสนาของพระพุทธเจ้า จึงเป็น "ศาสนาทำ" และไม่สามารถหลีกลี้หนีจากคนได้เลย ก็ด้วยเหตุ "คนทุกข์ นั่นแหละคือแหล่งบุญ ของเรา"
เมื่อพระพุทธเจ้าสอนคนให้พ้นทุกข์ เป็นพระอรหันต์ ท่านจึงนำบุญนั้น เป็นพาหะไปนิพพาน
ในอดีต เมื่อหลวงพ่อนิพนธ์ยังอยู่ในเพศบรรพชิต มีความคิด ที่จะนั่งกรรมฐาน ในยุคนั้น เรียก นั่งธูป บำเพ็ญเพียร เพื่อสำเร็จมรรคผล แม่ชีเมี้ยนจึงให้สติว่า ในยุคของพระโคดม มีคนเหล่านี้เต็มอินเดีย นั่งปลีกวิเวก ไม่สนใจใคร และบางคน เคร่งกว่าพระโคดมเสียอีก ทานแต่ผลไม้ ในขณะที่พระโคดม ทานวันละมื้อ ปนคาวหวาน ผลที่ปรากฎ ไม่เห็นคนเหล่านั้น สำเร็จแม้แต่คนเดียว ด้วยสติอันนี้ ทำให้หลวงพ่อนิพนธ์ มักเล่าให้ฟังพร้อมหัวเราะเสมอว่า "เราจึงมีมานะอดทนทำสมุนไพร และไม่เลยมนุษย์" เฉกเช่นพระโคดม ที่ต้องหันกลับมาทานโภชนาอาหาร แม้สาวกปัญจวัตคีย์จะเข้าใจผิด ก็เพราะ "การหาบุญ ต้องทำกับมนุษย์ และสัตว์ โดยใช้ธรรมที่ท่านตรัสรู้เป็นเครื่องมือนั่่นเอง"
ไม่ว่าจะอุปโลกสักฉันใด ว่าสิ่งนั้นศักดิ์สิทธิ์ มีฤทธิ์ มีบุญญาธิการ สักฉันใด ภัยพิบัตินี้แหละ จะเป็นเครื่องชี้วัดว่า สิ่งเรายึดถือ มีจริง ปกป้องเราได้ หรือไม่
แม่ชีเมี้ยนจึงตรัสว่า "ธรรมของพระพุทธเจ้า มีอำนาจจริง เป็นของจริง ผู้ที่่อยากสัมผัสบุญญาธิการของศาสนา มีเพียงวิธีเดียว คือ เรียนรู้ และนำธรรมของพระพุทธเจ้าไปปฏิบัติ เมื่อทำได้ แม้เราไม่เคยเห็น แต่ก็สัมผัสได้ เพราะ เราจะพ้นจากภัยพิบัตินั้นๆ ได้"
หลวงพ่อนิพนธ์จึงบอกว่า หน้าที่ของท่าน นอกจากนำสมุนไพรมาให้ ยังต้องนำธรรมบางหมวด มาให้เราท่านปฏิบัติ จึงมีความจำเป็นที่จะต้องพูดสอน และบังคับให้สวดมนต์ เพื่อให้เราได้สัมผัส บุญญาธิการของศาสนา อุปมา ตอนนี้เราพบน้ำท่วม ของคนกรุงเทพ แต่คนที่มากำลังพบภัยพิบัติ คือ "โรคท่วม" สองสิ่งนี้ไม่ต่างกันเลย
ความคิดมนุษย์แก้ภัยพิบัติไม่ได้อย่างแน่นอน สิ่งเดียวที่จะทำให้เราท่านพ้นภัยพิบัติได้ คือ บุญญาธิการของศาสนา อันเกิดจากน้อมนำธรรมของพระพุทธเจ้ามาปฎิบัติ
แม่ชีเมี้ยน จึงตรัสว่า ถ้ามนุษย์หันมาเชื่อพระพุทธเจ้า แล้วนำธรรมมาปฏิบัติเพื่อปกป้อง มีจำนวนเพิ่มมากขึ้น เรียกสิ่งนี้ว่า "ธรรมสามัคคี" ซึ่งจะเป็นคู่ต่อสู้กับ "กรรมสามัคคี" ได้อย่างแน่นอน และเมื่อนั้น เราท่านจะได้เห็น ฝน ฟ้า ตกต้องตามฤดูกาล อีกครั้ง
อย่าโทษโน่นโทษนี่เลย ภัยอันนี้เกิดจากการกระทำของพวกเรา เพราะเราขาดศาสนามานานสองพันกว่าปี เราจึงเดินทางผิด ผลผิดจึงเกิด ยิ่งเห็นคนที่จะคิดสู้กับภัยพิบัตินี้ ด้วยความคิดของมนุษย์ ยิ่งเห็นความหายนะ
รักษาตัว ทำตัว รอพระพุทธเจ้าองค์ใหม่ แล้วดูบุญญาธิการของศาสนา กันเถอะ
จะรอบุญญาธิการของ "ศาสนาขอ" หรือ จะใช้ ธรรมของพระพุทธเจ้า ตาม "ศาสนาทำ" เพื่อให้ได้สัมผัสบุญญาธิการ ก็เลือกเอา ผลที่ได้ ท่านจึงบอกว่า "วัดกันที่วันตาย" จะเสียดายอย่างเดียว ดั่งที่แม่ชีเมี้ยนตรัสไว้ คือ "ตายแล้วกลับมาบอกลูกหลานไม่ได้แล้ว ว่า ..... อย่าทำชั่ว ....... "
ความจริงอันนี้ เราจึงขอท้า นักวิทยาศาสตร์ทุกท่าน สำรวจได้ว่า ในยุคที่มีพระพุทธเจ้า และหลังจากนั้นสองร้อยปี มีภัยพิบัติอันใดเกิดบนโลกใบนี้บ้าง นั่นแหละคือ "บุญญาธิการของศาสนา ที่ประทับรอยไว้ในโลกใบนี้"
เปรียบมวย
หลวงพ่อนิพนธ์มักกล่าวย้ำเสมอ ว่าการจะประสพความสำเร็จ หาใช่มาจากการทานสมุนไพร ตามเสียงลือเสียงเล่าเพียงอย่างเดียว สิ่งที่สำคัญกว่า คือการเรียนรู้
สิ่งที่เราต้องเรียนรู้คืออะไร หลวงพ่อนิพนธ์มักจะกล่าวว่า เฉกเช่นตำราพิชัยสงคราม เราต้องเรียนรู้เขารู้เรา เมื่อเรารู้ทั้งเขาและเราแล้ว โอกาสจะประสพผลย่อมมีสูง ดังนั้น สิ่งที่สอน จึงทำให้เรารู้ที่มาของโรค อะไรเป็นตัวก่อเกิดหรือสาเหตุหลัก ซึ่งไม่ใช่แค่เชื้อโรค ดังเช่นวงการแพทย์กล่าวกัน ความรู้อย่างนั้น มันตื้นเกินไป และ สิ่งใดคือคู่ต่อสู้ หรือ เครื่องมือ ที่จะใช้ในการต่อสู้ ยิ่งไปกว่านั้น ปัจจัยอะรคือตัวชี้ผลแพ้ชนะในการต่อสู้
ก่อนอื่น สิ่งแรกที่หลวงพ่อนิพนธ์สอนให้เรานำไปไตร่ตรอง คือ บุคคลใดที่น่าเชื่อถือที่สุดในโลก และได้รับการยอมรับ เมื่อมองไปในโลกนี้ ย่อมจะมีบุคคลเดียว คือ" พระพุทธเจ้า" นั่นเอง ถ้าเช่นนั้นแล้ว สิ่งที่ท่านตรัสย่อมต้องเป็นความจริงของโลกอย่างแน่นอน จึงทำให้เราต้องเชื่อว่า "โรคเกิดจากกรรม"
นั่นคือเรารู้ต้นเหตุที่มาของโรคแล้ว ไม่ว่าจะแปลงร่างมาในรูปแบบใด มะเร็ง เบาหวาน ไตวาย หัวใจ ร้อยแบบพันอย่าง ก็ล้วนแล้วมาจากกรรมทั้งหมดทั้งสิ้นนั่นเอง
แม่ชีเมี้ยนจึงถ่ายทอดมาให้เราว่า พระพุทธเจ้าท่านวินิจฉัยแล้วว่า "โรคคือตัวตนหรือเรียกรูปกรรม มีวิญญาณคือกรรม ที่เป็นตัวกำหนด นั่นเอง"
ด้วยเหตุนี้ แม่ชีเมี้ยนจึงยืนยันว่า " ไม่มีใคร อะไร หรือสิ่งไร ที่มนุษย์สร้าง จะสามารถแก้ปัญหานี้ได้ เพราะพระพุทธเจ้าตรัสว่า มนุษย์ต้องเป็นไปตามกรรม" อันหมายความว่า มนุษย์อยู่ใต้กรรม ก็แล้วถ้า สิ่งที่มนุษย์คิด สร้าง สามารถแก้โรคได้ ก็แสดงว่า แก้กรรมได้ สิ่งที่พระพุทธเจ้าตรัส ก็เป็นเท็จ
แม่ชีเมี้ยน ได้บอกหลวงพ่อนิพนธ์ว่า "ลูกลองเอาวิธีของพระพุทธเจ้าไปใช้ เอาความคิด คำสอน ธรรมของท่านไปให้คนปฏิบัติ อำนาจธรรมของพระพุทธเจ้ามีจริง ผู้ทำได้ย่อมประสพผล อย่าเอาความคิดของตนเอง หรือของใครไปใช้โดยเด็ดขาด"
หลวงพ่อนิพนธ์ จึงบอกว่า เราจึงได้คู่มวยที่เปรียบเทียบกันแล้ว คู่คี่สูสี คือ "โรคเป็นรูปกรรม วิญญาณของโรคคือ กรรม ใช้กิเลสเป็นตัวสร้างพลัง" เปรียบกับ มวยของพระพุทธเจ้า คือ "สมุนไพร เป็นรูปธรรม วิญญาณของสมุนไพร คือ ธรรม ใช้วินัยปฏิบัติของท่านเป็นตัวสร้างพลัง"
มวยคู่นี้สูสี แต่เมื่อเปรียบเทียบความเก๋า แม่ชีเมี้ยนตรัสว่า เทียบกันแล้ว "กรรมเป็นพี่ ธรรมเป็นน้อง" กรรมเขาเก๋ากว่า ชั้นเชิงสูง เพราะมาก่อน และแนบแน่นกับมนุษย์ ส่วนธรรม มาทีหลัง ย่อมเสียเปรียบบ้าง และที่เป็นข้อเสียเปรียบคือ "มนุษย์ไม่เห็นบุญ" ธรรมจึงต้องใช้ตัวช่วยคือ "สติ และ ปัญญา" เพื่อใช้เป็นเครื่องมือในการพิจารณา ให้เห็นและเชื่อในบุญที่มองไม่เห็น ว่ามีจริง
เมื่อรู้เขา รู้เราแล้ว เปรียบกันแล้ว ท่านบอกว่า โดยธรรมชาติแล้ว "ธรรมชนะกรรม" ดังนั้น ถ้าชกกันแล้ว ผลก็จะเห็นได้ชัด ถ้าการชกนี้เป็นไปอย่างยุติธรรม ใครจะเป็นผู้ชนะ แต่ผลกลับกลายอยู่ที่กรรมการ ว่าจะเอนเอียงไปทางใด
กรรมการก็คือ วิญญาณของเจ้าของกายนั้นๆ เขาจะเอนเอียงไปทางด้านใด ถ้าไม่ศึกษาอะไรเลย มาทานสมุนไพรเพียงอย่างเดียว นั่นย่อมมีใจเอนเอียงไปทางกิเลส เสียแล้ว ย่อมถูกชักชวนให้โกงได้อย่างง่ายดาย เพราะธรรมถูกจับมัดมือมัดเท้าเสียแล้ว แต่หากวิญญาณได้รับการเรียนรู้ และปฏิบัติ ย่อมหมายถึง เอนเอียงมาทางธรรม การต่อสู้ก็จะยุติธรรม เพราะธรรมสามารถออกหมัดเท้าได้อย่างเต็มที่นั่นเอง
ด้วยความที่กรรมเขาเป็นพี่ หลวงพ่อนิพนธ์สอนว่า เขาจะมีพลังที่กล้าแข็ง ดังนั้นเจ้าของวิญญาณ คือเราท่าน ต้องไม่เสริมพลังให้แก่กรรมนั้นอีก และต้องเสริมพลังให้ธรรม โดยการปฏิบัติตามธรรมคำสั่งสอนของพระพุทธเจ้านั่นเอง ด้วยความเป็นน้อง การปฏิบัติก็เพิ่งเรียนและเริ่มต้น ผลในการชกยกแรกๆ จึงเห็นได้ชัดว่า ต้องถูกชกจนอ่วมอย่างแน่นอน แต่ก็มีกำลังยืนหยัดได้
ท่านจึงมักบอกว่า เมื่ออาการออก ในการถูกชกยกแรกๆ ดังนั้น ถ้าขาดการเรียนรู้ แม้ร่างกายจะทนไหว แต่ก็เกิดโรคแทรกเสียแล้ว คือ "โรคปอดแหก" ทำให้ทิ้งตัว แพ้ไปเสียแล้ว ทั้งๆ ที่จริงแล้ว หมัดเหล่านั้น น็อคเขาไม่ได้หรอก แต่ด้วยความกลัวจนขึ้ขึ้นสมอง ทำให้โยนผ้าขาว เมื่อกรรมการเอนไปทางกรรม นั่นทำให้หยุดทาน หยุดปฏิบัติ ก็ดุจดัง มัดมือมัดเท้าธรรมเสียแล้ว ผลจึงปรากฏแน่ว่าแพ้
ก็หากเจอคนใจเด็ด และเชื่อมั่นในคำสอนของพระพุทธเจ้า เรียกว่า "ตัวเล็กใจใหญ่" ก็จะทนยืนหยัด ทานสมุนไพร และปฏิบัติธรรมของพระพุทธเจ้า เท่ากับว่า กรรมการไม่ให้น้ำเลี้ยง หรือ พลังแก่กรรม แต่ให้ น้ำเลี้ยง หรือ พลัง ธรรม เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ยิ่งกรรมอาละวาด จนเราท่านเมาหมัด ล้มแล้วล้มอีก สักเท่าใด ย่อมหมายถึง พลังกรรมยิ่งลดลงมากยิ่งขึ้น
และเมื่อพลังธรรมมากพอ การโต้กลับจากการเมาหมัด หรือ ที่เราท่านมักเรียกว่า "ลงแดง" ก็จะปรากฎชัด อาการเมาหมัดจะลดลง นั่นคือ ปวดน้อยลง ทรมานน้อยลง หมัดของกรรมก็เบา แม้ชกมาอีก ก็ไม่ทำให้เรามีอาการได้ เมื่อกรรมการ ไม่มัดมือมัดเท้าธรรม ผลที่ปรากฎย่อมเด่นชัด "เราท่านจะเป็นผู้ที่ได้รับการยกมือ ในการชกครั้งนี้อย่างแน่นอน"
ก็ด้วยผลของการชกของมวยคู่นี้ ขึ้นกับกรรมการจะเลือก พระพุทธเจ้าจึงตรัสว่า "ใครก็ช่วยไม่ได้ ทำให้ไม่ได้ สิงที่ช่วยก็คือ เอาธรรมมาสอนให้พิจารณา แล้วนำไปปฏิบัติ เพื่อให้วิญญาณของสมุนไพร ไม่ถูกมัดมือมัดเท้า มีฤทธิ์สามารถต่้อสู้กับกรรมได้"
มหาอำนาจ คือ อำนาจกรรม เขามีฤทธิ์แล้ว เพราะเราท่านทำมาแล้ว สำเร็จแล้ว ถ้าเรายังทำเหมือนเดิมอีก ก็คือเพื่อฤทธิ์ให้แก่เขา อำนาจธรรม เขายังไม่มีฤทธิ์ สิ่งที่เราเชื่อ ปฏิบัติ ไม่มีมีจริง จึงไม่มีฤทธิ์ช่วยเราไม่ได้ เมื่อเรามาเจอพระพุทธศาสนาที่แท้จริง เราได้เรียนรู้ และนำมาปฏิบัติ เราจะได้สัมผัส บุญญาธิการของศาสนา ได้สัมผัส อำนาจธรรม ของพระพุทธเจ้า ว่ามีจริง และมีฤทธิ์ที่จะสู้กรรมได้อย่างแน่นอน แต่เมื่อเรายังไม่เคยทำ เขาจึงเป็นน้อง
อำนาจธรรม เขาจะมีฤทธิ์ ก็ต้องอาศัย อำนาจของวิญญาณ ที่ผ่านการเรียนรู้ในเรื่องของศาสนา และนำมาปฏิบัติ อันเป็นหนทางเดียวที่จะประสพผลในการชกนี้
เมื่อเปรียบมวยดูแล้ว หลวงพ่อนิพนธ์จึงมักพูดเสมอว่า "ตัวท่านผู้ทาน คือผู้ตัดสินผลแพ้ชนะ"
ด้วยความรู้เหล่านี้ ย่อมเห็นถึงความเมตตาของแม่ชีเมี้ยน และหลวงพ่อนิพนธ์ ที่ได้ถ่ายทอด ปัญญาของพระพุทธเจ้า มาให้เรา ไม่ต้องหลงทาง และมีโอกาสได้สัมผัส "มนุษย์สมบัติ" ของพระพุทธศาสนา และได้เห็นและสัมผัส อำนาจธรรมของพระพุทธเจ้า ว่ามีจริง และทำได้จริง
เราจึงอยากจะบอกว่า ไม่สนับสนุนก็ไม่เป็นไร แต่อย่าทำลายเลย เราสูญเสียถ้ำกระบอกไปแล้ว เหลือแผ่นดินนี้ไว้เป็นที่พึ่งของคนที่ชอบ ใครไม่ชอบ ก็ไปในทางที่ท่านชอบเถิด เราเป็นคนหนึ่งที่ขอเลือกเดินตามรอยของพระพุทธเจ่้า ที่แม่ชีเมี้ยน และหลวงพ่อนิพนธ ได้ขีดเส้นเป็นแนวไว้ให้
ผู้ที่จะประสพผล เราจึงไม่แปลกใจที่หลวงพ่อนิพนธ์ มักกล่่าวย้ำว่า "ไม่สนอดีต แต่วันนี้ ท่านต้องเป็นคนดี มีธรรมของพระพุทธเจ้ามาประจำใจ" ใครว่าแจ๋ว ว่าแน่ จะมาหลอกทาน โดยไม่ทำ ท่านจึงบอกว่า "เขาเหล่านั้นอาจจะหลอกท่านได้ แต่หลอกสมุนไพรไม่ได้ เพราะเขามีวิญญาณนั่นเอง"
ก็ด้วยเหตุที่สมุนไพรมีวิญญาณ หลวงพ่อนิพนธ์จึงบอกว่า เขาจึงรู้ว่า ต้องทำสิ่งไรก่อนหลัง ป้องกันอวัยวะส่วนใดก่อน ฟื้นฟูส่วนใดก่อน อันเป็นเหตุผลว่า ถ้าไม่ใช่เพราะถึงพรหมลิขิต โรคย่อมไม่สามารถทำให้ผู้ทานถึงตายได้อย่างแน่นอน เพราะเขาทันกัน และอำนาจธรรมเหนือกว่ากรรม นั่นเอง
อยากประสพผล ต้องเรียนรู้สิ่งที่หลวงพ่อนิพนธ์สอน แล้วนำมาปฏิบัติ แล้วเราจะรู้ว่า ทุกวันนี้ พราหมณ์ มันเขียนพระไตรปิฏก เพราะสิ่งนั้นสอนให้เราขอพรจากพระพุทธ ซึ่งสวนทางกับพระพุทธเจ้า ที่สอนให้เรา เอาธรรมไปปฎิบัติ เพราะอำนาจของพุทธศาสนา อยู่ที่พระธรรม เมื่อทำแล้วจะได้พร
ความคิดมนุษย์ ย่อมแสดงให้เห็นถึงศาสนาขอ แต่ศาสนาของพระพุทธ คือ "ศาสนาทำ" ไม่ได้มาลบล้างความคิด แต่นำคำสอนของแม่ชีเมี้ยน ที่หลวงพ่อนิพนธ์ถ่ายทอดมา มาให้พิจารณา .... และพิจารณาให้เห็นความจริง...
ยาสมุนไพรศักดิ์สิทธิ์ รักษาชีวิต ปรียานุช ปานประดับ
รายการ "รู้จริงปะ ช็อกอะเดะ" เมื่อวันที่ 28 ตุลาคม 2554 ที่ผ่านมา ได้สัมภาษณ์ดารา นักแสดงชื่อดัง คุณปรียานุช ปานประดับ เกี่ยวกับโรคร้ายที่เธอ "เคย" เป็น และนำชมยาสมุนไพรศักดิ์สิทธิ์ ที่คุณปรียานุช ใช้ดื่มและทานเพื่อปรับภูมิในร่างกาย จนวันนี้ร่างกายของเธอกลับมาแข็งแรงขึ้น และสามารถต่อสู้กับโรคร้ายต่างๆ ที่เคยรุมเร้าเธอในอดีตได้
ในรายการเราจะได้เห็น ยาเขียว ยาเหลือง ยาพริกไทยกระเทียม ยามะนาว ที่เป็นยาสมุนไพรสูตรแม่ชีเมี้ยน ที่คนไข้ของมูลนิธิไทยกรุณาทานกัน ว่ามีหน้าตาเป็นอย่างไร และสมุนไพรเหล่านี้ช่วยให้ร่างกายของเราสร้างภูมิต่อสู้กับโรคต่างๆ ได้อย่างไร
หนังสือ "เมื่อเวรกรรมไล่ล่า!!!...ดาราดัง..." ที่คุณปรียานุช ปานประดับ เขียนเล่าเรื่องราวชีวิตของเธอ ที่เผชิญกับความเป็นความตายมาครั้งแล้วครั้งเล่า จนกระทั่งเธอได้มาพบกับคำตอบที่มูลนิธิไทยกรุณา และนี่คือคำตอบสุดท้ายที่เธอเลือกเดิน
เชิญชมรายการ "รู้จริงปะ ช็อกอะเดะ" ย้อนหลัง ในตอน รู้จริงปะ ช็อกอะเดะ กับปรียานุช ปานประดับ
ในรายการเราจะได้เห็น ยาเขียว ยาเหลือง ยาพริกไทยกระเทียม ยามะนาว ที่เป็นยาสมุนไพรสูตรแม่ชีเมี้ยน ที่คนไข้ของมูลนิธิไทยกรุณาทานกัน ว่ามีหน้าตาเป็นอย่างไร และสมุนไพรเหล่านี้ช่วยให้ร่างกายของเราสร้างภูมิต่อสู้กับโรคต่างๆ ได้อย่างไร
หนังสือ "เมื่อเวรกรรมไล่ล่า!!!...ดาราดัง..." ที่คุณปรียานุช ปานประดับ เขียนเล่าเรื่องราวชีวิตของเธอ ที่เผชิญกับความเป็นความตายมาครั้งแล้วครั้งเล่า จนกระทั่งเธอได้มาพบกับคำตอบที่มูลนิธิไทยกรุณา และนี่คือคำตอบสุดท้ายที่เธอเลือกเดิน
เชิญชมรายการ "รู้จริงปะ ช็อกอะเดะ" ย้อนหลัง ในตอน รู้จริงปะ ช็อกอะเดะ กับปรียานุช ปานประดับ
สมัครสมาชิก:
บทความ (Atom)

