วันศุกร์ที่ 10 เมษายน พ.ศ. 2563

บังตา

แม่ชีเมี้ยนตรัสชี้ มนุษย์วิ่งพล่านไปทั่วจักรวาล ค้นหาสิ่งที่ช่วยตน หาเจอไม่ พระภูมีทรงค้นพบ ตนของตนนั่นแหละ ค้นแล้วช่วยตนได้

หลวงพ่อนิพนธ์อรรถาธิบาย พฤติกรรมของมนุษย์ในการดูแลสุขภาพ ก็เฉกเช่นเดียวกัน มนุษย์เชื่อวางใจ เอาชีวิตตนไปวางไว้กับผู้อื่น ว่าเขาจะช่วยตนได้ จะมียา จะมีอภินิหารเป่าคาถา มีพรช่วยตนได้

ที่ไหนว่าดี ที่ไหนว่าศักดิ์สิทธิ์ ทำอย่างนั้นดี ทำอย่างนี้ดี ใครกล่าวก็ทำตามหมด

โควิด เป็นเครื่องพิสูจน์ ว่าพฤติกรรมความเชื่อนั้น สิ่งศักดิ์สิทธิ์ทีคนทั้งโลกยึดถือมาทั้งชีวิต ไม่มีตัว ไม่มีตน ทำแล้วไม่มีผลช่วยตนไม่ได้เลย

หรือไม่ก็ทำไม่ถูกร่อง ฉะนั้นผลดีที่สุด จบแค่กรรมดี แต่ท่านว่ากรรมดี แก้กรรมชั่ว ไม่ได้

บทสรุป ท่านชี้ว่า พุทธดำรัส สัตว์โลกย่อมเป็นไปตามกรรม ไม่มีอะไรทำลายได้ วิทยาการที่มุ่งฆ่าเชื้อโรค ย่อมเดินผิดทาง ยิ่งทำเชื้อก็ยิ่งกลาย เพื่อดำรงอยู่ แลแม้นถูกฆ่า ตายแล้วก็เกิดใหม่ ไม่เชื่อหรือ เชื้อก็มีพรหมลิขิตกรรม เป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์คุ้มครองตน

คนทั้งหลายดีใจ หายาฆ่าเชื้อได้ เพราะเขาไม่เชื่อกรรม นั่นย่อมหมายถึงปฏิเสธกรรม กั้นสะสมกรรมไว้ แต่เขาต้องอยู่ต้องมีอายุขัย นั่นแปลว่า เชื้อต้องพัฒนาตน เมื่อหวนกลับ ไม่อยากนึก อะไรรออยู่

ถ้าเชื่อพระพุทธเจ้า เราทำไว้เราควรยอมรับด้วยขันติ อดทน ทานสมุนไพร เปลี่ยนพฤติกรรมนิสัย สร้างภูมิคุ้มกันให้ร่างกาย ทนกับอาการได้ ถึงเวลาเชื้อหมดอายุขัย อ่อนกำลัง ตายไปเอง

หลวงพ่อนิพนธ์ชี้ว่า นี่แลหลักสมุนไพร คือ การธำรงตนไว้ให้อยู่ได้ จนโรคมันตายไปนั่นเอง นี่แหละหายโรค

ไม่ใช่หาทางฆ่าเชื้อ หรือเร่งวันเร่งคืน ให้หาย เพราะธรรมชาติ ท่านอุปมา ปลูกพริกเอาผลยังต้องรอสามสิบวัน จะเร่งสักฉันใด ก็คงไม่เร็วขึ้นตามใจอยากเป็นแน่แท้

ไม่อยากให้เป็น แต่ระวังโรคโควิดหวน โดยเฉพาะในคนที่เคยติด เพราะนั่นหมายถึง เขากลายเป็นเชื้อเฉียบพลันนั่นเอง

คนไทยบอกเป็นคนพุทธ กราบไหว้ บอกว่าตนเชื่อ ศรัทธา แล้วอะไรบังตา บังใจ ไม่เรียนวิธีแก้ทุกข์ ไม่ทำตนช่วยตน แต่ไปรอ หวังให้ผู้อื่นช่วย

เอาแต่คนเชื่อ มาใช้ศาสตร์พระภูมีที่แม่ชีเมี้ยนนำมา แล้วดู ว่าใครจะได้ยืนหัวเราะทีหลัง และดังกว่า

วันอังคารที่ 7 เมษายน พ.ศ. 2563

ไม่จบ

แม่ชีเมี้ยนตรัสชี้ พระภูมีพิจารณากรรม คือพิจารณาเหง้าของนิสัย ที่สร้างกรรมแล้วตัดนิสัยอันลงนั้นลง

หลวงพ่อนิพนธ์ อรรถาธิบาย ทำไมคนทั้งหลายจึงต้องทานสมุนไพรไม่มีวันจบ หรือที่เรียกว่าติดสมุนไพร หรือขาดสมุนไพรไม่ได้


เพราะคนเหล่านั้นไม่พิจารณา ไม่เชื่อว่าเหตุแห่งโรคคือกรรม มนุษย์มีกรรมเป็นอำนาจ ดลบันดาลโรค เพื่อสร้างทุกข์ตามกรรมที่ทำมา

ตราบใดที่ยังสร้างกรรม อำนาจกรรมก็สร้างทุกข์ ทีนี้จะหนีทุกข์ใช้สมุนไพรไปล้างโรค แต่ไม่พิจารณาเลยว่า ทุกข์ที่จะพึงบังเกิดไม่จำเป็นต้องเป็นโรคปัจจุบันนี้ หายโรคนี้เป็นโรคใหม่ หรืออุบัติภัยใดๆก็สร้างทุกข์

ทีนี้ย้อนมาดูทุกข์ที่คนทั้งโลกเผชิญ ทุกข์จากโรคนั้นยังไม่ถึงตัว แต่ทุกข์ใจนั้นมหาศาล ทำไมจึงเป็นเช่นนั้น ก็ด้วยผลแห่ง โซเชียลมีเดีย นั่นเอง ตัวเห็นผิดเห็นถูกวิ่งว่อนไปทั่วโลก ไม่มีพรหมแดน อยู่คนละทวีปไม่เคยเห็นหน้าเห็นตัวก็ไปสร้างทุกข์ให้เขาได้ พฤติกรรมมนุษย์มันก็ไม่ต่างกับโควิด ไม่เห็นตัวก็สร้างทุกข์กับเราได้

บทสรุป ตราบใดที่เราท่านยังสร้างกรรม และไม่มีการกระทำใดๆเพื่อลดหรือใช้กรรมที่ทำมา จะให้ทุกข์นั้นหายไป คงเป็นไปไม่ได้

พรปีใหม่ของแม่ชีเมี้ยน ความตอนหนึ่งทรงตรัสสอนว่า จะทำสิ่งไรพิจารณาผลของการกระทำอันนั้นเสียก่อน สิ่งที่กระทำควรเลือกแต่สิ่งที่ทำแล้วให้ผลสุขแก่ตน

ท่านอาสิ สอนให้ทำ "ไม่โกรธ ไม่ติเตียน" ถ้าฟัง พิจารณา เชื่อ ก็ลดกิริยาลง เราไม่ทำตนเหมือนคนทั้งโลกด้วยเชื่อธรรมคำสอน เราก็ไม่เป็นแบบคนทั้งโลก โควิดเขาไม่มาถึงเราหรอก เพราะกรรมเขาไม่เกาะคนมีธรรม

แต่ถ้าทานสมุนไพร ทานไปสร้างกรรมไป เล่นปล่อยตนบรรเลงตามนิสัยตน ไม่ลดกิริยาลงแม้นแต่น้อย เราขนหัวลุก ด้วยคำของหลวงพ่อนิพนธ์ที่กล่าว "เอ็งจะเห็นคนตาย ตายทั้งที่ปากยังทานสมุนไพรนี่แหละ"

ทำไมเราจึงเชื่อว่าไม่จบ ก็มนุษย์มุ่งหายา มุ่งพิชิตโรค แต่ไม่คิดพิชิตกรรมนิสัยตนลงมาแม้นแต่น้อย นั้นพฤติกรรม ท้าทายกรรม ท่านว่า "อยู่ใต้ฟ้าอย่าท้าฝน เกิดเป็นคนอย่าท้ากรรม"

นึกหรือว่าถ้าโควิดไป แล้วจะไม่มีอะไรมา นี่มันแค่หน้าม่าน กรรมตัวแม่ของจริงยังไม่มา

"มีแต่ธรรมพระภูมี จึงชนะกรรมได้" แล้วทำไมเรารู้แต่เราไม่ทำ อยากถึงสุข แต่ปฏิเสธธรรม อยากได้แต่ไม่อยากทำ จะไปโดยวิธีใด

รอยารักษาโรค รอไปเถอะ ไม่มีวันถึง

วันจันทร์ที่ 6 เมษายน พ.ศ. 2563

เมิน


แม่ชีเมี้ยนตรัสชี้ ศาสตร์พระภูมีที่นำมา ต้องใช้พิจารณา

หลวงพ่อนิพนธ์ อรรถาธิบาย นั่นคือจะทำสิ่งไรต้องเอาเหตุเอาผล พิจารณาให้เห็นสัจธรรมความจริง การกระทำที่ทำจึงยินยอมพร้อมใจ และตรงเป้าหมาย ด้วยรู้ว่าสิ่งที่ตนทำผลจะเป็นเยี่ยงไร

มนุษย์เรียนศาสตร์มากมาย ล้วนแล้วแต่เพื่อสุขกาย แต่ศาสตร์เพื่อสุขวิญญาณ ไม่มีใครสน ศาสตร์ของพระภูมีที่อุบัติในประเทศไทย คือ "กรรมอุปาทาน" ใช้ช่วยตนพ้นทุกข์ ถูกเมิน

ไม่แปลกเมื่อทุกข์เกิด จึงไม่รู้หนทางช่วยตน สิ่งที่กระทำยิ่งแก้ยิ่งยุ่ง เป็นลิงแก้แห

สาธารณสุขสั่งปิดชมรม เพื่อระวังโควิด ท่านพิจารณาไหมว่า แล้วจะให้คนป่วยไปไหน ไปโรงพยาบาลที่บุคลากรของท่านเวลานี้ เวลาจะกินจะนอนยังแทบไม่มีเวลาหรือ

ระเบิดเวลาที่คนมากหลายไม่รู้ หลวงพ่อนิพนธ์เคยอรรถาธิบาย ครั้งเมื่อช่วยผู้ป่วยเอดส์ ท่านว่าเชื้อเมื่อถูกยาเคมีทำลาย เชื้อที่เหลือนั้นจะไปหลบซ่อนในส่วนที่ลึกที่สุด เครื่องมือตรวจพบไม่เจอ ยาเข้าไม่ถึงก็นึกว่าหาย ครั้นพัฒนาตนได้ก็จะตีโต้กลับ นั่นคืออาการที่เรียกโรคหวน ดื้อยา ที่ซึ่งผลทำลายรุนแรงและรวดเร็ว

อย่าเพิ่งดีใจในตัวเลขที่บอกมีคนหายนัก

บทสรุป ยาชนิดใด ก็สู้ภูมิต้านทานของตนไม่ได้ แลไม่มียาชนิดใดที่จะสร้างภูมิขึ้นมาได้

สมุนไพรของพระภูมีที่แม่ชีเมี้ยนนำมานี่แหละทานเพื่อสร้างภูมิ เพราะทำจากวัตถุดิบธรรมชาติ ที่ร่างกายตอบรับ

ภาพอดีตอาจย้อนมา ยุคที่คนไทยเมิน รถโมบายของอเมริกาและอังกฤษถูกส่งมาถ้ำกระบอก เพื่อพิสูจน์แนวทางบำบัดยาเสพติด

วันนี้ คนไทยก็เมินสมุนไพร หากแต่เมื่อวิทยาการถึงทางตัน เราก็อาจเห็นรถโมบายของอเมริกาและอังกฤษ ปรากฎให้เห็นอีกครั้ง เพื่อพิสูจน์สมุนไพรช่วยวิกฤตในวันนี้ของประชาชนพลเมืองเขา

นี่แหละบทพิสูจน์ คนไทยไม่เอาศาสนา

วันศุกร์ที่ 3 เมษายน พ.ศ. 2563

พึ่งอะไรดี


แม่ชีเมี้ยนตรัส ผู้อื่นเป็นที่พึ่งได้แต่เพียงกาย แต่วิญญาณของเราต้องพึ่งนิสัย หรือการกระทำของตน

หลวงพ่อนิพนธ์ ชี้หนทางรอดสายเดียวที่แม่ชีเมี้ยน ทรงอนุญาต นั่นคือ การทำนิสัยของพระภูมีให้พึงบังเกิดแก่ตน เป็นที่พึ่งของตน

คำกล่าวที่ดูเหมือนพูดไปงั้นๆ ในวันงานรำลึกคุณ นั่นคือวันสอบ วันที่เราทุกคนต้องแสดงความปรารถนาให้ฟ้าดินเห็นว่าเราอยากได้ เราคือหมู่ชนของคนดี นั่นคือ การสร้างธรรมสามัคคี แสดงว่าพวกเราสอบตก

ด้วยมีผู้อยากได้ อยากทำนิสัยพระพุทธเจ้า ไปขอ สัจจะ เพียงหยิบมือ
ทำให้นึกย้อนถึงคำสั่งเสียของหลวงพ่อนิพนธ์ ว่า บอกเขาด้วยทำแบบเดิมไม่ได้แล้ว จะทานสมุนไพรต้องมีคำตอบ ทานไปทำไม

ผ่านมาครบสี่ปี บท เมตตา กรุณา มุทิตา ผ่านไป ถึงบทอุเบกขาของสมุนไพรแล้ว

บทสรุป วันเวลามาถึง ยุคยักษ์หน้าโบสถ์มาแล้ว เหลือแต่แผ่นดินลพบุรีที่เป็นที่พึ่ง หากแต่แผ่นดินนั้นเข้าได้ต้องใช้คุณสมบัติ

เราก็จะได้เห็นคนอยากได้แต่ไม่อยากทำ ก็อยู่ได้แต่นอกรั้ว เข้าไม่ได้เพราะทำตามวินัยเขาไม่ได้

ถึงเวลาพิสูจน์ อยากช่วยตนต้องใช้ ธรรมนำหน้าแล้ว คนทำได้ ท่านว่าเหมือนมีเครื่องหมายบนหัว กรรมเขาจะเว้น ....

เมื่อกรรมมีอำนาจให้ทุกข์แก่คนสร้างกรรม ธรรมเขาก็มีอำนาจสร้างสุข แก่คนมีธรรม เดินถนนไม่ต้องกลัว

คนมีกรรมเขากลัวโรค
คนมีธรรมเขากลัวกรรม แต่ไม่กลัวโรค

ฉะนั้นถ้ามีธรรม เริ่มทำจิตก็เป็นสุข กินได้ นอนหลับ

แล้วดูคนมีกรรม ไม่ต้องเป็นโรคอะไรหรอก ท่านว่าแค่โรคจิต กินไม่ได้ นอนไม่หลับ มันก็อ๊วกแล้ว เห็นอะไรก็กลัวไปหมด ยกเว้น กลัวกรรม สร้างหน้าตาเฉย

ดูสิ เบนซิน 85 มีอัลกอฮอร์ 85 ส่วน เบนซิน 15 ส่วน ขาย 16฿ / ลิตร

แต่วันนี้เอาแอลกอฮอล์ 75 ส่วน น้ำกลั่น 25 ส่วน ขายเพื่อฆ่าเชื้อ ขายลิตรละร้อยกว่าหน้าตาเฉย

แม่ชีเมี้ยนให้สติว่า ใครจะทำชั่วไม่กลัวกรรมเรื่องของมัน มันทำมันได้ แต่เราต้องทำดี ยิ่งสภาวะนี้คนเขาเดือดร้อน กำไรน้อยหรือไม่มีกำไร แม้นจะขาดทุนนิดหน่อยถ้าเรายังพออยู่ได้ ไม่เป็นไร เพราะความดีที่เราทำ นั่นแหละที่พึ่งของเราที่แท้จริง

ไม่มีสมุนไพรให้พึ่งแล้ว เหลือการกระทำตนเท่านั้นที่พึ่งได้ ถ้าไม่เอาสัจจะ ไม่เอาธรรมของพระโคดม จะเดินไปรอดปลอดภัยโดยวิธีใด

วันอังคารที่ 31 มีนาคม พ.ศ. 2563

อดีตมีไว้สำรวจ อนาคตต้องปิดป้องไม่ให้เกิดอีก


แม่ชีเมี้ยน ตรัสชี้สิ่งที่พระพุทธเจ้าทรงกระทำ อดีตมีไว้สำรวจ อนาคตต้องปิดป้องไม่ให้เกิดอีก แล้วปัจจุบันทำให้หมดไป

หลวงพ่อนิพนธ์อรรถาธิบายว่า อดีต เราทำไว้แล้ว ผลของอดีตเกิดขึ้นแล้วในปัจจุบัน ถ้าผลผิดเกิด นั่นย่อมสะท้อนว่าสิ่งที่ทำมานั้นผิด ใครจะบอกดีแล้ว ตามโบราณ ตามประเพณี ตามคำสอนก็ว่าไป แต่ผลผิดนั่นเป็นเครื่องชี้ ในสิ่งที่ตนเชื่อ ตนทำว่าทำไม่ถูกร่อง

ทีนี้ถ้าไม่อยากให้เกิดอีก เมื่อพิจารณาเห็นอดีต อยากเปลี่ยนอนาคตให้ดี ก็ย่อมต้องเปลี่ยนความเชื่อ เปลี่ยนการกระทำ เปลี่ยนนิสัย ผลในอนาคตก็จักไม่เกิดเยี่ยงนี้อีก

สำหรับปัจจุบัน เมื่อแก้ไขอดีตไม่ได้ เราทำไว้แล้ว เราก็ควรยอมรับ ยอมใช้ เมื่อใช้ย่อมหมดลง

ปัญหาของมนุษย์ก็คือ ปฏิเสธ ผลักออก เอาแต่สิ่งที่ตนชอบ กรรมดีเอา ถูกรางวัลยิ้มรับ แต่กรรมชั่วตนทำมา บอกไม่รู้ ไม่เอา

ท่านจึงว่า กรรมทำไว้ต้องปวดหัว ชั่วโมงหรือสองชั่วโมง ไม่เอา ไม่ยอมปวดแม้นเสี้ยวนาที ปวดปุ๊บคว้ายาปั๊บ

ไม่เชื่อหรือตัวกระทำไม่ตาย กรรมมีจริง ใครหรืออะไรจะมาทำลายไม่ได้ ปฏิเสธปวด ทีละหนึ่งหรือสองชั่วโมง กรรมนั้นมันไม่ได้หายไป มันก็เหมือนเขื่อนกั้นน้ำสะสมไว้มากเข้า เขื่อนทนไม่ไหวพังมา ทีนี้มาเป็นมะเร็งเลย

บทสรุป เมื่อมนุษย์ไม่เชื่อกรรมมีจริง อดีตมาส่งผลให้ทุกข์ มาเตือน แทนที่จะลดพฤติกรรม กลับเชื่อความโลภ ตุนกันใหญ่ โก่งราคา ให้ทุกข์กับผู้คนซ้ำไปอีก หากินกับชีวิตมนุษย์ เสมือนเติมฟืนเข้ากองไฟ ร้อนไปทุกหย่อมหญ้า

ถ้าเชื่อแม่ชีเมี้ยน ทำตามรอยพระภูมี ที่หลวงพ่อนิพนธ์สอน ยามนี้ต้องยิ่งพยายามให้สุขกับผู้อื่น

ท่านเคยให้สติไว้เมื่อครั้งเปิดสำนักที่ศรีสวัสดิ์ ที่ซึ่งต้องนั่งแท๊งค์ข้ามฝาก ท่านชี้ให้พิจารณา ดูสิ คนบนแท๊งค์นี้ทุกคนล้วนแต่มาสร้างกรรม มีแต่พวกเราที่มาสร้างบุญตามรอยพระโคดม ก็แล้วพวกเราจะไปกลัวอะไร ถ้ากรรมเขาจะมาพิฆาตมนุษย์ กลุ่มของเราเขาก็คงไม่เอาหรอก เพราะเราเดินตามธรรมคำสอน ไม่ใช่เดินตามกรรม

อดีตมาส่งผลทุกข์แล้ว ยังหยุดหรือลดการกระทำสร้างทุกข์ให้ผู้อื่นไม่ได้ หน้ากาก เจล หรือวัตถุใด มันจะหยุดกรรมให้ท่านได้โดยวิธีใด

วันจันทร์ที่ 30 มีนาคม พ.ศ. 2563

เกิดดับ


แม่ชีเมี้ยน ตรัสชี้ โลกของเราอยู่มานาน นานกว่าที่เราท่านคาดคิดมากมายนัก

หลวงพ่อนิพนธ์อรรถาธิบาย ศาสนาอุบัติ ทุกสองพันห้าร้อยปี เพื่อหาผู้ปรารถนาทำตนเป็นพระพุทธเจ้า เป็นผู้นำของสัตว์โลก นั่นหมายความว่า โลกใบนี้มีพระพุทธเจ้ามาแล้วมากมาย กระดูกเราที่เกิดมากองรวมกันสูงกว่าภูเขาหิมาลัยเสียอีก

อย่าว่าแต่ธรรมของพระองค์ แม้นแต่พระนามอาจจะไม่แม้แต่เคยได้ยิน อาทิ เยนะจะจะพุทธะ เขนะตะจะพุทโธ

ที่เราคุ้นเคยพอได้ยิน แม่ชีเมี้ยนตรัสสอน นำธรรมคำสอนเฉพาะเพียงพระพุทธเจ้า 4 พระองค์หลังสุด คือ พระกุกกุสันโธ พระโคนาคม พระกัสสปะ และพระโคดม

พิจารณาก็เห็นได้ว่า ธรรมที่นำมาสอนในยุคนี้มีนับจากพระองค์แรก ก็มีอายุขัย หมื่นปี

ทีนี้ เราอาจเคยได้ยินว่า ธรรมของพระโคดมมีอายุขัยห้าพันปี นั่นแสดงว่าถ้าวันนี้ไม่มีผู้ทำตนได้ ศาสนาของพระโคดม ก็หักกลาง อยู่ไม่ครบห้าพันปี แต่เชื่อเถอะต้องมี แลจะอุบัติในประเทศพม่าอย่างแน่นอน

อีกนัยหนึ่ง พระพุทธเจ้าที่จะอุบัติขึ้นในโลกนี้ ที่จะใช้ธรรมของพระโคดมนำตนก็มีเพียงสองพระองค์ที่จะได้ใช้

ยุคขององค์ที่สองต่อจากพระโคดม คือ อีกสองพันกว่าปี ถ้าเราท่านยังอยู่ ก็อาจไม่มีใครรู้หรือได้ยินชื่อ พระกุกกุสันโธแล้วก็เป็นได้

บทสรุป หลวงพ่อนิพนธ์ จึงชี้ว่า ก็แล้วเราจะไปถึงสุขโดยวิธีใด ถ้าเราท่านไม่เรียนรู้ธรรม คือตัวกระทำของสี่พระองค์ ที่ทำตนจนเป็นพระพุทธเจ้า

มัวแต่จดจำตำราหนังสือ ที่พราหมณ์แต่ง ก็สร้างความคิดแก่ตน เราไม่ได้เกิดมามีบัวรองเท้า ไม่รู้เคยสร้างบารมีสิบทัศน์กับเขามา เราก็คงไปไม่ได้ ทำไม่ได้ เป็นอรหันต์ไม่ได้ ก็เลยไม่สนไม่ทำ

แต่ความจริง ดูสิ เยี่ยงอย่างท่านองคุลีมาล อดีตชาติไม่ต้องกล่าวถึง แค่ชาติที่เรารู้ ฆ่าคนมาเท่าไหร่ ก็ฆ่าแค่คนเดียว บาปยังมหาศาล ท่านฟัง พระโคดม เชื่อ พิจารณาแล่วทำตาม ยังไปได้ในชาติเดียว เรื่องของศาสนา ท่านว่า เอากันในชาติเดียวนี้แหละ

ทีนี้ย้อนมาที่เราท่านประสบ แค่โรค ก็คงไม่ได้ไปฆ่าใครมากมาย ในเมื่อธรรมที่พระโคดมสอน พาองคุลีมาลไปนิพพานได้ ทำไมจะพาพ้นโรค พ้นภัยไม่ได้เล่า

นี่มาเอาแต่สมุนไพร แต่ไม่เอาธรรมพระโคดมเลย จะไปถึงสุขโดยวิธีใด เชื่อหรือหายโรคแล้วจะถึงสุข ไปถามคนที่ไม่มีโรคสิ มีทุกข์อะไรไหม

แม่ชีเมี้ยนชี้ชัด จะไปถึงสุข ก็ด้วยต้องเริ่มที่มีขันติ อดทน จะมีขันติ อดทน ก็ต้องไปสละแรงกาย ทำให้ผู้อื่น การกระทำเยี่ยงพระโคดมนี้เป็นเหยื่อล่อ ทำไมผลจึงมหาศาล ก็เป็นเป้าให้คนเขาวิพากษ์วิจารณ์ นั่นเอง

คนเขาบอกพระหลวงพ่อนิพนธ์ปลูกผักกินเอง ไม่ใช่ เขาทำเอานิสัย ทำเพื่อลดนิสัย เสียงที่มากระทบ จะทำให้การกระทำเราเปลี่ยนหรือไม่ ถ้าเรายังทรงกายทำให้ ยังเที่ยงอยู่ นั่นแลมี ขันติ อดทน คนไม่รู้ก็หมิ่น ปลูกทำไม

ดูรอยพระโคดม อุทิศตนออกบวช เพื่อหาโมกขธรรม เดินบิณฑบาตไปทางไหน คนเขาก็ด่า ว่าบ้าบ้าง เนรคุณทิ้งพ่อบ้าง เป็นกษัตริย์ไร้บัลลังก์ มากมาย

นี่แล ถ้ากายยังไม่ผ่าน ทรงตัวกระทำไม่ได้ ทำให้เที่ยงไม่ได้ ทนเหตุไม่ไหว แล้วท่านไปเชื่อพวกที่สอนให้นั่งทำใจ แล้วจะบรรลุได้ มันจะเป็นได้หรือ

กายที่ประกาศฟ้าดิน จะบวชตลอดชีวิต ทานมื้อเดียวตลอดชีวิต ไม่ขึ้นรถและลงเรือตลอดชีวิต ไม่รับเงินรับทองตลอดชีวิต เจอเหตุมันยังทำไม่ได้ ก็แล้วใจเล่า ไม่มีใครรู้ ไม่มีใครเห็น มันจะทำได้โดยวิธีใด

มันจึงไม่แปลก พระบางรูป กายยังทำไม่ได้ เอาแต่นั่ง นั่งไปนั่งมาก็ประกาศตนว่าเป็นอรหันต์ ดูในยูทูปก็มีให้เห็น

ทุกสิ่ง เกิดมาจึงมีเวลา อายุขัย ถึงเวลาก็ต้องดับ พระพุทธกาลเป็นโรค รู้นั่นผลตัวกระทำที่ตนทำไว้ จึงสงบและใช้ขันติ อดทน เราทำไว้แล้วเราต้องรับ ยิ่งมีโรคอุบัติ ยิ่งต้องเคร่งวินัยธรรม ด้วยเชื่อ ตัวกระทำไม่ตาย

จะมีก็แต่ หากกรรมนั้นมันหนักหนาสาหัส จนอาจทำให้เสียวินัย ก็จึงฉันสมุนไพร เพื่อให้ทรงวินัยต่อไปได้

และถ้าต้องตาย ก็รู้ว่าด้วยหมดอายุขัย เอาโรคมาเป็นเหตุ มิใช่โรคทำให้ใครตายได้ มาเพียงให้ทุกข์ จากตัวกระทำที่ตนได้ทำไว้ ถ้าไม่ถึงที่ตาย อะไรก็มาดับขัยตนไม่ได้ จิตสงบ แลใช้ขันติ อดทน ยอมใช้ ถึงเวลากรรมมันก็หมด โรคก็หายไป สมุนไพรจึงไม่ใช่ทานเพื่อรักษาโรค

แม่ชีเมี้ยนพยากรณ์ให้สติ ตื่นวัว ตื่นควายหรือจะสู้ตื่นคน คนไร้สติ อันไหนใครว่าดี คว้าหมด ทำตนเหมือนลิงแก้แห ยิ่งแก้ยิ่งยุ่ง บางทีแก้จนรัดจนตาย

ดูเอา โควิด เหมือนเส้นผมบังภูเขา ใครเห็นรอยพระโคดม แล้วเดินตาม เรียกตนว่าทำตนเหมือนพวกขี้คลอก เวลานี้ เดินถนนสบายแฮ จิตสงบ กายสบาย ถึงติดก็ไม่ตื่นตูม

วันศุกร์ที่ 27 มีนาคม พ.ศ. 2563

ชนกลุ่มน้อย

แม่ชีเมี้ยน ตรัสชี้ ทุกยุคของพระพุทธเจ้าทุกพระองค์ คนทั้งโลกเห็นวินัยของท่าน แล้วมักกล่าวกันว่า วินัยของพระองค์นั้นดี แต่ไม่เอา เพราะเป็นศาสนาทำ คนทั้งหลายอยากได้ศาสนาขอ

หลวงพ่อนิพนธ์ อรรถาธิบายว่า ศาสนาของพระอริยะเจ้า แม้นจะมีความศักดิ์สิทธิ์ มีอำนาจเหนือกรรม แต่ช่วยใครไม่ได้เลย มีแต่คำสอนให้ผู้เชื่อ ศรัทธา ฟัง พิจารณาแล้วนำไปปฏิบัติเพื่อช่วยตน ผู้ใดทำได้ ผู้นั้นช่วยตนพ้นทุกข์ได้

ท่านจึงชี้ให้เห็นว่า พระพุทธเจ้าเมื่อสำเร็จจึงไม่ตรัสกับใครก่อน ผู้เห็น และปรารถนา อยากได้ อยากสุขแบบพระองค์เข้ามาถาม ท่านก็ตรัสสอน ฟังแล้วจะทำหรือไม่ ท่านไม่ว่า ชอบก็ทำ ไม่ชอบก็บ้านใครบ้านมัน

บทสรุป ท่านจึงว่า เรื่องของศาสนา มองไม่เห็นเหมือนกรรม มันก็มองไม่เห็น ทำอย่างนี้น่ะเป็นบุญ ทำอย่างนี้เป็นทาน ล้วนมองไม่เห็น แต่เมื่อกรรมมาอุบัติเวลาไร แล้วตนของตนรอดพ้นได้ ไม่เป็นเหมือนคนทั่วไป นั่นแลบทพิสูจน์

ทำไมจึงรอด เพราะการกระทำที่ทำตามพระภูมี นั้นมีการกระทำเหนือมนุษย์ คือมีที่เว้น วันละหนึ่งชั่วโมงบ้าง ในเขตพัทธสีมาบ้าง ที่วัดบ้าง ที่ซึ่งเป็นที่เป็นเวลาที่เราท่านลดกิริยาลง ผลอันนี้แม้นจะหนีทุกข์หนีกรรมอาจไม่พ้น แต่ก็ไม่ทุกข์จนเกินไป

คนทั้งหลายเขาบรรเลงไปตามนิสัยกรรมตลอดเวลา เมื่อกรรมมาเขาจึงตกในอำนาจกรรม โดยไม่มีอะไรช่วยตน

นี่แลผู้ทำได้ ท่านจึงเรียกเหนือมนุษย์ คือเหนือพรหมลิขิตกรรม ไม่เป็นหรือลอยไปตามกรรมทุกสิ่งอย่าง

การกระทำเล็กน้อย วันละหนึ่งชั่วโมง จึงมีความหมายต่อชีวิต ต่อวิญญาณมหาศาล อุปมา กุ้งฝอยตกปลากระพง

ใครจะลอง เราเชื้อเชิญ การมาที่ว่ายากในเวลานี้ ออกจากบ้าน ไปหน้าหิ้งพระ วางสัญญาใจกับพระ ตลอดระยะทางไปและกลับชมรม ข้าพเจ้าจะไม่โกรธ ไม่ติเตียนใคร เพื่อมาทำนิสัย มาลดกิริยาตามคำสอนพระภูมีที่ท่านอาสิชี้ แล้วดูผล ดูสิจะแคล้วคลาดเดินทางสะดวกปลอดภัยไหม

เราก็ไป เราก็รอด ไปแบบชนกลุ่มน้อย เหมือนพุทธประวัติ ปลอดโรค ปลอดภัย จะชวนใคร ถามเขาก่อน วินัยทุกข์อันนี้ รับได้ไหม ถ้าจะมาเอาแต่สมุนไพร อย่ามาเลย วันหนึ่งคนแนะนำอาจหน้าแหก ตายคาสมุนไพร เขาจะว่า ไหนบอกสมุนไพรดี ไม่เอา ไม่ชอบ ไม่ว่า บ้านใครบ้านมัน ไปทำในสิ่งที่ตนชอบ เวลาจะเป็นเครื่องพิสูจน์ ว่าสิ่งไหนคือของจริงแท้ เป็นที่พึ่งของตนได้

วันศุกร์ที่ 10 พฤษภาคม พ.ศ. 2562

ทำไมยาก


รูปรอยของศาสนาที่เราเห็นประการหนึ่ง คือ มีคนทำได้ไม่ถึงแสน จากคนอินเดียเป็นร้อยๆล้าน

แม่ชีเมี้ยนตรัสว่า “เพราะเป็นนิสัยที่เราท่านยังไม่มี หรือยังทำไม่ได้นั่นเอง” คนดีคนทำได้ ไปนิพพานกันหมดแล้ว

มันจึงไม่แปลกที่คนทั้งหลายที่มาพบศาสนาในวันนี้ แม้นจะไม่ใช่เรื่องบังเอิญคือเคยพบเคยสัมผัสมาแล้วในยุคพระโคดม แต่ยังทำไม่ได้หรือยังไม่ยอมทำ เราท่านจึงมาอยู่มาเจอทุกวันนี้ ปัญหาก็คือ มันห่างมันร้างมานานแล้ว มันเคยแต่เริ่มไม่คุ้น มันจึงต้องเริ่มต้องฝืน กับสิ่งที่ต้องทำ ด้วยไม่เคยทำหรือไม่ได้ทำมานานนั่นเอง

ศาสนาจึงเป็นเรื่องเหตุและผล ฟังคำสอน พิจารณา เชื่อทำตาม แล้วดูผล

นั่นแปลว่า ต้องยืนระยะ เพื่อให้ผลเกิด วิญญาณจะได้สัมผัส การกระทำที่เริ่มแต่เพียงกาย หรือวาจา มันจะได้ซึมซับถึงวิญญาณเมื่อเห็นสิ่งที่ทำได้ นิสัยตนที่ลดลง ผลที่เกิด ร่างกายที่ดี ศรัทธาก็จะเกิดมหาศาล

บทสรุป ความยาก จึงอยู่ที่ไม่ยอมฟัง ยึดความเชื่อเดิม จนไม่มีช่องว่าง ทำตนเหมือนคนตาบอด ไม่เอาเหตุเอาผล

ภาพที่ปรากฏที่เห็นจนชินชา นับแต่อดีต อาทิ คนป่วยเอดส์พ่อเลี้ยงเชียงราย ที่หามมา ทานสมุนไพรจนแบกซุงได้ ตอนทานสมุนไพร มักหันหน้าไปทางเหนือ หลวงพ่อนิพนธ์ให้เราไปถาม ได้คำตอบว่า “ไหว้เกจิอาจารย์ดังที่ตนนับถือ” มาจนวันนี้ ภาพนี้ก็ยังปรากฎ

บทสุดท้ายของคนที่มีพฤติกรรมเหล่านี้ ก็คงลงเอยเหมือนพ่อเลี้ยง ที่พอดีแล้วก็กลับไปลั้นลาพอแย่กลับมาอีก จะทานสักฉันใดก็ยากแล้ว ตอนมาครั้งแรกมายังไง ก็กลับไปสภาพนั้น รายแล้วรายเล่า บางคนช่วยลุกจากเตียง ICU ดีแล้ว คำสอนก็วางไว้ไปทำที่ตนชอบ เดินสายแก้บน ท้ายสุดลูกก็เรียน พ่อกลับไปนอนเตียงเก่าที่เคยช่วยมาแล้วจากไป

ความยากที่ว่า นั่นคือ ใจที่ไม่เอาเหตุเอาผล ไปเปลี่ยนตนนั่นเอง จะทำแต่สิ่งที่ตนเชื่อ ตนยึดถือ

วันอังคารที่ 7 พฤษภาคม พ.ศ. 2562

ความเชื่อ


ศาสนา มีจุดเริ่มที่ “ความเชื่อ” ที่ซึ่งเกิดจากการฟัง พิจารณา แล้วจึงเชื่อในเหตุและผลของศาสนา

ลัทธิความเชื่อ ทั่วไป มีรากฐานความเชื่อ จากความชอบของตน คิดว่าทำแล้วดี หรือ เขาเล่าว่า เขาบอกว่าดี ก็ทำตาม

ผลที่เกิดมันจึงเป็นความงมงาย เพราะเชื่อในสิ่งที่ไม่มีตัว ไม่มีตน

แม่ชีเมี้ยนตรัสว่า เมื่อศาสนาของพระภูมีเฟื่องฟู คนทั้งหลายประชาชนพลเมืองที่ชื่นชอบ จะส่งตัวแทนมาเรียนรู้พระธรรมคำสอนไปปฏิบัติ ในหมู่ตน

ศาสนาในโลก ท่านชี้ว่า รากเหง้าจึงมาจากศาสนาโลกียะคือพราหมณ์. แลศาสนาโลกุตระ คือ พุทธศาสนา

หลวงพ่อนิพนธ์จึงชี้ให้เห็นว่า ศาสนาโลกียะทำให้มนุษย์หลงทาง จึงมีพระเจ้ามากมาย ไม่มุ่งหลุดพ้น หากแต่ศาสนาโลกุตระ สอนให้หลุดพ้นจากโลก จึงเริ่มที่การมีพระพุทธหรือพระเจ้าองค์เดียว การกระทำจึงมีทิศมีทางในร่องธรรม

บทสรุป จึงไม่แปลก ว่าทำไมยุคถ้ำกระบอก คนที่เข้ารับการรักษา จึงเริ่มต้นให้ความสำคัญที่นับถือศาสนาพุทธตลอดชีวิต หรือมีพระเจ้าองค์เดียวตลอดชีวิต และไม่นับถือกราบไหว้ ลัทธิความเชื่ออื่นตลอดชีวิต

ก็ทิศที่จะมุ่งหน้าตรงไปหลุดพ้น มันมีหนึ่งเดียวนั่นเอง ที่มีตัวมีตน คือพระพุทธเจ้า เดินตามจึงมีผลช่วยตนได้ ก็แล้วความเชื่ออื่น มันไม่มีตัวไม่มีตน นับแต่อดีตจึงไม่ปรากฎว่าจะพาใครไปได้สักคน

วิทยาศาสตร์ก็เป็นลัทธิความเชื่อหนึ่ง ที่มันเพ้อฝัน สร้างภาพว่าไปดวงจันทร์ มันจะไปโดยวิธีใด ในเมื่อมนุษย์เป็นบริวารของโลก ถามเขายัง เขายอมหรือ นั่นมันแมงโม้ ของมหาอำนาจ แหกตาชาวโลกเท่านั้นเอง

คนไม่รู้เรื่องศาสนา อาจหลงเชื่อ เหมือนเชื่อลัทธิความเชื่อต่างๆในโลก แต่เมื่อเจอศาสนา รู้ว่าศาสนาพามนุษย์ไปโลกนิพพานโดยวิธีใด จึงรู้ว่านั่นมันแค่ปาหี่ไม่เป็นจริง และไม่มีทางทำได้ ดุจเสมือนหายารักษาโรคตายนั่นเอง

ความสำคัญที่สุดเมื่อพบศาสนา จึงมิใช่การหายโรค แต่เป็นการตั้งหางเสือ ความเชื่อที่ถูก ติดวิญญาณต่างหาก เราท่านจะได้ทำถูก พบสุขที่แท้จริง

วันใดที่พระพุทธเจ้าประกาศตน อุบัติในพม่า ศาสนาที่แตกออกไปจะกลับมารวมเป็นหนึ่งอีกครั้ง ทำตนรอดูเถอะ

วันจันทร์ที่ 6 พฤษภาคม พ.ศ. 2562

พระของแม่ชีเมี้ยน


หลักของพระภูมีที่แม่ชีเมี้ยนนำมา ทำให้ภาพความแตกต่างของพระในยุคนั้นเด่นชัด จนทำให้พระผู้ใหญ่ในยุคนั้นบางคน ถึงกับประกาศ ไม่อยู่ร่วมแผ่นดินเดียวกัน

ทำไมหรือ พระถ้ำกระบอกในยุค 2504 เขาทำอะไร แบบไหน จึงมีมวลชนนับหมื่นนับแสนหนุนหลัง ผ่านวิกฤตอันนั้นได้

วัตรปฏิบัติที่เด่นชัด คือ
✅ ฉันหนเดียว
✅ รถเรือไม่ขึ้น
✅ เงินทองไม่รับ
✅ มีธุดงค์เป็นวัตร
นั่นคือสิ่งที่คนทั่วไปเห็น แลไม่เหมือนวัดใดในยุคนั้น

แต่ที่คนบางคน อาจรู้ บางคนอาจเคยได้ยิน บางคนไม่รู้เลย นั่นคือ เรื่องของการปฏิบัติประจำวัน ด้วยแนวทาง “สัจจะ"

เหตุที่ใช้สัจจะเป็นผู้นำ ย่อมต้องดูรอยของพระภูมีทุกพระองค์ ว่าสิ่งที่ท่านทำ นั่นคือ พิจารณานิสัยตนไปวันหนึ่งๆเท่านั้นเอง เมื่อพิจารณาเห็นนิสัยตน การจะทำให้ลดน้อยถอยลง หรือตัดลงได้ แม่ชีเมี้ยนชี้ว่า ท่านก็ใช้การประกาศ “สัจจะ” นี่แหละ เมื่อพูดแล้ว ทำให้ได้ตามที่พูด

แม่ชีเมี้ยนชี้ว่า เมื่อสร้างกรรม ก็พร้อมด้วย กาย วาจา ใจ มันเป็นตนย้อนมาให้ทุกข์ เมื่อจะสร้างธรรม ครั้นประกาศออกไป อ้างดินฟ้า อากาศ เป็นพยาน ก็ทำให้ถึงพร้อม กาย วาจา ใจ เรียก แก้วสามประการ ผลบุญจึงเกิด นิสัยกรรมของตนจึงลดลงได้

ก็แล้วกิจกรรมเล่า นั่นศาสนาทำโรงทาน ให้เป็นที่พึ่งของคนทุกข์ แลคนที่อยากทำบุญ ทำทาน เชื่อพระก็มาร่วมกันทำ จึงเกิด การรักษายาเสพติดขึ้นนั่นเอง

บทสรุป หลวงพ่อนิพนธ์ จึงชี้เสมอ เราทุกข์ด้วยกรรมที่ทำมา จะเห็นสุขย่อมด้วยมือเราทำ แต่จะเริ่มที่คิดดี นั้นไม่พอ เพราะไม่แน่ว่าจะมีสติ จึงเริ่มทีละน้อย หนึ่งชั่วโมง ให้สัจจะเป็นสตินำตน สร้างพฤติกรรมนิสัยของพระพุทธเจ้า ทำให้ถึงพร้อม กาย วาจา ใจ ทำได้นั่นแลบุญ ที่ตนทำเป็นที่พึ่งแห่งตนได้

จึงไม่แปลกโรคจะสาหัสเพียงใด การบวชในหลักธรรมโลกุตระ ที่นานพอพาพ้นปล้องกรรม ภาพที่คนยุคก่อนเห็นจึงหายทุกตัวคน

ก็แล้วทำไมไม่ใช้ศีลเหมือนทั่วไป

ท่านว่า เอาแต่ศีลข้อหนึ่ง ไม่ฆ่าสัตว์  ข้อสอง ไม่มุสา หรือโกหก ประกาศออกไป ถ้าทำได้ก็ดี ยิ่งใหญ่ แต่ใครเล่าจะทำได้ สัตว์ตัวเล็กตัวน้อยมากมาย ยิ่งไม่มีกำหนดเวลา ต้องทำทุกขณะจิต ท่านว่าอุปมาผู้ทำได้ต้องเดินรอบขอบเขตประเทศไทย ซึ่งหามีไม่ เพราะอาจเผลอเดินเหยียบ เพราะซ่อนใต้ใบไม้ หรือหลับไปยุงกัดก็ตบ นั่นหมายถึงศีลข้อหนึ่งก็เสียไปแล้ว เมื่อพูดแล้วทำไม่ได้ เกิดฆ่าสัตว์ ศีลข้อสองก็พลาดไปด้วย นี่แลมันใหญ่เกิน ทำไม่ได้ ผลมันจึงเป็นหอกย้อนมาทิ่มตน ยิ่งรับยิ่งประกาศว่าตนรับศีล ก็เลยไม่รู้ทำไมวันนี้เราจึงเจ็บ ก็สรรพสัตว์เขาฟ้อง ไหนว่าไม่ฆ่าสัตว์ แล้วมาฆ่าฉันทำไม ดูหน้ารถสิ แมลงตายเกลื่อน

สัจจะที่ท่านอาสิ แลท่านชลอ สอนให้ทำ จึงให้ประกาศ เอาเฉพาะที่ตนพอทำได้ เมื่อหนึ่งชั่วโมงทำได้ สองก็ทำได้ ยิ่งมีนิสัยพระพุทธเจ้าในตนมาก ยิ่งสุข ยิ่งสงบ

เมื่อวิญญาณสูง ก็จะพากายสูง พ้นโรคโดยง่าย จะหายก็ด้วยตนทำ จึงเรียกหลัก “ตนพึ่งตน” ที่มุ่งหมายสร้างสุขให้ผู้อื่นเป็นอุปนิสัย สุขจึงย้อนมายังตน

ไม่ได้บอกว่าที่นี่แน่ แต่ชี้ให้เห็นว่า จะหายโรคแล้วไปสร้างทุกข์ให้ผู้อื่นอีก สรรพสัตว์ที่ไหนยอม ถ้าหมอช่วย แล้วผู้นั้นมีแรง ไปฆ่าคน ถามหน่อยคนที่ถูกฆ่า เขาไม่ร้องหรือ มึงช่วยมันให้มีแรงมาฆ่าเขาทำไม มันควรตาย ควรหมดแรงฆ่าคนแล้วมิใช่หรือ นี่แลทำไมไม่มียารักษาโรคตาย เพราะโรคตาย ย่อมหมายถึง ไม่สามารสร้างกรรมได้อีก ต้องรอรับกรรมที่ทำมาแล้ว

วันศุกร์ที่ 3 พฤษภาคม พ.ศ. 2562

หนี้


หลวงพ่อนิพนธ์ชี้เหตุแห่งโรค ว่า “เรามีโรค เพราะเรามีกรรม”

พูดฟังง่าย คือ เราเป็นหนี้กรรม เขามาทวงแล้วนั่นเอง

คำถามก็คือ “จะหมดหนี้นี้โดยวิธีใด”

คนทั้งโลก วิธีที่เขาใช้ คือ “หนีหนี้” ปฏิเสธ ไม่เอา ไม่ใช้ ไม่จ่าย ไม่ว่าจะมาในรูปแบบใด จะทำพิธีกรรม ยาเคมี ขอพร ไปยันนั่งสมาธิ เพื่อให้หาย

ยิ่งหนี ดอกยิ่งเพิ่ม ทวีคูณ โรคจึงมีแต่เพิ่ม จากหนึ่งเป็นสอง สาม สี่

ท่านเรียกว่า “หลักบวก”

บทสรุป ทางเลือก ศาสตร์พระภูมี ที่แม่ชีเมี้ยนนำมา เป็นหลักลบ แต่ทำยาก เพราะแก้ที่ต้นเหตุคือกรรม ผู้ทำต้องมีการกระทำเหนือมนุษย์ ต้องใช้ขันติอดทนมหาศาล ในการยืนระยะ ผู้ทำได้ ผลตอบแทนจึงได้ในสิ่งที่คนทั้งโลกอยากได้แต่ไม่ได้ คือหายโรค

ที่สำคัญกว่า กรรมนี้ โรคนี้ หายไป ไม่ใช่ว่าจะไม่มีอีก นี้แลคือคำตอบว่า ทำไมต้องทำนิสัย

ท่านอาสิว่า มันจะได้ไม่ก่อกรรม มาเป็นโรคใหม่รอเราอีกนั่นเอง นั่นแลเรียกหายโรค

พระพุทธเจ้า สงฆ์สาวกแลพุทธบริษัท ของพระพุทธเจ้า จึงไม่มีหรอกเป็นโรคตาย “หมอชีวก” มันแค่แต่งขึ้น ข่มว่ามันเก่ง เหนือพระพุทธเจ้า ดูสิยังต้องพึ่งมันเลย

พระพุทธเจ้าเป็นพหูสูต รู้รอบครอบจักรวาลถ้าต้องพึ่งผู้อื่น จะบัญญัติหลัก “ตนพึ่งตน” ได้อย่างไร

ใครมันแน่ ว่ามียาดี รักษาโรคได้ วันหนึ่งมันก็เจอกรรมของมันเอง ฟ้องตัวมันเอง

ถ้าเชื่อศาสนา อยากสุขต้องพึ่งตนเอง ถ้าพึ่งผู้อื่นไม่มีวันถึง อยากหายโรค จะร้องให้ใครช่วย มีแต่ตนของตนเท่านั้น เคลียร์หนี้ตนได้ ที่นี่จึงมีคนหายโรคให้เห็น


วันอังคารที่ 30 เมษายน พ.ศ. 2562

มีหรือไม่


คำตรัสของแม่ชีเมี้ยน ที่หลวงพ่อนิพนธ์มักยกมาสอน นั่นก็คือ “ตนกระทำ” คือ ตนของตัวกระทำที่ทำได้ และเป็นที่พึ่งของเราท่านต่อไปภายภาคหน้า

พูดฟังง่าย หลักตนพึ่งตน ของพระภูมี สอนให้สร้างตัวกระทำที่เป็นตนที่ดี ให้เป็นพรหมลิขิตที่ดีรอตนในวันข้างหน้านั่นเอง อยากได้แบบไหนเขียนเอา

คำถามก็คือ บุญทานของศาสนา นั้นทำอย่างไร ที่ไหน นี่แหละสิ่งที่ต้องมาเรียนรู้ มาฟังท่านอาสิ หรือท่านชลอสอนให้ทำ

ทำไมหรือ หลวงพ่อนิพนธ์ชี้ว่า ก็เพราะเขามีเจ้าของ ....

แล้วรู้ได้อย่างไรว่ามีเจ้าของ ท่านก็บอกง่ายนิดเดียว ดูผลของตัวกระทำสิ

ท่านจึงยกผลที่ฉกาจฉกรรจ์ ที่สุดของพระพุทธศาสนา นั่นคือธุดงค์ ถ้ามีเจ้าของมีตัวมีตน สงฆ์องค์ใดทำผิด ผลเกิดทันที

นิยายต้นมะม่วงจึงมีแทบทุกยุค บางปีปักในสวนมะม่วง อยากฉัน แต่มีสัจจะฉันมื้อเดียว หัวหมอก็แอบเอามาใส่บาตร ผลคือ บ้างมดขึ้นกลด นอนไม่ได้ บ้างเกิดพายุต้นมะพร้าวล้มทับกลด คลานออกแทบไม่ทัน บางองค์ไม่รอเช้าแอบฉัน ไส้แตกทันทีก็เห็นมาแล้ว

นี่เขามีตัวมีตน ผลจึงเกิด ทำถูกผลถูกเกิด ทำผิดผลผิดก็เกิดทันทีเหมือนกัน

ย้อนไปดูที่อื่น ก็เห็นฉันมะเตี๋ยวกันมากมาย ให้ลูกศิษย์ออกไปซื้อยามค่ำคืน ไม่เห็นเป็นไร มั่วยา มั่วสีกา ตามข่าวก็มากมี ถ้าคนจับไม่ได้ไม่มีใครรู้ ก็ทำกันไปได้ เพราะนั่นไม่มีศาสนาที่แท้จริงนั่นเอง ผลที่ทำก็ได้กรรมชั่วธรรมดา

หลวงพ่อนิพนธ์จึงว่า วันใดที่พระพุทธเจ้าประกาศตน นั่นเจ้าของเขามา ใครใส่ผ้าเหลือง กินสองมื้อดูสิ รับเงินดูสิ ผลจะเป็นอย่างไร

อยากรู้ทำตนอยู่ดู จะได้รู้ว่าทำไมคนโบราณถึงไม่นับถือ ก็ยอมรับในบุญญาธิการของพระพุทธเจ้า กฎหมายยังต้องเว้น ในเขตพัทธสีมาเลย ใครหนีเข้าเขตได้รอดอาญา

บทสรุป บุญของศาสนาดีอย่างไร ดีที่ทำแล้วผลเกิดทันทีนั่นเอง ไม่เหมือนกรรมดี ที่ต้องไปรอเอาวันข้างหน้า จึงพาผู้ทำหนีกรรมหนีโรคในวันนี้ได้

มันจึงง่าย ที่ไหนว่าศักดิ์สิทธ์ ที่ไหนว่ามีบุญญาธิการ ท่านก็ว่าเอาเอดส์ เอามะเร็งไปถวายสิ ถ้าช่วยพ้นทุกข์ได้ ที่นั่นแหละมีศาสนา ทำตามแล้วเกิดผลเป็นตนช่วยตนได้

มิใช่วาดฝัน ทำแล้วบุญมหาศาล บุญทานคิดเอาเอง แล้วถึงวันตาย แม่ชีเมี้ยนตรัสในสังคหะว่า “กายไม่รู้ ก็นึกว่าวิญญาณนั้นอยู่สูง ดูสิมาอุบัติในสังขารสัตว์ ทุกข์น่ะมีกาย”

นี่แหละกรรมของมนุษย์ เชื่อโดยขาดพิจารณา กรรมเราทำไว้แล้ว มาอุบัติ จะเอายาเคมี ความเชื่อ พิธีกรรม มาชนะได้หรือ ไม่มีอะไรในโลกศักดิ์สิทธิ์กว่ากรรม แม้นจะไม่เคยเห็นผู้ใดรอด ก็ยังเชื่อ ยังทำ ยังเดินตาม นั่งร้องขอพร ขอให้ผู้อื่นช่วย

ทำใจไว้เลย หากมาเดินในศาสนา เพื่อนร่วมทางน้อยน่ะ หลวงพ่อท่านว่า คงได้สักเจ็ดพัน ไปนั่งสนามมังคลา อุปมาเหมือนไม่มีคนดู เทียบคอนเสิร์ตนักร้องไม่ได้เลย คนเป็นแสน ยัดกันอย่างกับมด

แต่เอาเถิดท่านปลอบว่าเป็นมนุษย์ เขาวัดกันที่ตอนตาย หัวเราะทีหลังดังกว่า

ดูยายแตนสิ เป็นมะเร็งตัดปอดตัดไส้ อายุตอนมาก็หกสิบ อยู่บ่อพลอย เดินไม่ค่อยจะไหว ท่านชี้ให้ไปเก็บใบยา คนข้างบ้านบอกมึงบ้า เชื่อก็ทำตาม ค่อยๆทำจนมีแรง ขึ้นเขาเก็บก็ทำได้ อยู่มาจนทุกวันนี้นับสิบปี กับปอดข้างเดียว ยังไปเก็บใบยาได้ทุกสัปดาห์ ส่วนคนพูด จากดีๆ จนเป็นมะเร็ง เผาไปหลายปีแล้ว

วันจันทร์ที่ 29 เมษายน พ.ศ. 2562

ทางเลือก


การมาของเราท่าน ถ้าแบ่งง่ายๆ ก็ เป็นสองประเภท ตามพุทธลักษณะ หนึ่งคือ ชูชก สองคือ พระเวสสันดร

การดำเนินงานของมูลนิธิไทยกรุณา ตั้งแต่ยุคหลวงพ่อนิพนธ์ คนสองกลุ่มอยู่รวมกัน ภาพที่เห็นจึงไม่เด่นชัด

หากแต่ความจริงคือ ชูชก มันเยอะกว่ามาก ในยุคที่ยังมีหลวงพ่อนิพนธ์ กอปรกับโรคยังไม่ร้ายแรงดังทุกวันนี้ ก็พอได้

ครั้งก่อนลาสังขาร หลวงพ่อนิพนธ์จึงสั่งว่า จะทำแบบเดิมไม่ได้แล้ว วันเวลาผ่านมาสามปี ที่ท่านอาสิทอดมา จึงสมควรแก่เวลาที่จะต้องแยกให้เด่นชัด เพื่อเป็นทางเลือกของมนุษย์ที่ผ่านเข้ามา ชอบแบบไหน เลือกแบบนั้น

หนทางฟื้นฟูที่ให้ผลเบ็ดเสร็จเด็ดขาด รวดเร็ว ย่อมต้องเป็นแบบพระเวสสันดร ที่แม่ชีเมี้ยนกำหนดให้ทำในอดีต นับตั้งแต่ยุคถ้ำกระบอก นั่นคือ การมาสร้างคุณสมบัติ รองรับอำนาจบุญ เมื่อมีบุญสมุนไพรก็มีอำนาจทวีคูณ วิญญาณสูง กายก็จะสูงตาม จะมามากมายสักฉันใด ก็พ้นทุกข์ทุกตัวคน ถ้าพรหมลิขิตยังมี

คนยุคถ้ำกระบอก และยุคปี 30 ของหลวงพ่อนิพนธ์ เขามีวันโกน วันพระ บ้างก็เย็นวันศุกร์ บ้างก็เช้าวันเสาร์ เขาจะพาตนและครอบครัว ไปทำกิจกรรมร่วมกับพระ ตกกลางคืน สวดมนต์ ฟังพระ เช้าใส่บาตร สายๆวันอาทิตย์รับสมุนไพรเป็นของแถมกลับบ้าน

บทสรุป ถึงเวลาแล้ว ที่บทพระเวสสันดร จะต้องเด่นชัด ให้เป็นตัวเลือก แข่งกับชูชก ที่คนมา จะทำอะไรก็เอาแต่ตน พอใจ แล้วเราท่านจะได้เห็นว่า “ไม่มีหนทางไหนในโลก ที่ให้ผลเบ็ดเสร็จเด็ดขาด รวดเร็วกว่าหนทางพระภูมี” เอาไม่เอา ไม่ว่ากัน

ทำให้ดู แล้วเลือกกันเอาเอง มิใช่รักชอบวันนั้น เกลียดวันนี้ จึงยุบ แต่ทำให้รู้ สองทางเลือก ระหว่างเดินขาเดียวของสมุนไพร กับเดินสองขา เอาธรรมนำหน้า สมุนไพรเดินตาม ชอบแบบไหน ไปแบบนั้น

ทำไมหรือ ก็เพราะกรรมมันแรงขึ้น โรคก็ทวีความรุนแรงขึ้น ไม่ต้องรอแก่แล้ว เดี๋ยวนี้วัยรุ่นหนุ่มสาวก็เป็นโรคแลเวลานั่นเอง จะมาทำแบบเดิมคงไม่ได้

ยุบจึงมิใช่ไร้เมตตา แต่ด้วยเมตตาของท่านอาสิ นั่นแลจึงต้องยุบ แล้วชี้ร่องที่ควรเดิน รอยพระภูมี ที่ปลอดภัย ชวนไปร่องนั้น ผลเกิดแน่ต่างหาก

หมายเหตุ การแจกสมุนไพรที่ลพบุรี กำหนดการเริ่ม ยังไม่แน่นอน จนกระทั่งพร้อม จะแจ้งให้ทราบอีกครั้ง

วันศุกร์ที่ 26 เมษายน พ.ศ. 2562

ผิดตรงไหน

ภาพนี้ใช้เพื่อประกอบเรื่องเท่านั้น

ยังไม่ต้องพูดรายละเอียดการปฏิบัติ ที่ทำให้ถ้ำกระบอกโด่งดัง เอาแค่ของหยาบๆ ที่เห็นกันทุกเมื่อเชื่อวัน นั่นคือ การทำยา ว่าเลยเขาไปคนละทางแล้ว

สมัยเราบวช ที่สำนักลพบุรี หน้าที่หนึ่งของพระในยุคนั้น คือทำยา โดยเฉพาะยามะกรูด ยามะพร้าว ที่ต้องใช้การตำ ชุดละครก อาทิ ยามะพร้าว ตัวยาแต่ละตัว นำมา 9 ชิ้น ด้วยความไม่รู้ จัดให้ได้ชุด แล้วตำให้ครบตามที่เจ้าอาวาสจัดสรรให้ ใครตำเสร็จมักจะคุยว่าฉันทำเก่ง ทำเร็ว

หลวงพ่อนิพนธ์ชี้ให้เราดูว่า สัดส่วนที่ถูกยังไม่พอ ต้องดูรายละเอียด ดีปลีเป็นราไหม กระเทียมมีความร้อนไหม เกลือต้องเป็นตัวผู้ ที่ซึ่งไม่เคยรู้เลย เฮ้ยมันมีตัวผู้ตัวเมียด้วย พริกไทยเม็ดต้องไม่ฝ่อ เป็นต้น

ที่สำคัญกว่า นั่นคือเจตนาและการกระทำ ต้องสมบูรณ์ มิฉะนั้นจะปลุกเสกให้มีวิญญาณช่วยคนไม่ได้ ก่อนทำต้องถวายสัจจะ ทำให้เป็นทาน ขณะทำต้องสงบกาย วาจา ใจ ถ้าจะพูดก็เป็นเรื่องการถกธรรมวินัย ข้อปฎิบัติ มิฉะนั้นให้สวดมนต์ไป

ท้ายสุด ต้องดูตัวกระทำตน ยาที่ตำต้องละเอียดเนียนมือ ไม่มีซาง ปั้นเป็นก้อนไม่แตก ครกหนึ่งคือ ใช้กับมะพร้าวลูกหนึ่งพอดี

นั่นคือเจตสิกที่ผู้ทำใส่ไปในสมุนไพรที่บริสุทธิ์ ปลุกเสกสมุนไพรให้มีวิญญาณ ตามบัญญัติ

ก็แล้วมาวันนี้เล่า คนทำยาก็ทำเหมือนเราในอดีตที่ไม่รู้ แล้วผลจะได้สักแค่ไหน ฤาจะเอาแค่มาทำให้

หากแต่ที่ผ่านมาโรคมันยังไม่ร้ายแรง กรรมคนยังไม่รุมเร้าเหมือนทุกวันนี้ ที่สำคัญยังมีหลวงพ่อนิพนธ์ ก็พอไหวสู้โรคได้ แต่วันนี้ไม่ใช่แล้ว แค่ทำให้มันไม่พอ

บทสรุป จึงเชิญชวน มาเรียนรู้รอยกันก่อนดีไหม คนไหนไม่เอา ไม่ว่ากัน คนที่อยากทำและทำได้ มาสามัคคีช่วยกันทำ ผลที่เกิดจะได้มหาศาล ช่วยคนทุกข์ที่มาพึ่งได้

ฤาจะเล่นกันแบบทุกวันนี้ หาความแน่นอนไม่ได้เลย

สมัยเดินธุดงค์ พระรูปหนึ่งแอบฉันมะม่วงตอนกลางคืน ปรากฎว่าไส้แตก ถ่ายเป็นเลือดเต็มสบง รอเช้าหลวงพ่อนิพนธ์มาใส่บาตร ท่านรินยาเขียวให้ทาน แก้วเดียวหยุดถ่ายทันที มาวันนี้ กินกันเป็นปี๊บ บางคนจะหยุดปวดท้องยังยากเลย

ถึงเวลาสังคายนาหรือยัง พิจารณาดู สถานที่นี้ไม่ล้มหายตายจากแน่นอน แต่ทำแล้วหวังผล มิใช่เอาปริมาณ

ใครนำใคร

คนมาหา นั่นก็ชี้ชัดแล้วว่า สิ่งที่ตนมี สิ่งที่ตนทำ ช่วยตนไม่ได้

มาหาทำไม นั่นก็ย่อมให้ผู้รู้ช่วยชี้แนะหนทางดับทุกข์ที่ตนมี

หากแต่ทุกวันนี้ คนที่มาส่วนใหญ่ คิดว่าตนรู้ คิดเอง เออเอง ทำในสิ่งที่ตนชอบ ไม่ได้ถามคนที่ตนมาหาเลย ไม่ดูรอยพระพุทธที่แม่ชีเมี้ยนชี้ ฉันเอาแค่นี้แบบนี้

บทสรุป จึงต้องถามตนเองว่า ถึงวันนี้รู้ไหม ศาสนาสอนให้ตนช่วยตนรอดโดยวิธีใด คงหาคนตอบได้น้อยเต็มที นี่แหละทำไมต้องหยุดรับก่อน

มาเรียนรู้รอยเขาก่อน ใครอยากทำ ทำได้ มาลุยกัน ใครไม่ชอบ ไม่อยากทำ ถอยไปก่อน แล้วดูว่าเป็นดั่งที่หลวงพ่อนิพนธ์พูดไหม โรคอะไรก็ไม่กลัว มาสิบทำได้สิบ มันก็หายทั้งสิบ ที่สำคัญ ไม่ต้องใช้เวลานาน

ไม่ชอบ ไม่อยากทำ แต่อยากหาย ไปนั่งหน้าโบสถ์ก่อน ชะเง้อดูว่า จะหายเขาทำกันอย่างไร วันไหนอยากทำค่อยเข้ามา ถ้าเขาอนุญาติ

กรรมเขามาแรงขึ้นทุกวัน ไม่เฉพาะโรค ภัยพิบัติก็รุนแรงเกิดถี่ขึ้น แล้วจะมารอดโดยกินแต่สมุนไพร ที่ไหนมันว่าแน่ มียาดี วิทยาการดี ให้มันแน่ไป แต่ที่นี่ไม่ประมาทกรรม ถ้ากรรมเขาไม่แน่จริง แม่ชีเมี้ยนตรัสว่า พระพุทธเจ้ามีเป็นล้านพระองค์แล้ว แต่เราท่านยังอยู่ในโลกนี้

ถ้ามาหาท่านอาสิ แต่ไม่เดินตาม เขาก็คงไม่เดินตามท่านหรอก บ้านใครบ้านมัน ไปในทางที่ตนชอบ มิตรภาพก็ยังอยู่ ให้วันเวลาพิสูจน์ เชื่อแม่ชีเมี้ยน นั้นมีความหมาย

วันพุธที่ 24 เมษายน พ.ศ. 2562

รอยใคร


คนนอกศาสนา ไม่รู้จักคำว่าบุญ ทาน บารมี มีแต่กรรมดีกรรมชั่ว

หากแต่คนโบราณ ที่ใกล้พุทธศาสนาเคยเห็นเคยสัมผัส จึงสอนลูกหลาน พาตนไปหาศาสนา

วันเวลาผ่านไป คนทำได้ ไปนิพพานกันหมดแล้ว หนทางบุญ ทาน บารมี จึงหาผู้รู้ได้ไม่

วันนี้ผ่านมา สองพันกว่าปี จึงไม่แปลก ที่คนเอาศาสนาหากิน ย่อมอ้างเอ่ย ว่าทำแบบนี้สิเป็นบุญ ทำแบบนี้สิเป็นทาน

แม่ชีเมี้ยนจึงตรัสว่า ผลไม่เกิด เพราะไม่อยู่ในรอยของพระภูมี บุญ ทาน ที่หวังจึงเป็นแค่ลม ช่วยตนไม่ได้

หลวงพ่อนิพนธ์เสนอทางเลือก ธรรมของพระภูมี ที่แม่ชีเมี้ยนนำมา ลองมาทำแบบนี้สิ ช่วยตนได้ พิสูจน์ตนมากว่าครึ่งศตวรรษ มีคนประสพผลมากมายให้เห็น

บทสรุป หลวงพ่อนิพนธ์ก็หวังจะมีคนเชื่อ จากคนไทย เจ็ดสิบล้าน เอาแต่เจ็ดพัน มาเดินตาม ทำไมหรือ เพราะแม่ชีเมี้ยนตรัสว่า คนไทยอะไรก็ดี แต่ไม่ยอมรับความจริง เชื่อในสิ่งที่ตนชอบ ไม่ใช่เชื่อในสัจธรรมความจริง นี่แลอุปสรรคใหญ่ ใครเล่าจะฝ่านิสัยอันนี้มาเดินในรอยของพระโคดม ผู้ทำได้จึงเหนือมนุษย์ เหมือนปลาว่ายทวนน้ำ ทวนกระแสกรรม

ทั้งประเทศ เขาสอน สร้างโบสถ์สร้างศาลา เป็นบุญ แม่ชีเมี้ยนชี้ว่า พระพุทธเจ้าเป็นสร้างมนุษย์ ผู้มีวิญญาณสูง มีสัจธรรมนำตน สิ่งที่สอนให้ทำ ล้วนมีผลแก่มนุษย์ “ให้สุขแก่เขา สุขนั้นจึงย้อนมายังตน”

รอยพระพุทธเจ้า คนเดินตามไม่ถึงแสน ไอ้ที่แห่แหนเป็นแสนเป็นล้าน พากันไป นั่นกระแสธรรม กระแสกรรม พิจารณาให้ดี ที่พาไป ดูเอาเถิด ทำแล้วมีผลกับมนุษย์ผู้ใดบ้าง

วันอังคารที่ 23 เมษายน พ.ศ. 2562

โลกใบนี้ไม่มียารักษาโรค ถ้าโรคนั้นมาเพื่อคร่าชีวิต


คำโบราณที่มักใช้สอนลูกสอนหลาน ที่ทุกคนล้วนได้ยินได้ฟัง “คบคนพาล พาลพาไปหาผิด คบบัณฑิต บัณฑิตพาไปหาผล”

คำถามหนึ่งที่ควรถามเมื่อเกิดเป็นมนุษย์ ทำไมเราต้องไปหาศาสนา หรือศาสนามีไว้ทำไม

หลวงพ่อนิพนธ์อรรถาธิบายว่า หลักพระภูมีที่แม่ชีเมี้ยนนำมา เป็นหลักปราชญ์ ผู้ใดมาฟังพิจารณา เชื่อ แล้วทำ เมื่อทำได้ย่อมกลายเป็นปราชญ์ เป็นมนุษย์เหนือโลก

บัณฑิตหรือผู้รู้ในโลก นั่นมันความคิดโลก วิชากรรม มันไม่มีทางทำให้เหนือโลกเหนือกรรมได้

บทพิสูจน์ไม่ต้องเรื่องลึกซึ้ง เอาแต่ปวดท้อง ศาสตราจารย์ที่ว่าเก่งในโลก คนที่ฉลาดที่สุดในโลกของกรรม มันยังแก้ไม่ได้เลย

ลองไปดูผู้ปฏิบัติที่เชื่อศาสนา แล้วทำได้ ที่สำนักสงฆ์ อย่าว่าแต่ปวดท้องเลย ต่อให้มะเร็ง ก็รู้ว่าจะทำให้หายได้โดยวิธีใด แม้นตนจะอ่านหนังสือไม่ออกก็ตามที

เราท่านจึงมาหาศาสนา ที่ผู้ปฏิบัติได้คือบัณฑิต สอนวิชาเหนือโลก นั่นคือ การเขียนพรหมลิขิตตน ด้วยตัวกระทำของตน ฉีกพรหมลิขิตเดิม ไม่ปล่อยเป็นไปตามพรหมลิขิตเดิม ที่สร้างกรรมตลอดเวลา มันจึงทุกข์มาสร้างพรหมลิขิตสุขให้ตนแทน

นี่แลทำไมศาสนาแม่ชีเมี้ยนจึงตรัสว่า เป็นขวัญใจของคนทุกข์ ก็คนที่มีกรรมดีมาก มักหลงในกรรมดีของตน ยังไม่ทุกข์ ยังไม่เจ็บ ศาสนาก็ไม่มีความจำเป็นสำหรับเขา ศาสนาจึงถูกจัดว่า เป็นองค์กรที่สาม จะไปยุ่งเกี่ยวกับมนุษย์ไม่ได้ถ้าเขาไม่ยอม เรียนแล้วเขียนพรหมลิขิตตนเองได้

บทสรุป ศาสนาจึงมีลักษณะเหมือน น๊อต ที่ทั้งสองฝ่ายต้องทำตัวสอดคล้องกัน ยื่นมือเข้าหากัน ทำตนเป็นน๊อตเกลียวเดียวกัน จึงจะยังผล ฉะนั้นไม่ต้องแปลกใจ แม้นคนอินเดียเป็นร้อยล้าน พระโคดมอยากช่วย แต่ก็ช่วยไม่ได้ ช่วยเฉพาะคนที่เชื่อ แล้วทำตามได้

บทพิสูจน์ เราท่านจะได้เป็นหนึ่งในเจ็ดพัน ของหลวงพ่อนิพนธ์ จะเป็นคนดีที่มีธรรมวินัยของพระภูมีนำตน จะเหนือมนุษย์ ไม่ตายด้วยโรค หรือหายโรคได้ ย่อมต้องคบบัณฑิต หาบัณฑิตให้เจอเสียก่อน แล้วทำตนใกล้ชิด เป็นที่ชอบของตน เพื่อจะได้เขียนพรหมลิขิตที่ดีให้ตนได้ ส่วนหายโรคนั้นแถมให้

นี่แล จะรู้ว่าผู้ใดเป็นบัณฑิต มีวิชาเหนือโลกพระพุทธเจ้าจึงทิ้งแว่นส่องจักรวาลไว้หาศาสนา นั่นคือ เอาคนเป็นโรคร้ายไปถวายสิ ที่ใดทำได้ที่นั้นแลมีบัณฑิต มีปราชญ์ที่มีวิชาของศาสนาที่แท้จริง

ด้วยคำสอนนี้จึงเห็นชัด ทำไมจึงไม่หายโรค ก็วิชาที่เรียนมันวิชาโลกวิชากรรม จะไปชนะกรรมโดยวิธีใด เป็นไปไม่ได้

หลวงพ่อนิพนธ์จึงกล่าวเสมอ “โลกใบนี้ไม่มียารักษาโรค ถ้าโรคนั้นมาเพื่อคร่าชีวิต”



วันจันทร์ที่ 22 เมษายน พ.ศ. 2562

ได้แต่หวัง แต่...



ศาสตร์ของพระภูมีที่แม่ชีเมี้ยนทิ้งไว้ให้ หลวงพ่อนิพนธ์นำมาช่วยเพื่อนมนุษย์ ดังคำกล่าวที่หลวงพ่อนิพนธ์ได้พูดในวันงานถึงเหตุและผลที่ชวนกันมาใช้นั้นท่านก็พูดเสมอว่า ไม่มุ่งหวังจะมีคนเชื่อและทำตามทั้งประเทศแม้นอยากให้เป็น

หากแต่รูปรอยทุกยุคทุกสมัยของพระพุทธเจ้า แม้นแต่พระโคดมที่ปราชญ์เปรื่องปราดแลมีวาทะศิลป์เป็นเลิศ คนอินเดียเป็นร้อยล้านในยุคท่าน ยังพาไปได้ไม่ถึงแสน

ศาสตร์สมุนไพรแลธรรมที่แม่ชีเมี้ยนทิ้งไว้ให้ก็คงไม่ต่างกัน ท่านก็หวังว่ามีคนมาเชื่อและเดินตาม ได้สักเจ็ดพันคนก็พอใจแล้ว

แม้นว่าศาสตร์อันนี้คนมาล้านคน เชื่อทั้งล้านคนก็หายโรคทั้งล้านคนก็ตามที แต่ความจริง มาสิบเชื่อสักสาม ก็รอดสาม ตายเจ็ด แม้นจะตายมากกว่า แต่ก็ยังมีผู้รอด ที่สำคัญคนที่รอดเป็นคนดี มีวินัยของพระพุทธเจ้ามานำตนตามแม่ชีเมี้ยนสอน

บทสรุป แผ่นดินลพบุรี จึงเป็นดินแดนสวรรค์ เป็นที่ชื่นชอบของคนกลุ่มเล็กๆ ที่มาฟังคำสอนท่านอาสิ พิจารณา เชื่อแล้วทำตาม ทำตนอยู่ดูพระพุทธศาสนา สร้างตัวกระทำที่ดีเป็นที่พึ่งของตน แม้นแต่สุขภาพ ก็เชื่อว่า ให้สุขแก่เขาสุขนั้นถึงตน ครั้งสร้างกรรมก็ทำแก่มนุษย์และสัตว์ จะสร้างบุญจะหนีมนุษย์ไปสร้างวัตถุได้กระนั้นหรือ

วันรำลึกคุณหลวงพ่อนิพนธ์ จึงมาทำตามคำสอน นำสมุนไพรมาใส่บาตร ให้พระนำไปช่วยชีวิตมนุษย์ แล้วดูผล

วันเวลาเป็นเครื่องพิสูจน์ “ท่านนำสมุนไพรมาช่วยคนเป็นมะเร็ง หายมะเร็ง แล้วจะไปเป็นมะเร็งได้อย่างไร”

ไม่มีวัตถุใดในโลกมีค่าเหนือมนุษย์ ทำไมไปเชื่อคนเอาศาสนาหากินสร้างวัดสร้างโบสถ์ ไม่สร้างมนุษย์ นี่แลท่านว่า ทำไมสิ่งที่ทำไม่ช่วยตน ก็ทำไม่ถูกในร่องธรรม

ดูรอยพระโคดมสิ มีวัดที่ไหนเล่า มีแต่โรงทาน รวมคนทุกข์ มาเพื่อให้คนอยากได้บุญ ได้ทาน มาสร้างตัวกระทำ ช่วยตน

วันศุกร์ที่ 19 เมษายน พ.ศ. 2562

อดตายดีกว่า



ภาพบิดเบือนของพุทธประวัติ เมื่อผ่านกาลเวลาย่อมมีมากมาย เอนเอียงไปตามผู้แต่ง เพื่อผลประโยชน์ของเหล่าผู้แต่งเป็นธรรมดา

แลไม่ต้องแปลกใจ ทำไมพิธีกรรมจึงมากมาย ก็พระไตรปิฎกทุกวันนี้ พราหมณ์เป็นผู้เขียนนั่นเอง

แม่ชีเมี้ยน ตรัสเล่าครั้งพระโคดมสำเร็จเป็นพระพุทธเจ้าใหม่ๆ พิจารณาตัวกระทำของตนที่ทำมา ดูแล้วมนุษย์คงทำได้ยาก จึงดำริว่า เราจะอดอาหารเข้าสู่นิพพานเลยเห็นจะดีกว่าเป็นแน่ จึงเป็นที่มาของข้าวมธุปายาส ที่โลกุตระมาให้สติพระโคดมกำลังฆ่าสัตว์ตัดชีวิต ซึ่งก็คือชีวิตของพระโคดมเอง ครั้นได้สติแลนางสุชาดานำมาถวายจึงฉันอาหารอีกครั้ง แลเริ่มโปรดสัตว์ นั่นคือต้องมีมนุษย์ที่อยากได้ธรรมของพระองค์แลทำได้ จึงมีสาวกเกือบแสนรูป

ผ่านมาสองพันกว่าปี นิสัยมนุษย์ก็ยังคงเหมือนเดิม ศาสนาขอผู้คนนิยมชมชอบ ดูรูปสิ เป็นวัดดังในไต้หวัน คนมาขอกันจนล้นวัด ทุกวัน เขาลือกันว่าใครมาขอลูกมักประสพผล

ก็นั่นมันเหมือนถูกหวย มาขอร้อยคน มันต้องได้บ้าง คนที่ได้ก็โพทนากระพือข่าว คนก็แห่แหนกันไปเหมือนหวยแม่นนั่นแล

ย้อนดูยุคถ้ำกระบอก พยาบาลจุฬาภรรยานักบินพระที่นั่ง สองผัวเมียอยากมีลูก มาถามหลวงพ่อนิพนธ์ ท่านก็ให้เณรไปถามแม่ชีเมี้ยน ได้สูตรยามะพร้าวมา ให้บอกโยมจะมีลูกได้ ต้องทานร้อยวันวันละลูก ฝนตกแดดออกอย่างไรก็ห้ามขาด ครบร้อยวันมดลูกจะแข็งแรง มีลูกง่าย แลทั้งสองก็ได้ลูกสมใจ

แม่ชีเมี้ยนจึงเรียกชื่อว่า “ยากำเนิดกุมาร” ที่ซึ่งในยุคต่อมาหลวงพ่อนิพนธ์ให้คนที่อยากมีลูกใช้ ก็ได้สมใจมาตลอด

บทสรุป นี่แหละนิสัยมนุษย์ดูสิ ขนาดแค่เรื่องมีลูก ทานสมุนไพรนี่แหละของจริง แต่กว่าจะได้ คนเป็นแม่ต้องอยู่ในวินัยเคร่งครัด สู้ไปขอที่วัดดังไม่ได้ ง่ายกว่าเยอะ

จะแปลกอะไร ถ้าจะหายแต่ต้องกตัญญต้องยืนระยะ ต้องอดทน ต้องสร้างคุณสมบัติ จะหาคนทำยาก แต่ถ้าบอก มียาวิเศษ จ่ายเงินมา คนเข้าคิวจนล้น ทั้งๆที่ไม่เคยมีใครประสพผลให้เห็นสักคน ที่เห็นหายนั่นไม่ใช่ อาทิหายมะเร็ง นั่นมันเป็นซีสต์ ก็บอกหายมะเร็ง

ภาพในวันนี้เห็นชัด ดังหลวงพ่อนิพนธ์ชี้ ศาสนาเป็นไก่รองบ่อน เป็นทางเลือกสุดท้าย คนให้ค่าน้อย ทั้งที่ทุกคนบอกว่าชีวิตสำคัญที่สุด แต่การมาทำเพื่อชีวิต กลับเป็นตัวเลือกแรกที่จะไม่ทำ อยากมาก็มา ภาพคนมาร้อยคนจึงปรากฎ


คงจะถึงยุค ยักษ์หน้าโบสถ์ในไม่ช้า ที่ผู้ปฏิบัติ เขาจะเป็นผู้เลือกบ้าง ใครไม่อยากทำ ไม่ปรารถนาถึง ทำตนอยู่รอดูศาสนา ไม่มีวันโกน วันพระ ทำตนเป็นยักษ์ ท่านไม่คบด้วย ไปรอหน้าวัดก่อน อยากทำเมื่อไหร่ค่อยเข้ามา

คำสอนของหลวงพ่อนิพนธ์ ย้ำหนักหนาว่า “ศาสนาไม่เป็นขี้ข้าใคร เขาไม่มีเราไม่เป็นไร เราไม่มีเขาเราตาย ขาดที่พึ่ง”

อย่าทำตนให้ท่านอาสิเบื่อ ท่านไม่อดอาหารหลอก แต่ปิดมูลนิธิ แล้วกลับไปใช้วิธีเดิม บวชได้ไหม ถ้าไม่ได้กลับบ้านไป

ถึงตอนนั้น จะเห็นยักษ์ร้องหน้าโบสถ์ ร้องสักฉันใดท่านก็ไม่หันมา เพราะศาสนาเอาเฉพาะคนทำได้

วันอังคารที่ 16 เมษายน พ.ศ. 2562

ศิวิไลซ์


ประเทศทุกประเทศล้วนแล้วแต่มุ่งหมายเป็นประเทศเจริญแล้ว คือมีความศิวิไลซ์

หลวงพ่อนิพนธ์ชี้ว่า เมืองนั้นมิใช่เจริญที่วัตถุ หากแต่เป็นที่จิตใจของผู้คนในเมืองนั้นต่างหาก เป็นเมืองของผู้คนมีวิญญาณสูง คือมีธรรมนำตน

ทำไมเมืองนั้นน่าอยู่ เพราะผู้คนล้วนแล้วแต่ดำเนินชีวิตด้วยปรารถนาให้สุขแก่ผู้อื่นเป็นอุปนิสัย

นี่แหละเป็นเมืองที่ผู้ใฝ่ธรรม ชอบ เป็นจุดหมายที่อยากไปเกิด เมืองที่มีธรรมอำไพ ผู้คนมีสัจธรรมนำตน

การมาหาศาสนา จุดมุ่งหมายจึงสร้างตัวกระทำ ร่วมกับผู้มีธรรมทั้งหลาย จะได้ไปเกิดในแผ่นดินนั้น ทำตนรอพระพุทธเจ้า

ส่วนสมุนไพรแม่ชีเมี้ยนตรัสว่า เขาแถมสุขภาพให้ คนที่อยากเป็นคนดีมีธรรม แต่ติดที่มีโรค จะได้มีโอกาสทำตนได้สมปรารถนา

บทสรุป จะไปกันอย่างไร เมื่อวันนี้ ตัวกระทำที่สร้าง สถานที่ชอบ มองซ้ายมองขวา หาคนมีธรรมยาก ดังนั้น จะไปได้ก็ต้องพากายตน ไปในที่คนปฏิบัติธรรมมาอยู่รวมกันนั่นเอง เราจึงจะไปกับเขาได้

ที่สำคัญ จะไปที่ชอบ ท่านอาสิชี้ว่า ดูกันที่ตอนตาย ตายแบบไหน จะไปได้ต้องตายดี จึงเสมือนเดินชมสถานที่ เจอที่ชอบแล้วจึงไป มิใช่วิญญาณถูกบีบเค้น วิ่งกระเจิงเหมือนอยู่ในถ้ำ เห็นแสงก็พุ่งไปหา โผล่ออกมาก็ท้องหมูท้องหมา

จะไปก็ต้องสร้างตัวกระทำร่วมกับคนมีธรรม ที่ใฝ่สร้าง ทานบารมี บุญบารมี ที่ซึ่งแผ่นดินแม่ชีเมี้ยนเป็นที่รวมคนเหล่านั้น

ทำไมจึงเชื่อ ก็ดูเอาสิ คนมีโรคมาก็หายโรค คนมีทุกข์มาก็คลายทุกข์ คนไม่ดีมา ก็เปลี่ยนเป็นคนดี แผ่นดินไหนทำได้

เสียดายคนทั้งหลายบอกอยากได้ ท่านอาสิชวนสักฉันใด บอกไม่มีเวลา ครั้นมีเวลา สังขารก็ไม่ไดี

ไม่ต้องแปลกใจเลยทำไมทุกยุค คนของศาสนาจึงน้อย อินเดียคนเป็นร้อยล้านในยุคพระโคดม คนคิดไปมีไม่ถึงแสน คนที่มาทำสะสมแค่สามแสน ศาสนาจึงเป็นเรื่องคนกลุ่มน้อย

คนส่วนใหญ่เขาอยากได้แต่ไม่อยากทำ

ติดต่อสั่งซื้อสินค้า หาโปรโมชั่น Sesamix-Z และ สารสกัดเซซามินสูตรที่ดีที่สุด โทรหาเรา 086 6O4 7O44