วันอาทิตย์ที่ 28 พฤศจิกายน พ.ศ. 2553

สูตรสมุนไพรของพระพุทธเจ้า

วิทยาศาสตร์ ใช้เวลาหลายปีในการค้นหาสูตรยาแต่ละสูตร ในขณะที่แม่ชีเมี้ยน นั่งหลับตาสักพัก แล้วบอกให้พระจดสูตรสมุนไพรแล้วนำไปให้ผู้ป่วยที่รออยู่ในขณะนั้น

ที่ยิ่งไปกว่านั้น ท่านไม่เคยกล่าวเลยว่า สูตรสมุนไพร เป็นของท่าน แต่มักย้ำเสมอๆ ว่า สูตรสมุนไพรเหล่านี้ เป็นของพระพุทธเจ้า ท่านใช้กับสาวกของท่าน ในสมัยพุทธกาล ทุกยุคทุกสมัย ท่านเพียงนำมาถ่ายทอดให้เท่านั้น

ถ้อยคำที่หลวงพ่อนิพนธ์มักจะกล่าวให้ผู้ป่วยฟังเสมอๆ คือ

แม่ชีเมี้ยนให้สติว่า "พระพุทธเจ้า สละบัลลังก์แสวงหาโมกขธรรม เมื่อได้มาแล้วจึงมาสอนสั่งสาวก มิเคยคิดแม้แต่รูปีเดียว สิ่งที่ได้ตอบแทนคือบุญ ที่จะเป็นพาหะพาไปนิพพาน และเน้นย้ำว่า บุญบาปล้วนเกิด จากการกระทำกับมนุษย์และสัตว์ทั้งสิ้น" การนำสมุนไพรของพระพุทธเจ้าไปขาย ย่อมทำลายความศักดิ์สิทธิ์โดยธรรมชาติของสมุนไพร ดังนั้นการจะทำให้ประสพผลย่อมต้องให้เป็นทาน เฉกเช่นเดียวกับธรรมของพระพุทธเจ้า จึงจะมีผลในการกอบกู้ชีวิตของมนุษย์และสัตว์ ซึ่งมีค่าสูงกว่าวัตถุใดๆในโลก
ความจริง ไม่มีมนุษย์หรือนักวิทยาศาสตร์ใด เอาชนะโรคได้ เพราะโรคเกิดจากกรรม การจะชนะโรคได้ ต้องใช้องค์ประกอบสองสิ่ง คือ

1.     สมุนไพร กำจัดโรค ซึ่งต่างก็เป็นรูปธรรมของ บุญและบาป
2.     ธรรม กำจัดกรรม ซึ่งต่างก็เป็นนามธรรมของ บุญและบาป แม้ไม่เห็น ก็มีอยู่จริง เฉกเช่นอากาศ แม้ไม่เห็น เราก็สัมผัสได้ว่ามีอยู่จริง

    เมื่อพูดความจริงออกไป ย่อมต้องมีผู้เสียผลประโยชน์ ดังนั้น การกระทำเยี่ยงนี้ย่อมมีผู้ที่ต้องการทำร้ายอย่างแน่นอน เฉกเช่น เจ้าลัทธิทั่วอินเดีย ที่อยากทำลายพระพุทธเจ้า แต่บุญจะเป็นเกราะกำบังที่ดีที่สุด เหมือนที่พระพุทธเจ้าตรัสนั่นเอง

    วันเสาร์ที่ 27 พฤศจิกายน พ.ศ. 2553

    มนุษย์เหนือโลก

    สิ่งที่ พระและศิษย์ ถ้ำกระบอก เรียก แม่ชีเมี้ยน ว่า องค์โลกุตระ หรือ มนุษย์เหนือโลก มีที่มาที่ไปอย่างไร น่าศึกษายิ่ง ทำไมคนกลุ่มนี้จึงเชื่ออย่างนั้น

    สิ่งเหล่านี้ล้วนเกิดจากการได้เข้าไปสัมผัสกับตัวท่านด้วยตัวเอง ประจักษ์พยานสำคัญ ก็คือ หลักปฏิบัติ พระธรรมคำสอนของพระพุทธเจ้าที่ท่านได้ถ่ายทอดมาให้ บทสวดมนต์หลายร้อยบท และสูตรยาสมุนไพร สิ่งเหล่านี้ ล้วนแล้วแต่สัมผัสได้ เป็นเหตุเป็นผล ที่จะไม่ยอมรับก็คงจะไม่ได้  สำหรับผู้หญิง ที่ไม่เคยแม้แต่ได้เรียน หรือ เฉียดกายไปโรงเรียน ใดๆเลย มันเกินกว่าที่คนธรรมดาจะทำได้  กระทั่ง สิ่งที่พระถ้ำกระบอกเรียกว่า บทสำรวม ซึ่งเป็นพระคาถา เฉพาะบุคคล สำหรับพระแต่ละองค์ ที่เข้ามาบวช ท่านก็ให้ตามแต่เชื้อชาติของพระรูปนั้นๆ จึงมีบทสำรวมทุกชาติก็ว่าได้

    มีเรื่องเล่าในการมาบวชของท่านจำรูญในสมัยนั้นว่า  ก่อนบวช ท่านเป็นตำรวจยศสิบตำรวจตรี อยู่สันติบาล เหตุที่ได้มาอยู่สันติบาลเพราะมีความสามารถในการจับสิ่งผิดกฎหมาย และยาเสพติด  ความสามารถอันนี้ ภายหลังจึงทราบกันว่าเป็นเพราะท่านรู้ว่า แม่ชีเมี้ยน สามารถล่วงรู้  อันความนี้ทราบมาจากพระน้องชาย ซึ่งบวชที่วัดคลองเม่าอยู่กับท่านแม่ชี จึงไปสอบถาม และทำให้มีความชอบจนได้มาอยู่สันติบาล  ความใฝ่ฝันของท่านจำรูญ คือได้ติดยศนายร้อย ดังนั้น เมื่อโอกาสมาถึงในวันหนึ่ง ท่านผู้หญิงของพลตำรวจเอกเผ่า ศรียานนท์ ได้ทำแหวนที่รักมากหายไป หาเท่าไรก็ไม่เจอ  ท่านเผ่าจึงได้เอ่ยปากว่า ใครก็ตามที่สามารถหาแหวนวงนี้ได้ ขออะไรก็จะให้ เมื่อสิบตรีจำรูญ ได้ข่าวนี้ จึงรีบไปขอความช่วยเหลือจากแม่ชีเมี้ยน ท่านจึงให้รับปากว่า ท่านจำรูญต้องกลับมาบวช เมื่อตกลงตามนั้น ท่านก็บอกว่า แหวนไม่ได้ไปไหน ท่านผู้หญิงลืมไว้ที่อ่างล้างหน้าห้องน้ำนั่นเอง  เมื่อสิบตรีจำรูญ กลับไปหาก็พบแหวนดังกล่าว จึงขอให้ท่านเผ่าอนุมัติให้ติดยศร้อยตรี  วันต่อมาเมื่อรับหนังสือแต่งตั้ง ก็รีบรุดไปท่าเรือข้ามแม่น้ำเจ้าพระยาเพื่อไปรับยศ  ครั้นเมื่อข้ามถึงกลางน้ำ จู่ๆ ก็มีลมกรรโชกพัดเรือคว่ำ ท่านจำรูญ พยายามยกใบแต่งตั้งไว้ไม่ให้เปียกน้ำ จนในที่สุดก็ตัดใจทิ้งใบแต่งตั้ง พลันก็มีท่อนซุงมาให้ท่านจำรูญเกาะเข้าฝั่งได้ ท่านจำรูญจึงได้มาบวชตามพระน้องชายที่วัดคลองเม่า นับแต่นั้นมา

    สิ่งมหัศจรรย์ของท่าน ได้มีผู้สัมผัสตั้งแต่ก่อนที่ท่านจะมาบวชชีเสียอีก ในยุคถ้ำกระบอกนั้น มีคนชาวคลองเตยเล่ากันว่า สมัยที่ญี่ปุ่นทิ้งระเบิดกรุงเทพ พวกเขาสังเกตว่า บ้านของแม่ชีเมี้ยน ไม่เคยมีระเบิดมาตกใกล้เลย  ดังนั้น บ้านของท่านจึงเป็นหลุมหลบภัยบนดินของชาวคลองเตยสมัยนั้น

    ความเป็นมนุษย์เหนือโลก ยิ่งย้ำให้เห็นได้ชัดเจน จากการที่ต้องให้พระทั้งสองรูป ที่จะมาเรียนสมุนไพรของท่าน วางสัจจะ ไม่นำสมุนไพรไปขาย อันแสดงให้เห็นการมีเมตตาอันมหาศาล ต่างจากโลกปัจจุบัน ที่ผู้มีวิชาแม้เพียงน้อยนิดก็ล้วนแล้วแต่นำมาขายแสวงหาผลประโยชน์

    คนเยี่ยงนี้ ถ้าเราไม่เรียกว่า "มนุษย์เหนือโลก" แล้วจะให้เรียกว่าอย่างไร

    เสียดายก็แต่เพียง ท่านจากไป โดยไม่มีคนไทยระลึกถึงแม้แต่น้อย ทั้งที่ทำคุณประโยชน์ให้แก่แผ่นดินนี้มากมายเหลือคณา  ถึงกระนั้นก็ตาม คำสั่งเสียก่อนดับขันธ์ ก็ยังสั่งหลวงพ่อนิพนธ์ไว้อีกว่า ตำราสมุนไพรที่แม่ให้ เอาไว้ทดแทนแผ่นดินเกิด นี่แหละน้ำใจของท่าน "มนุษย์เหนือโลก"


    วันศุกร์ที่ 26 พฤศจิกายน พ.ศ. 2553

    ประวัติหลวงพ่อนิพนธ์

    พระนครและธนบุรีถูกเครื่องบินฝ่ายสัมพันธมิตรโจมตีทิ้งระเบิด ระหว่างปี พ.ศ. ๒๔๘๕ ถึง ๒๔๘๘ รวม ๓๔ ครั้งด้วยกันคือ ปี พ.ศ. ๒๔๘๕ จำนวน ๕ ครั้ง ปี พ.ศ. ๒๔๘๖ จำนวน ๔ ครั้ง ปี พ.ศ. ๒๔๘๗ จำนวน ๑๔ ครั้ง และปี พ.ศ. ๒๔๘๘ จำนวน ๑๑ ครั้ง

    สถานที่ที่ถูกโจมตีได้แก่ สถานีรถไฟหัวลำโพง สถานีรถไฟบางกอกน้อย สถานีรถไฟช่องนนทรี สถานีรถไฟบางซื่อ โรงงานซ่อมสร้างหัวรถจักรมักกะสัน โรงไฟฟ้าวัดเลียบ โรงงานปูนซีเมนต์บางซื่อ สะพานพุทธยอดฟ้า สะพานพระราม ๖ ท่าเรือคลองเตย สนามบินดอนเมือง สถานทูตญี่ปุ่น ที่พักและคลังอาวุธของทหารญี่ปุ่น ที่ตั้งปืนต่อสู้อากาศยานบริเวณถนนกาติ๊บ สนามเป้า กองสัญญาณทหารเรือข้างสวนลุมพินี ประตูทดน้ำบางซื่อ โรงเก็บสินค้าและโรงงาน

    ประกอบกับ การมีน้ำท่วมกรุงเทพฯ ช่วงเดือน ตุลาคม ปี ๒๔๘๕ ซึ่งถือว่าเป็นน้ำท่วมที่หนักปีหนึ่งเช่นกัน

    แม่ชีเมี้ยน ได้เล่าประวัติหลวงพ่อนิพนธ์ ไว้ว่า

    เพราะเหตุใด ท่านจึงบังคับให้ เด็กชายวัย ๑๖ ปี ซึ่งกำลังเรียนอยู่โรงเรียนอัสสัมชัญ และมีสติปัญญาดี กำลังไปสอบเข้าแพทย์กับเพื่อนรักในกลุ่มอีก ๔ คน มาบวชที่ถ้ำกระบอกแทน ณ วันนั้น เพื่อนร่วมก๊วน ๔ คน ได้เป็นนักศึกษาแพทย์ และมีคำหยอกล้อกันว่า พวกเราเป็นหมอ แต่อีกคน เป็นหมอผี ด้วยความไม่เข้าใจนี้วันหนึ่ง แม่ชีเมี้ยน จึงอธิบายให้ฟังว่า

    อดีตชาติของท่าน เป็นนายทหารเรือ ยศนาวาตรีของไทย ถูกระเบิดของญี่ปุ่น ทำให้เรือจมลงที่สะพานพุทธ ท่านในขณะนั้น เป็นเสนารักษ์ กอดเสากระโดงเรือ ยอมตายไปพร้อมกับเรือ โดยไม่ว่ายน้ำหนี ช่วงนั้นเอง แม่ชีเมี้ยนได้พายเรือไปในบริเวณนั้น เห็นวิญญาณของท่าน และธาตุความใจเด็ดของท่าน จึงขอมาเกิดในท้อง และยังกล่าวอีกว่า วิชาสมุนไพร ที่จะเรียนจากแม่ เป็นวิชาของพระพุทธเจ้า ที่ท่านใช้กับสาวกของท่าน ดังนั้น ผู้ที่จะเรียนวิชานี้ ต้องฝึกเป็นผู้มีคุณธรรมเสียก่อน เพราะเฉกเช่นเดียวกับธรรมที่พระพุทธเจ้าตรัสรู้ ก็หาได้นำมาหาเงินแม้แต่รูปีเดียวไม่ ให้เป็นทานแก่สาวกที่มีคุณสมบัติ

    วิชาสมุนไพรก็เช่นเดียวกัน การจะทำให้เป็นผล ต้องให้เป็นทานเท่านั้น ไม่สามารถนำไปหาเงิน แต่สามารถนำไปหาบุญมาหล่อเลี้ยงชีวิต

    ท่านจำรูญ ไม่มีนิสัยเดิมในการช่วยคน จึงอาจเปลี่ยนใจได้ในอนาคต แต่ท่านนิพนธ์ มีนิสัยเดิมอยู่แล้ว จึงเหมาะแก่การเรียน

    นั่นจึงเป็นเหตุให้ สองพี่น้องที่เรียนวิชานี้ ต้องให้สัจจะกับฟ้าดิน ก่อนเรียนวิชานี้ ในการไม่นำสมุนไพรไปขาย นั่นคือต้องทำให้เป็นทานเพียงอย่างเดียว เฉกเช่น ในช่วงแรกของถ้ำกระบอก ก่อนที่สิ่งนี้ทำให้ ท่านจำรูญ และท่านนิพนธ์ ต้องแยกจากกัน ในปี ๒๕๑๐ ด้วยท่านจำรูญ มีดำริ ที่จะเก็บเงินจากผู้ป่วยยาเสพติด หัวละ ๕๐๐๐ บาท ซึ่งท่านนิพนธ์ไม่ยอมเด็ดขาด แม่ชีเมี้ยน จึงตัดสินให้ท่านนิพนธ์ ลาสิกขา แล้วนำตำราออกไปจากถ้ำ และกล่าวว่า เมื่อมีปัญหาชีวิต ก็นำตำรานี้ไปหาบุญ เพื่อกอบกู้ ซึ่งก็หลังจากที่ท่านออกจากถ้ำกระบอก ถึง ๒๐ ปี คือในปี ๒๕๓๐ ท่านได้ให้คนไปบอกท่านจำรูญว่า จะขอบวชเพื่อเปิดหลักของแม่ชีเมี้ยนอีกครั้ง โดยมีระยะ ๑ ปี เพื่อหาพระมาเป็นตัวแทน

    ดังนั้น ในปี ๒๕๓๐ นั่นเอง จึงเกิดสำนักสงฆ์ ลำบาลี หรือ มนต์บาลี เกิดขึ้น ที่ตำบล โคกตูม อ.เมือง จ.ลพบุรี บนพื้นดิน ของบิดาของท่าน หรือที่คนทั่วไปเรียก ตาชม บนพื้นที่ประมาณ ๔ ไร่ ในเวลาไม่นาน ก็มีผู้ที่เข้ามาทำการรักษาเป็นจำนวนมาก และเริ่มมีพระที่เป็นผู้ป่วย ที่ได้รับการรักษาแล้วหายดี มาเป็นกำลังประมาณ ๓๐ รูป หลังจากครบ ๑ ปี ท่านก็ได้ลาสิกขา และให้พระชลอ ขึ้นเป็นเจ้าอาวาส ปกครองสงฆ์ โดยท่านจะมีหน้าที่ทำสมุนไพร และสนับสนุนกิจการของพระ เท่านั้น

    ด้วยเหตุนี้เอง ลูกศิษย์ที่นับถือ และติดตามมา ก็ยังคงเรียกท่านว่า "หลวงพ่อนิพนธ์" อยู่ แม้ว่าท่านจะลาสิกขาแล้วก็ตาม และยังคงให้ความเคารพ นับถือ และเรียกคำนี้ เพราะถือว่าท่านเป็นครูบาอาจารย์ ที่ให้ความรู้ในเรื่องของพระพุทธศาสนา และยังเป็นผู้มีพระคุณในการให้ชีวิตใหม่อีกด้วย

    ถึงแม้ว่า ผู้คนจะยังสงสัยว่า ถ้าไม่รับเงินแล้วจะดำเนินกิจการได้อย่างไร ท่านก็บอกว่า ต้องมีคนที่ศรัทธา และมีกำลังมองเห็น ประจักษ์ที่เห็นได้ชัดในเรื่องนี้ คือศาลาของสำนักนี้ อันมาจาก บิดาของผู้ป่วยยาเสพติดรายหนึ่ง ซึ่งเป็นผู้รับเหมา เมื่อลูกชายหายและกลับไปเรียนได้ จึงแจ้งว่า เขามีไม้อยู่ชุดหนึ่ง ที่ใช้ในการก่อสร้าง จะทำศาลาให้ แต่ไม้นี้มีอายุไม่นานเพราะเป็นไม้เนื้ออ่อน เขาได้นำมาสร้างศาลาของผู้ป่วย และสิ่งที่น่าอัศจรรย์ ศาลานั้น ยังมีสภาพดีอยู่มาจนทุกวันนี้

    คำของแม่ชีเมี้ยน ยังคงดังก้อง ไม่มีอะไรในโลกชนะกรรมได้ นอกจากธรรมและสมุนไพรของพระพุทธเจ้า วิทยาศาสตร์จะเหนือกรรม เป็นไปไม่ได้ วันหนึ่ง ลูกจะภูมิใจที่เห็นคนเขาประสพความสำเร็จจากการทานสมุนไพร และนำธรรมของพระพุทธเจ้าไปปฏิบัติ ซึ่งไม่มีหมอหรือใครในโลกทำได้ จึงเป็นที่มาของคำที่ว่า "ธรรมล้างกรรม สมุนไพรล้างโรค" มาจนทุกวันนี้

    สิ่งที่มีคุณค่ามากที่สุดในโลก คือมนุษย์  สิ่งที่สูงค่าที่นำมากอบกู้ชีวิตมนุษย์ ไม่ว่า ธรรมของพระพุทธเจ้า หรือสมุนไพร ก็ล้วนแต่ต้องไม่มีราคา มนุษย์ผู้ใด นำธรรมและสมุนไพร ไปตีราคา ย่อมเป็นผู้ทำลายคุณค่า และความศักดิ์สิทธิ์ จะไม่มีวันพบปาฏิหาริย์ของพระพุทธศาสนาและสมุนไพร คำพูดนี้ ได้พิสูจน์ตัวเอง มาเกือบครึ่งศตวรรษแล้ว ซึ่งหลวงพ่อนิพนธ์ มักจะเล่าให้ลูกศิษย์ฟังเสมอๆ

    ณ วันนี้ เพื่อนที่เป็นหมอในคราวนั้น บางท่านก็เสียชีวิตด้วยโรคไปแล้ว ที่อยู่ทุกคนก็ล้วนแล้วแต่เป็นโรค เมื่อมาเจอกัน ก็มักจะแซวกันในหมู่เพื่อนว่า สู้หมอผี ไม่ได้

    ถ้ำแตก - การละสังขารของแม่ชีเมี้ยน

    หลังจากการจากไปของพระนิพนธ์ และการลาสังขารของแมีชีเมี้ยน เมื่อวันที่ 17 มีนาคม พ.ศ.2515 ก็เกิดภาวะที่คนทั่วไปเรียกว่า ถ้ำแตก ผลก็คือ มีการกระจัดกระจายของพระ และแม่ชี แยกตัวออกไปตั้งสำนักเองกันมากมาย เช่น อาจารย์แพง อาจารย์โกวินทะ (วัดไผ่รื่นรมย์) อาจารย์สุชาติ (สำนักอยู่ที่ชลบุรี) วัดเจริญธรรม ถ้ำเขาภูตอง (ของแม่ชี) และอื่นๆ อีก รวม 9 สำนัก และเท่าที่ทราบ ผู้ที่เป็นเจ้าสำนักทั้งเก้า ปัจจุบัน ได้เสียชีวิตไปเกือบหมดแล้ว ที่ล่าสุดคือ ท่านโกวินทะ  คงเหลือแต่ท่านวิชัย ที่จัดว่าเป็นพระยุคแรกที่ยังเหลืออยู่ สำนักตั้งอยู่ที่ ต.โคกตูม จ.ลพบุรี เพียงองค์เดียว

    สิ่งที่น่าสังเกต คือ สำนักต่างๆ ที่แตกมาจากถ้ำในยุคแรก ล้วนแล้วแต่นำสูตรสมุนไพรไปใช้ แต่ไม่มีสำนักใดประสพความสำเร็จเลย จนต้องเลิกราในการรับผู้ป่วยไปในที่สุด คงเหลือไว้แต่ห้องอบสมุนไพรที่ยังพอมีให้เห็นบ้าง

    และเมื่อถ้ำกระบอก ได้ปกครองโดยพระพี่น้อง คือ ท่านจำรูญ และท่านเจริญ ปานจันทร์ มาระยะหนึ่ง ก็เกิดสำนักที่แตกแยกออกมาจากถ้ำอีกหลายสำนักเช่นกัน อาทิเช่น วัดเนินรังวรปัญญา (ลานนางฟ้า) ของท่านนราธิป เป็นต้น

    เมื่อพระนิพนธ์ได้ลาสิกขาจากถ้ำกระบอก ก็มิได้นำสิ่งอื่นใดมาด้วย  ยกเว้นตำราสมุนไพรของแม่ชีเมี้ยนที่ถ่ายทอดให้เพียงเล่มเดียว  จากข่าวในหนังสือพิมพ์ในสมัยนั้น ระบุว่า เจ้าอาวาส ท่านจำรูญ ปานจันทร์ ได้แจ้งความกับตำรวจ สระบุรี แจ้งข้อหาท่านนิพนธ์ ว่าลักทรัพย์ของถ้ำกระบอก  จนทำให้ท่านนิพนธ์ ต้องหลบหนีไปอยู่ที่ประเทศลาว และภายหลังต่อมาได้มีลูกศิษย์ที่เป็นนายทหารและผู้ใหญ่บางท่าน มาช่วยไกล่เกลี่ย จนในที่สุด ท่านจำรูญ จึงได้มีการถอนแจ้งความ

    การถอนแจ้งความในครั้งนั้น มีสัญญาใจระหว่างพี่น้องที่สำคัญคือ ท่านนิพนธ์จะต้องไม่กลับมาบวชและตั้งสำนัก เพื่อให้การรักษาแข่งกับถ้ำกระบอก ตราบใดที่ท่านจำรูญ ยังคงมีชีวิตอยู่  ด้วยเหตุนี้ ชื่อของท่านนิพนธ์ จึงค่อยๆ เลือนหายไป จากถ้ำกระบอก จะมีก็แต่ลูกศิษย์ที่ใกล้ชิดกลุ่มเล็กๆ แถบเมืองกาญจน์เท่านั้นที่ยังคงติดต่อและติดตามมา  และท่านนิพนธ์ ก็ไม่เคยที่จะติดต่อลูกศิษย์เก่าๆ หรือกลับเข้าไปยุ่งเกี่ยวกับกิจการใดๆ ของถ้ำกระบอก  นับตั้งแต่นั้นมา การกลับไปยังถ้ำกระบอกของท่านนิพนธ์ ก็มีเพียงก่อนที่ท่านจำรูญจะมรณภาพ เพื่อให้ไปรับมอบสิทธิ์การรับรักษาผู้ป่วยยาเสพติดต่อจากท่าน อันเนื่องมาจากข้อบังคับของกระทรวงสาธารณสุข ที่บัญญัติว่า ผู้ที่รับช่วงต่อ ต้องเป็นผู้ที่สามารถทำสมุนไพรได้เท่านั้น  ท่านจำรูญจึงได้ให้คนมาตามท่านนิพนธ์และร้องขอให้รับช่วงสิทธิ์นี้ เพื่อไม่ให้สิ้นตามท่านไป

    สิ่งที่เป็นเรื่องบังเอิญ ในการรักษาผู้ป่วยยาเสพติด ที่เล่าขานกันมา คือ ในระยะแรก การรักษาโดยสมุนไพร จะเน้นเฉพาะผู้ป่วยยาเสพติดเท่านั้น  แต่เมื่อเปิดรักษาไประยะหนึ่ง ก็พบว่า ผู้ที่หายจากยาเสพติด ล้วนแล้วแต่ได้ผลที่ไม่คาดคิดด้วยคือ โรคประจำตัวอยู่เดิมได้หายไป  ดังนั้น จึงมีการเล่าขานกันในยุคนั้นมาก จนทำให้มีผู้ป่วยโรคอื่นๆ มาติดต่อขอรับการรักษา แต่พระท่านก็ยืนยันที่จะไม่รับ โดยขอรับเฉพาะผู้ป่วยยาเสพติดเท่านั้น  ดังนั้นจึงมีผู้ป่วยจำนวนมากต้องกลับบ้านไป และไปหัดเสพยาเสพติด เพื่อกลับไปให้พระรักษา จนในที่สุด จึงได้มีการรับรักษาผู้ป่วยอื่นด้วย

    การฟ้องร้องแม่ชีเมี้ยน ศาลยกฟ้อง


    จากหนังสือพิมพ์เสียงอ่างทองระบุว่า แม่ชีเมี้ยน โดนข้อหาแต่งกายเลียนแบบสงฆ์ และอุตริมนุษย์ธรรมกระทำตนให้พระไหว้  ในครั้งนั้นทางการได้นิมนต์พระทั้งหมดให้ไปปักกลดที่เกาะโพธิ์ วัดศรีมหาธาตุ และจัดให้พระเถระชั้นสมเด็จทำการไต่สวน  ตัวแทนพระที่ถูกนำไปไต่สวน คือพระนิพนธ์ และได้แจ้งข้อหาเพิ่มเติมคือ มาตรา ๑๗ ส่องสุมผู้คนมีการกระทำอันเป็นคอมมิวนิสต์ โดยมีกรมศาสนาเป็นโจทย์  จอมพลสฤษด์ ธนะรัชต์ ได้จัดให้มีการตรวจสอบพระทั้งหมด

    ผลปรากฏว่า ส่วนใหญ่แล้วเป็นผู้ที่เลิกยาเสพติดได้มีจิตศรัทธาในหลักของแม่ชีเมี้ยนจึงมาบวช  ในกลุ่มพระนี้ บางองค์ก็มีนามสกุลที่ในสมัยนั้นเป็นที่รู้จักกันดี อาทิเช่น อภัยวงศ์ รุจิรวงศ์ รวมถึงมีราชนิกุล รวมอยู่ด้วย  หลังจากการสอบทำให้ทราบว่า ข้อมูลที่กล่าวหาเป็นเท็จ จึงมีการถอนฟ้องทุกคดี คงเหลือแต่คดี แต่งกายเลียนแบบสงฆ์ ซึ่งให้ดำเนินการภายหลังจากกลับสระบุรีแล้ว  ผลการตัดสินที่ศาลสระบุรี ตรวจแล้วก็ให้ยกฟ้อง เมื่อจอมพลสฤษด์ ธนะรัชต์ ทราบความจริงแล้ว จึงส่งให้ เสธ.ทวี จุลลทรัพย์ เป็นตัวแทนไปเป็นมรรคทายก และจัดซื้อที่ดินเพิ่มเติมให้แก่สำนักสงฆ์ถ้ำกระบอก เพื่อขยายกิจกรรมการรักษา  นับตั้งแต่นั้นมา จนถึงปี 2512 มีตัวเลขประมาณจากหน่วยงานรัฐ ประมาณว่าผู้ที่มารักษายาเสพติดประสพความสำเร็จ มีจำนวนเกือบแสนคน

    วันพฤหัสบดีที่ 25 พฤศจิกายน พ.ศ. 2553

    จากยุครุ่งโรจน์ สู่ความเสื่อมถอยลง

    จากบันทึกของกรมศาสนา ระบุว่า สำนักสงฆ์ถ้ำกระบอก ถือสัจจะฉันอาหารมื้อเดียว ไม่ขึ้นรถและทำหน้าที่ด้านสังคมสงเคราะห์บางอย่าง มีชื่อเสียงมากในการรักษาโรคของคน โดยเฉพาะพวกที่ติดยาเสพติด ฉะนั้นสำนักนี้จึงเป็นสำนักที่มีอิทธิพลต่อบรรดาศิษยานุศิษย์ที่เคยติดยาเสพติดมาก

    ตามข้อเท็จจริง สำนักนี้ เดิมนางเมี้ยน ปานจันทร์ ได้ริเริ่มก่อตั้งปี 2500 โดยนางได้บวชเหมือนพระสงฆ์ และนุ่งห่มผ้าเช่นเดียวกับพระสงฆ์ ได้สถาปนาลัทธิสัจจะโลกุตตระขึ้น และได้เดินมาธุดงค์ที่กรุงเทพฯ  นักบวชครูวรมัย กบิลสิงห์ ได้บันทึกไว้ว่า ภิกษุและสามเณรชาย ประมาณ 70 รูป ยอมยกย่องว่าท่านเป็นโลกุตตระจริงๆ จึงยอมกราบไหว้โดยเต็มใจ และได้ถามพระว่า ทำไมไหว้ผู้หญิง ด้วยผิดพระวินัย ได้รับคำตอบว่า "อาตมาไหว้ครูบาอาจารย์" บทสัมภาษณ์ของท่านกับแม่ชีเมี้ยน ได้ตีลงใน หนังสือพิมพ์เสียงอ่างทอง ในขณะนั้น

    และเมื่อ 19 มกราคม 04 เมื่อเดินมาถึงปทุมธานี ก็ได้รับทราบว่าเจอข้อหา ทำผิดกฎหมายอาญามาตรา 208 และถูกเชิญตัวไปที่กองปราบสามยอด และเกิดเหตุฟ้าผ่ากองปราบจนต้องย้ายที่ตั้ง ดังนั้น ยุคของสำนักสงฆ์แห่งนี้ จึงแบ่งเป็นสองช่วง คือ ก่อนปี 2512 โดยเฉพาะนับตั้งแต่ปี 2504 ถือว่าเป็นช่วงรุ่งโรจน์สูงสุด ในการรักษาโรค ที่นับว่ามีประสิทธิภาพมาก และยุคหลังปี 2512 คือ หลังจากการสิ้นของแม่ชีเมี้ยน ปานจันทร์ การรักษาก็เริ่มด้อยประสิทธิภาพลง กระนั้นก็ตาม มูลนิธิแมกไซไซ ได้ใช้ข้อมูลเดิม จึงพิจารณาผลงานและให้รางวัลในปี ๒๕๑๘ แก่ท่านจำรูญ ปานจันทร์ ชื่อของถ้ำกระบอกก็เริ่มเลือนหายไปจนแทบไม่เหลือความยิ่งใหญ่ในอดีต ไม่ว่าผลงานด้านการรักษา หรือข้อปฏิบัติ

    วันพุธที่ 24 พฤศจิกายน พ.ศ. 2553

    หลวงพ่อนิพนธ์ แห่งวัดถ้ำกระบอก

    ในตำนานปฐมบทของถ้ำกระบอกจนถึงปัจจุบัน ไม่มีการกล่าวถึง หลวงพ่อนิพนธ์ หรือ สามเณรนิพนธ์ ใดๆ เลย ทั้งที่จริงแล้ว ท่านถือว่าเป็นสามเณรที่จัดว่ามีบทบาทในยุคเริ่มต้นของถ้ำกระบอก อาจจะมากกว่าเจ้าอาวาส ท่านจำรูญ ปานจันทร์ หรือรองเจ้าอาวาส ท่านเจริญ ปานจันทร์ เสียอีก เพราะเหตุใดหรือ

    นับตามศักดิ์ ท่านจำรูญ และท่านเจริญ เป็นลูกของพี่ชายแม่ชีเมี้ยน  ส่วนท่านนิพนธ์เป็นลูกของแม่ชีเมี้ยน  จึงนับได้ว่าเป็นลูกพี่ลูกน้องกัน  ในยุคแรกที่แม่ชีเมี้ยน พาพระ 6 รูป คือ พระจำรูญ พระเจริญ พระประสาน พระประเสริฐ พระวิชัย สามเณร 3 รูป คือ สามเณรนิพนธ์ สามเณรชลอ สามเณรมูน รวมทั้งแม่ชี 2 รูป คือ แม่ชีอ่ำ และแม่ชีภักดี ขึ้นถ้ำกระบอก หาใช่เป็นความบังเอิญไม่  เป็นความตั้งใจของแม่ชีเมี้ยน ซึ่งได้เคยกล่าวว่า สถานที่นี้ พระพุทธโคดมเคยมาหลบฝน เมื่อครั้งเสด็จมาประเทศไทย สมัยนั้น บริเวณนั้นยังเป็นชายทะเล และถูกน้ำซัดกลายเป็นถ้ำ จึงเป็นที่เหมาะแก่การทำกิจของสงฆ์ เพื่อเดินตามรอยของท่าน  ท่านจำรูญ และสามเณรนิพนธ์ เป็นเพียงสองท่าน ที่ได้เล่าเรียนวิชาสมุนไพรจากแม่ชีเมี้ยน และเนื่องด้วยท่านจำรูญ และท่านจำเริญต้องฝึกปฏิบัติตามคำสอนของแม่ชีเมี้ยน ดังนั้นภาระของสามเณรนิพนธ์ จึงมีหน้าที่ในการหาเสบียง  เมื่อเริ่มมีการรับรักษาด้วยสมุนไพร ญาติโยมในยุคแรกจึงเป็นลูกศิษย์ของท่าน และถ้าบุคคลใดมีคุณสมบัติพร้อม ก็จะให้เข้าหาท่านจำรูญได้

    ลูกศิษย์ที่มีชื่อเสียงในสมัยนี้ อาทิเช่น คุณอาภัสราและคุณปวีณา หงสกุล ท่านพลเอกวัฒนชัย ฉายเหมือนวงศ์ เป็นต้น  ภาพที่บุคคลรุ่นก่อนนำมาให้ดู จะเห็นขบวนลูกศิษย์ที่เดินธุดงค์ตามท่านนิพนธ์ จะมีขบวนยาวมากจนไม่น่าเชื่อ แต่ชื่อของท่านได้เลือนจากถ้ำกระบอกไป อันเนื่องจากเหตุความคิดไม่ตรงกันกับท่านจำรูญและจำเริญ ในการเรียกเก็บเงินจากผู้ป่วยยาเสพติด ซึ่งท่านถือว่าเป็นการผิดคำสัญญาที่ให้ไว้เมื่อครั้งแรกเริ่มก่อนจะดำเนินกิจกรรม  ด้วยเหตุที่เป็นน้อง แม่ชีเมี้ยนจึงให้ท่านลาสิกขา ออกจากถ้ำกระบอกไปเมื่อปี 2510 และไม่มีผู้ใดกล่าวถึงอีกเลย

    หมายเหตุ ข้อมูลจากสาธารณสุข ระบุว่า สิทธิ์ในการเปิดรักษายาเสพติดของถ้ำกระบอก จะส่งต่อให้แก่ผู้ที่ทำยาสมุนไพรได้เท่านั้น  ดังนั้น ก่อนท่านจำรูญจะมรณภาพ จึงได้ให้ท่านนิพนธ์ มาเป็นผู้รับช่วงต่อ เพื่อให้สิทธิ์ดังกล่าวยังคงอยู่ และเป็นที่น่ายินดี ที่มูลนิธิไทยกรุณาได้สนับสนุนกิจกรรมของท่านนิพนธ์ในการเปิดรับรักษายาเสพติดขึ้นอีกครั้งที่ จ.กาญจนบุรี เมื่อเร็วๆนี้

    ประวัติสำนักสงฆ์ถ้ำกระบอก

    สำนักสงฆ์ถ้ำกระบอกมี ความเป็นมาอย่างยาวนาน และมีเรื่องเล่าขานไม่รู้จบ แต่ปฐมบทแห่งบทโศลกแห่งชีวิตเริ่มต้นขึ้นเมื่อปี 2497 พระสงฆ์ 7 รูปจากวัดคลองเม่าธรรมโกศล จ.ลพบุรี ธุดงค์ผ่านมาพบชาวบ้านกำลังเก็บขี้ค้างคาวอยู่บนถ้ำกระบอก เกิดพลาดท่าหินหล่นทับชาวบ้านคนหนึ่งจึงตรงเข้าช่วยเหลือ ระหว่างนี้เอง พระอาจารย์จำรูญ ปานจันทร์ (โสรัจกัสสปะ) และ พระอาจารย์เจริญ ปานจันทร์ ที่อยากจะให้พระสงฆ์อยู่ร่วมกับสังคม ช่วยพัฒนาสังคม จึงผุดขึ้นในใจของพระทั้ง 2 รูป หลังจากไตร่ตรองอยู่นาน ประกอบกับทำเลของเทือกเขาโปร่งปราบเหมาะต่อการอยู่ใกล้ชิดกับสังคม  สามปีต่อมา อุบาสิกาเมี้ยน ปานจันทร์ จึงเริ่มดำเนินการ เมื่อเสียชีวิตลง พระอาจารย์จำรูญ ซึ่งเป็นหลานจึงเป็นผู้ปฏิบัติภารกิจสืบต่อมา

    ต่อมาปี 2502 จอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ ได้มีคำสั่งคณะปฏิวัติให้ปราบปรามยาเสพติดอย่างจริงจังให้หมดไปจากราชอาณาจักร  มีการจับกุมคุมขังและลงโทษผู้เกี่ยวข้องกับยาเสพติดอย่างจริงจัง ขัดแย้งกับความเห็นของพระอาจารย์จำรูญ ที่มองว่าการปราบปรามไม่สามารถกำจัดสิ่งเสพติดให้หมดไปได้ การลดละเลิกยุ่งเกี่ยวกับยาเสพติด จะต้องมาจากจิตใต้สำนึกของคนเป็นสำคัญ แม้จะใช้กำลังบังคับขู่เข็ญแค่ไหนก็ไม่สามารถคลี่คลายปัญหาได้  พระอาจารย์จำรูญจึงฝากข้อความไปถึงจอมพลสฤษดิ์ว่า  "ปืนนั้นสู้บาตรไม่ได้หรอก จะเอาปืนไปปราบยาเสพติดก็ไม่ได้เช่นกัน"  เมื่อข้อความถูกส่งไปถึงจอมพลสฤษดิ์ สำนักสงฆ์แห่งนี้จึงกลายเป็นสถานบำบัดผู้ติดยาเสพติดไปในทันใด โดย พล.อ.อ.ทวี จุลทรัพย์ ได้ซื้อที่ดิน 32 ไร่เศษถวาย เพื่อจัดสร้างสถานบำบัดฟื้นฟูผู้ติดยาเสพติด โดยตั้งเงื่อนไขว่าผู้เข้ารักษาจะต้องเข้ารับสัจจะ ไม่สูบ ไม่เสพยาทุกชนิดโดยสมัครใจ และต้องเข้ารับการรักษาอย่างต่ำ 15 วัน ไม่ก่อความวุ่นวายใดๆ ในสถานที่บำบัด และไม่อ้างสิทธิหรือความจำเป็นออกนอกบริเวณสถานบำบัด

    การรักษาจะเริ่มด้วยการช่วยเหลือทางกาย โดย 5 วันแรกจะได้รับการบำบัดด้วยการดื่มยาสมุนไพร กลายเป็นที่มาของภาพอันเป็นเอกลักษณ์ของที่นี่ เมื่อคนไข้ดื่มยาสมุนไพรแล้วดื่มน้ำตามเยอะๆ จนอาเจียนออกมาหมดไส้หมดพุง หลังจากนั้นจะถูกส่งไปห้องอบตัวสมุนไพร ประกอบด้วย ตะไคร้ ใบละหุ่ง หญ้าคา ผักบุ้ง ช่วยลดความตึงเครียดของประสาท และขับพิษออกจากร่างกาย อีก 10 วันหลังคนไข้จะได้รับการรักษาทางจิตใจ พักฟื้น ปรับสภาพร่างกายและจิตใจให้สามารถกลับเข้าไปใช้ชีวิตอยู่ในสังคมได้อย่างปกติ ด้วยวิธีการฟังธรรม กิจกรรมสันทนาการ ฝึกอาชีพ เป็นต้น

    พระอาจารย์จำรูญ ปานจันทร์ จึงได้รับรางวัลแมกไซไซ เมื่อวันที่ 10 กันยายน 2518 จนกลายเป็นฉายาเรียกขานพระอาจารย์จำรูญว่า "หลวงพ่อแมกไซไซ

    ปี 2525 มีการระบาดของผงขาวและเฮโรอีนไปทั่วโลก แพทย์แผนปัจจุบันไม่สามารถบำบัดผู้ป่วยเหล่านี้ให้หายขาดได้ แพทย์ทางเลือกอย่างสำนักสงฆ์ถ้ำกระบอกจึงถูกจับตามองมากขึ้น หน่วยงาน "ฮีส เวส ดีทอค" (East-West Detox) ของอังกฤษ ให้การยอมรับว่าการบำบัดรักษาของถ้ำกระบอกสามารถ ทำให้ผู้ติดยาเสพติดหายขาดได้ถึง 90 เปอร์เซ็นต์

    ปัจจุบันถ้ำกระบอกผ่านหนาวผ่านร้อนมายาวนานกว่าครึ่งศตวรรษ แม้สังคมไทยจะมีโครงการวิวัฒน์พลเมืองขึ้นมาช่วยบำบัดฟื้นฟูผู้ติดยาเสพติด จนชื่อสำนักสงฆ์ถ้ำกระบอกค่อยๆ เลือนหายไปจากสังคมและผู้คนรอบข้าง

    วันจันทร์ที่ 22 พฤศจิกายน พ.ศ. 2553

    บทความถึง แม่ชีเมี้ยน โดยหนุมาน นำสาร

    มีผู้ใช้นามว่า หนุมาน นำสาร ได้เขียนบทความถึง แม่ชีเมี้ยน ดังนี้

    แม่ชีเมี้ยน ปานจันทร์ หรือ หลวงพ่อใหญ่ ที่แต่งตัวเหมือนพระคือ องค์โลกุตตระ เขตะมารัจจะ ที่ได้อวตารอุบัติขึ้นบนโลก ณ ประเทศไทย...ในช่วงกึ่งพุทธกาล เพื่อสานต่อพุทธศาสนาที่หักกลาง คือ หลักสัจจะธรรม และ สัจจะคำสอนเพื่อนำสัตว์พ้นทุกข์ ถูกบดบังด้วยความเห็นความเชื่อนอกศาสนา...ในช่วงหลังกึ่งพุทธกาล  ภายนอกท่านเป็นหญิง แต่ภายในคือ โลกุตตระ จึงรอบรู้ทุกสิ่งในจักรวาล ท่านคือ มนุษย์เหนือโลก คำสอนของท่าน คือโลกุตตระธรรม

    *** กึ่งพระพุทธกาล ศาสนาหักกลาง ****

    โลกุตตระ ..จึงหยิบเอาสัจจะของกุกุกสันโท ของโกนาคม ของกัสสปะ ของพระโคดม มาส่งต่อให้พิจารณาซึ่งกันและกัน ทั้งสี่พระองค์ หมดตัวทะยานอยากได้ด้วยสัจจะธรรม  สัจจะธรรมเป็นผู้นำของสี่พระองค์ เพื่อตัดกิเลสตันหา ราชาทิฐิ มานะชั่ว จะได้ไม่มัวเมาอยู่ในรูปรสกลิ่นเสียงนานาชนิด

    ลงชื่อ  หนุมาน ผู้นำสาร

    (คาดว่า ท่านคงเป็นพระวัดถ้ำกระบอก บทความดังกล่าวอยู่ในเว็บไซด์ “พลังจิต”)

    วันเสาร์ที่ 20 พฤศจิกายน พ.ศ. 2553

    ประวัติแม่ชีเมี้ยน


    ประวัติแรกเริ่ม แม่ชีเมี้ยน เกิดที่อำเภอหนองแก้ว จังหวัดลพบุรี และย้ายไปอยู่กรุงเทพฯ ใกล้กับศูนย์ประชุมแห่งชาติสิริกิต  ต่อมาได้บวชเป็นชี ที่วัดคลองเม่า และได้ชักชวนหลานชาย คือ ท่านเจริญ ปานจันทร์ มาบวช  และต่อมาท่าน จำรูญ ปานจันทร์ ได้ตามมาบวช

    จนกระทั่ง ปี พุทธศักราช ๒๕๐๑ จึงได้นำพระ ๖ รูป และ สามเณร ๓ รูป ขึ้นไปพำนัก ที่ถ้ำกระบอก โดยพระสำนักถ้ำกระบอกนี้มีลักษณะที่ท่านได้กล่าวว่า เป็นพระพุทธกาล คือ ฉันมื้อเดียว รวมกันในบาตร เรียกการฉันลักษณะนี้ว่า "เอกากังคัง" รถเรือไม่ขึ้น จะไปไหน ต้องเดิน ไม่มีการยกเว้น แม้จะอาพาธ, เงินทองไม่รับ ไม่มีการรับเงินและถือเงินโดยเด็ดขาด ถือธุดงค์เป็นวัตร คือ มีการเดินธุดงค์ทุกปี ประมาณ สามเดือน ลักษณะเด่นอีกอย่างที่คนสมัยนั้นเรียกพระถ้ำกระบอกก็คือ พระกรรมกร อันเนื่องจากเหตุของคำสอนจากแม่ชีเมี้ยน ที่ว่า พระพุทธกาล กินแล้วไม่นอน และคำกล่าวขานที่พระถ้ำกระบอกเรียกแม่ชีเมี้ยน คือ หลวงพ่อใหญ่ โดยมีนามของท่าน คือ "องค์เขตะมารัจจะ" หรือ "องค์โลกุตระธรรม" และเป็นผู้ที่สร้างบทสวด หลายร้อยบท อันเป็นเอกลักษณ์ของถ้ำกระบอก ที่ไม่เหมือนสำนักสงฆ์ใดๆ อันเป็นที่น่าทึ่งอย่างยิ่ง เพราะท่านไม่รู้หนังสือ ไม่เน้นศีล แต่เน้นที่การถวายและทำสัจจะ หรือ ที่เรียกกันว่า "สัจจะธรรม" การกระทำใดๆ ของทั้งสงฆ์และฆราวาส จะกระทำโดยการถวายสัจจะ เป็นข้อๆ มีระยะเวลา อีกทั้งไม่มีการสร้าง โบสถ์ วิหารหรือ กฐิน ผ้าป่า ใดๆ

    วันพุธที่ 17 พฤศจิกายน พ.ศ. 2553

    เริ่มต้นอีกครั้ง ความหวังของผู้ป่วย

    กำลังรวบรวมข้อมูล ของหลวงพ่อนิพนธ์ และแม่ชีเมี้ยนอยู่ แล้วจะมาโพสต์ให้อ่าน แต่ที่แน่ๆ สถานที่นี้ เป็นอีกทางเลือกหนึ่งที่อยากแนะนำให้มาลองดู ถ้าทำตามได้ ประสบความสำเร็จชัวร์ แต่ที่ดีกว่านั้น เราจะได้คนดีในสังคมเพิ่มขึ้นอีก


    สถานที่ที่กล่าวถึงนี้ คือ มูลนิธิไทยกรุณา
    ที่ตั้ง: 43 หมู่ 7 ต.วังศาลา อ.ท่าม่วง จ.กาญจนบุรี 71110


    โปรดติดตาม ตอนต่อไป